ความสุขหาได้ด้วยธรรมเท่านั้น
วันที่ 9 พฤษภาคม 2549 เวลา 8:00 น. ความยาว 17.03 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ความสุขหาได้ด้วยธรรมเท่านั้น

         ไปที่ไหนก็ไปเถอะคนเราด้วยความสะดวกสบาย ว่าอะไรจะมีความสุขมากกว่ากันๆ เช่นอย่างว่าไปยานพาหนะ ไปแบบจรวดดาวเทียมก็ไป ไปแบบเดินด้วยเท้าก็ไป ขึ้นรถขึ้นราเหาะเหินเดินฟ้าถึงจรวดดาวเทียมก็ไป ลงกิเลสได้เหยียบอยู่บนหัวใจแล้วหาความสุขไม่ได้ ท่านทั้งหลายฟังนะ ความสุขหาไม่ได้เลยถ้าลงกิเลสได้เหยียบอยู่บนหัวใจ ถ้ายังรู้จักวิธียับยั้งชั่งตัวต่อสู้กับกิเลสบ้างก็พอแบ่งความสุขได้บ้าง ถ้าเอาไปตามมันเสียจริงๆ นี้ใครก็ใครเถอะ อย่าอวดพระพุทธเจ้านะ

เห็นได้อย่างชัดๆ จิตบริสุทธิ์เสียอย่างเดียวอยู่ไหนได้หมดเลย ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา จ้าตลอด เรียกว่าอนันตกาลเสียด้วย ท่านว่านิพพานเที่ยง คือใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วนั้นแหละเห็นไหม สูญไหมล่ะ กลายเป็นธรรมธาตุไปแล้วในหัวใจ ในร่างกายของพระอรหันต์ ร่างของท่านก็เหมือนร่างของเรา อันนี้ยอมรับเรื่องความสุขความทุกข์มีเหมือนกันกับโลกทั่วๆ ไปเพราะเป็นสมมุติด้วยกัน แต่จิตที่บริสุทธิ์แล้วนั้น นั่นละท่านว่านิพพานเที่ยง นั่นละบรมสุขอยู่ตรงนั้น นี่ละที่รวมยอดเข้ามาแล้ว ความสุขความเจริญ ความทุกข์ความยากลำบาก มารวมอยู่ที่ใจ

ใจนี้เวลาเป็นส้วมเป็นถานก็เป็นจริงๆ ให้กิเลสขี้รดเยี่ยวรดอยู่นั้นตลอดเวลา หาความผาสุกเย็นใจไม่ได้ จึงว่าเราหาความสุขตั้งแต่เดินด้วยเท้า ขึ้นรถยนต์กลไก ฟาดเรือเหาะเรือบิน ขึ้นจรวดดาวเทียมก็ไปเถอะ ถ้าลงกิเลสได้เหยียบอยู่บนหัวใจแล้วหาความสุขไม่ได้เช่นเดียวกัน นั่นลงในจุดนี้อย่างแน่ใจเลย พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจนี้ดีดผึงออกจากวงสมมุติแห่งกองทุกข์ทั้งหลายนี้แล้ว นั่นบรมสุข อยู่ไหนสบายหมด ธรรมพระพุทธเจ้าสอนโลกให้ถึงความสุขถึงขั้นนั้นละ ขนาดนั้น แล้วจะหาศาสดามาจากไหนมาแข่งพระพุทธเจ้าเราไม่มี บอกในโลกทั้งสามนี้ไม่มี มีพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เท่านั้นมาปลดทุกข์ลำบากทั้งหลายของสัตว์โลกให้เบาบางๆ จนพ้นไปได้ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ค้นคว้าได้เจอธรรมอันเลิศเลอ แล้วนำธรรมนั้นมาสอนโลก

มันไม่มีนะความสุข เพราะฉะนั้นท่านจึงให้มีธรรมเข้าคัดค้านต้านทานพอแบ่งเบากันบ้าง ถ้าไม่มีธรรมเลยมีแต่กองทุกข์ล้วนๆ จะเป็นอะไรก็เป็นเถอะในสามแดนโลกธาตุนี้ กองทุกข์ล้วนๆ เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนต่างกัน คนมีคนจนทุกข์ยากลำบากอะไรก็ตามเถอะ อยู่ที่หัวใจ หัวใจหาความสุขไม่ได้ ไปนั่งอยู่บนกองเงินกองทองก็ไฟเผาหัวอกอยู่บนกองเงินกองทอง หาความสุขไม่ได้ พลิกตรงกันข้ามปั๊บ พอสลัดเชื้อแห่งทุกข์คือกิเลสออกหมดโดยสิ้นเชิง นั่งอยู่ที่ไหนสบายหมด ไม่มีคำว่าทุกข์ภายในใจตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นลงไป ความทุกข์ภายในใจของท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่มีเลย หมดโดยสิ้นเชิง คือกิเลสหมดโดยสิ้นเชิง ทุกข์ภายในใจก็หมดโดยสิ้นเชิง บรมสุขขึ้นแทน

เอาให้มันเห็นถึงขนาดนั้นซิ ธรรมพระพุทธเจ้าสอนโลกได้ถึงขนาดนั้นละ แล้วมีธรรมที่ไหนในสามแดนโลกธาตุนี้ บอกว่าไม่มี ชี้นิ้วเลยไม่มี มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้วในโลกทั้งสามนี้ พุทธศาสนาสอนได้หมดโลกทั้งสาม นั่นเห็นไหมล่ะ

เรื่องความสุขความทุกข์มารวมอยู่ที่ใจไม่อยู่ที่ไหน ใครจะไปแบบไหนๆ ก็ไปเถอะ ก็แบบนักโทษในเรือนจำนั่นแหละ ถูกควบคุมไปตลอดนักโทษในเรือนจำ อยู่ในเรือนจำก็ถูกควบคุม ออกไปทำหน้าที่การงานอะไรก็ถูกควบคุมตลอด เรียกว่านักโทษในวัฏจักร คือกิเลสบังคับจิตใจให้เป็นนักโทษ พอกิเลสขาดสะบั้นแล้วดีดผึงเลย ไม่มีอะไรมาเป็นภัยต่อใจ ไม่มีเลย หมด นั่นธรรมพระพุทธเจ้าสอนได้ถึงขนาดนั้นแหละสอนโลก เพราะฉะนั้นจึงให้พากันสนใจในอรรถในธรรม ถ้าอยากปลงวางความทุกข์ทั้งหลายได้บ้างพอประมาณก็ให้มีธรรมในใจ ถ้าไม่มีธรรมอย่าไปหวังเอาสิ่งทั้งหลายที่โลกหวังกันจมกันมาเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดที่เกาะ จะเป็นไฟตลอดไป ถ้าเอาธรรมเกาะแล้วค่อยผาสุกเย็นใจนะ

ยิ่งพวกนักภาวนานั่นละ ยิ่งจะเห็นเรื่องกองทุกข์ทั้งหลายมารวมอยู่ที่หัวใจ ความสุขมากน้อยก็เกิดที่หัวใจจากการภาวนา จะได้เห็นชัดเจนกันตรงนั้น ไปหาที่อื่นไม่เจอ หาความทุกข์ก็จะอยู่ที่ใจ หาที่ใจก็เจอ ความสุขก็ลงที่ใจ เจอกันที่นั่นและทำลายกันที่นั่น ทุกข์ทั้งหลายขาดสะบั้นลงไป บรมสุขก็จ้าขึ้นมาเลย ท่านว่า อาโลโก อุทปาทิ สว่างจ้าตลอดเวลา อาโลโก อุทปาทิ ความสว่างจ้าได้เกิดขึ้นแล้วภายในใจ

เมื่อใจได้ถึงขั้นพอตัวแล้วอยู่ที่ไหนสบายหมด ไม่ต้องหาอะไรมาปรนปรือ บำรุงรักษาอะไรมากมายนัก พอครองขันธ์ไปได้ด้วยอาหารการกินสิ่งเยียวยาอะไรๆ บ้างเท่านั้นพอ เพราะเยียวยากันไปพอถึงวันปลงเท่านั้นเอง ธรรมชาติหนึ่งเป็นหลักเกณฑ์อันตายตัวอยู่แล้วด้วยความเลิศเลอภายในใจ นักภาวนาจะพอทราบได้บ้างเรื่องความสุขความทุกข์ภายในใจของตัวเอง ถ้าไม่ได้ภาวนาเลยไม่มี บอกไม่มีเลย เรื่องความสุขแย็บออกมา กิเลสเอาเหยื่อล่อมาล่อแย็บเป็นความสุขด้วยความเพลิดเพลินหวังนั้นหวังนี้ เอาความสุขกับสิ่งนั้น แล้วตกหายไปๆ อยู่อย่างนั้นตลอด ความสุขภายในธรรมนี่ไม่เป็นนะ อยู่ที่ไหนๆ มันก็เป็นอยู่ในใจนั่นน่ะ มันรื่นเริงอยู่ในใจ

อย่างพระท่านเที่ยวปฏิบัติกรรมฐานเพื่ออรรถเพื่อธรรม ที่ท่านทุกข์ยากลำบากเข็ญใจ คือท่านไม่ถือสิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ยิ่งกว่าธรรมที่ท่านมุ่งหมาย ธรรมที่ท่านมุ่งหมายเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ความทุกข์ยากลำบากอะไรท่านไม่ถือเป็นอุปสรรค ความพากความเพียรจะเป็นจะตาย ท่านก็มุ่งต่อแดนพ้นทุกข์คือความเลิศเลอนั้น เรียกว่าธรรมที่เลิศเลอ อยู่ที่นั่น ท่านมุ่งต่อนั้นสิ่งทั้งหลายจึงไม่มากวนท่านได้ ทีนี้พอถึงนั้นแล้วยิ่งปล่อยไปหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเลย อยู่ที่ไหนสบายหมดๆ นั่นละหาความสบาย

ความทุกข์มีอยู่ในตัวทุกคน เรียกว่านักโทษในวัฏจักรมีอยู่ด้วยกันหมด ความสุขจะหาได้ด้วยธรรมเท่านั้น ความสุขหาทางโลกก็เห็นกันอย่างชัดเจน ไม่มีใครมาแข่งกันได้ ความสุขทางโลกถ้าเป็นเจ้าอำนาจก็มหาอำนาจ เป็นผู้มั่งมีศรีสุขเลิศโลก เลยกว่าโลกก็มีแต่คำพูดเฉยๆ หัวใจมันเป็นนักโทษในเรือนจำได้แก่วัฏจักรเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นใครจึงอย่าเย่อหยิ่งจองหองว่ามีอำนาจมากอย่างนั้นอย่างนี้ ชี้แร้งเป็นแร้ง ชี้กาเป็นกา ได้ภายนอก แต่ชี้กองทุกข์ภายในใจเจ้าของไม่ได้เลย นั่น ถ้าลงไม่มีธรรมแล้วจะมีอำนาจบาตรหลวงขนาดไหนก็มีเถอะคนเรา เป็นคนอาภัพด้วยกันหมด

เราอย่าว่าคนมีอำนาจบาตรหลวงมีความสุขความเจริญนะ เป็นคนอาภัพเพราะอำนาจของกิเลสบีบหัวใจด้วยกันหมดนั้นแหละ พอกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจแล้ว มหาอำนาจโดยหลักธรรมชาติขึ้นเองเป็นเอง ไม่มีอะไรมาบังคับบัญชาได้เลยตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นลงไป เพราะกิเลสเท่านั้นเป็นเจ้าอำนาจบีบอยู่ที่หัวใจ หาความสุขไม่ได้ จะเอาอะไรมาแก้มาไขก็มีแต่บรรเทาไปชั่วระยะกาล สุดท้ายก็เป็นการเพิ่มเชื้อไฟให้ไฟแสดงเปลวมากขึ้น จากการขวนขวายจากการวิ่งเต้นทั้งนั้น

ให้รู้จักความพอประมาณ เอาธรรมเข้าไปจับ อย่าพากันดีดกันดิ้นจนเกินไป โลกทั้งหลายดิ้น เอาโลกมาเป็นตัวอย่างเราก็แบบเดียวกันกับโลก ถ้าเอาธรรมมาเป็นตัวอย่างแล้วเราก็พอเป็นพอไป ทุกข์ยากลำบากหัวใจไม่ทุกข์เสียอย่างเดียวอยู่สบาย ถ้าลงหัวใจทุกข์เสียอย่างเดียวเท่านั้นเอาอะไรมาปรนปรือไม่มีความหมายนะ เอาจุดนี้เป็นสำคัญ ให้พากันจำ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ไม่พูดมาก เราก็จะมีธุระของเรา ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก