จิตถึงแดนอัศจรรย์
วันที่ 11 พฤษภาคม 2549 เวลา 7:55 น. ความยาว 52 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

จิตถึงแดนอัศจรรย์

ก่อนจังหัน

คำว่าธรรมว่าศาสนานั้น โลกได้ยินเฉยๆ ไม่ได้เข้าถึงใจนะ ศาสนาๆ แปลว่าคำสั่งสอน ความหมายก็คือสอนให้เป็นคนดี ให้มีแบบมีฉบับมีหลักมีเกณฑ์ในความประพฤติหน้าที่การงาน ความประพฤติให้ประพฤติดี หน้าที่การงานก็ทำให้เป็นประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม ท่านว่าคำสอน ท่านสอนให้ปฏิบัติโดยมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ทำไปสุ่มสี่สุ่มห้าตามความต้องการ นั่นไม่ใช่คำสอน

ทีนี้คำว่าธรรมนั้น ธรรมนี้โลกทราบแต่ว่าธรรมและตายใจกันทั่วโลกนั้นแหละ ตายใจกับธรรมทั่วโลก แต่ธรรมนั้นจะมีความหมายมากน้อยเพียงไร ไม่มีใครทราบได้อย่างง่ายดายคำว่าธรรมๆ นี้ ถ้าเราอยากจะทราบเรื่องธรรมที่แท้จริง ขอให้ท่านทั้งหลายนำธรรม จะเป็นธรรมบทใดก็ตามเข้ามาพิสูจน์ภายในจิตใจของตนเอง อย่าไปพิสูจน์ที่อื่น เอาธรรมเข้ามาพิสูจน์ในเวลาต้องการความสงบใจ ให้เอาธรรมเข้ามาพิสูจน์

พุทโธก็เรียกว่าธรรม ธัมโมก็เรียกว่าธรรม สังโฆก็เรียกว่าธรรม หรือเราบริกรรมคำใด เช่น มรณัสสติ ระลึกถึงความตายก็เป็นธรรม เราระลึกในธรรมบทใดที่เป็นเครื่องเตือนสติตนเองท่านเรียกว่าธรรม ให้นำธรรมบทนั้นๆ ตามที่ตนต้องการหรือถูกอัธยาศัยของตนแล้วเข้ามากำกับใจ เช่น พุทโธๆ ให้มีสติจับอยู่กับคำว่าพุทโธ พุทโธติดอยู่กับใจ ธรรมบทใดก็ตามให้ทำแบบเดียวกันนี้ จะเป็นธัมโมหรือสังโฆก็ให้ติดอยู่กับใจ แล้วมีสติติดอยู่กับคำบริกรรมนั้น เพื่อให้ท่านทั้งหลายพิสูจน์ธรรม ธรรมพระพุทธเจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนด้วยวิธีการนี้ ประจักษ์กับใจเลยนะ

พระพุทธเจ้าประจักษ์ขึ้นด้วยธรรมเหล่านี้แหละ ให้เอานี้ไปพิสูจน์ภายในใจตนเอง ตั้งแต่ตื่นนอนมาถึงค่ำๆ แล้ววันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงนั้นมันไปไหนหมดให้พิสูจน์ตนเองอีกด้วยนะ ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งหลับ วันนี้วันหน้าๆ รวมแล้ววันคืนเป็น ๒๔ ชั่วโมง วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เราคิดเราทำเราพูดนี้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง เข้ามาพิสูจน์ตัวเองอีก วันนี้ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับเราไปทำหน้าที่การงานอะไร ประพฤติตัวอย่างไรบ้าง ให้พิสูจน์ตัวเองนะอย่าไปพิสูจน์คนอื่นคนใด ส่วนมากโลกมักพิสูจน์คนอื่นและเพ่งโทษเพ่งกรณ์คนอื่นมากยิ่งกว่าจะดูหัวใจตนเอง ซึ่งเป็นนักโทษใหญ่หลวง

ใจนี้เป็นนักโทษอันใหญ่หลวง คิดตั้งแต่เรื่องชั่วช้าลามก ถ้าว่าเพลินก็เพลินเพื่อความชั่วช้าลามกไปเสีย ให้พิสูจน์อันนี้ถ้าท่านทั้งหลายอยากทราบว่าธรรมเป็นยังไง นำเข้ามาบริกรรมดูซิน่ะ พุทโธๆๆ จะนั่งก็ได้จะนอนก็ได้ ท่าไหนได้ทั้งนั้นแหละ เหมือนกับท่าที่เราเคยวิ่งตามกิเลส ท่าไหนสะดวกหมดเรื่องของกิเลส ท่าธรรมก็ให้สะดวกเพื่อบำเพ็ญธรรมได้ด้วยกัน ให้พิสูจน์ดูนะ มันจะตายทิ้งเปล่าๆ โลกทั้งโลกนี้มีใครได้หลักได้เกณฑ์บ้าง ถามหาสักรายหนึ่งก็ไม่มี ถ้าไม่มีธรรมเข้ายึดเข้าเกาะอยู่กับใจแล้วไม่มีนะ

มีแต่ตื่นลมตื่นแล้งกันว่าบ้านนั้นเจริญบ้านนี้เจริญ เมืองนั้นเจริญ มันตื่นกันลมๆ แล้งๆ เหมือนกระต่ายตื่นตูม เราเคยพูดแล้วกระต่ายตื่นตูม ตื่นกันลมๆ แล้งๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ทีนี้พิสูจน์ ให้หาหลักหาเกณฑ์ กระต่ายวิ่งไปไปเจอพญาราชสีห์ พาพวกบริษัทบริวารใครต่อใคร ต่างคนต่างตื่นตูมๆ กระต่ายตื่นตูม แล้วพากันวิ่งไป มีแต่ว่าฟ้าถล่มๆ ฟ้าไม่ทราบมาจากไหน ตื่นบ้ากันไปอย่างนั้นละ ความจริงกระต่ายนั้นน่ะมันนอนอยู่ใต้ต้นตาล กำลังหลับๆ ฝันๆ นั้นละ มะตูมมันหล่นลงมาใส่ก้านตาล ตูมตามลงมา ตกลงมาใกล้ที่นอนที่กระต่ายกำลังนอนอยู่ เรียกว่ากระต่ายตื่นตูม คือมะตูมมันหล่นลงมาถูกก้านตาลตกลงมาข้างล่าง พอตูมตามลงมานั้นกระต่ายนึกว่าฟ้าถล่ม ความจริงมะตูมมันหล่นนั้นแหละ กระต่ายก็วิ่งเลยทีเดียว

วิ่งอะไรๆ ฟ้าถล่มๆ คนนี้ก็วิ่งตามๆ ฟ้าถล่มๆ วิ่งไปเจอพญาราชสีห์ พญาราชสีห์ห้ามทันที บังคับไว้ไม่ให้ไป ตื่นอะไร ว่าฟ้าถล่ม ฟ้าถล่มที่ไหนพาเราไปดูมันเป็นยังไงน่ะ จึงพากันไปดู ถามหาเหตุหาผลกับกระต่ายตัวนั้นละ กระต่ายตัวตื่นตูมนั้น พากันไปดู ที่ไหนได้เป็นมะตูมหล่นลงมาถูกก้านตาลตกมานี้ อ๋อ นี่ฟ้าถล่มๆ อย่างนี้เอง อันนี้พวกเราให้เอาธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นพญาราชสีห์นะ มาหักห้ามตัวเองเข้าหาเหตุหาผล อย่าพากันตื่นตูมๆ อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี ไม่มีอะไรดีแหละถ้าเจ้าของตื่นตูมแล้วฟ้าถล่มไปตามๆ กันหมด ขาหักแข้งหักไปเรื่อยแหละ เอาพญาราชสีห์มาพิสูจน์

นี้เอาธรรมเข้ามาพิสูจน์ สอนให้พิสูจน์ภายในจิตใจของท่านเอง ลองเอาไปทำดูซิธรรมพระพุทธเจ้านี้เป็นยังไง ใครก็ว่าถือศาสนาพุทธ พุทธแท้เป็นยังไง จะสัมผัสที่ใจรู้ที่ใจ เกิดความดูดดื่มแปลกประหลาดอัศจรรย์ในหัวใจของเราเอง ด้วยการภาวนานั่นละ เอาพุทโธ ธัมโมหรือสังโฆบทใดก็ได้ ให้ท่านทั้งหลายเอาไปพิสูจน์ ธรรมแท้คืออะไรอยู่ที่ไหน เอา พิสูจน์ที่หัวใจด้วยจิตตภาวนา ท่านทั้งหลายจะทราบผู้ใดผู้หนึ่งแน่นอน ทราบจนกระทั่งถึงอัศจรรย์ ไม่ต้องบอกละพระพุทธเจ้าเป็นยังไงๆ ไม่ต้องบอก มันหยั่งถึงกัน พระพุทธเจ้าก็คือธรรมชาติที่อัศจรรย์อยู่ในใจนี้แหละๆ เรื่อยไปเลย

ให้พากันภาวนาบ้างนะ ทุกวันนี้กิเลสตัณหาคลื่นมันใหญ่มันโตมากทีเดียว คลื่นกิเลสทั่วโลกดินแดนเวลานี้กำลังตั้งคลื่นขึ้นมาทั่วโลก เรื่องธรรมที่จะมาห้ามคลื่นนี้เท่ากับฝ่ามือกั้นน้ำมหาสมุทรมันเข้ากันได้ไหมล่ะ กั้นน้ำมหาสมุทรด้วยฝ่ามือ อันนี้เราจะเอาธรรมไปกั้นคลื่นของกิเลสซึ่งเทียบกับมหาสมุทรนั้นมันเป็นไปไม่ได้แหละ ให้กั้นตัวของเราเองอย่าไปกั้นผู้ใดๆ เลย ให้กั้นตัวของเราที่เป็นคลื่นทะเลหลวงแห่งฟืนแห่งไฟ ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา นี้ละคลื่นใหญ่อยู่ที่หัวใจของเรา ให้กั้นมันด้วยพุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ มีสติตั้งให้ดี มันจะเป็นยังไงหัวใจดวงนี้ เกิดมาด้วยกันจนกระทั่งป่านนี้ไม่เคยพิสูจน์กันเลย เอา พิสูจน์กันดูน่ะ

มันเป็นยังไง พาดีดพาดิ้นกันกระต่ายตื่นตูมไปเรื่อยๆ ไปนี้มันจะตายทิ้งเปล่าๆ เอาธรรมมาพิสูจน์ ธรรมคือพญาราชสีห์ เอามาพิสูจน์ตัวเองให้ได้หลักได้เกณฑ์ พุทธศาสนานี้เลิศเลอสุดยอดมาตามลำดับของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ตรัสรู้แบบเดียวกันๆ เลิศแบบเดียวกันมา แล้วมาหาพวกเราที่เป็นลูกชาวพุทธ ปฏิญาณตนว่า  พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นี้มันได้อะไรเข้ามาในใจ มีแต่คำพูดแว็บเดียวเท่านั้นนอกนั้นกิเลสเอาไปถลุงหมดไม่มีตับมีปอดนะวันหนึ่งๆ มันน่าทุเรศนะ ขอพูดเสียเถอะวันนี้

หลวงตาบัวสอนโลกมาได้ ๕๖ ปีนี้แล้ว วันนี้ขอพูดให้เต็มปากว่า มันเป็นยังไงพวกกระต่ายตื่นตูม เมื่อไรจะรู้เนื้อรู้ตัว หรือให้เป็นด้วยกันหมดนั้นเหรอ ไปไหนมีแต่กระต่ายตื่นตูม ให้กิเลสมันลากไปๆ ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความดีดความดิ้น ความอยากได้อยากมีอยากร่ำอยากรวยอยากด้วยกัน แต่มันดีดดิ้นผิดทางมันก็จนไปๆ สุดท้ายจม ส่วนมากมีแต่จมนะ พากันจำให้ดี

จิตไม่มีที่พึ่งที่เกาะมีสาระอะไรคนเรา เราอย่าเอาสมบัติเงินทองข้าวของมาเป็นที่เกาะ เกาะได้เพียงชั่วระยะ เขาไม่พังเราก็พังเท่านั้น ถ้าเอาธรรมเกาะแล้วไม่พัง ติดๆ ติดตัวไปละ จำให้ดี สำหรับพระก็เหมือนกันให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติทุกองค์นะพระ ไหลเข้าไหลออกตลอดเวลาจนมองไม่ทันในวัดนี้ เป็นสถานที่ไหลผ่านเข้าผ่านออก สถานที่รวมของพระอยู่ที่นี่หมด พากันตั้งอกตั้งใจ ผมเคยสอนเสมอว่าการภาวนามีอะไรเป็นเครื่องประกันตัว เราจะทำภาวนาแบบใดก็ตามบทใดก็ตาม สติเป็นสำคัญ อย่าปล่อยสติ เอาๆ ไปทดลองดู วันนี้ก็รู้

การพูดนี้มาโกหกท่านทั้งหลายเหรอ วันนี้จะตั้งสติตั้งแต่บัดนี้ไปถึงเวลาเท่าไร จะไม่ยอมให้เผลอ ฟัดกันกับความคิดความปรุง มันอยากคิดอยากปรุงเรื่องราวทั้งหลาย ดีดดิ้นตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่จะหนักยิ่งกว่าความอยากคิดอยากปรุงอันเป็นเรื่องของกิเลสนี้นะ เอาสติตั้งไว้ มีคำบริกรรมพุทโธ เอาพุทโธก็ได้ตั้งฐานไว้บังคับช่องมันจะออก สังขารละช่องมันออก สังขารเป็นสังขารกิเลส กิเลส อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มันดันออกมา ตั้งสติให้ดี ตั้งสติดีเท่าไร สงฺขารา กิเลสประเภทฟืนไฟนี้จะไม่ออก ตั้งทั้งวันกิเลสตัวนี้ออกไม่ได้ทั้งวัน

วันนี้ก็ตั้งวันหน้าก็ตั้ง สุดท้ายก็ตั้งหลักได้ จิตใจสงบเย็น ความดีดความดิ้นอยากคิดอยากปรุงสงบตัวลงๆ จนกระทั่งไปถึงฐานแห่งความสงบแล้วไม่อยากคิดอยากปรุง รำคาญ นั่นเห็นไหมล่ะ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนอยากคิดอยากปรุง มันจะเป็นจะตายอกจะแตก เวลาบังคับกันได้ด้วยวิธีภาวนา มีสติบังคับไว้ จนกระทั่งจิตสงบ สงบแน่วเข้าไปจริงๆ แล้วไม่อยากคิดที่นี่ สงบเย็นสบาย อยู่ด้วยความรู้เอกจิตเอกธรรม นั่นละสบาย เพียงขั้นนี้ก็เย็นแล้ว ท่านทั้งหลายจะได้เห็นหัวใจของท่าน อยู่กับท่านทั้งหลายเองเป็นยังไงหัวใจดวงนี้ มีอะไรไปถลุงอยู่ตลอด ทั้งเขาทั้งเราถูกถลุง

หาตั้งแต่ความสุขความเจริญ มันเจอตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเท่านั้น เพราะหาไม่ถูกทาง นี่สอนวิธีที่ถูกต้องให้ ให้จำเอาไปปฏิบัตินะ ให้มีพุทโธติดหัวใจบ้างคนๆ หนึ่ง อย่าเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาอวดธรรมนะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาก็เหมือนมูตรเหมือนคูถ ธรรมเลิศเลอที่สุดอย่าเอาไปอวดธรรม อย่าไปแข่งดีกับธรรม อึ่งอ่างอย่าไปเบ่งใส่วัว วัวคือธรรม กรรมคือธรรม กรรมดีกรรมชั่วคือธรรม อย่าไปอวดดีอวดเด่นแล้วเบ่งใส่ธรรมไม่ได้นะจม เอาละวันนี้ ให้พร

หลังจังหัน

ธรรมะของเราที่เทศน์ทุกวันนี้นั้น ไม่ได้อยู่ในคำว่ากล้าว่ากลัวนะ เลยไปหมดธรรมะที่เทศน์นี้ ถอดออกมาจากหัวใจที่ปฏิบัติเป็นเวลา ๙ ปี เฉียดสลบไสลๆ แต่ไม่เคยสลบก็บอกว่าไม่สลบ การฝึกทรมานฟัดกับกิเลสเฉียดความสลบไสลไปเรื่อยๆ จึงได้โผล่ขึ้นมา ซัดกันเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม พอได้ฟังธรรมะของหลวงปู่มั่นเต็มหัวใจแล้วถึงไหนถึงกันเลย เอาตายเข้าว่าเท่านั้น ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เอาตายเข้าว่าแต่ไม่ถึงสลบกิเลสพังก่อน เอามันอย่างนั้นนะ ถ้ากิเลสไม่พังอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ คือคำว่าถอยนี้ไม่มีแล้ว ไม่มีถอยเลย

คิดดูซิเราก็เคยพูดให้ฟังอยู่เสมอ จนชาวบ้านเขาตีเกราะประชุมไปดูเรา เขาว่าเราตายแล้ว ความตายอยู่กับเจ้าของไม่รู้นะ ชาวบ้านเขาตีเกราะประชุมให้ไปดู พระองค์นี้มาจากไหน ตั้งแต่ตั้งบ้านมาไม่เคยเห็นพระอย่างนี้ มาพักกับเรานี้หลายเดือนแล้ว ไม่ทราบว่ากี่วันเห็นด้อมๆ มาบิณฑบาตวันหนึ่งแล้วหายเงียบๆ ท่านไม่ตายแล้วเหรอ ถ้าไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอ ไปดูซิ ส่วนผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเราไม่ไปดูละ คือบอกไว้ก่อน เขามีข้อแม้อยู่ แต่ไปให้ระวังนะพระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นมหานะ ท่านทำไมถึงมาทำอย่างนี้เราก็ไม่เคยเห็น เราไม่ไปละ ไประวังให้ดีเดี๋ยวท่านเขกเอาหลงทิศมานะ เขาว่างั้นละ

ที่อื่นเราก็ทำแบบเดียวกันแต่เขาไม่ตีเกราะ เราก็บอกไม่ตีเกราะ เราทำอย่างนั้นตลอดไปเลย ไปที่ไหนๆ แบบเดียวกันหมด นี่ละฟัดกับกิเลส นั่งจนก้นแตก ฟังซิน่ะ รู้สึกมันจะมีนิสัยผาดโผนอยู่ละ พ่อแม่ครูจารย์ได้รั้งเอาไว้ๆ เสมอ ถ้าว่านั่งตลอดรุ่งท่านก็รั้งเอาไว้ นั่งจนก้นแตกฟังซิ เว้นคืนสองคืนฟาดตลอดรุ่งๆ มันหลายคืนต่อหลายคืน ทีแรกมันก็ออกร้อนก้น เหมือนน้ำร้อนลวกนั่นแหละ ต่อไปมันก็พอง จากพองก็แตก จากแตกก็เลอะ นั่นเอาขนาดนั้นนะ เอา เลอะก็เลอะกิเลสไม่แตกไม่ถอย นู่นน่ะดูซิ ก้นแตกไม่เกิดประโยชน์ กิเลสแตกถึงจะเกิดประโยชน์ เอาตรงน้น ซัดไป

ไปเล่าถวายท่านซิ คือทุกคืนไม่ว่าคืนใดไม่มีเว้น ได้อัศจรรย์ทุกคืนคุ้มค่ากันที่นั่งตลอดรุ่ง เวลาจนตรอกจนมุม เราจึงเคยพูดเสมอว่า คนเราไม่ได้โง่ตลอดไปนะ ถ้าเป็นนักสู้จริงๆ อย่าไปทนเฉยๆ ต้องสู้ด้วยสติ สู้ด้วยปัญญา เวลาจนตรอกจนมุมสติปัญญามันจะออกของมัน ป้องกันตัวๆ ไม่ใช่โง่อยู่ตลอดเวลานะคนเรา ถึงเวลามันฉลาด ทุกข์ละบีบคั้นมัน บีบเข้าไป ทีนี้มันจะเอาตัวรอดจากทุกข์ซิ สติปัญญาซัดกัน พิจารณาตลอดๆ สักเดี๋ยวก็ลงจุด พอลงจุดมันก็รวมผึงเลย นั่นละลงแดนอัศจรรย์ ได้ทุกคืนไม่มีเว้นเลย ที่ว่านั่งตลอดรุ่งเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรอย่างนี้ไม่มี จิตถึงแดนอัศจรรย์ทุกคืนๆ เป็นแต่เพียงว่าช้าหรือเร็วต่างกัน

ถ้าวันไหนช้า คือจิตจับไม่ติด เกาะไม่ติด ผิดพลาดไปๆ กับกิเลส ต่อยไม่ค่อยถูก วันนั้นลำบากมาก เวลาจะลุกนี้ต้องได้จับขาดึง ฟังซิน่ะ นั่งภาวนาทีแรกมันตายหมดแล้ว ตายหมดเลย เหลือแต่นี้ขึ้นมาดีๆ ธรรมดาเรา มันไม่เจ็บไม่ปวดทั้งนั้น มันตายแล้วเอาอะไรมาเจ็บมาปวด ตอนมันซัดกันหนักๆ นั้นละมันเจ็บตอนนั้น ทรมานตอนนั้น จากนั้นแล้วมันก็ไม่เจ็บไม่ปวด มันตายหมดแล้วนี่ พอถึงเวลาลุก ลุกผึงผังมาล้มตูมเลย ล้มแล้วลุกไม่ขึ้น อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้

นี่คืนแรกนะ ที่ไหนมันตายหมด ล้มลงไปแล้วลุก เอามือค้ำยันขึ้นมา ขามันไม่ทำงาน ทำไงเป็นอย่างนี้ ก็เลยเหยียดทิ้งไว้นั้น สักเดี๋ยวเลือดลมค่อยเดินๆ ค่อยกระดิกนิ้วเท้าดู มันกระดิกได้ แล้วคู้ดู เหยียดดูได้ ทดลอง เอ้าลุกได้ คืนนั้นเป็นคืนที่เสียท่า พอลุกล้มเลยทันที คืนหลังมันก็สอนแล้วนั่น ถ้าวันไหนสมบุกสมบันเต็มที่วันนี้ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน พอจะลุกจากที่แล้วก็จับขาละ นั่งขัดสมาธิอยู่นี้ นี่ๆ คือมันตายหมดแล้วนะ ตายหมดตั้งแต่นี้ลงไปตายหมด ต้องได้จับขาดึงออกวาง จับขานี้ออกวาง แล้วก็ทิ้งไว้งั้นละ ถ้ากระดุกกระดิกลองดูมันเฉยอย่าลุกนะ ลุกล้มเลย ถ้ากระดิกดูกระดิกได้คู้เหยียดได้ลุกได้ นั่น วันต่อไปก็ต้องทำอย่างนั้น

แต่มันไม่ได้เป็นทุกวันนะ ถ้าวันไหนจิตลงได้ง่ายๆ วันนั้นพอถึงเวลาลุกไปเลย แน่ะ มันสำคัญอยู่ที่ใจ ถ้าวันไหนใจฟัดกันยากลำบากกับกิเลสกว่าจะลงได้นี้ลำบากเต็มที่แล้ว วันเช่นนั้นเวลาจะลุกต้องได้จับขาดึงออกๆ ถ้าวันไหนลงได้ปุ๊บๆ วันนั้นถึงเวลาลุกแล้วไปได้เลย ถึงเวลาเท่ากันก็ตาม มันขึ้นอยู่ที่จิตใจ จะคืนไหนก็ตามได้แดนอัศจรรย์จิตลงผึงได้ เป็นแต่เพียงว่าช้ากับเร็วต่างกัน ไปเล่าให้ท่านฟัง ทีแรกท่านก็ยุแล้ว ยุหมานั่นเข้าใจไหม เอ้อ เอาละที่นี่ได้หลักแล้ว เอาเลยอย่าไปถอยมันนะ อัตภาพนี้มันไม่ได้ตายถึงห้าหนแหละ มันตายหนเดียวเท่านั้นละ เอ้าที่นี่ได้หลักแล้ว เอ้าฟัดมันเลยท่านว่า

ไอ้หมาตัวนี้ก็ทั้งจะเห่าจะกัด ใบไม้ร่วงลงมาก็นึกว่าเป็นข้าศึกคู่ต่อสู้ ทั้งจะกัดจะเห่า เป็นอย่างนั้นนะ ทีนี้เอาหนักเข้าๆ หลายคืนเท่าไรเป็นแบบเดียวกันเล่าให้ท่านฟัง ทีแรกท่านก็ชมเชยสรรเสริญ ต่อมาค่อยลดลงๆ ครั้นต่อมาเงียบๆ เราไม่รู้นะท่านจะออกแบบไหน เราก็เพลินเรื่องของเราที่เอาไปถวายท่าน เมื่อเล่าให้ท่านฟังแล้วท่านเสริมกำลังให้ความหมายว่างั้น อุบายวิธีการท่านช่วยเสริมกำลังให้ ทีนี้เวลาท่านจะเอา พอขึ้นไปกราบเท่านั้นละ ท่านยกขึ้นมาเลย สารถีฝึกม้า ถ้าม้าตัวไหนมันคึกมันคะนองมากๆ เขาจะฝึกอย่างเต็มฝีมือเขา ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน แต่การฝึกไม่ถอยท่านว่างั้น ทีนี้เวลาม้ามันลดพยศลง การฝึกของเขาก็ค่อยลดลงๆ จนกระทั่งม้าทำงานได้ตามเจ้าของสั่งอะไรๆ ไม่พยศแล้ว การฝึกทรมานอย่างนั้นเขาก็หยุดไป ท่านพูดเพียงเท่านี้

เรายังเสียดายอยากให้ท่านย้อนกลับมาอีก ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกยังไง อยากให้ท่านว่างั้น มันยังเสียดายอยู่ ท่านว่าเท่านั้น แต่มันเข้าใจหมดแล้ว ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง นี่เรียกว่าท่านรั้งเอาไว้ คือมันผาดโผนรั้งเอาไว้ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง ลงใจแล้วนี่ท่านพูด ก็ท่านเป็นจอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน ถ้าลงแล้วเป็นยังงั้นเรา ถ้าไม่ลงไม่ลงนะ ถ้าไม่ลงถ้าควรจะถกเถียงก็ซัดกันอยู่นั้น เรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายบรรดาที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน เมื่อสืบถามดูแล้วว่าไม่มีองค์ไหนเหมือนเรา เรานี่มันนักต่อสู้ด้วย ซัดกันจริงๆ กับท่าน ส่วนมากมีแต่ท่านรั้งเอาไว้

ขั้นนั่งสมาธินี่ก็ท่านรั้งเอาไว้ มันเลยเถิดมันผาดโผน ทีนี้ขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้อีกเหมือนกันนะ พอมันก้าวออกทางสติปัญญาอัตโนมัตินี้แหมมันไม่นอนทั้งวันทั้งคืนๆ เจ้าของก็จะตายซิที่นี่ คือจิตมันหมุนฆ่ากิเลส นั่นละเรื่องธรรมเมื่อมีกำลังแล้วฆ่ากิเลสนี้เป็นอัตโนมัติเหมือนกันกับกิเลสทำลายสัตว์โลก บนหัวใจสัตว์โลกโดยอัตโนมัติ แต่โลกไม่รู้นะว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกโดยอัตโนมัติ เราเองก็ไม่เคยรู้แต่ก่อน พอจิตนี้เข้าถึงขั้นฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติแล้วมันถึงเอามารับกันนะ มันไม่หยุดไม่ถอยจริงๆ นี่ แม้ฉันจังหันอยู่มันไม่ได้อยู่กับอาหารการกินนะ จิตมันหมุนของมันอยู่นั้น หมุน เป็นอย่างนั้นตลอดตั้งตื่นนอนจนกระทั่งหลับ บางคืนตลอดรุ่งนอนไม่หลับ กลางวันนอนไม่หลับ แต่ความหมุนนี้หมุนตลอดเวลา นี่ละถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติแล้วเป็นอย่างนั้นนะ

จึงได้นำมาพูด มันออกจากหัวใจเราเอง โอ๋ แต่ก่อนกิเลสทำลายสัตว์บนหัวใจสัตว์นี้เพื่อผลประโยชน์ของมัน แต่เพื่อกองทุกข์สำหรับสัตว์นี้ มันเป็นอัตโนมัติของมันทุกหัวใจ นั่น ทีนี้เวลาอันนี้ขึ้นมานี้มันตามต้อนกิเลสฆ่ากิเลสนี้มันก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน จึงว่า อ๋อ เวลาธรรมมีกำลังแล้วฆ่ากิเลสมันก็ฆ่าอัตโนมัติเหมือนกัน นั่น แต่ก่อนเคยรู้เมื่อไร เวลามันเป็นกับเจ้าของก็เทียบกันได้เลย ทีนี้พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปไม่มีอะไรเหลือแล้วไม่มีอะไรมาเป็นอัตโนมัติ เครื่องทำงานมหาสติมหาปัญญาเป็นเครื่องมือทำงานฆ่ากิเลสทั้งนั้น พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วเครื่องมือที่หมุนเป็นธรรมจักรอยู่นี้ระงับตัวเองโดยไม่ต้องบังคับ ไม่ได้บังคับ ก็จะบังคับทำลายกับอะไร ก็กิเลสตายให้เห็นต่อหน้าต่อตาแล้วจะไปทำลายอะไร

พูดถึงเรื่องธรรมเวลามีกำลังกล้ามันซัดกับกิเลสก็แบบเดียวกัน นี่เอามาจากหัวใจเรามาพูดนะ ไม่ได้มาด้นๆ เดาๆ เป็นอย่างนี้ เป็นในหัวใจ เวลาถึงคราวมันหมุนมันหมุนอย่างนั้น ถ้ากิเลสยังไม่ขาดสะบั้นเมื่อไรไม่ถอย ตายเป็นตาย เป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นมันถึงไม่หลับไม่นอน นี้พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านก็หักเอาไว้ หักเอาไว้ๆ เรียกว่าท่านรั้งทั้งนั้นละ เรามันนิสัยผาดโผน

แต่ก็ดีนิสัยอันนี้ก็ดี คือมันจริงจังมาก ว่าอะไรแล้วขาดสะบั้นไปเลย ถ้าลงใจแล้วเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ลงไม่ลงนะ ที่ว่าไม่ลงก็คือว่ายังสงสัยข้อใดยังไม่ลงใจที่ว่าถกเถียงกับท่าน ท่านก็เปรี้ยงๆ มา ทางนี้เราก็มีแง่ใดแง่หนึ่งที่จะตอบรับกัน มันก็ซัดกันกับท่าน ทีนี้พอท่านซัดเราหมอบ หมอบเอาละนะนั่นลงแล้วนั่น ถ้าลงแล้วเอาเลยละ ถ้าที่ไหนยังไม่ลง ไม่ลง ถกเถียงกับท่าน ก็อย่างนั้นละ เราเทิดทูนสุดหัวใจพ่อแม่ครูจารย์มั่น สุดหัวใจเลย อุบายวิธีการใดมีแต่ได้จากท่านทั้งนั้นๆ

พูดถึงเรื่องการห้ำหั่นกับกิเลสเป็นอย่างนั้นนะ อันนี้มีแต่กิเลสฟัดให้พวกเรา มีแต่พวกกิเลสฟัดลงๆ หมอนแตกไม่ว่านะ ฟัดกันลงจนหมอนแตก นอนจมๆ กิเลสฟัดเอาหมอนแตกยังนอนหลับครอกได้สบาย หมอนแตกหลุดไปจากหัวก็ตามยังหลับครอกๆ ไปเรื่อย อันนี้มันก็ฟัดใหญ่เหมือนกันกิเลสฟัดคน เข้าใจไหมล่ะพวกนี้น่ะ อยู่ในครัวมันมากต่อมากนะเดี๋ยวนี้ มาจากไหนต่อจากไหนบ้างแน่นหมดในครัว แล้วมาอยู่ยังไงกันต่อยังไงกัน มีเหตุมีผลอะไรหรือไม่ หรือมาแออัดกันเฉยๆ เอาทิฐิมานะมาอวดมาทะเลาะกันเฉยๆ เหรอข้างในน่ะ

ไม่เหมือนพระนะ พระท่านไม่ได้พูดอะไรละ พระมีเท่าไรไม่เคยมีเรื่อง ไอ้นั้นมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ แน่นไปหมดนะข้างใน ไม่ทราบว่าอยู่กันยังไงมีเหตุมีผลอะไรหรือไม่ มาอยู่มากินมานอนเฉยๆ ก็เยอะนะ อยู่ข้างในไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร มากินมานอนเฉยๆ ก็เยอะ ผู้ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นซิหนักใจกับพวกนี้ ไม่เอาไหนนี่น่ะ กีดขวางเขานั่นน่ะ ไปที่ไหนกีดขวางคนประเภทนี้ มันเกินไปแล้วนะข้างใน แน่นหมดเลย เนื้อที่ก็มีลวดหนามขีดเส้นเอาไว้เท่านั้น ห่างๆ สองเส้นสามเส้น พอให้รู้ว่านี้เขตทางนั้นนี้เขตทางนี้เท่านั้น ใครจะลอดไปลอดมาก็ได้ ก็ไม่ได้ทำกั้นไม่ให้เข้าให้ออก กั้นเป็นเขตให้รู้เฉยๆ ลวดหนามก็เส้นสองเส้นเท่านั้นพอให้รู้ ทางฟากโน้นฟากนี้เท่านั้นเอง

แล้วอยู่อย่างนั้นมันเป็นยังไงก็ไม่รู้นะ เราก็ไม่ได้เข้าไปดูข้างใน เต็มหมดจริงๆ มองไปไหนนี้ดาดาษ มาอยู่ได้ภาวนาบ้างหรืออะไรก็ไม่รู้ อันนี้อันหนึ่ง ลำบากข้างใน แต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันนี้บอกตรงๆ ไม่ว่าทางด้านไหน ไล่จากวัดทันทีไม่มีอุทธรณ์ นี่อันหนึ่ง แล้วความเห็นแก่ปากแก่ท้องเห็นแก่กิน อาหารการกินที่ส่งไปให้สม่ำเสมอเราเป็นคนดูเอง ทางนู้นก็พระดู พระดูแต่ละองค์ๆ ยังถามพระอีก พระเป็นพระประเภทใด นั่น พระโง่หรือพระฉลาดดูแลสิ่งทางโน้นทางนี้ เราเป็นคนซักเอง ถาม เป็นพระองค์ไหนๆ จัดอาหารไปทางนู้น ทางนี้เราเป็นคนคอยดู ดูแลตลอดเวลา ให้มีความสม่ำเสมอ

ได้มากได้น้อยจะอดจะอิ่มก็ตาม ขอให้เสมอกันเป็นธรรม ตายก็ตายด้วยความเป็นธรรมด้วยกัน อย่าเห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่กินเอารัดเอาเปรียบคนอื่น อันไหนดีๆ หยิบไปปั๊บๆ ไปเอามากินไปกิน คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง คนนี้อย่าอยู่ให้หนักวัดนะ ถ้ารายไหนเป็นอย่างนั้นให้บอกมาหาเรา ขวางวัดขวางวาขวางคนทั้งวัดเลย อย่าให้มีนะ ปากเขาปากเราท้องเขาท้องเราใจเขาใจเราเหมือนกันให้เสมอกัน จะมีมากมีน้อยกินด้วยความเสมอภาคกัน นี่ละเป็นธรรม อดก็เป็นธรรมอิ่มก็เป็นธรรมแบบนี้ ถ้าแบบเห็นแก่ปากแก่ท้องเป็นธรรมไม่ได้นะ ให้พากันจำเอา เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้น วันนี้เทศน์สองกัณฑ์ ก่อนจังหันก็เทศน์ หลังจังหันก็เทศน์ สองกัณฑ์แล้ว วันพรุ่งนี้คนมากไปฉันที่ศาลาใหญ่ เพราะวันวิสาขบูชา

ตานี้กำลังตั้งแล้วเดี๋ยวนี้ ไปหลายสิบล้านตา ที่เริ่มตั้งแล้วบุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ที่ตั้งแล้วในเมืองไทยเรา ยังมีทางเวียงจันทน์อีก มีไม่น้อยนะ ตาแพงเครื่องมือ ต้องเอามาจากนอกทั้งนั้น เมืองไทยเรายังใช้ไม่ได้ เราก็ไม่สั่ง จะว่ารังเกียจเมืองไทยเราก็ไม่รังเกียจ แต่เพื่อคนไข้ให้ได้อย่างใจๆ ให้หายได้ด้วยเครื่องมือที่ดี จำเป็นเราก็ต้องซื้อทั้งๆ ที่เราไม่อยากซื้อนะ ของเมืองนอกเราไม่อยากซื้ออย่างที่เราเคยเทศน์เสมอ แต่นี้มันก็จำเป็นอย่างนี้ละ จำเป็นต้องได้ซื้อของเมืองนอกมา แพงก็เอามันทันการณ์เขา

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก