ฐานที่ตั้งแห่งความสุข
วันที่ 6 มีนาคม 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ฐานที่ตั้งแห่งความสุข

         ชั่วโมงครึ่งพอดีไปวัดถ้ำยาวเมื่อวานนี้ เขาว่าบ่ายสองโมงเทศน์ เราก็ว่าออกเที่ยงครึ่งพอดี ไปพอดีจริงๆ ชั่วโมงครึ่งถึงวัดพอดีเลย คนก็มากอยู่เมื่อวานนี้ก็ดี เทศน์ ๔๕ นาทีพอดี นับว่านานที่สุดแหละได้ ๔๕ นาทีในปัจจุบันนี้สำหรับธาตุขันธ์ ตามธรรมดาจะชั่วโมงกว่า นี่เทศน์ทั่วๆ ไปในการช่วยชาติ จำได้ที่ว่าเทศน์สนามหลวงชั่วโมง ๒๓ นาที สูงเนิน ชั่วโมง ๒๙ นาที มากกว่าเพื่อน เทศน์ช่วยชาติคราวนี้อำเภอสูงเนินชั่วโมง ๒๙ นาที นอกนั้นจะชั่วโมง ๒๓ ทั้งนั้น แล้วลดลง ๒๐  สิบสี่สิบห้านาที ทุกวันนี้เทศน์เต็มเหนี่ยวเมื่อวานนี้ได้ ๔๕ นาที โห เทศน์เกือบตายนึกว่าได้ ๓ ชั่วโมง เวลามาดูนาฬิกาได้ ๔๕ นาที นั่นเห็นไหมธาตุขันธ์ มันเหนื่อย เพียง ๔๕ นาทีเท่านั้น

เราอยากให้พี่น้องชาวไทยเรา พวกชาวพุทธนี้สนใจหันหน้าเข้าสู่ธรรม จะได้มีความสงบร่มเย็น ธรรมเป็นฐานที่ตั้งแห่งความสุข ไม่ใช่สมบัติเงินทองจะเป็นฐานที่ตั้งแห่งความสุข ธรรมต่างหากเป็นฐานที่ตั้งแห่งความสงบสุขเย็นใจ ตั้งแต่วงแคบถึงวงกว้างครอบโลกธาตุ ธรรมเท่านั้นที่จะทำโลกให้เย็น สิ่งภายนอกไม่ได้ทำให้เย็น ถ้าไม่มีธรรม สิ่งภายนอกก็กลายเป็นไฟมาเผาตัวเองและเผาโลกได้ ใครอย่าดีดอย่าดิ้นจนเกินเหตุเกินผล

เรื่องวัตถุนี้ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวโยงกับกิเลส กิเลสมักเป็นหัวหน้าและเป็นหัวหน้าเสมอ โลกถึงจะอะไรสมบูรณ์พูนผลมากน้อยเพียงไรก็ตาม จึงหาความสุขไม่ได้ หาความสุขไม่ค่อยได้ไม่อยากพูด ว่าหาความสุขไม่ได้นี้เหมาะ ไปถามปากไหนๆ ตอบมามีแต่เรื่องความทุกข์ความลำบากลำบน ไปถามเศรษฐีเขาดูซิน่ะ เอาธรรมจับมันเห็นหมดจะให้ว่าไง ไม่งั้นธรรมจะสอนโลกได้ยังไง เมื่อมองโลกไม่รู้ไม่เห็นโลกสอนโลกได้ยังไง แต่โลกไม่มองธรรมนั่นซิ มันหลับตาชนดะไปเลย จึงมีแต่ฟืนแต่ไฟเผากันตลอดเวลา ส่วนธรรมนี้มีเหตุมีผลทุกอย่าง ดูจริงๆ

เมื่อประมวลความสุขแล้ว ธรรมเท่านั้นเป็นฐานที่ตั้งแห่งความสงบสุขของโลกให้พออยู่พอเป็นพอไป และเป็นความสุขสุดยอด นอกนั้นไม่มี เรื่องกิเลสเป็นสิ่งที่จะก่อกวนทำลายตลอดเวลา มีเหยื่อล่อไปข้างหน้า เหยื่อล่อให้สร้างความหวังขึ้นในใจ หวังอันนั้นหวังอันนี้ มันสร้างขึ้นในใจ เจ้าของก็ดิ้นไปตามความหวัง ทีนี้ความสมหวังมันมักจะมีน้อย ไอ้ความผิดหวังมีมากทีเดียว ไอ้ที่ติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรังไม่ใช่อะไร ออกไปจากความดีดความดิ้น อยากมั่งอยากมีอยากดีอยากเด่น อันนี้ละตัวหลอก ทีนี้ก็คืบคลานไป

เวลานี้ทำยังไงเราอยากมั่งมี เรายังไม่มีเงิน ไปกู้เงินเขามาก่อน เอาเงินนี้เป็นพื้นฐานเพื่อจะสร้างกำไรมหาศาลว่างั้นเถอะ นี่วาดภาพในใจนะ แล้วก็ไปกู้เงินเขามา ครั้นไปกู้เงินเขามาแล้วมาทำมันไม่ได้อย่างใจที่มันคาดมันคิดละซิ แทนที่จะได้กำไรมหาศาลมันกลับเป็นคนทุกข์ ติดหนี้เขามหาศาลขึ้นทุกวันๆ  โลกนี่มองไปซิน่ะ ว่าหลวงตาบัวอุตริหรือไม่ โลกอันนี้เป็นตาข่ายแห่งความติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง เต็มไปด้วยกองทุกข์สับกันอยู่ในตาข่ายแห่งหนี้แห่งสินแห่งความดีดดิ้นของโลกนั่นแหละ โลกจึงหาเท่าไรก็หาเถอะ ถ้าไม่มีธรรมแล้วหาจนวันตายก็ไม่เจอความสุข ถ้ามีธรรม..เจอ

เดี๋ยวนี้กำลังโลกเหยียบธรรมตลอด ดีดดิ้นกันเหล่านี้มีแต่เรื่องกิเลสออกสนามทั้งนั้น ออกสนามก็คือเอาฟืนเอาไฟออกไปพร้อมๆ กันเลย จะหาความสงบร่มเย็นจากกิเลสนี้ไม่มี บอกตรงๆ เลยบอกไม่มี ต้องหาจากธรรม ธรรมต้องได้ฟัดกิเลสกันอย่างหนัก เพราะกิเลสมันหนา มันดีดมันดิ้น โถ เราลืมเมื่อไรที่ไปนั่งน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขา ไม่ลืมนะอะไรถ้าลงได้ถึงใจแล้วเป็นไม่ถอน ทุกข์ที่สุด ตั้งใจจะไปสู้กับกิเลส ขึ้นไปยังไม่ได้ยกครูเลยมันเตะทีเดียวตกฟากนู่น มันเลยเวทีไปแล้ว เห็นไหมกระแสหรืออำนาจของกิเลสมันตี

สติตั้งปั๊บล้มพร้อมเลย ล้มต่อหน้าต่อตาให้เห็นชัดๆ  ตั้งไม่อยู่เลย ถึงขนาดนั้นนะ ถึงได้น้ำตาร่วง โถ เวลามันรุนแรงรุนแรงจริงๆ กิเลส พุ่งทีเดียว สติตั้งพับล้มทันทีๆ อ้าวมาประกอบความเพียรยังไงจึงเป็นอย่างนี้ แล้วอะไรเป็นความเพียร ก็คือสติ สติตั้งไม่อยู่เอาความเพียรมาจากไหน ก็มีแต่เรื่องกิเลสเหยียบหัวใจตลอดเวลา น้ำตาร่วง เราไม่ลืมนะ ออกอุทานในใจ โถ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ นี่ออกในใจนะ ทีนี้ถึงใจแล้วนะนั่น เคียดแค้นให้กิเลสเป็นธรรมนะ เราได้เคียดแค้นแล้ว ที่น้ำตาร่วงเราเคียดแค้นสุดหัวใจเราเลย โถ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ เป็นในใจนะ

เอาละ ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง นี่เรียกว่าผูกโกรธผูกแค้นกันกับกิเลสเป็นธรรม ถ้าผูกโกรธผูกแค้นเป็นแบบโลกๆ แล้วเป็นภัยต่อตัวเอง และเป็นกรรมเป็นเวรต่อกันเรื่อยไป แต่ผูกโกรธผูกแค้นกับกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกต่อตัวเอง ที่จะฟาดมันให้แหลกลงไปเพื่อครองความสุขนี้เป็นธรรม นี้ละเราได้เอามาเป็นคติ เพราะเราเองเป็นผู้เป็น น้ำตาร่วงบนภูเขาไม่ได้ลืมเลย ตั้งไม่อยู่ ขนาดนั้นละฟังเอา ตั้งพับล้มทันทีเลย ตั้งเท่าไรล้ม ล้มต่อหน้าต่อตา

นี่ละกระแสของกิเลสเวลามันรุนแรง สุดท้ายก็น้ำตาร่วง แล้วก็ออกอุทานขึ้นมาว่า โถ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย นี่ถึงใจแล้วนะนั่น ยังไงจะเอาให้มึงพังจริงๆ ถึงจะล้มก็ล้มเถอะน่ะ หัวใจไม่ได้ล้ม ความมุ่งมั่น ความมุมานะที่จะฟัดกับกิเลสเต็มหัวใจ โรงงานใหญ่ก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา ไปไม่รอดกลับมาหาท่าน รับการอบรมเต็มเหนี่ยว อบรม ฟังๆ จริงๆ นะ ฟังอุบายวิธีการต่างๆ ที่จะไปฟัดกับกิเลสที่มันเอาเราหงายๆ น่น กลับไปสู้มันไม่ได้อีก กลับมาอีกไปอีก สู้ไม่ถอย ต่อไปก็เอาได้ละที่นี่ พอได้ก็ขยับใหญ่เลย ตั้งตัวได้ตั้งแต่นั้นมา นั่นละน้ำตาร่วงแล้วก็ตั้งตัวได้ นี่เรียกว่าความโกรธความแค้นให้กิเลสซึ่งเป็นภัยต่อหัวใจนี้เป็นธรรม

ความโกรธความแค้นอันนี้สร้างความมุมานะขึ้นทุกอย่างไม่จืดไม่จาง หมุนติ้วๆ พอได้กำลังเท่านั้นทีนี้เอากันใหญ่เลย ให้สมความเคียดแค้นที่น้ำตาร่วงเพราะมัน ซัดกันเลยทีเดียว เอากันเต็มเหนี่ยว จนกระท่งถึงขั้นที่ว่า นี่ขั้นมันว่างแล้วนะ มันผ่านไปหมดแล้วกองทุกข์มหันตทุกข์ มันผ่านไปถึงขั้นจิตว่างละที่นี่ เราสรุปความเอาเลย ผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปจนถึงขั้นว่าง ว่างจนอัศจรรย์เจ้าของ จากนั้นแล้วพิจารณาหากิเลสตัวไหนไม่ปรากฏ หมด เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ นี่ก็เป็นในใจเองถึงเอามาพูดได้เต็มปาก

หือ นี่มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วหรือ กิเลสมันไปไหนหมด แต่ก่อนมันเก่งนักหนา ทีนี้มันไปไหนหมด ตอนนั้นกิเลสมันหมอบ คุ้ยเขี่ยไปเดี๋ยวเจอ เจอก็ซัดกันเลย ตอนนั้นกิเลสไม่มีแล้วคำว่าชนะ มีแต่ขาดสะบั้นๆ ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ เป็นสติปัญญาเรียกว่านิวเคลียร์นิวตรอนกับกิเลส กิเลสขาดไปหมดเลยถึงขั้นนั้นแล้ว นับจากนั้นแล้วก็เชื่อมโยงไปถึงมหาสติมหาปัญญา กิเลสโผล่ไม่ได้เลย ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติขึ้นไปกิเลสเกิดไม่ได้ ให้มันชัดอย่างนี้ซิหัวใจ จนกระทั่งถึงบางตอน เหอ มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ข้นมาแล้วเหรอ กิเลสมันไปไหนหมด แต่ก่อนมันเก่งๆ น่ะ กำหนดที่ไหนหาที่ไหนก็ไม่มี เงียบเลย

ที่ว่าไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ ไม่ใช่สำคัญตนว่าเป็นอรหันต์นะ ยังมีกิเลสอยู่งั้นละแต่ค้นหาไม่เห็นก็ว่าตอนนั้นเฉยๆ ความสำคัญไม่มี สำคัญว่าสำเร็จเป็นอรหันต์น่ะ รู้อยู่ว่ากิเลสมีอยู่แต่มันหมอบ ธรรมมีอำนาจ พอโผล่ขึ้นมาก็ขาดสะบั้นๆ สติปัญญาอัตโนมัติถ้าลงได้เริ่มขึ้นแล้วกิเลสเกิดไม่ได้ มีมากมีน้อยมีแต่คอยจะระงับดับสูญไปเรื่อยๆ จะให้เกิดใหม่ไม่มี จากนั้นขึ้นไปหาขั้นมหาสติมหาปัญญา ละเอียดสุดแล้วนะนั่น ละเอียดสุดเป็นน้ำไหลซึมเลย สติปัญญาซึม กิเลสมันละเอียดมันก็แบบซึมเหมือนกัน ทางนี้ก็ซึมต่อซึมใส่กัน ขาดสะบั้นเหมือนกันหมดเลย

นี่ละตั้งแต่ล้มทั้งหงายๆ น้ำตาร่วง จนถึงขั้นที่ว่า หือ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ คนเก่านี่ละ ใจดวงเก่านี่ละ เพราะอาศัยการฝึกการทรมานไม่หยุดไม่ถอย มุมานะสุดขีดที่ได้น้ำตาร่วง ผูกโกรธผูกแค้นกับกิเลสเรียกว่าไม่จืดไม่จาง จนกระท่งทุกวันนี้ยังไม่ลืมมันฝังลึกเหมือนกันมันถึงแก้กันตก ความเคียดแค้นเป็นธรรม เคียดแค้นแบบนี้เป็นธรรม จนกระทั่งถึงขั้นที่ว่ากิเลสมันหมอบ ค้นที่ไหนก็ไม่มีๆ เงียบหมดเลยในหัวใจ ประหนึ่งว่าสิ้นสุดแล้ว แต่จิตไม่เคยสำคัญว่าสิ้น เป็นแต่เพียงว่าพูดขู่เฉยๆ เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ กิเลสมันไปไหนหมด สักเดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมา พับขาดสะบั้นๆ เชื่อมโยงกับมหาสติมหาปัญญาน้ำไหลซึม สุดท้ายก็พังเลย ขาดสะบั้นเป็นฟ้าดินถล่ม

คือฟ้าดินเขาก็อยู่ของเขา ระหว่างกายกับจิตที่มันกระเทือนกันมากเหมือนฟ้าดินถล่ม ผางขึ้นมานี้กายไหวเลยทีเดียว ไหวอย่างแรงเสียด้วย สะดุ้งปึ๋งเลยเทียว นั่นละระหว่างกิเลสกับใจนี้ขาดสะบั้นจากกัน รุนแรงขนาดนั้น ผึงเลย ร่างกายไหวไปเลยเหมือนว่าฟ้าดินถล่ม เราเรียกว่าฟ้าดินถล่ม หมายถึงกายกับจิตที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปมันดีดอย่างรุนแรง ดินฟ้าอากาศเขาก็อยู่ธรรมดาของเขานั้นแหละเขาไม่มีอะไร แต่มันเป็นอย่างรุนแรงในกายกับจิตเรา นี่ละที่ว่าฟ้าดินถล่ม หมายเอาตรงนี้นะ เราไม่ได้หมายถึงฟ้าดินข้างนอกถล่ม หมายถึงกายกับจิตที่ขาดจากกัน มันรุนแรงมาก ร่างกายนี้เหมือนหนึ่งว่ากระเด็นเลยเทียว มันกระเทือนมากทีเดียว

นี่ละตั้งแต่น้ำตาร่วงที่ได้ผูกโกรธผูกแค้นกับกิเลส ถึงใจ จนไม่ลืมถึงทุกวันนี้ ไม่ลืมเลย ถึงกันอย่างหนัก น้ำตาร่วง ถึงขนาดอุทานว่า หือ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ จากนั้นมาก็ท้าทายกัน ทั้งๆ ที่เรานอนหงายให้กิเลสเหยียบคออยู่ อย่างนั้นยังออกท้าทายอยู่ เหอ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ กิเลสเหยียบคออยู่นะนั่น หือ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ เอาละ นั่นเห็นไหมล่ะ ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ตอนนั้นกิเลสเหยียบคออยู่ มึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย จากนั้นก็ฟัดกันเลย ทีนี้ก็เหยียบคอกิเลส พูดให้มันชัดเจน มีข้อตลกขบขันอยู่ในตัว เวลาเหยียบคอกิเลสฟ้าดินถล่ม นั่นเห็นไหมล่ะ มึงเอากูไม่เห็นฟ้าดินถล่มวะ กูเอามึงฟ้าดินถล่ม แก้กัน มึงเห็นไหม

ตั้งแต่ฟ้าดินถล่มแล้วเงียบเลย หายเงียบ แล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดท้ายก็ประกาศป้างขึ้นมาเลย ที่ว่า ญาณญฺจะ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคตอันนี้ฉันใด อันนั้นก็ฉันนั้น เป็นธรรมอันเดียวกัน เข้าในหัวใจอันเดียวกันจะไม่เป็นแบบเดียวกันได้ยังไง อกุปฺปา เม วิมุตฺติ กิเลสทั้งปวงไม่มีการกำเริบอีกแล้ว นั่นชัด อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ประกาศขึ้นพร้อมกันเลย นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ขึ้นพร้อมกันเลย

นี่ละที่พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทเป็นการท้าทาย ให้เป็นสักขีพยานอันใหญ่หลวงแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้า จากนั้นมาก็ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺÿ อุทปาทิ พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เปล่งอุทานขึ้นมาว่า ในปริยัติท่านว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ นี้เป็นธรรมดาที่ท่านเขียนไว้ ผู้อ่านก็อ่านธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา แต่ธรรมที่เกิดขึ้นจากใจไม่เป็นอย่างนั้นนะ สิ่งใดก็ตาม นั่นเห็นไหมมันกระเทือนแรงไหมล่ะ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น คืออันนี้ไม่ดับ นั่นมันเป็นเครื่องพยานกัน คือธรรมชาติที่รู้ปัจจุบันนี้ไม่ดับ สิ่งเหล่านั้นดับหมดความหมายว่างั้น

ที่ว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ ท่านพูดตามปริยัติก็เป็นความสวยงามธรรมดา ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา ท่านว่าอย่างนี้ แต่เวลาเป็นขึ้นในใจมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันรุนแรงนะ มันประจักษ์ใจและเป็นสมบัติของตัวเอง ท้าทายได้ด้วย สิ่งใดก็ตามเกิดขึ้นแล้วดับทั้งนั้น อะไรไม่ดับล่ะ น่น อันนี้ละอันรู้จ้าอยู่นี้ไม่ดับ นี่มันเป็นพยานกัน

จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงเปล่งอุทานรับพระอัญญาโกณฑัญญะ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ นั่นรับกัน จึงเข้ากันได้กับว่า สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น รับกันได้ผึงเลย มันรุนแรง ความรู้ความเห็นที่เป็นขึ้นประจักษ์ใจนี้รุนแรงมาก ไม่ได้เหมือนเราอ่านตามปริยัติ อ่านปริยัติเป็นธรรมดาไม่มีอะไรรุนแรง แต่ที่เป็นขึ้นจากจิตนี้รุนแรง ถึงใจๆ นี่ละธรรมถ้าลงได้ถึงใจแล้วรุนแรงมาก หายสงสัย

สนฺทิฏฺฐิโก ครั้งสุดท้ายก็ป้างขึ้นมาพร้อมกันเลย ขั้นสุดท้ายก็คือว่า รู้ผลงานของตัวเอง ขั้นสุดท้ายก็ขั้นสุดยอดก็รู้ประจักษ์สุดยอด รวมมาหมดเลย ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ อกุปฺปา เม วิมุตฺติ เหล่านี้ อยติมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ขึ้นพร้อมกันเลยเชียวนะ ท่านแยกออกเป็นสี่บทๆ ต่างหาก มันขึ้นพร้อมกันหมดเลยละ นี่สนฺทิฏฺฐิโกประกาศป้างขึ้นมาภายในใจ แล้วจะไปถามใครล่ะ ก็ธรรมเป็นอันเดียวกัน ความรู้ที่รับธรรมก็เป็นความรู้ประเภทเดียวกัน จ้าขึ้นอย่างเดียวกัน เป็นปัจจุบันสดๆ ร้อนๆ.เหมือนกันหมด แล้วใครจะไปทูลถามพระพุทธเจ้าล่ะ สนฺทิฏฺฐิโก ประทานให้แล้ว ไปถามหาพระพุทธเจ้าหาอะไร น่นละธรรมแท้เป็นอย่างนั้น

มันอดคิดไม่ได้จวนจะตายเท่าไร แทนที่จะมาห่วงใยเจ้าของไม่ห่วงนะ ห่วงโลกที่ถูกกิเลสย่ำยีตีแหลก อะไรออกมาสนามไหนมีแต่เรื่องกิเลสเหยียบหัวสัตว์โลกทั้งนั้น ใครก็เก่งใครก็กล้าสามารถ มีแต่พวกหมากัดกัน มันน่าทุเรศนะ ใครนั้นก็เก่งอันนี้ก็เก่งออกมาท้าทายกัน มีแต่เรื่องของกิเลสตัณหาซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟจะมาเผาไหม้กันทั้งนั้น ไม่ได้มีน้ำดับไฟเข้ามาเจือปนเลย ถ้ามีธรรมแทรกเข้ามานี้จะเรื่องใหญ่ขนาดไหนก็ตามเถอะไม่เหนือธรรม ถ้านำธรรมมาปฏิบัติเรื่องจะสงบเรียบร้อยไป ยิ่งคนไทยทั้งประเทศเป็นชาวพุทธเสียมากต่อมาก เหตุใดจะตกลงกันไม่ได้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ขัดที่แย้งกัน เพราะความสกปรกนรกจกเปรต เรื่องกินเรื่องกลืนเรื่องรีดเรื่องไถมันเป็นมายังไงๆ ใครเป็นผู้ทำ ก็ผู้นั้นรู้ตัวเองแล้วปิดหรือเปิดโล่งออกไปไม่ทำเท่านั้นก็พอแล้วนี่นะ แล้วยอมรับจะว่าไง ผิดถูกประการใดก็ยอมรับ มันก็อยู่กันได้คนเรา ถ้าไม่ยอมรับนี้มีแต่ไฟละเผากัน หาความสงบไม่มีเพราะไม่ใช่ธรรม ถ้ายอมรับแล้วเป็นธรรมอยู่กันได้ทั้งนั้นแหละ เรื่องธรรมเป็นอย่างนั้น

นี่มันไม่มีนะเดี๋ยวนี้ มีแต่อวดเก่งอวดดีด้วยความเลวทรามของตัวเองทั้งนั้น ใครก็ว่าต่างคนต่างว่าดีๆ ก็คือต่างคนต่างเลวทรามนั่นแหละ มันจึงเอาไฟเผากัน จึงเรียกว่าสนามหมากัดกัน คือพวกทะนงตนว่าเรียนรู้เฉลียวฉลาด รู้อะไรมันมีแต่รู้วิชาหมากัดกัน ไม่ได้รู้เพื่อความสงบร่มเย็นต่อกันเลย ถ้าเป็นความรู้ทางด้านธรรมะ สงบ รู้มากรู้น้อยสงบโดยลำดับ ถ้ารู้แบบกิเลสแล้วเป็นหมากัดกันทั้งนั้น เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก