ความทุกข์ปัดออก ความดีงามสร้างเข้า
วันที่ 12 พฤษภาคม 2549 เวลา 8:15 น. ความยาว 56.33 นาที
สถานที่ : ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ความทุกข์ปัดออก ความดีงามสร้างเข้า

         เวลานี้หลวงตาแผนสูงแล้วนะ หูหนวก นู่นหูอยู่บนจรวดดาวเทียม ผู้เดินมาพื้นพูดฟังไม่ได้ยิน ต้องพูดเสียงดังๆ เราบอก ให้เข้ากันกับทำนองสามเณรกับหลวงตา หลวงตาองค์หนึ่งเลี้ยงเณรเอาไว้ในวัด เณรองค์นั้นก็เป็นเณรแปลกประหลาดอยู่ เป็นหลวงปู่มั่นพูดเองนะเราเลยไม่ลืม หลวงตาองค์นั้นท่านเลี้ยงเณรไว้องค์หนึ่งอยู่กับท่าน มีหลวงตากับเณรอยู่ด้วยกัน พอดีมีหลวงตาองค์หนึ่งมาจากต่างวัดมาเยี่ยมหลวงตากับเณรน้อยนั้นแหละ พอเข้ามาแล้วเณรน้อยรู้สึกมันจะคึกคะนองอยู่นะ มันก็ปุ๊บปั๊บลงไปศาลาไปหาหลวงตาที่มาเยี่ยมนั่นแหละ

ลงไปก็ว่า นี่จะมาอะไร จะมาเยี่ยมหลวงตา เอ้อ ถ้าไปเยี่ยมหลวงตา หลวงตาท่านหูหนวกนะว่างั้น เวลาไปหาท่านต้องพูดเสียงดังๆ พูดธรรมดาท่านไม่ได้ยิน มาบอกทางนี้ ออกจากนี้ปั๊บก็ขึ้นไปหาหลวงตาของตัวเองแล้วว่า หลวงตาองค์ที่ท่านมาเยี่ยมนี้ท่านหูหนวกนะ ต้องพูดเสียงดังๆ ให้ท่านฟังไปนัดให้ ทั้งที่ต่างองค์ต่างหูดีอยู่ หลวงตาองค์นี้ก็หูดี องค์นั้นก็หูดี เณรนี้มันคึกคะนอง พอหลวงตาองค์เป็นแขกมาเยี่ยมก็ไปกระซิบบอกว่า นี่ถ้าจะพูดกับหลวงตาต้องพูดให้เสียงดังๆ นะ พูดเบาไม่ได้ท่านหูหนวก เหอ อย่างนั้นเหรอ เรียกว่าทำความเข้าใจกัน อย่างนั้นแหละ

จากนั้นก็ปุ๊บขึ้นไปหาหลวงตาของตัวเองนั่นละว่า หลวงตาที่มาจากที่ต่างๆ มาเยี่ยมนี้เป็นหลวงตาหูหนวกนะ เวลาพูดต้องพูดเสียงดังๆ ท่านถึงจะได้ยิน ทางนี้ก็ เหอ รับทราบ เรียกว่ารับทราบทั้งสอง ที่นี่เตรียมพร้อมละ หลวงตาองค์นั้นก็ขึ้นไปหาท่าน พอขึ้นไปแล้วทางนี้ก็ขยับใหญ่เลย สบายดีเหรอ.... เสียงลั่นบนศาลา ทางนั้นก็ว่า เออ สบายดี...กระทั่งประชาชนเขาอยู่ในนั้นเขาได้ยิน เขานึกว่าพระทะเลาะกันเขาก็วิ่งเข้ามา เป็นอะไรเสียงลั่นคับโลก อ๋อ หลวงตาสององค์ท่านสวัสดีกัน นี่เณรองค์นี้นะไปบอกว่าหลวงตาสององค์ท่านมาสวัสดีกัน ตัวสำคัญมันออกจากเณรไปกระซิบให้เป็นพระหูหนวกเสียหมด นี่เราก็หูหนวกแต่ไม่ได้เลี้ยงเณรเอาไว้ หูหนวกขึ้นทุกวัน

วันนี้พี่น้องชาวพุทธเรากรุณาทราบทั่วถึงกัน เป็นวันถึงใจของชาวพุทธเรานะ วันประสูติ คือพระพุทธเจ้าท่านผู้วิเศษเลิศเลอโลกได้ประสูติในวันนี้ จากนั้นก็เป็นวันตรัสรู้ก็คือวันนี้เอง ตรัสรู้ธรรมกระจายทั่วแดนโลกธาตุ คือวันวิสาขบูชานี้ละ จากนั้นก็เป็นวันปรินิพพาน คือพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานในวันนี้ ตรงกับวันวิสาขะวันเดียวกันนี้ เรามีโอกาสวันนี้ งานการใดๆ ที่เคยหมุนตัวเป็นเกลียวมาตลอด วันนี้เป็นวันว่างสำหรับหัวใจเราที่จะน้อมนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งวันประสูติ วันตรัสรู้ วันปรินิพพานในวันเดียวกัน เป็นโอกาสอันดีงามที่พวกเราทั้งหลาย จะได้นึกน้อมถึงท่านที่วิเศษเลิศเลอ ในสามแดนโลกธาตุนี้คือศาสดาองค์เอกเป็นผู้เลิศเลอครอบโลกธาตุทั้งหมด ประสูติวันเช่นนี้ ตรัสรู้วันเช่นนี้ ปรินิพพานวันเช่นนี้ จึงเป็นที่กราบไหว้บูชาระลึกถึงคุณของท่านมาเป็นวันวิสาขบูชาวันนี้

เราทั้งหลายได้ละโอกาสทุกอย่าง โอกาสก็ไม่ใช่โอกาสอะไรแหละ โอกาสเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวาย กิเลสตัณหามันฉุดมันลากไปทุกแห่งทุกหนไม่มีสถานีที่จอดแวะ ไปที่ไหนมันลากมันเข็นไป โลกนี้เป็นโลกที่รุ่มร้อนมากที่สุด ก็คือโลกกิเลสตัณหา โลกวุ่นวายนี้เอง วันนี้ทำจิตใจให้ว่าง ว่างการว่างงาน เสียสละทำบุญให้ทาน ฟังอรรถฟังธรรมนึกน้อมเข้าสู่ใจ ให้ใจได้รับความสงบร่มเย็นจากอรรถจากธรรม อันเรื่องจากกิเลสมันไม่มีทางที่จะทำโลกให้สงบร่มเย็นเพราะกิเลสไม่มี ไม่ว่าโลกไหนๆ เป็นโลกที่รุ่มร้อนเพราะกิเลสทั้งนั้น ถ้าธรรมไม่ได้เข้าแทรกตรงไหน โลกนั้นหาความหมายไม่ได้เลย

เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองพุทธศาสนา ควรจะเป็นเมืองที่มีความสงบร่มเย็นเป็นบางกาลบางเวลา เช่นวันเช่นนี้เป็นวันวิสาขบูชา ให้พากันระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ได้ทั้งวันยิ่งดีวันนี้นะ เราระลึกถึงอย่างอื่นมาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งป่านนี้ ไม่มีเวล่ำเวลาที่จะมาระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พอเป็นชิ้นเป็นอันบ้างเลย แต่วันนี้เราได้มาระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยจิตใจ พร้อมกับการทำบุญให้ทานของเราเพื่อบูชาคุณท่าน ฟังธรรมแล้วก็ให้น้อมนึกเข้าไปสู่จิตใจ นำธรรมนี้ไปเป็นคติเครื่องเตือนใจของเรา

ให้มีวรรคมีตอนมีขอบมีเขตมีฝั่งมีฝานะมนุษย์เรา ถ้าเป็นชาวพุทธควรจะมีขื่อมีแปมีขอบมีเขต อย่าเตลิดเปิดเปิงจนตายไม่มีป่าช้า อย่างนั้นเป็นเรื่องสัตว์ไม่มีความหมายตายกัน มนุษย์เราเป็นลูกชาวพุทธเป็นผู้มีความหมาย ตายมีป่าช้า ก่อนจะตายให้ได้สร้างคุณงามความดีไว้เต็มเนื้อเต็มตัวเต็มหัวใจเรา ตายที่ไหนเวลาใดก็ตามเป็นความสงบร่มเย็นทั้งนั้นถ้าบุญเข้าสู่ใจ แต่ถ้าบาปเข้าสู่ใจ ตายเวลาไหนจะไร้ค่าตลอดเวลา แม้มีชีวิตอยู่ก็มีแต่ลมหายใจ คนหมดคุณค่าโดยประการทั้งปวงแล้ว

ผู้มีคุณธรรมภายในใจอยู่ก็มีคุณค่า ตายก็มีคุณค่า สถานที่อยู่ของคนบุญเป็นสถานที่ดีงาม เช่นอย่างสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน นี่เป็นสถานที่อยู่ของคนมีคุณงามความดี ตามอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมของตนที่สร้างไว้มากน้อย ไปเกิดตามสถานที่นั้นๆ ตามอำนาจแห่งบุญกรรมของตน ผู้ที่มีบุญวาสนามาก สร้างโพธิสมภารเต็มหัวใจแล้วก็เข้าสู่นิพพาน สถานที่ร่มเย็นเป็นสุข สำหรับผู้สร้างบุญสร้างกุศลจะไปสถานที่เหล่านี้แล แต่สำหรับผู้สร้างบาปสร้างกรรมทางต่ำ จะลงตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน พวกเปรตพวกผี ลงไปนรกอเวจี นี่เป็นสถานที่ไป ที่อยู่และที่เสวยของสัตว์ผู้ทำบาปหาบกรรม ผู้ไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นคำสอนที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่มีใครเสมอคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว คือชอบทุกแง่ทุกมุม ว่าบาปมีมีจริงๆ ใครจะค้านก็ค้านไปสักเท่าไรไม่มีความหมาย บุญมีจริงๆ นรกสวรรค์มีจริงๆ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ด้วย ไม่ใช่เพียงพระองค์เดียวของเรานี้เท่านั้น

พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสรู้ก็คือรู้สิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิม เช่น บาป บุญ มีอยู่ดั้งเดิม นรก สวรรค์ มีอยู่ดั้งเดิม จนกระทั่งนิพพาน มีอยู่ดั้งเดิม ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วมีมาดั้งเดิม เป็นแต่เพียงว่าสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ แล้วก็ทำตามความอยากความทะเยอทะยานของตน ส่วนมากมักจะลงทางต่ำเสมอ แล้วไปเจอเอาสิ่งที่ไม่พึงหวังๆ เสียในภพนั้นๆ อย่างนี้เรียกว่าผู้ผิดหวัง ส่วนผู้มีหวังก็คือผู้สร้างคุณงามความดี อยู่ที่ไหนความหวังเต็มหัวใจ แล้วก็สมหวังๆ เรื่อยไป นี่คือผู้สร้างคุณงามความดี ขอให้ท่านทั้งหลายระลึกแล้วนำเข้ามาสู่ใจตนเอง ปฏิบัติจิตใจให้มีศีลมีธรรม อย่าให้มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาเผาตลอดเวลาไม่เป็นของดีเลย ให้มีอรรถมีธรรมเข้าสู่จิตใจ ใจจะมีความสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน

นี่ละท่านว่าบุญว่าบาปมีมาดั้งเดิม อย่าพากันชินชาต่อบุญต่อบาป ทำบาปไม่มีกระดากอาย บุญไม่สนใจจะทำ นี่เรียกว่าความชินชาหน้าด้าน ไม่สามารถที่จะทำความดีเข้าสู่ตนได้ มีแต่ความล่มจมสร้างไว้ทุกวันๆ ตายแล้วจมไปเลยๆ เพียงเราเห็นนักโทษในเรือนจำน่าดูไหมพิจารณาซิ ในเมืองมนุษย์เรานี้ละนักโทษในเรือนจำน่าดูไหม แล้วน่าอยู่ไหมสถานที่นักโทษอยู่นั้นเราต้องการไหม ไม่มีใครต้องการ นั่นละความชั่วของแดนมนุษย์เห็นประจักษ์อยู่อย่างนี้

ความชั่วในแดนแห่งเมืองผีก็หนักเข้าไปๆ ความดีในแดนสวรรค์ พรหมโลก นิพพานยิ่งเยี่ยมขึ้นไปๆ ให้คัดเลือกเสียตั้งแต่บัดนี้ที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าชี้แจงแสดงบอกแนวทางที่ถูกที่ผิดอย่างสมบูรณ์พูนผลอยู่แล้ว ให้ยึดธรรมที่ท่านสอนไว้ให้ดี ปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกโลก ที่โกหกโลกยอดที่สุดก็คือกิเลส อยู่ในหัวใจใดโกหกเจ้าของตลอดเวลา จากนั้นกระจายไปไหนมีแต่จอมโกหกจากหัวใจ หลอกลวงกันด้วยเจตนาไม่เจตนา กิเลสมันพาให้หลอกลวงไปเองโดยเจ้าของไม่รู้ว่าต้มตัวเองต้มคนอื่น เอาฟืนเอาไฟเผาตัวเองและเผาคนอื่นด้วยอำนาจของกิเลส พากันจำเอา

กิเลสมีแต่เรื่องหลอกลวงต้มตุ๋น ส่วนธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มี ร้อยทั้งร้อยมีตั้งแต่ของจริงล้วนๆ ควรที่จะยึดเข้ามาสู่ใจ เป็นที่เกาะที่ยึดสำหรับใจ เราจะมีความสุขความเจริญต่อไปในภพนี้แหละภพหน้า เรื่องใจนี้คอยที่จะโยกย้ายจากร่างนี้ไปสู่ร่างนั้นอยู่เสมอ เวลานี้มีชีวิตอยู่ก็คือใจครองร่างอยู่นี้ก็เรียกว่ามนุษย์เป็นอยู่ สัตว์เป็นอยู่ พอลมหายใจขาดลงไปเท่านั้นจิตนี้ก็ดีดออกจากร่าง ออกจากร่างนี้จะไปด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกรรม ใครมีกรรมชั่วไปทางชั่ว ใครมีกรรมดีไปทางดี มีลงต่ำขึ้นสูงเป็นธรรมดาของสัตว์โลกที่ต่างคนต่างทำกรรมดีชั่วมาด้วยกัน เราให้รีบทำเสียกรรมดีงามทั้งหลาย เราจะได้มีความอบอุ่น อยู่ในโลกนี้ก็ชุ่มเย็น ตายไปโลกหน้าก็ใจดวงนี้แหละที่จะไปเสวยความชุ่มเย็นในโลกหน้า

โลกไหนๆ ก็คือใจดวงนี้เองเป็นผู้เสวย เป็นผู้รับเคราะห์รับกรรม จงพยายามปรับปรุงแก้ไขใจดวงนี้ให้ได้ตั้งแต่บัดนี้ อย่าปล่อยใจ อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว อย่าหลงยศหลงลาภ หลงความสรรเสริญเยินยอ อย่าตื่นโลกตื่นสงสารจนเกินเหตุเกินผลไม่มองดูธรรม คนนั้นจะเสียท่า เรื่องลมๆ แล้งๆ มักจะติดนะจิตใจมนุษย์เรา ถ้าเป็นของจริงของดีมันไม่อยากติดไม่อยากชอบแหละ กิเลสมันผลักเอาไว้ๆ ถ้าจะไปทางดีกิเลสกีดกันหวงห้ามด้วยอุบายวิธีการต่างๆ  หาเรื่องมากระซิบกระซาบปิดทางไม่ให้ไปทางดี

เช่นจะไปวัดไปวา มืดแจ้งมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ตั้งแต่เรายังไม่เกิด เราเกิดกับมืดกับแจ้ง ถ้าไปตามกิเลสไปได้วันยังค่ำ ตายที่ไหนตายได้เลยสบาย แต่ถ้าจะไปวัดไปวาเพียงชั่วระยะเดียวเท่านั้น กิเลสจะทำการกีดขวางให้ไม่มีเวล่ำเวลา ไม่มีเงินมีทองข้าวของ บุญวาสนาน้อย ปล่อยให้เขาเป็นผู้มีวาสนามากไปเสีย ส่วนเจ้าของจะจมลงในนรกไม่คิดเลย เรื่องของความชั่วของกิเลสมันเร็ว แต่ทางความดีงามนี้เบื้องต้นต้องได้ฉุดได้ลากอย่างหนัก

เช่นอย่างการฝึกจิตฝึกใจฝึกใส่คุณงามความดีทั้งหลาย เบื้องต้นก็ฝืดก็เคืองไม่อยากไป ครั้นต่อไปก็ค่อยราบรื่นดีงาม ทีนี้หนักเข้าๆ ไม่ได้ไปวัดไปวา ไม่ได้ฟังธรรมจำศีล ไม่ได้เจริญเมตตาภาวนาอยู่ไม่ได้ นั่นเห็นไหม เมื่อธรรมเข้าสู่ใจแล้วไม่ได้ทำความดีอยู่ไม่ได้ ความชั่วนั้นปัดออกตลอดเวลาเพราะเห็นว่าเป็นภัย นี่ละผู้มีความดีเข้าใกล้ชิดติดพันกับใจย่อมชอบตั้งแต่ความดี ปัดความชั่วช้าลามกออกให้หมดๆ โดยลำดับ

พระพุทธเจ้าที่ว่าเป็นศาสดาองค์เอกที่เลิศเลอ ก็ไปจากมนุษย์เรานี้ ท่านก็เป็นคนเหมือนเรา สาวกทั้งหลายที่เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ล้วนแล้วไปจากมนุษย์เราทั้งนั้น แต่เพราะท่านฝึกฝนอบรมจนเป็นคนดีและดีเลิศได้ก็มาสั่งสอนโลก เราเดินตามร่องรอยท่านแม้จะไม่ได้ตามท่านทุกกระเบียด ก็ขอให้ได้แบบลูกศิษย์มีครูมีอาจารย์ คอยเดินตามครูตามอาจารย์ แล้วเราก็จะค่อยดีวันดีคืนขึ้นไปๆ

อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวนะ เวลานี้กิเลสตัณหากำลังหนาแน่นมากทีเดียว โลกจนมองหาธรรมไม่เห็นและไม่มองด้วย มีแต่เรื่องของกิเลสตัณหาเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มหัวใจเขาหัวใจเรา มองไปที่ไหนน่าทุเรศจริงๆ กิเลสบีบบี้สีไฟหัวใจมนุษย์ให้อยู่เป็นอิสระสบายบ้างไม่ได้เลย เพราะไม่มีธรรมเข้าเป็นที่กำบัง เป็นที่ปิดป้องพอซุกหัวนอนได้บ้าง ผู้ที่มีธรรมมีความสงบร่มเย็นได้บ้างนะ ที่ไม่มีธรรมนี้ ใครอย่าเอาชาติชั้นวรรณะฐานะสูงต่ำมาอวดเลย อวดธรรมอวดไม่ได้ จมกันทั้งนั้นแหละ เรื่องธรรมมีอยู่ในใจมากน้อยนี่ชุ่มเย็นๆ ไม่ต้องอวดใครก็รู้อยู่กับตัวเอง ธรรมเป็นของเลิศเลอ จึงให้พากันสร้างคุณงามความดีคือธรรม

การให้ทาน อย่าตระหนี่ถี่เหนียว อย่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่ร่ำแก่รวย เห็นแก่พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันพันคมต้มกินตุ๋นกินเรื่อยไปอย่างนั้น นั้นเป็นเรื่องเอาไฟเผาตัวเอง ได้มาก็จริงแต่ได้ไฟมาเผาเรา ได้มาจากการคดการโกงการรีดการไถอุบายวิธีการต่างๆ ที่เห็นว่าตนฉลาดกว่าเขา เขาโง่กว่าเรา สุดท้ายก็คือเรานั้นละจอมโง่กว่าคนดีทั้งหลายเขา ไปจมก็คือเรานั้นแหละเป็นผู้ไปจม เขาผู้ถูกฉกถูกลักถูกเราต้มตุ๋นนั้นเขาไม่ไปตกนรก เขาได้รับความทุกข์เขาก็เสียใจ เวลาสมบัติเงินทองเขาเสียไปเพราะเล่ห์กลของคนชั่วไปทำลายเขาเท่านั้น แต่เขาไม่ตกนรก ผู้ที่ไปได้มาด้วยความฉลาดของตนว่าตนฉลาดกว่าเขา นั่นละเป็นผู้จะล่มจะจม

เพราะเรื่องธรรมแล้วไม่มีคำว่าลำเอียง ตรงไปตรงมา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับร้อยสันพันคมเหมือนกิเลส กิเลสนี่ร้อยสันพันคม ครั้นเวลาจมก็คือผู้กิเลสมากๆ นั่นละมันจม ผู้ที่มีธรรมมากท่านไม่จมละ ให้พากันจำเอา วันนี้ก็เทศน์เพียงเท่านี้ละ เทศน์ทุกวันๆ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า วันนี้เป็นวันพระขอให้พากันระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทำจิตใจให้สงบร่มเย็นนะวันนี้ อะไรเย็นไม่เหมือนใจเย็น อะไรทุกข์ไม่เหมือนใจที่ได้รับความทุกข์ สามแดนโลกธาตุนี้ใจเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมในกองทุกข์ทั้งหลาย ดินฟ้าอากาศเขาไม่ได้รับนะ รับที่หัวใจดวงเดียวนี้

แล้วคำว่าความสุขก็เหมือนกัน ใจดวงนี้เป็นผู้รับ เจ้าของต้องเป็นผู้ฉลาดขัดเกลาสิ่งไม่ดีทั้งหลายออก นั่นคือความทุกข์ปัดออกพร้อม เป็นผลของความชั่ว ปัดออก ความดีงามทั้งหลายให้สร้างเข้ามาๆ ผลของความดีงามก็คือความสุขความเจริญทั้งโลกนี้และโลกหน้าไปตลอด จนกระทั่งถึงนิพพาน จะไปด้วยอำนาจแห่งความดีนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

สันติ ภาวนาตัวสั่นไม่หยุด ข้างล่างร้อน ข้างบนหนาว

หลวงตา ลองเจริญภาวนา สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ภาวนาอยู่ในนี้นะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา หรือ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ก็ได้ครอบไว้นั้น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ครอบหมดเลย ทั้งร้อนทั้งหนาวไปด้วยกันหมดไม่มีเหลือ

สันติ ที่เป็นอย่างนี้ไม่มีอะไรผิดใช่ไหมคะ

หลวงตา ไม่ผิด มันเป็นตามกระแสของจิตมันเป็นของมันเอง มันพลิกนั้นพลิกนี้อยู่อย่างนั้นละ ให้ภาวนา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันจะระงับของมันไปเอง อันนี้อยู่นอกๆ ไม่ใช่กิเลส เป็นกิริยาอันหนึ่งต่างหาก ถ้าหลงก็เป็นกิเลส ถ้าไม่หลงไม่เป็น

ทองคำที่เรามอบเข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ๑๑ ตัน ๓๗ กิโลครึ่งนี้ เท่ากับเงินไทยเรา ๙,๘๔๙,๘๒๐,๐๐๐ นั่นเกือบหมื่นล้านนะ นี่ละเห็นไหมล่ะ เราไม่หาไม่ได้นะไม่มี เงินเหล่านี้ไม่มี ทองคำเหล่านี้ไม่มี นี่พยายามอุตส่าห์ขวนขวายหามาได้ขนาดนี้ เพื่อหัวใจของชาติไทยเรา ส่วนดอลลาร์เราได้เข้าเพียง ๑๐ ล้านกว่า นอกนั้นก็หยุด หยุดเราก็บอกทุกอย่าง เราไม่มีสอง การปฏิบัติต่อโลกเราบริสุทธิ์สุดส่วนของเรา ดอลลาร์ก็เข้า ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่าหรือไง เราก็บอกจากนี้ไปจะไม่ได้เข้านะดอลลาร์ เพราะการเทศนาว่าการสอนประชาชนเพื่อนำผลประโยชน์เข้าสู่ชาติไทยของเรานี้ เราหยุดแล้วการเทศน์อย่างนั้นไม่มี แต่ผู้ที่ยากจนเข็ญใจมันมีทั่วไปหมด เพราะฉะนั้นเราจึงจะต้องเอาเงินดอลลาร์นี้มาหนุนเงินไทยช่วยเงินไทยไป เงินดอลลาร์จึงจะไม่เข้าคลังหลวง ก็ไม่เข้าจริงๆ

เราว่ายังไงเป็นอย่างนั้นนี่ เพราะพิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยพูด ไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ พูดว่ายังไงพิจารณาเรียบร้อยแล้วออก พูดยังไงไปยังงั้นเลย เดี๋ยวนี้เงินดอลลาร์ไม่ได้เข้าละออกช่วยเงินไทย เงินไทยช่วยโลกไม่ใช่ไปไหนนะ ที่เงินจำนวนมากๆ เหล่านี้ที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคมา ให้คิดดูซิว่าทั้งหมดนี้ออกช่วยชาติของเราทั้งนั้น เราไม่เอาเราบอกตรงๆ เลย เราพอทุกอย่างแล้วไม่สนใจ ได้มามากน้อยออกช่วยโลกๆ ทั้งหมด มิหนำซ้ำยังประกาศไว้ด้วยว่า เวลาเราตายเงินในธนาคารจะยังเหลืออยู่นะ ในนามของเราเป็นผู้ฝาก

เงินในธนาคารจะเหลืออยู่หลายล้าน เงินธนาคารที่ยังเหลืออยู่นี้ให้พึงเข้าใจเถิดว่า ทั้งหมดนี้เป็นเงินช่วยชาติเหมือนกันหมด จะให้เป็นของเราไม่มี เราไม่เอา เงินที่ธนาคารยังมีอยู่นะ เป็นล้านๆ แต่เงินจำนวนนี้เวลาเราตายก็จะเข้าเหมือนกับที่เข้ามาเรื่อยๆ นี้ ช่วยชาติๆ เงินนั้นออกมาก็ออกมาช่วยชาติทั้งหมด ใครจะโจมตีแบบไหนก็ตาม โจมตีแบบไหนก็ความเลวของเขา เราไม่ได้สร้างความเลวเรามีแต่ความดี ตีเท่าไรก็ไม่แตกเข้าใจไหมล่ะ ความดีตีไม่แตก เราทำอย่างนั้นตลอดมา ใครจะว่าอะไรปากสกปรก ปากอมขี้มันอมไปว่าไป ปากอมธรรมสอนไปสอนโลกเป็นประโยชน์ไปเท่านั้นเอง

พากันกลับเสียนะเวียงจันทน์ กะว่าวันนู้นละถึงจะไปทีเดียว วันที่ ๑๗ ถึงจะไปเวียงจันทน์ทีเดียว ของเราก็จะเอาไปเฉพาะจำเป็น อันนั้นยังไม่ได้กำหนด ไปจนกระทั่งตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะให้ทางโน้นมาเอาของทางนี้ ก็ตกลงทางโน้นเรียบร้อยแล้วเราก็จัดของทางนี้ไว้ที่ศาลา ให้ทางนู้นมารับเอาดังที่เคยปฏิบัติมา เวลานี้ไปเฉยๆ คือไปมีของอะไรเราก็ใส่รถของเราไปธรรมดา แล้วจะไปถามดูเรื่องตา เครื่องมือตา เวลานี้ก็ช่วยได้ ๑๖ ล้านหรือเท่าไรตา ถึง ๑๖ ล้านบาทช่วยตา จากนั้นแล้วยังจะติดตามอีกอยู่ ติดตามต่อไปอีก ถ้าขาดเหลือเท่าไรเราก็ช่วยอีกๆ วันนั้นตกลงอะไรที่จะให้พี่น้องทางเวียงจันทน์เท่าไรเราก็สั่งให้มารับ เราจะจัดไว้ที่ศาลา กำหนดวันที่เท่านั้นมารับไปดังที่เคยปฏิบัติมา แต่ที่ไปคราวที่ว่าวันที่ ๑๗ นี้ยังไม่ได้กำหนด คือไปธรรมดา ไปถึงนั้นแล้วจึงจะตกลงกันว่าจะให้เท่าไรๆ บอกให้ทางนู้นมารับเอา ทางนี้ก็จัดเตรียมพร้อมไว้วันที่เท่านั้นมา เคยปฏิบัติอย่างนั้นมา

วันที่ ๒๐ ถึงจะได้ไปห้วยทราย ไปค้างสักคืนหนึ่ง ไปบรรจุอัฐิธาตุของแม่ชีแก้ว ก็สมควรที่สร้างเจดีย์ไว้บรรจุพระธาตุ เหมาะสม ตามที่ท่านแสดงไว้ในตำราก็บอก ผู้ที่ควรแก่การสร้างเจดีย์ปูชนียสถานให้เป็นที่กราบไหว้บูชาของสาธุชนในส่วนรวม เช่นทางสี่แพร่งสามแพร่งอะไรที่ชุมนุมชน จะสร้างเจดีย์หรือปูชนียสถานไว้ก็สมควร.คือมีสี่ประเภท ผู้ที่ควรสร้างเจดีย์ตำราบอกไว้ ผู้ที่ควรจะสร้างเจดีย์คือ พระพุทธเจ้าหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าหนึ่ง พระอรหันต์หนึ่ง พระเจ้าจักรพรรดิหนึ่ง สี่

อันนี้แม่ชีแก้วอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้ว ก็เรียกว่าพระธาตุพระอรหันต์ไม่ผิด ลงอัฐิกลายเป็นพระธาตุตีตราปั๋งเลยไม่มีหญิงมีชาย เข้าใจไหม นี่เขามานิมนต์เราก็ไป นี่ละที่ไล่ลงจากภูเขา ร้องไห้อี้ๆ ลงมา โห ของเล่นหรือความรู้ มันไม่ลงใครง่ายๆ ตั้งแต่เรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่นยังซัดกับท่าน อันนี้แม่ชีแก้วกับเราจะไม่ได้ซัดกันยังไง มันก็ต้องซัดกัน ห้ามเท่าไร ทีแรกก็เปิดบ้างปิดบ้างๆ จะได้ไหมๆ ไม่ได้ๆ ปิดเข้ามาเรื่อย จะได้ไหม ไม่ได้ ปิดหมดไม่ให้ออก ห้ามออกเป็นอันขาดได้ไหม เอ้า เอาไป นี่จะขั้นเด็ดขาดนะ เป็นขั้นเด็ดขาด

คือเวลาแกจิตแกรวมนี้ จิตใจนี้รู้ภายนอกเก่งมากทีเดียว เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมเปรตผีประเภทต่างๆ แกรู้หมดเลย ทีนี้มันเพลินเข้าใจไหมล่ะ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งแก้กิเลส เป็นสิ่งที่รู้เห็นไปตามนิสัยวาสนาของแต่ละราย เช่นอย่างเรามองไปนี้เห็นนี้ มองไปนั้นเห็นนั้น กิริยาของจิตมองเห็นนั้นๆ เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแก้กิเลส ทีนี้เจ้าของมันติดมันเพลินละซิ ถ้าวันไหนจิตไม่ได้ออกรู้ออกเห็นวันนั้นเหมือนไม่เกิดประโยชน์ แกว่างั้นนะ มันก็ขัดกันละซิกับอาจารย์ผู้สอนน่ะ เข้าใจไหม ทีแรกเราก็เปิดบ้างปิดบ้าง เอา ให้เข้าก็ได้ให้ออกก็ได้ ได้ไหม เอาไปทดลองดู ไม่ได้มันจะออก พอรวมปั๊บออกแล้ว ขยับเข้าๆ จนกระทั่งปิดตายที่นี่ ห้ามไม่ให้ออก เอาๆ ไปปฏิบัติ ขั้นเด็ดขาดอยู่จุดนี้ บอกตรงๆ เลย ห้ามไม่ให้ออก

แกก็เอาไปปฏิบัติ ครั้นกลับขึ้นมาเป็นยังไง ยังออก ที่ออกเพราะจิตมันติด มันดูดดื่มมันก็ออกของมันเอง พอวาระสุดท้ายไล่ลงภูเขา คือปีนั้นเราจำพรรษาอยู่บนภูเขากับเณรหนึ่ง ให้พระอยู่ข้างล่าง พระจำนวนมากอยู่ข้างล่าง ถึงเวลาประชุมเราก็ลงจากภูเขาลงมาประชุมกลางคืนในพรรษา วัดเขาอยู่ทางบ้านห้วยทราย สำนักชีอยู่ตะวันออกทางโน้น ภูเขาอยู่ตะวันตกทางนี้ วัดอยู่ตะวันตกทางนี้ เวลามาเขาก็เดินตัดทุ่งนามาขึ้นเขา เขายกขบวนไปเลยหมดสำนักชี วันพระทุกวัน

วันนั้นเป็นวันจะเอากันจริงๆ ก็สั่งอย่างเด็ดขาดด้วย ห้ามไม่ให้ออกโดยถ่ายเดียว เอาไปปฏิบัติ คราวนี้คราวเด็ดขาดละ ขึ้นมาวันหลังเป็นยังไง ยังออกอยู่ๆ ไล่ลงภูเขาเลย ร้องไห้อี้ๆ ลงไป เฉยเราไม่สนใจ น้ำตาไม่เกิดประโยชน์น้ำตาประเภทนี้น้ำตาหลง ไม่ใช่น้ำตารู้ ขนาบไป นี่ละเห็นไหมล่ะเวลาคนเราจนตรอกจริงๆ มันก็คิดละ ไม่คิดได้ยังไง พอถูกไล่ลงจากภูเขาร้องไห้ลงไปเลยเชียว เราก็เฉยไม่สนใจ เพราะการสอนของเรานี้ถูกต้องแล้วไม่ผิด ผู้ดื้อต่างหากผิด เข้าใจไหมล่ะ น้ำตาร่วงลงไปก็น้ำตาผู้ผิด ไม่ใช่น้ำตาผู้ถูก เราจึงเฉย

ไปได้สี่วัน คือบอกอย่าขึ้นมาเป็นอันขาด บอกขนาดนั้นนะ ถ้ายังแก้ตัวไม่ได้ตามที่สอนนี้อย่าขึ้นมาเป็นอันขาด ไปได้สี่วันก็ไปเห็นโทษของตัวเอง ที่ว่าเราก็มอบกายถวายตัวต่อท่านให้ท่านแนะนำสั่งสอน แล้วก็ไปต่อสู้กับท่าน ถึงขนาดท่านไล่ลงภูเขา สมควรแล้วละ แกก็พูดของแก ถ้าหากว่าจะถือท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ก็ฟังเสียงท่านซิ นี่พูดอะไรมีแต่เถียงท่าน จะเอาแต่ใจตัวเองๆ เข้าใจว่าถูกๆ แล้วจะมาเอาท่านเป็นอาจารย์ได้ยังไงก็ถูกหมดแล้ว ดีไม่ดีเราก็เป็นอาจารย์ท่านละซิว่าเจ้าของ หมดทางไปแล้วทีนี้ หมด แกบอกว่าหมดไม่มีทางละ เพราะถูกขับไล่ลงไปแล้ว ทีนี้เอ้า พิจารณาโทษตัวเอง ปัดของตัวเองออกทั้งหมด เอาคำสอนของท่านที่ท่านสอนซึ่งเราไม่ยอมรับนั้นมาปฏิบัติ เอ้าเป็นยังไงให้รู้กัน

เมื่อไม่มีทางไปแล้วมันก็ยึดละที่นี่ เอ้า ท่านสอนว่าไง ที่ฝืนท่านท่านไล่ลงภูเขาจนร้องไห้ลงมานี้ก็เพราะเราฝืน ทีนี้จะปฏิบัติตามท่านเป็นยังไงให้รู้กัน พอว่างั้นก็ปล่อยเรื่องของแกปล่อยเรื่องของตัวเอง ปฏิบัติตามเรื่องของเรามันก็ลงจ้าละซิ พอลงเต็มเหนี่ยวซึ่งไม่เคยลงอย่างนั้นเลย นั่นเห็นไหมล่ะ พอออกจากที่แล้วก็หันหน้ากราบไปบนภูเขา ลงแล้วยอมทุกอย่างแล้ว กราบไปบนภูเขาที่เราอยู่นู้นละ พอตอนบ่ายก็ยกคณะไป ได้สี่วัน

พอโผล่ขึ้นไป เรากำลังปัดกวาดบ่ายสี่โมงกับเณรองค์หนึ่ง พอโผล่ขึ้นไป เอาอีกนะ มาอะไรนักปราชญ์ใหญ่ขึ้นเลย นักปราชญ์ใหญ่มาอะไร มาหาคนโง่ทำไม เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อน สุดท้ายเราก็เลยวางไม้ตาดตรงนั้น เณรก็วางไม้ตาดเพราะปัดตาดอยู่บนหลังเขา เขาขึ้นไป เขาก็นั่งหินดาน เราก็นั่งหินดาน เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อนๆ เอ้า มีอะไรพูดมา ทำท่าขึงขังเราก็ดี มาก็เล่าให้ฟังตามเรื่อง พอลงแล้วเราก็อธิบายต่อ จากนั้นก็ลงใหญ่เลยที่นี่ นั่นละแกจึงผ่านไปได้เร็ว เราไปที่นั่นปี ๒๔๙๔ จำพรรษาห้วยทรายนะ ๙๔-๙๕ ๙๕ แกผ่านได้ แกรวดเร็ว นั่นละถ้าลง ถ้าไม่ลงก็เถียง ไปปีแรกเถียงตลอดกับเราไม่ยอมลงเรา ไล่ลงภูเขาจนร้องไห้ถึงได้ลง

นั่นละความรู้พิจารณาซิ เจ้าของเวลานั้นก็ว่าจริงจังเก่งละถึงต่อสู้ครู ครูไล่ลงภูเขา สอนไม่ได้นี้จอมปราชญ์ นักปราชญ์ใหญ่เราว่า ไปลงนักปราชญ์ใหญ่ คนโง่จะอยู่ที่นี่ ไล่ เร็วนะล่ะ พอลงแล้วทีนี้สอนก็พุ่งๆ เลย พอปี ๒๔๙๕ ขึ้นมาเล่าให้ฟัง หายสงสัยแล้วที่นี่ เป็นอย่างนั้นนะ เราไม่เถียงเพราะไล่เข้าช่องแล้วนี่ ไม่เข้าตรงนั้นจะไปไหน เพราะมันเข้าช่องแล้ว พอไล่ยอมรับแล้วมันก็เข้าช่องที่สอน สอนก็พุ่งเลย พอมาพูดผลแห่งการเข้าช่องแล้ว ทีนี้หายสงสัยทุกอย่างแล้วเราก็ไม่ตอบว่าไงเฉย เพราะมันเข้าช่องมันไม่ไปตรงนั้นจะไปไหน เข้าใจไหมล่ะ ยอมรับกันโดยหลักธรรมชาติ

ปี ๒๔๙๕ ปีแกผ่านได้ ๙๔ พรรษาหนึ่ง ๙๕ พรรษาที่สองแกก็ผ่านได้ นี่ละอัฐิของแกก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว นี่จะบรรจุธาตุของแก บรรจุเจดีย์เราก็ไปให้ เขามานิมนต์ วันที่ ๒๐ ไปค้างนั่นคืนหนึ่ง วันหลังก็กลับ ก็มีเท่านั้นละ ความรู้ของแกนี้พิสดารมากนะ แกมาพบเราทีแรก แกเล่าให้ฟัง พอขึ้นไปก็เล่าว่าหลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ภาวนา เราก็ฟัง ว่าห้ามไม่ให้ภาวนา ต้องมีจุดสำคัญเราจับแล้วนั่น เราไปนี้ถ้าหากว่าเป็นผู้ชายเราจะบวชเป็นเณรให้ไปกับเราเลย แต่นี้เป็นผู้ย่าผู้หญิงเสวยกรรมตามอันนั้นก็แล้วแต่ใครเถอะ ท่านว่าท่านก็ไป ท่านห้ามไม่ให้ภาวนาเราจับได้แล้วจุดนี้ ว่าห้ามไม่ให้ภาวนาต้องมีเหตุมีผลลงพ่อแม่ครูจารย์ห้ามไม่ให้ภาวนา พอดีแกไปเล่าให้ฟัง อ๋อ เข้าแล้ว เข้าจุดนี้แล้ว จนกระทั่งไล่ลงจากภูเขา อย่างนั้นแล้ว เอาละไปละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก