ตีเข้าหาธรรมแล้วศาสนาใดก็เป็นธรรม(คณะโต๊ะอีหม่ามมาสนทนากับหลวงตา)
วันที่ 23 เมษายน 2549 เวลา 11:00 น. ความยาว 61.02 นาที
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์เนื่องในโอกาสที่

คณะโต๊ะอีหม่ามของศาสนาอิสลาม มาสนทนากับหลวงตา

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เวลา ๑๑.๐๐ น.

ตีเข้าหาธรรมแล้วศาสนาใดก็เป็นธรรม

 

          (มีพี่น้องชาวมุสลิมจะมาขอโอวาทจากหลวงปู่ครับ) โอวาทอย่างไร (ให้หลวงปู่ช่วยอบรมสั่งสอนครับ) ทางนู้นไม่มีโอวาทกันเหรอ ถึงจะมาขอโอวาทจากนี้ แล้วเรื่องราวมีอย่างไรต่ออย่างไร ก็ว่ากันไปตามเรื่องตามราวไป จะปรารภเรื่องอย่างไรต่ออย่างไรก็ว่ามาซิ

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม            :       ปัจจุบันนี้ ตามที่หลวงตาได้กล่าวไว้ว่า โลกมันร้อนเป็นฟืนเป็นไฟก็เพราะคนนอกศาสนานั่นเอง สำหรับประเทศไทยด้วยพระบารมีปกเกล้าคนไทยไม่ว่าศาสนาใดต่างก็ยึดมั่นในศาสนา ปัจจุบันเหตุที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเป็นพวกนอกศาสนา หรือพวกวัตถุนิยมเข้ามา แต่คนไทยยังรักสามัคคีกันไม่ว่าศาสนาใด ก็มาเยี่ยมเยียนเพื่อผนึกกำลังรักษาศาสนาไว้ในแผ่นดินนี้ให้ยืนยาวทุกศาสนา รักษาความสงบและทรัพยากรของโลกให้ยืนยาวเป็นเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวครับ

          หลวงตา                            :       ที่ว่าโลกวัตถุนิยมมันมาก เมื่อวัตถุมันมากมันทำคนให้เป็นอะไร

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :        โลกมันก็จะร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ

          หลวงตา                            :       โลกมันร้อนเป็นฟืนเป็นไฟนั่นน่ะมันร้อนไปจากไหนล่ะ ต้นเหตุ

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :       ต้นเหตุมาจากไม่ถือศาสนา ไปถือวัตถุนิยมแล้วก็ฟุ้งเฟ้อกัน เอาทรัพยาการมาใช้กันไม่มีบันยะบันยัง

          ผู้กำกับ                                      :       วัตถุนิยมมันลุกเข้ามา

          หลวงตา                            :        วัตถุนิยมมันคืออะไรบ้างละ

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :        อเมริกาครับ

          หลวงตา                            :       ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นวัตถุนิยมเหรอ แล้วประเทศเรานิยมอะไร

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :       นิยมศาสนาภายใต้พระเจ้าอยู่หัวครับ

          หลวงตา                            :       แล้วศาสนาสอนว่าอย่างไรละ

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :       สอนให้ประหยัดมัธยัสถ์ ให้พอเพียง ให้มัชฌิมาปฏิปทา

          หลวงตา                            :       ก็ถูกแล้ว ที่พูดนี่ถูก คือพวกเรามันตื่นวัตถุนิยม อะไรมาก็ดีหมดๆ ถูกต้องแล้วนะ คืออะไรมาไม่พินิจพิจารณาเสียก่อนว่าสมควรไม่สมควรแล้วรับไว้หมด คือเวลารับเอาไว้มันก็มาเป็นภัยต่อบ้านเมืองของเรา ที่ใจของเรามันไปนิยมวัตถุนิยมมากกว่านิยมอรรถธรรมที่อยู่ในใจ ให้อยู่ในความพอเพียง เพียงพอ ธรรมท่านว่าอย่างนั้นนะ อย่าดิ้นอย่าดีด หาอะไรๆมานี้ไม่พอๆ มันดิ้นดีดตลอด นั่นละคือการสร้างกองทุกข์ขึ้นมา ให้ว่ากันไปวรรคเป็นตอนไปจะเป็นที่เข้าใจ ว่าศาสนาทุกศาสนานั้นว่าอย่างไร ให้มนุษย์รักกันใช่ไหม แล้วมนุษย์อยู่กับศาสนาแล้วทำไมมนุษย์ถึงต้องสอนให้รักกัน มนุษย์เกลียดกันชังกันโกรธกันหรืออย่างไร มันก็มีข้ออย่างนี้ที่ให้ถาม

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :       เขายุแย่ครับ ให้แตกแยกกันระหว่างศาสนา เพื่อประโยชน์ของเขา แต่ของเราไม่แตก

          ผู้กำกับ                                      :       สหรัฐอเมริกามายุแย่ทางเอเชียให้ทุกศาสนาของเอเซียแตกกัน เขาจะแทรกแซงเข้ามา

          หลวงตา                            :        แล้วเขาเป็นศาสนาอะไรละที่เขาแทรกเข้ามานั้น ตัวเขาเองเขานิยมนับถือว่าเขาเป็นศาสนาอะไร

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :       เขานับถือวัตถุวิทยาศาสตร์ครับ แม้แต่ศาสนาเองเขาก็พยายามค้นคิดใหม่ สร้างพระพุทธศาสนาแบบใหม่ ศาสนาอิสลามแบบใหม่ เขากำลังทำอย่างนี้ เขาเป็นพวกวิทยาศาสตร์หาเหตุหาผลในทางวิทยาศาสตร์ แต่มันเป็นไม่ได้ พระบรมศาสดาทุกศาสนาได้สอนสิ่งที่ถูกต้องไว้แล้ว เรายึดตามนี้ครับ   ดึงคนให้เข้าศาสนาให้มากที่สุด มันก็จะรักษาศาสนาไว้

          หลวงตา                            :        ดึงคนมาเข้าศาสนา ศาสนาเราก็อยู่ในความเพียงพอ พอเพียง นี่ก็ถูกต้องแล้วนี่ ถ้าเราอยู่ในความพอเพียง เพียงพอท่านเรียกว่าสันโดษ หลักพุทธศาสนา สันโดษคือความยินดีตามที่เป็นที่มี ที่จำเป็นที่ควรใช้สอยอยู่กินอาศัยซึ่งสิ่งเหล่านั้น อาศัยเขานำเข้ามาใช้เฉพาะที่เห็นว่าจำเป็น ที่ไม่จำเป็นเราก็ไม่ฟุ้งเฟ้อออกไป นี่อันหนึ่งนะ อย่างพุทธศาสนานี่ยังมีสอนเข้าไปอีกให้มีความมักน้อย

          ให้มีความมักน้อยนี้คืออย่างไร พระพุทธเจ้าสอนให้มีผัวเดียวเมียเดียว ถ้าใครเมียมากกว่านั้นแสดงว่าเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง อันนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้าอัปปิจฉตา ให้มีผัวเดียวเมียเดียว พึ่งเป็นพึ่งตาย อาศัยซึ่งกันและกัน ฝากเป็นฝากตายซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน นี้เป็นบ่อแห่งความสุขของครอบครัวแต่ละครับครัวที่มีศาสนานับถือพุทธศาสนา ปฏิบัติตามศาสนา ผู้หญิงก็จะนอนตามหลับบ้าง เดี๋ยวนี้มีแต่ผู้ชายตามันมีสักกี่ตามันมองหาตั้งแต่ผู้หญิงเอามาเป็นเมียๆเสียหมด มันลุกลาม อันนี้มีในศาสนาใดศาสนานั้นก็สอนผิด ถ้าสอนให้ถูกต้องก็ต้องเห็นใจเขาเห็นใจเรา ผู้หญิงก็มีหัวใจ ผู้ชายก็มีหัวใจ เมื่อต่างคนต่างยอมรับกันเรียบร้อยแล้วก็เป็นอันเดียวกัน ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน พึ่งเป็นพึ่งตาย ไปใกล้ไปไกลไปที่ไหนนั่นคือของเขาๆ ทั่วโลกเป็นของเขา นี้คือของเราเมียเรา เรายินดีเฉพาะนี้เท่านั้น นี่สร้างความสุขให้แก่กันและกัน สมกันว่ารักกันพึ่งเป็นพึ่งตายซึ่งกันและกัน พุทธศาสนาท่านสอนว่าอย่างนี้  พวกเราว่าอย่างไร ช่วยพิจารณาอย่างไรๆข้อนี้ มันปีนเกลียวกับศาสนาในข้อนี้หรือไม่

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :       ไม่ปีนครับ มีเหตุผลอย่างอื่นอีก

          หลวงตา                            :       สอนอย่างไร เหตุผลว่าอย่างไร เราอยากฟังเหตุผลที่ว่ามีเมียมากๆ นั่นน่ะ ว่ามาเราอยากจะตามฟังอันนี้ให้ดีวันนี้น่ะ มันเป็นอย่างไรผู้ชายมันเก่ง มันเป็นเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม มาจากไหน มันเห็นผู้หญิงเป็นหมาไปหรือ มันจึงเอาผู้หญิงมาเป็นเมียตั้งกี่คนก็ได้ มันคนเดียวนี้มันวิเศษวิโสมาจากไหน ถ้าพูดถึงเรื่องควยก็ควยเดียว ผู้หญิงก็มีหีเดียวเท่านั้น มันไม่ได้มากกว่านั้น มันเก่งกว่าเขามากจากไหน เก่งกว่าด้วยความโลภของมัน นี่ไม่เพียงพอ ไม่พอเพียง ระวังนะ เอาว่ากันไป หาเหตุหาผลหาอรรถหาธรรมต้องหาอย่างนี้ซิ หาความสัตย์ความจริงความสม่ำเสมอต่อกันจึงถูก เข้าใจหรือที่พูดนี่ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วทั้งหญิงทั้งชายผัวเมียครอบครัวใดก็ตามเย็นตามๆกันหมด เวลานี้ผู้ชายเราผิดตรงนี้ละ ไปเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง

          เรามีกี่เมียละถึงตอบว่าเข้าใจ (หลายคนเหมือนกันครับ) นั่นซี นี่เอารัดเอาเปรียบผู้หญิง จะมาเอาพอเพียงอย่างไร มันไม่พอเพียง เอารัดเอาเปรียบเขา ถ้าเป็นผู้หญิงรุมตีคนนี้ให้แหลกหมด คนนี้เอารัดเอาเปรียบผู้หญิงมาก ฟาดให้แหลก (เขาให้ผมไปช่วยเขา) ส่วนเราไปช่วยเหยียบหัวใจเขานั่นไม่คิดบ้างเหรอ ไปช่วยเขาไปเหยียบหัวใจเขามันช่วยอย่างไรอย่างนั้นน่ะ (เห็นใจเหมือนกันครับ) แน่ะ เห็นใจต้องเลิกตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น อัปปิจฉตาความมักน้อย ถ้าพูดตามคำสอนมักน้อยคือให้มีผัวเดียวเมียเดียวเป็นสุข นี้ละธรรมพระพุทธเจ้าโดยแท้ อย่ามากกว่านั้นทำลายจิตใจซึ่งกันและกันไม่ถูกต้อง มนุษย์ผู้หญิงผู้ชายมีคุณค่าราคาเท่ากัน มีน้ำใจรักกันเต็มหัวใจด้วยกัน แล้วฝากเป็นฝากตายต่อกันได้ ไม่ต้องสร้างความทุกข์ให้กัน ถ้าการไปทำอย่างนี้สร้างความทุกข์ให้ผู้หญิงมากมายก่ายกอง เข้าใจเหรอ

          หรือเรายังว่าสร้างวิมารให้ผู้หญิงอยู่เหรอ ถ้าว่าสร้างวิมารให้ผู้หญิงเหล่านี้ ผู้หญิงเหล่านี้ยอมรับไหม เอามายืนยันกัน ถ้าไม่ยอมรับรุมตีคนนี้ให้แหลก มันก็มีเท่านั้น จะว่าอย่างไร ผู้หญิงทั้งหมดเขาไม่ได้ยอมรับนี่นะ เรามีคนเดียวโอ่อ่าๆ คนเดียวนี่ ถูกเขาขนาบแล้วนะนี่นะ อยู่ในเมืองไทยไม่ได้นะ (ผมโดนขนาบอยู่แล้ว เข็ดแล้ว) เราเข็ดหรือยัง (เข็ด) แล้วเดี๋ยวนี้มีกี่เมีย จะลดลงกี่เมีย ถ้าว่าเข็ดต้องแสดงผลออกมาซิ (ไม่มีสักคนดีกว่าครับ) ไม่มีสักคนก็มีแต่นักบวชท่านไม่มี ท่านไม่ยุ่ง

          เอาว่ากันไปเรื่องอื่นซิ อันนี้ก็พูดพอหอมปากหอมคอกันไป เรื่องอื่นก็ต่อกันซิ พูดกันไปเป็นพักๆ ไป แล้วการพูดนี้อย่าถือโกรธถือกิเลสเอาเข้ามาเหยียบย่ำธรรมนะ ต้องเอาความถูกต้อง เอาธรรมเข้ากางกันไปพูด ใครก็มีกิเลสทุกคนมีผิดมีพลาดด้วยกันทุกคนไม่ว่าศาสนาใด ผิดพลาดตรงไหนไม่ใช่ธรรม ให้ตีเจ้าของเข้าหาธรรม แล้วศาสนาใดก็เป็นธรรมด้วยกัน นี่เรียกว่าถูกต้อง เข้าใจเหรอ

          ชาวมุสลิมที่มา                 :        ที่เรามานี้ก็เพราะว่าเป็นคำสั่งพระเจ้า

          หลวงตา                            :       พระเจ้าว่าอย่างไร

          ชาวมุสลิมที่มา                    :       พระเจ้าสร้างมนุษย์มาเป็นเผ่าพันธุ์ต่างๆ เพื่อให้มนุษย์เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน จุดประสงค์ก็อัลเลาะห์คือว่ามาสร้างความรักระหว่างพี่น้อง เป้าหมายของเขาในคัมภีร์อัลกุรอ่านได้บัญญัติเรียบร้อยว่า ถ้าหากต้องการให้โลกนี้ประสบกับความสันติสุข อิสลามได้สอนแนวทางก็คือว่า ใครก็ตามที่คิดในทางของพระเจ้า (ภาษาทางศาสนาอิสลาม......) แปลว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูต

          ผู้กำกับ                                       :        อ่านตามที่เขาพิมพ์มาให้นะครับ “เราทุกคนมาจากบรรพบุรุษคนเดียวกัน คือท่านอาดัมและอีวา อัลเลาะห์ทรงสร้างอาดัมมาจากดิน พระองค์ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัมด้วยการประทานสติปัญญา วิชาความรู้   ปัจจัยยังชีพที่ดี และทรงให้มนุษย์ดีเด่นอย่างมีเกียรติ เหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล ดังนั้นผู้มีเกียรติทุกท่าน จงอย่าเคารพสักการะสิ่งอื่นใด นอกจากอัลเลาะห์องค์เดียวเท่านั้น และจงมานับถือศาสนาอิสลามกันเถิด”       

          หลวงตา                            :       เอาละนี่เป็นเรื่องของศาสนานั้นนะ ทีนี้เราแยกออกมา ลูกของใครใครก็รักลูก พ่อแม่ของใครใครก็รักพ่อแม่ของตัวเองๆ ทีนี้ศาสนาใดก็รักศาสนาของตัวเอง อันนี้ไม่เอามาขัดแย้งกัน ถ้าขัดแย้งผิด คนนี้เขามีพ่อมีแม่เขานับถือพ่อแม่ของเขา ทั่วโลกเขามีพ่อมีแม่ ลูกมีพ่อมีแม่ ต่างคนต่างรักต่างสงวน กัน นี้ยกให้เป็นสิทธิแต่ละคนๆ ระหว่างพ่อแม่กับลูกของเขา ให้เขารักกันเต็มสัดเต็มส่วนของเขา ไม่ไปขัดไปแย้งเขา แต่เวลาพ่อแม่หรือลูกแต่ละคนๆออกมาเกี่ยวข้องกันนี้ให้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมด้วยกัน ถ้าถูกต้องตามหลักธรรมลูกใดของพ่อแม่ใดก็ถูกต้องไปตามๆกัน นี่มารัก มาสามัคคีกัน สมัครสมานกันตรงที่ต่างคนต่างปฏิบัติให้ถูกต้องต่อกันตามหลักธรรม เข้าใจเหรอ ถ้าผิดจากนี้แล้วใครจะเป็นพ่อใดแม่ใดก็ตามคนนั้นๆ ก็เป็นผู้ผิดจากการทำผิดของตัว เข้าใจเหรอที่พูดนี่ เข้าใจแล้วนะ

          โต๊ะอีหม่าม                        :       ไปที่อุดรก็ไม่เจอ ว่าไปโรงพยาบาล วันนี้ก็มารออยู่นี่มาพบที่นี่ พบก็จะบอกกับหลวงตา มีคำที่ดี จำเอาไว้เถอะว่า ท่านจะพบกับความสำเร็จ ไม่ใช่สำเร็จบนโลกนี้อย่างเดียวนะ โลกหน้าก็สำเร็จ ผมจะบอกว่า โลกนี้มันจะอวสานแล้ว แต่มนุษย์ยังมัวเมาในโลกนี้อยู่ ดูได้เลยว่าถ้าฝนจะตกจะมีสัญญาณบอกเครื่องหมายบอกว่าลมมาเมฆมา เหมือนเราจะเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็มีอาการก่อนจะเป็นไข้ โลกนี้จะพังก็เช่นเดียวกัน บอกมาไม่รู้กี่พันปีแล้วว่า หนึ่ง ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตอนนี้เราเห็นแล้วเกือบทุกวัน สอง มนุษย์บนโลกจะมีแต่ความวุ่นวาย สาม ลูกหลานไม่ค่อยเชื่อฟังพ่อแม่ สี่ มนุษย์ส่วนมากมัวเมาในความชั่ว ห้า .... ข้อที่หก การโกหกเป็นบาป คนเดี๋ยวนี้เป็นบาปเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเกิดขึ้นหกข้อสัญญาณโลกจะพัง

          โยมที่มากับคณะโต๊ะอีหม่าม  :       ทางเขามีทำนายถึงวันโลกสลาย เวลานี้ก็ใกล้อย่างว่า ศีลธรรมไม่มีกัน แต่ของพุทธก็มีอยู่ในพระไตรปิฎก ถึงมิคสัญญีไฟล้างโลกมีอยู่ (พุทธทำนายครับ)

          หลวงตา                            :       อันนี้เราก็อ่านมาแล้วจนแหลกเหมือนกัน แล้วที่เขาพูดไปนี้มีอะไรที่จะเป็นเงื่อนมาพินิจพิจารณากันอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นธรรมดาก็ให้เขาพูดไป เป็นเรื่องติติงของเขา

          ผู้กำกับ                                      :       สอดคล้องกันระหว่างพุทธกับมุสลิม ของเราก็มีพุทธทำนาย ของเขาก็ทำนายเหมือนกัน สอดคล้องกัน

          หลวงตา                            :       เรียกว่าถูกกัน ทำนายด้วยกัน (ครับ) อันนี้มันก็ไม่น่าจะเอามานั่นกัน ถ้าต่างคนต่างได้ยินแล้วมันก็เท่านั้น ใครไปอ่านก็ไปอ่านตรงอันเดียวกันนั่นแหละ (เขาไม่ได้อ่านของเรา เราก็ไม่ได้อ่านของเขา วันนี้ก็เลยมาเจอกัน) เขาอ่านของเขาไปอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขาไปนะ เราก็อ่านของเราให้เป็นเรื่องของเราไป เข้าใจเหรอ ก็เท่านั้น อะไรก็มีแต่ให้พระพุทธเจ้ามาทำนายโดยถ่ายเดียว พระพุทธเจ้าท่านทำนายแล้วเราเป็นผู้รับเขียงที่ความดีความชั่ว เฉพาะอย่างยิ่งความชั่วมันยำอยู่ในตัวของเรา ไม่ได้มาพิจารณาบ้างเหรอ เดี๋ยวนี้มีแต่ความชั่วยำ โลกจะพินาศด้วยความดีความชั่วที่แต่ละคนๆสร้างขึ้นมานะ

          อย่างอื่นที่ว่าพระพุทธเจ้าทำนาย ก็ทำนายตามเรื่องของสัตว์โลกมันคึกมันคะนอง มันไม่อยู่เป็นสุข หายุ่งซึ่งกันและกันแล้วเกิดความเดือดร้อนขึ้นมา ก็เท่านั้นเอง ไม่ทราบว่าจะฟังว่าอย่างไร ท่านทำนายท่านก็ทำนายไปอย่างนั้นแล้ว แต่พวกเรานี่เป็นอย่างไรเวลานี้ ได้ทำนายเจ้าของบ้างหรือเปล่า เวลานี้เราเป็นอย่างไร การปฏิบัติตัวของเราพอไว้วางใจให้ความอบอุ่นแก่ตัวของเราเอง และแน่ใจแก่ตัวของเราเองแล้วยัง ที่สอนคนอื่นสอนด้วยความแน่ใจตนเองแล้วยังว่าถูกต้องแล้ว อันนี้มันเป็นปัญหาอยู่กับตัวของเราแต่ละคนๆนะ

          ผู้กำกับ                                      :       อันนี้เขาเขียนมานะครับ “อุสตาซ-ผู้นำศาสนาอิสลาม (โต๊ะอีหม่าม) มาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดเชียงราย ตระหนักดีว่าหลวงตาซึ่งเผยแพร่ธรรมะทางวิทยุในสามจังหวัดภาคใต้ และพระป่าทางสายของหลวงตาที่ลงไปในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงอาราธนานิมนต์ให้จำพรรษาในปีพ.ศ. ๒๕๔๘ นั้น มีความจริงใจที่ต้องการให้ภาคใต้มีความสงบจริง ลูกหลานจะได้อยู่กันอย่างสันติ และธรรมะที่หลวงตาเทศน์สอนนั้นเข้ากันได้กับคำสอนในศาสนาอิสลาม จึงต้องการมาแสดงความสมานฉันท์กับองค์หลวงตา เพราะองค์หลวงตามีความจริงใจที่สุด และเชื่อมั่นว่าธรรมะเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์เราที่ต่างศาสนากัน สามารถมาอยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็น

          เนื่องในโอกาสครบรอบ ๖๐ ปีครองราชย์ และ ๘๐ พระชนม์พรรษาในปี ๒๕๕๐ ผู้นำศาสนาอิสลาม-อุสตาซ-โต๊ะอีหม่ามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความตั้งใจที่จะแสดงถึงเจตนารมณ์ของมุสลิมทั้งมวล ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าต้องการอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมชาติทุกศาสนา โดยเฉพาะชาวพุทธอย่างสันติฉันพี่น้อง  และต้องการถวายความจงรักภักดีต่อพ่อของแผ่นดิน และต้องการแสดงความรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าล้นกระหม่อมทั้งสองพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ได้ทรงมีพระเมตตาอันเปี่ยมล้นต่อชาวไทยมุสลิม ในยะลา ปัตตานี นราธิวาส มาตลอดเวลา ๓๐ ปี อันเป็นความอบอุนและร่มเย็นที่ชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับมาโดยตลอดอย่างหาประมาณมิได้ และพร้อมจะร่วมแรงร่วมใจดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้เกิดสันติสุข สู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จงได้”

          หลวงตา                            :       พูดมาธรรมดาก็ถูกต้องมาโดยลำดับ ไม่เห็นมีอะไรขัดแย้ง แล้วเป็นอย่างไรมาหาหลวงตาวันนี้ มีความรู้สึกอย่างไร

          โต๊ะอีหม่าม                        :       ดีใจมากครับ รู้สึกว่ารักหลวงตามากครับ

          หลวงตา                            :       รักมาก โอ้ยก็พอดีแล้วละกับหลวงตาก็รักพี่น้องทั้งหลายมากอยู่แล้ว พอดีกัน รักต่อรักกันอย่างนี้เป็นมงคลแล้วนะ ทางนู้นก็รักหลวงตา หลวงตาก็รักทางนี้ นี่รักมานานแล้วนะ ไม่ใช่มารักเดี๋ยวนี้นะ ดีไม่ดีหลวงตานี้อาจรักก่อนมากกว่าทางนู้นเสียด้วยซ้ำ เอาละ รักขนาดไหนก็อยู่ในหัวใจของแต่ละคนๆ นะ พอใจ หลวงตาพอใจ ท่านทั้งหลายมานี้มาเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้างละ อ่านมาแล้วเข้าใจ

          ที่ท่านทั้งหลายมาเยี่ยมหลวงตานี้ก็เป็นความดีงาม เป็นมงคลแล้ว หลวงตาที่ท่านทั้งหลายมาเยี่ยมนี้ก็ได้ทำประโยชน์แก่ตัวเอง จนกระทั่งถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างเต็มความสามารถตลอดมาด้วยความเมตตา ความเสียสละ เรื่องความเมตตานี้มันเป็นอยู่ในหัวใจกระจายทั่วไปหมด      สพฺเพ สตฺตา  อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ไม่เลือกชาติชั้นวรรณะฐานะสูงต่ำ  จนกระทั่งสัตว์เดรัจฉาน เมตตาทั่วถึงกันหมด แต่ที่เราทำการสงเคราะห์นี้เราก็ทำเต็มกำลังของเราเท่าที่เป็นไปได้

          ดังช่วยโลกเวลานี้ก็ช่วย ทั้งด้านวัตถุเราก็ช่วย ทั้งด้านธรรมะก็แนะนำสั่งสอนทั่วๆไป จนกระทั่งทุกวันนี้ออกทางวิทยุกระจายเสียงทั่วประเทศไทย นี่เราก็ทำเต็มกำลังของเราเรื่อยมา โดยที่เราไม่เอาอะไรเลย ช่วยโลกช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าด้านวัตถุจะมีมากมีน้อย สมมุติว่าหาวัตถุเข้าส่วนรวมก็เข้าจริงๆ ไม่รั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เรื่องธรรมก็สอนด้วยความถูกต้อง ที่เราปฏิบัติมาว่าไม่ผิด จนถึงได้ผลออกมานำมาสอนโลกอย่างนี้ เราพยายามทำอย่างนี้ตลอดไป

          เราช่วยโลกด้วยความเมตตา ความเมตตากับความเสียสละนั้นเป็นคู่เคียงกัน เมื่อเมตตาสงสารแล้วมีอะไรก็อยากช่วยเหลือ อยากสงเคราะห์สงหาเป็นด้านวัตถุ เป็นอุบายวิธีการใดๆ ก็ตามก็อยากช่วยเหลือ นี่เราก็ทำความช่วยเหลือมาเต็มกำลังของเรา ทั้งด้านวัตถุและอุบายวิธีการ เช่นการแนะนำสั่งสอนเราก็สั่งสอนอย่างนี้เรื่อยมา นี่เป็นเรื่องของหลวงตาที่ดำเนินอยู่ทุกวันนี้ กับบรรดาประชาชนทั้งหลายเรียกว่าทั่วโลก เราทำอย่างนี้

          สำหรับเราเองเราก็พูดมานานแสนนานแล้ว เราไม่เอาอะไร มีแต่ความเมตตาล้วนๆ ได้มานี้จะมากน้อยเพียงไรเราออกเสียสละหมด เราไม่เอาอะไร จตุปัจจัยไทยทานที่เขามาถวายมากน้อยนี้เราจะเฉลี่ยไปในที่ขาดแคลนกันดาร ขาดตกบกพร่อง อย่างไรเราเฉลี่ยออกไปเต็มกำลังของเรา เท่าที่ทรัพย์สมบัติมีอยู่มากน้อย เราช่วยอย่างนี้ การแนะนำสั่งสอนก็เหมือนกัน สอนนี่เราสอนในธรรมทุกขั้น ตั้งแต่ธรรมขั้นพื้นๆ จนสูงสุดเราก็สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่ออกไปตามวิทยุก็ออกไปตามคำสอนที่เราสอนไปเรียบร้อยแล้วนั้นแล เราก็ได้ทำประโยชน์ให้โลกเต็มกำลังความสามารถของเรา

          แล้ววันนี้ท่านทั้งหลายได้มาเยี่ยม หลวงตาก็ขอขอบคุณและอนุโมทนากับเจตนาดีของท่านทั้งหลายโดยทั่วกันนะ สมเจตนาที่เราตั้งใจเมตตาและสมานทั่วโลกให้มีความเป็นมิตรเป็นสหาย พึ่งเป็นพึ่งตายซึ่งกันและกัน แล้วโลกนี้อยู่เป็นสุข ถ้าโลกมีธรรมอยู่ด้วยกันเป็นสุข ถ้าโลกมีแต่ฟืนแต่ไฟมีแต่กิเลส เขาก็จะเอา เราก็จะเอา เขาก็จะเอาชนะ เราก็จะเอาชนะ แต่ไม่ได้สนใจว่าจะชนะตัวเองหรือชนะใคร

          ถ้าชนะแต่คนอื่นนั้น ท่านแสดงไว้ โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ      ส เว สงฺคามชุตฺตโม นี่เป็นภาษิตของพุทธศาสนาที่แสดงออกว่า การชนะคนอื่นแม้จะคูณด้วยล้านก็ไม่มีการวิเศษวิโสอะไร ชนะแล้วก็ก่อกรรมก่อเวร ตัวเองก็เป็นทุกข์ ยังก่อกรรมก่อเวรติดพันกันไปไม่มีที่สิ้นสุด แต่การมาชนะตัวเอง คือความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ที่เป็นตัวฟืนตัวไฟเผาไหม้อยู่ภายในใจนี้ เพียงคนเดียวเท่านั้น นี่เรียกว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ชนะตนเองเพียงคนเดียว

          พระพุทธเจ้าก็เป็นผู้ชะนพระองค์ ชนะกิเลสพระองค์หมดแล้ว ไม่มีภัย บรรดาสาวกทั้งหลายท่านก็ชนะกิเลสของท่านเช่นเดียวกัน หมดโดยสิ้นเชิงภายในใจแล้วท่านก็หมดภัย มีแต่คุณเต็มหัวใจ ไปที่ไหนร่มเย็นไปหมดด้วยธรรม ท่านปฏิบัติแล้วท่านสอนโลกมาอย่างนี้ การชนะผู้อื่นผู้ใดสู้การชนะตัวเองไม่ได้ ท่านสอนย่นลงมาให้มาชนะกิเลสตัวเป็นภัยของตัวเองแล้วจะเป็นคุณ ไปที่ไหนคนไม่มีกิลเสนี้เป็นคุณไปหมด มีแต่ความสงบร่มเย็น เต็มไปด้วยความเมตตา ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอย่างนี้

          เราก็พยายามทำเต็มกำลังความสามารถของเรา อย่างทุกวันนี้อายุนี้ก็ ๙๐ กว่าแล้ว แทนที่จะอยู่สะดวกสบายเราก็ไม่ได้อยู่ เพราะความเมตตา หากดึงไปทางนู้นดึงไปทางนี้ให้ช่วยทางนู้นช่วยทางนี้ตลอดมาอย่างนี้ เราก็ทนเอา เพราะธาตุขันธ์นี้มีไว้สำหรับใช้ ใช้การใช้งานของใจ ใจเป็นผู้บ่งการเพื่อผลประโยชน์อย่างใด ก็ใช้สังขารร่างกายเคลื่อนไหวไปมา ได้ช่วยมาเรื่อยๆ อย่างนี้ นี่หลวงตาจึงได้เอาร่างกายแก่ๆ นี้ไปช่วยโลกช่วยสงสารเรื่อยมาอย่างนี้ จนกระทั่งหาไม่แล้วก็ปล่อย ร่างกายอันนี้ก็เป็นดินน้ำลมไฟเหมือนกันกับโลกทั่วๆไป

          ใจที่มีความดีความชั่วนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ใจนี้มันลึกลับ สำหรับผู้ที่วินิจฉัยทางด้านจิตใจของตัวเองนี้ให้เอาธรรมเข้าไปเทียบ ใจของเราถ้ามีความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม มีความดีดความดิ้น อยากดีอยากเด่น อยากร่ำอยากรวย อยากสวยอยากงาม อยากมีชื่อเสียงโด่งดังนี้ เรียกว่าใจนี้หิวโหยไม่เพียงพอ หิวโหยตลอดเวลา ความหิวโหยนี้จะก่อความกระทบกระเทือนให้แก่โลกได้รับความเดือดร้อนทั่วหน้ากันไป ถ้าใจไม่ได้คิดอย่างนี้ ปฏิบัติตนให้มีความสงบเย็นใจ มีแต่ธรรมภายในใจเย็นอยู่ตลอด ตัวเย็นแล้วไปที่ไหนทำคนอื่นให้เย็น ที่มีแต่ความร้อนไปที่ไหนก็ร้อน ถ้าตัวเย็นแล้วไปที่ไหนก็เย็น

          ในพุทธศาสนานี้ก็คือพระพุทธเจ้า เป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วสอนโลกที่เป็นคลังกิเลส ก็คือคลังแห่งฟืนแห่งไฟเผาไหม้กัน โลกทั้งหลายเขาร้อนแล้วสอนเขาด้วยธรรมที่ร่มเย็น  ให้เขามีความสงบร่มเย็น โดยที่พระพุทธเจ้าไม่มีความทุกข์แม้เม็ดหินเม็ดทรายภายในพระทัยเลย สาวกทั้งหลายท่านก็สอนอย่างนั้น โลกมีความทุกข์ความทรมานเต็มหัวใจของตนแต่ละคนๆ ท่านก็สอน แต่ท่านไม่มีทุกข์ พวกเขามีทุกข์ให้ได้เบาบางลงไปตามคำสอน ท่านสอนโลกท่านสอนอย่างนั้น

          วันนี้ได้พูดถึงเรื่องการชนะใครก็ตามสู้ชนะตนเองไม่ได้ เราสรุปความลงมา ให้พยายามเอาชนะความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ตัวนี้ให้ดี เอาชนะตัวนี้แล้วเราก็สงบร่มเย็น แล้วก็ย่นลงมาหาสามีภรรยา เอาชนะตัวราคะตัณหานี้ได้แล้วผู้ชายก็ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ผู้หญิงก็นอนตาหลับๆ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะได้สามียักษ์ผีกินไม่อิ่มไม่พอมาเหยียหัวใจ ผู้หญิงก็จะเป็นสุข เราก็มีอันเดียวก็เป็นสุข ผู้ชายก็มีอันเดียว ผู้หญิงเขาก็มีอันเดียว จะไปหาผู้หญิงมาตั้งร้อยๆพันๆ มันเอารัดเอาเปรียบผู้หญิงจนเกินไปไม่ดี เข้าใจไหมมีอันเดียว ภาษาโลกเขาใช้ทั่วๆไปว่าควย ผู้หญิงเขาก็มีหีเดียว  ให้ต่างอันต่างมีอันเดียวอยู่กันเป็นสุข อย่าดีดอย่าดิ้นนะ วันนี้พูดย่อๆเท่านี้ก่อน แล้วมีอะไรค่อยพูดทีหลังอีก เอาละพอ

          โต๊ะอีหม่าม                        :        อัลเลาะห์ได้สาบานกับกาลเวลา ซึ่งกาลเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญ ผู้ที่ประสงค์สำเร็จในโลกนี้คือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลเลาะห์ และปฏิบัติดีงาม เขาจะได้ประสบผลสำเร็จในโลกนี้และโลกหน้า

          ผู้กำกับ                                      :       สั้นๆ ครับ ปฏิบัติธรรมเพื่อโลกนี้และโลกหน้าด้วยครับ

          หลวงตา                            :       ทั้งสองโลก ปฏิบัติธรรมเพื่อทั้งสองโลก แต่ถ้าผู้สิ้นกิเลสแล้วปฏิบัติธรรมตามธาตุตามขันธ์ธรรมดา ไม่ยึดไม่ถือสิ่งใดในโลกนี้ แม้ยังไม่ตายก็ไม่ยึด ปล่อยโดยสิ้นเชิง ตายไปแล้วก็แน่ใจว่าจะไม่เที่ยวยึดอะไรอีกแล้ว รู้ประจักษ์ใจว่าได้ปล่อยวางโดยสิ้นเชิงแล้วจึงเป็นผู้บริสุทธิ์ภายในใจ ท่านผู้นี้ไม่ยึดทั้งโลกนี้และโลกหน้า ท่านไม่ยึดใคร แต่สำหรับผู้มีกิเลสมีโลกนี้ก็สำคัญ โลกหน้าก็สำคัญ โลกหน้าก็โลกเพื่อความดีงามของตัวเอง แล้วทำอย่างไรจะไปโลกหน้าเพื่อความดีงามตามเจตนาได้ ก็ต้องปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี สิ่งใดที่จะเป็นบาปเป็นกรรมไม่ทำสิ่งนั้นจะเป็นภัยต่อตัวเอง สิ่งใดเป็นบุญเป็นคุณก็ให้สร้างสิ่งนั้น แล้วเป็นบุญเป็นคุณแก่ตัวเอง อยู่ในโลกนี้ก็เย็น ไปโลกหน้าก็เย็น ถ้าสร้างความชั่วช้าลามกอยู่โลกนี้ก็ร้อน ร้อนอยู่ในหัวอก เขาจับไม่ได้ก็ตาม เช่นพวกโจรพวกมารไปเที่ยวฉกลัก ปล้นจี้เขามานี้เขาจับไม่ได้ ตัวโจรตัวมารมันก็ร้อนอยู่ภายในหัวอกมันจนได้ ไฟนรกเผาอยู่ในหัวอก นี่เรียกว่าโลกนี้ก็ร้อน ไปโลกหน้าก็ร้อน

          เพราะฉะนั้น การปฏิบัติจึงปฏิบัติเพื่อโลกนี้และโลกหน้าเกี่ยวโยงกันไปสำหรับคนมีกิเลส ส่วนคนไม่มีกิเลสอยู่ในโลกนี้ก็สงเคราะห์แต่โลกไม่เพื่ออะไร สงเคราะห์โลกไปเรื่อยๆ จนกว่าธาตุขันธ์จะหมดสภาพแล้วก็ไป ปล่อยไปเลย ก็มีเท่านั้น ท่านไม่มีเพื่ออะไร พวกเรายังมีเพื่ออยู่ให้พากันทำความดีงามไว้ วันนี้ก็สบาย เราทำความดีวันนี้เราก็สบาย วันหน้าเราก็ทำดีอีกเราก็สบายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจากภพนี้ไปถึงภพหน้าเราทำแต่ความดีเราก็ดีไปเรื่อยๆ ภพหน้าก็เป็นภพที่ดีสำหรับเรา เพราะเราเป็นผู้ทำดี ผลดีก็เป็นของเรา พากันจำเอานะ แล้วมีอะไรอีกล่ะ

          โต๊ะอีหม่าม                        :       ผมขอชี้แจง ตามที่หลวงตาได้พูดตะกี้นี้บอกว่า ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์นั้นก็ต้องมีผัวเดียวเมียเดียวนะครับ อันนี้เป็นแนวทางของพุทธองค์ คือของศาสนาพุทธเจ้า แต่ตามแนวทางของอิสลามนั้น อิสลามให้สำหรับผู้ที่เป็นชายที่มีความสามารถและมีความยุติธรรม มีความสามารถในการหาเลี้ยงชีพ มีความสามารถทั้งนอกและทั้งใน ในการที่จะเลี้ยงฝ่ายหญิงได้ และมีความยุติธรรม เขาให้โอกาสให้กับมุสลิม ให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นได้เอาภรรยานอกจากหนึ่งเป็นสองก็ได้ สามและสี่ อันนี้เป็นแนวทางของอิสลาม ไม่ใช่ว่าผมจะชน หลวงตาบอกว่าของพุทธต้องหนึ่ง แต่อิสลามเขาให้โอกาส แค่นั้นเอง ต่อเมื่อไม่มีความสุจริต ไม่มีความยุติธรรม อิสลามห้าม ต้องเอาหนึ่ง ต้องหนึ่งเดียว ขอบคุณมาครับ

          หลวงตา                            :       เอาละอันนั้นเป็นเรื่องของอิสลาม เรื่องของชาวพุทธเราเขาเป็นเศรษฐี เศรษฐีอะไร เขามีผัวเดียวเมียเดียวเมียเขาก็เย็น เข้าใจไหม เศรษฐีที่มีหลายเมียนี่ผู้หญิงคนไหนเขาก็ร้อนทั้งนั้น ร้อนในเศรษฐีตัวเก่งๆ ตัวหลายควย เข้าใจไหม

          โต๊ะอีหม่าม                        :       (ยิ้มให้หลวงตา) ขอบคุณมากครับ

          หลวงตา                            :       ว่าไงก็เป็นอย่างนั้น ศาสนาแปลว่าคำสอน คำสอนของผู้บริสุทธิ์ก็มี คำสอนของกิเลสก็มี มันก็หลายประเภท แยกไป มีอะไรอีกไหม

          (ชาวพุทธมีอะไรก็ถามทางมุสลิมได้นะครับ) ถามอะไรก็ถามเถอะ ถามชาวพุทธเรา อย่าเอาผัวเดียวมีเมียตั้งร้อยคนมาถาม ผู้หญิงจะโจมตีแหลกหมด พวกนี้จะลงศาลาไม่ได้ เราขอยกเว้นนี้ไว้ อย่าถามอันนี้ขึ้นมานะ (โต๊ะอีหม่ามยิ้มกล่าวขอบคุณมากครับกับหลวงตา) นอกนั้นจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ถ้าจะพูดเรื่องว่าผู้ชายคนเดียวมีควยเดียวไปหาหีตั้งร้อยๆหี อย่างนี้ผู้หญิงโจมตีแหลก หีกูก็หีคนนี่นะ ควยมึงก็ควยคนมึงเก่งมาจากไหน รุมตีแหลกเข้าใจไหม เพราะฉะนั้นจึงให้งดอันนี้ เพื่อสงบร่มเย็น ลงกันไป ขึ้นมาสบายๆ ศาลาหลังนี้ไม่ถูกผู้หญิงโจมตี เข้าใจแล้วนะ เอาละพอ ก็พูดเป็นธรรมมันก็เป็นอย่างนั้นจะให้ว่าไง นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น ธรรมของหลายๆ ควยเราไม่รับ ปล่อยให้เขาหลายควยไป อย่ามาพอใจกับหลวงตานะ หลวงตาเอาธรรมพระพุทธเจ้ามาพูดต่างหากนะ หลวงตาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรนะ พูดตามธรรมต่างหาก อย่ามาดีใจเสียใจกับหลวงตา ให้พิจารณาโดยธรรมก็แล้วกันนะ

          เป็นอย่างไรขอถามฝ่ายผู้หญิงก่อน วันนี้ผู้หญิงมาเยี่ยมที่นี่ได้ผลลบไป หรือได้ผลบวกไปวันนี้น่ะ ก็มีเท่านั้นละ พูดตรงหัวใจสัตว์โลกเป็นอย่างนั้นด้วยกัน แล้วมีอะไรอีกละ นี่ปวดขานะ ปวดเข่า จึงต้องเหยียดเรื่อยๆ นั่งนานๆไม่ได้ปวดเข่า (ลากลับครับ) เท่านั้นละนะ เอาเลิกกันได้แล้ว

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

         

           

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก