เรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับสัตว์กับเสือ
วันที่ 16 พฤษภาคม 2549 เวลา 7:55 น. ความยาว 51.37 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับสัตว์กับเสือ

ก่อนจังหัน

วันนี้พระเท่าไร (๓๓ ครับผม) พระ ๓๓ อยู่ในย่านนี้ ๓๓-๓๕ ท่านไม่ออกมาฉันเยอะอยู่นะเป็นประจำตลอด วัดนี้ไม่เคยมีพระออกมาฉันจังหันครบองค์เลยตั้งแต่สร้างวัด ขาดมาตลอดเป็นประจำเลย องค์ไหนจะฉันท่านก็ออกมา องค์ไหนไม่ฉันท่านก็ไม่ออกมา ถ้าองค์ไหนที่ไม่ฉันให้ยกเว้นข้อวัตรปฏิบัติเกี่ยวกับหมู่กับเพื่อนทั้งหมด ให้ทำหน้าที่เจ้าของโดยเฉพาะ ไม่ว่าองค์ใดถ้าไม่ฉันแล้ว ท่านก็ทำงานของท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย งานการเกี่ยวกับส่วนรวมนี้ไม่ให้มา เราสั่งทีเดียวเลย ให้ทำงานของท่านโดยเฉพาะ สมเจตนาที่ทุ่มลง เป็นอย่างนั้น

การอดอาหารนี่เป็นสำคัญมาก คือสติๆ นี้การอดอาหารมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่มากทีเดียว คือเราพยายามตั้งสติทั้งๆ ที่ฉันจังหันอิ่ม พระเรานะพระนักปฏิบัติ ลงฉันจังหันอิ่มแล้วตั้งสติๆ ตั้งก็ตั้งเถอะพลาดไปตลอด ผ่อนอาหารก็ตัดกำลังทางธาตุขันธ์ลง สติตั้งขึ้นๆ ได้ ผ่อนตั้งขึ้นได้ อดตั้งได้เรื่อยๆ ไป ให้สังเกตตัวเองในการประกอบความพากเพียร อย่าสักแต่ว่าทำๆ ทำอะไรให้มีสติปัญญาติดแนบในงานการของตนเสมอ ถ้าไม่มีสักแต่ว่าทำๆ มันก็แบบโลกเขา ไม่มีขอบมีเขตมีหลักมีเกณฑ์อะไรเลย

พุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาที่เป็นหลักเกณฑ์ เป็นแบบฉบับได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว ไม่มีผิดพลาดที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ผู้ปฏิบัติจิตตภาวนาสติให้ติดกับตัวเองเลย ติดกับจิต หน้าที่การงานที่เราจะจัดทำอะไรให้เป็นสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ในวงนี้ กิเลสจะไม่เกิด กิเลสเกิดเวลาเผลอสตินั่นละ เผลอเมื่อไรเป็นเกิดละกิเลส ออกทางสังขาร กิเลสออกทางสังขาร ที่เด่นมากที่สุดความคิดความปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ คำว่าสัญญาความจดความจำก็ไปด้วยกันนั่นละ สัญญากับสังขารไปด้วยกัน

พากันตั้งสติให้ดี อย่าไปสนใจกับใครว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี อย่างนี้เป็นเรื่องของกิเลสเสาะหาโทษคนอื่นโดยไม่สนใจดูโทษตัวเอง ทำภาวนาไม่ได้เรื่อง อยู่ที่ไหนหนักใจคนอื่น คนเช่นนั้นเมื่อมันอัดอั้นตันใจมันก็ระบายออกไป ก็นินทากาเลเขา หนักกว่านั้นก็ทะเลาะกัน กิเลสตัวนี้สำคัญมากนะ ในครัวระวังให้ดี มีแต่ผู้ย่าผู้หญิงไม่ทราบมาจากทิศใดแดนใด เดินเฉียดๆ ไปเขตรั้วกั้น กั้นเพื่อให้ทราบว่า เขตนั้นเป็นเขตนั้น เขตนี้เป็นเขตนี้ กั้นไว้อย่างนั้น ใส่ลวดสองสามเส้นพอให้รู้ว่ากั้นเฉยๆ ทางฟากนั้นละ

เราเดินฉากไปดู โอ๋ย หนาแน่นไปหมด เต็ม แต่จะมาประกอบความพากเพียรหรือมาสั่งสมความขี้เกียจขี้คร้าน สั่งสมการเพ่งโทษคนอื่น อันนี้รู้สึกจะทราบได้เลย เราไม่ทราบเราไม่อยากพูดก็มันทราบอยู่นี่จะว่าไง แต่อย่างน้อยอย่าให้แสดงออก ให้มันเผาตัวเองนั่น คนเก่งๆ หายกโทษคนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี ไม่ยกโทษเจ้าของ ไม่ดูโทษเจ้าของ ทั้งๆ ที่โทษเต็มอยู่ที่หัวใจ คนนี้ไม่เป็นท่า ไปที่ไหนกีดขวางเขานะ อย่าให้มี ใครดีใครชั่วให้ดูตัวเองเสมอ ตัวเองจะไปยึดไปเกาะกับชั่วของเขาผิดแล้ว ถ้ายึดเอาดีของเขามาเป็นคติเครื่องเตือนใจตนถูกต้อง

ใครจะเป็นอะไรๆ คนในโลกสัตว์ในโลกมันมีผิดพลาดประจำตัวด้วยกันทุกคน พวกปฏิบัติธรรมต้องให้อภัยกันเสมอ จะคอยยกโทษยกกรณ์กันนี้ใช้ไม่ได้นะ ผิดธรรม พากันตั้งอกตั้งใจ เรารับเอาไว้ไม่ทราบมาจากไหนๆ เต็มอยู่ในครัวนั้นละ ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ทราบมาแบบไหนต่อแบบไหนเต็มหมดเลยในครัว เราไม่ได้เข้าไปดูตรงกลาง เดินฉากไปข้างนอกในเขตรั้ว ดูเข้าไป แหมเป็นตับๆ เลยเป็นตลาดนักภาวนาไม่ได้เรื่องนะ

เรื่องพุทธศาสนานี่เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว หลักของพุทธศาสนานี้ให้พิสูจน์ หลักใหญ่คือพิสูจน์ด้วยจิตตภาวนา จิตมันจะออก ตัวมหาเหตุคือจิตนี้มันจะคิดปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่อยู่ละ อยู่ไม่ได้ มันคิดมันปรุงตลอดเวลา สติจับไว้ เพื่อให้ระงับความคิดทั้งหลายก็เอาคำบริกรรมเข้าไป ติดคำบริกรรม จะเป็นพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ตาม สติติดแนบๆ กิเลสจะไม่เกิด สติติดทั้งวันกิเลสออกไม่ได้ทั้งวัน สตินี่สำคัญมากนะ เป็นเครื่องกั้นกิเลสทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

นักภาวนาต้องอยู่กับสติ เคลื่อนไหวไปมาที่ไหนอย่าเผลอ เผลอไปไหนสติอยู่กับตัวเอง จิตอยู่กับตัวเอง ความเคลื่อนไหวไปจากจิตจากสติ ถ้าสติดีจิตดีอยู่แล้วการทำความพากเพียรภายนอกภายในเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ขาดสติเสียอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์นะ เราเน้นเสมอ อย่าไปดูอะไร ให้ดูความคิดความปรุงของตัวเอง นั่นละภัยมหาเหตุอยู่ตรงนั้นให้ดู ดูให้ดีแล้วสิ่งเหล่านี้จะค่อยสงบ ธรรมที่เราดูคือสติธรรม ปัญญาธรรม แล้วสมถธรรมความสงบจะเกิดขึ้นจากการรักษาด้วยดี จำให้ดีทุกคน

มันจะเลอะๆ เทอะๆ ไปหมด กรรมฐานเรานี้มีมากอยู่นะไม่ใช่น้อยๆ สายพ่อแม่ครูจารย์มั่นมีมากอยู่ เท่าที่ดูความเคลื่อนไหวก็เห็นว่างามตามาตลอด งามหู เสียงก็เสียงดีมาตลอด งามตาไปที่ไหนสำนักใดดูงามตา เป็นผู้มีกิริยามารยาท โดยมีความพากเพียรในธรรมทั้งหลายไม่เตลิดเปิดเปิง นั่นเรียกว่าวัด นั้นเป็นวัดแหละ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่ออรรถเพื่อธรรมทั้งหลายอยู่ในวัดนั้น เรียกว่าพระในวัด ถ้าตรงกันข้ามพระก็เลอะๆ เทอะๆ ปฏิบัติไม่มีธรรมไม่มีวินัย เตลิดเปิดเปิงจนลืมเนื้อลืมตัวจนหน้าด้าน นี่คือปฏิบัติตัวเป็นมูตรเป็นคูถ อยู่ในวัดใดวัดนั้นคือส้วมคือถานของมูตรคูถที่ปฏิบัติตัวเหลวแหลกของพระนั้นแหละ จำให้ดีทุกคนๆ

มันเลอะเทอะนี่เพราะอะไร เพราะกิเลสพาให้เลอะเทอะ ความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้อ่อนแอ ความไม่เอาไหน สุกเอาเผากิน เหล่านี้เป็นภัยทั้งนั้น อย่าทำสิ่งเหล่านี้เป็นภัยๆ เป็นกิเลสทั้งมวล ให้มีสติยับยั้งตัวเอง ไม่ว่ากิจบ้านการเรือนใครอยู่ที่ไหนเอาธรรมไปใช้เถอะ จะงามตาเย็นใจตัวเอง เอาละให้พร

หลังจังหัน

หลวงปู่มั่นเรานี้ท่านไปเที่ยวฝั่งลาว คือท่านข้ามไปข้ามมาเสมอ เพราะทางโน้นเป็นทำเลมีมากกว่าเมืองไทยท่านว่างั้น ไปภาวนา ท่านเล่าถึงเรื่องท่านไปภาวนาที่เป็นคู่ไปด้วยกัน ชื่อ สีทา ท่านเล่าเองนะ ข้ามไปฝั่งนั้นแล้วก็ไปภาวนา ไปอยู่คนละบ้านไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน ทำแคร่อย่างว่านั่นแหละ กลางวันกลางคืนไม่มีอะไรมายุ่งเลย มีแต่การภาวนาล้วนๆ ท่านว่าอย่างนั้น แต่สำหรับท่านเองเป็นนักสมบุกสมบันในป่าในเขา พวกสัตว์พวกเนื้อเสืออะไรนี้เป็นที่ท่านไปเที่ยวทั้งนั้น แต่ไม่เคยเห็นท่านเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะว่าท่านเจออะไรๆ ไม่ปรากฏ ท่านเล่าให้ฟังแต่เพื่อนฝูงที่ไปด้วยกัน องค์นั้นเจอนั้น องค์นี้เจอนี้ แต่สำหรับท่านเองไม่ปรากฏว่าท่านได้เจอและได้เล่าให้ฟัง มันก็แปลกอยู่

ท่านไปอยู่เวียงจันทน์ ที่ไปด้วยกันองค์หนึ่งพรรษาแก่กว่าท่าน ท่านเรียกว่าครูบาสีทา เวลามีโอกาสดีๆ ท่านเล่าให้ฟัง เสือนี่มันแปลกอยู่นะ ตามธรรมดาของสัตว์เนื้อทั้งหลายนี้ เขาถือว่ามนุษย์นี้มีอำนาจมาก สัตว์ทั้งหลายกลัว เสือก็ถือมนุษย์เป็นผู้มีอำนาจมากเหมือนกัน เขาก็ไม่ถือเป็นอาหาร มีแต่ระเวียงระวังมนุษย์ ที่น่าคิดก็คือ อาจารย์สีทา ท่านเรียกว่าครูบา ท่านเดินจงกรมอยู่ เดินจงกรมไปมา ไม่ทราบว่ามันมาเมื่อไรเสือโคร่งใหญ่ มันจึงน่าคิดอยู่อันหนึ่ง หรือเป็นเทพบันดาลก็สุดจะคิด เดินจงกรมไปมาแต่ก่อนมันก็ไม่มี มันก็โล่งๆ ท่านว่า เดินจงกรมกลับไปกลับมาแล้วมองไปข้างๆ ลักษณะผิดปรกติ ท่านว่างั้นอาจารย์สีทา ท่านเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์มั่นฟัง

เดินไปเดินมาดูข้างๆ ทางจงกรมนี้มันผิดสังเกตตาเลยเหลือบไปดู ที่ไหนได้เสือโคร่งมันมานั่งอยู่นั้น นั่งเหมือนหมานั่งนะไม่ได้นั่งหมอบ ถ้านั่งหมอบมีท่าทาง ควรทำมันทำถ้าหมอบนะ แต่นั่งอย่างนั้นนั่งธรรมดา มันก็มานั่งอยู่นี้ มองไป โหย เสือโคร่งใหญ่ ท่านว่าไม่กลัวแต่ขนลุกซู่ๆ ก็เดินเรื่อยไป เขาก็นั่งอยู่อย่างนั้นแหละ ครั้นเดินไปเดินมาถามดูเจ้าของก็ไม่กลัวแต่ขนมันลุกซู่ๆ ทีนี้พอเดินไปนานพอสมควรแล้วก็เริ่มคิดละ นี่ที่มันน่าแปลกอยู่ ท่านเริ่มคิด นี่จะมานั่งเฝ้ากันหาอะไร อยากไปหาอยู่หากินที่ไหนก็ไปซี นี่เดินจงกรมหาธรรมท่านว่างั้น จะมานั่งเฝ้าหาอะไร จะไปเที่ยวหาอยู่หากินที่ไหนก็ไปซิ พอว่าอย่างนั้นเฮ่อขึ้นเลย เสียงคำรามขึ้นเฮ่อ โอ๋ย ขนหัวเหมือนว่าหมดเลยยังเหลือแต่กะโหลกศีรษะ แต่ตัวจิตจริงๆ ก็ไม่เห็นกลัว มันเป็นยังไงไม่ทราบ ท่านว่างั้น

พอคิดเท่านั้นขึ้นเลย จึงว่าเหมือนเทพบันดาล ทีนี้ก็พลิกความคิดเสียใหม่ พอมันคำรามขึ้นมาอย่างนั้น เอ้อ ถ้าไม่ไปจะรักษาอันตรายให้ก็ได้ อันตรายก็มันนั่นแหละ มันไม่ทำใครจะมาทำ ไม่ไป จะรักษาอันตรายให้ก็ได้ เงียบเลย นั่งอยู่นั้นแหละ ท่านก็เดินไปเดินมา คิดเรื่องอย่างนั้นขึ้นทันทีเลยนะมันแปลก เหมือนรู้วาระจิต เหมือนว่าเทพบันดาล เทพนิมิตแสดงก็ได้นี่ มีหนเดียวเท่านั้นไม่มาอีกนะ คือเราเดินจงกรมจนเหนื่อยมันก็นั่งอยู่นั้นเลย นั่งเฉยอยู่นั้น ทางนี้ก็เดินจงกรมจนเหนื่อยแล้วก็เข้าแคร่ ภาวนาในแคร่แล้วก็นอนหลับ ตื่นขึ้นมาประมาณตี ๓ แล้วออกมาเดินจงกรมอีก ไม่เห็นเลย หายเงียบ ตั้งแต่วันนั้นไม่มาอีกเลย มีหนเดียวเท่านั้นที่มันแปลกก็คือ เวลาคิดถึงเรื่องว่ามาเฝ้าหาอะไร จะไปหาอยู่หากินที่ไหนก็ไปซี ท่านคิดเท่านั้น โห เฮ่อๆ ขึ้นเลย พอท่านพลิกความคิดเสียใหม่แล้วก็เงียบเลย แน่ะ มันจึงเหมือนเทพบันดาล นี้ทางฝั่งลาว ท่านเที่ยวทางฝั่งลาว

ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับสัตว์กับเสือนี่สำคัญ ท่านอาจารย์ชอบชอบเจอกับเสือบ่อยแหละ ท่านอาจารย์ชอบเด่นกว่าเพื่อน แต่ดูลักษณะท่านไม่กลัวนะ บางทีมันขึ้นมาก็มานั่งเฝ้าดูคน ท่านก็เดินจงกรมอยู่นี้ มานั่งหาอะไรท่านว่างั้น ไปที่ไหนก็ไปซิ ไอ้นี้ไม่ว่าอะไรนั่งเฉย คงเป็นเสือแท้ๆ ท่านก็เดินจงกรม บางทีกำลังเดินจงกรมเสือมันคำรามขึ้นมา เฮ่อๆ ขึ้นมาบนภูเขาหาท่านในถ้ำ เสียงขึ้นมาเรื่อยๆ ท่านก็เดินจงกรมอยู่ มันจะมายังไงคอยดู มาถึงคนจริงๆ  ท่านก็เดินจงกรมอยู่นี้ มันก็ขึ้นมาทางคนขึ้นมานั่นละ พอขึ้นมาก็มานั่ง คือลักษณะเหล่านี้บอกว่าไม่ทำไม ถ้ามานั่งมาอะไรไม่เป็นไร ถ้าหมอบไม่ได้นะ

ท่านเดินจงกรมอยู่มันก็มานั่งดูท่าน ดูอะไรนี่เราเดินจงกรม เธอเดินจงกรมไม่เป็นมานั่งดูหาอะไร ท่านพูดหยอก ท่านไม่กลัวนะท่านอาจารย์ชอบ จากนั้นท่านก็ออกจากทางจงกรม ไป ท่านว่างั้น จะมานั่งดูหาอะไร ไป ท่านชี้มือด้วย ไป เขาก็นั่งเฉย ท่านก็เลยเดินเข้าไปละที่นี่ ท่านก็เอาจีวรท่านเวิก ไป โฮกทีเดียวไปเลย โก้กทีเดียวไปเลย เป็นอย่างนั้นก็เป็นอาจารย์ชอบ พระกรรมฐานมีแปลกๆ แต่สำหรับหลวงปู่ขาวนี่พวกช้าง ทั้งชางป่าช้างบ้านมาหาท่านเสมอ ส่วนท่านอาจารย์ชอบนี่เสือมักมาหาเสมอ ก็ไม่เห็นมีอะไร ท่านอาจารย์ฝั้นเสือเขาไม่ถือเป็นข้าศึก เวลาพระเดินจงกรมเขาขึ้นมาหา มันแปลกอยู่นะ ขึ้นมาหาคนแล้วเขาก็ไปของเขา เขาไม่ทำไม

พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านไม่เคยเล่าเรื่องอย่างนี้ให้ฟังนะ เฉพาะองค์ท่านเองไม่เคยเล่า เล่าแต่เรื่องคนอื่น แต่สำหรับท่านที่เล่าให้ฟังก็ไปอยู่บ้านนาหมีนายูง อยู่บนถ้ำท่านว่า อันนี้เสือขึ้นมาหาท่าน มันคงไต่ตามราวข้างล่างขึ้นมาเรื่อย เพราะทางมันเนินๆ ลงไปนู้น มันก็ไต่ขึ้นมาหาท่าน ตอนนั้นไม่ทราบว่าเรานั่งภาวนาอยู่หรือนอนก็ไม่ทราบ ตื่นเช้ามาออกมาเห็นรอย เวลาปัดกวาดตอนเช้า เพราะมันเตียนโล่งบริเวณนั้น แม้แต่หนูมาก็เห็นรอยมัน เสือทั้งตัวจะไม่เห็นยังไง พอเห็นรอยมันแล้วก็ดูรอย มันเข้ามาหาเตียงหาแคร่ ท่านก็วัดตวงดูด้วยดี รอยที่มันเหยียบตรงนี้สุดท้าย หัวมันจะมาตรงนี้ มุ้งเราอยู่ตรงนี้ มันคงมาดม ท่านว่างั้น คือมันยืนนี้เป็นจังหวะจมูกมันกับมุ้งพอดีเลย ตอนนั้นเราจะนอนอยู่หรือภาวนาก็ไม่ทราบท่านว่า มันมาตอนกลางคืน แต่ถ้าท่านภาวนาท่านทราบแหละ นี่คงเป็นเวลาหลับ จากนั้นเขาก็ลงไป

พอเห็นรอยนี้แล้ว ปัดกวาดท่านก็ปล่อยไว้งั้นแหละ รอยเสือขึ้นมาหาท่าน เอาไว้ขู่เด็ก ตอนบ่ายๆ เด็กเขาไปเลี้ยงควายตามนั้น เขามักขึ้นไปเสมอ พอเห็นเขาขึ้นไป นี่ๆ มาดูนี้ ท่านว่างั้นนะ ท่านเล่าเอง นี่มาดูนี้ รอยอะไรนี่ เขาบอกว่ารอยเสือว่างั้น ก็บ้านเขาอยู่บ้านเสือ แล้วกลัวไหม เขาก็บอกว่ากลัว แต่แล้วเว้นวันสองวันเขาก็ขึ้นไปเรื่อย ไม่ทราบว่ากลัวอะไร รอยเสือก็อยู่งั้นละ เขาไม่สนใจกับรอยเสือ ก็บ้านเขาเป็นบ้านเสือ ท่านเล่าให้ฟังอย่างนั้น ไม่เคยไปเจอเขาจังๆ กับเสือไม่เคยมี มีแต่มันขึ้นไปหาเรา จมูกมันกับมุ้งพอดีกัน มันยืนอยู่นี้ หัวตรงนั้น มุ้งเราอยู่ตรงนั้น จากนั้นก็ไม่มาอีกนะ หนเดียวท่านว่า นอกนั้นไม่มี

สำหรับท่านอาจารย์ชอบมีบ่อย ท่านเล่าเรื่องขบขันให้ฟัง ท่านไปพักอยู่ในป่า กำลังไปบิณฑบาตมา บ้านเขาอยู่ป่าสองสามหลังคาเรือนท่านว่า บิณฑบาตได้มากำลังเริ่มจะฉันจังหัน ฟังเสียง แว๊กๆๆ นู้น เสียงไกลๆ เสียก่อน ท่านก็นั่งอยู่นี่ ฟังเสียงแว๊กๆ มา หมาในมันไล่เสือมา หมาในสองตัวไล่เสือมา เสือมันก็วิ่งมา พอมาถึงนี้คนก็นั่งอยู่นี้ มันมีต้นไม้ต้นหนึ่งกับกอไผ่อยู่นี้ หมาในมันก็ไล่ติดๆ กันมาเลย ไอ้เสือตัวนี้มาก็โดดขึ้นที่นี่เลย คนก็นั่งอยู่นี้ เสือก็โดดขึ้นที่นี่ หมาในก็มาถึงที่นี่พอดีเลย พอมา นี่สูมาอะไรกันท่านว่านะ หมาในก็เปิด เสือก็โดดตูมไปเลย ที่นี่พรากกัน หมาในก็ไม่ไล่อีกละเปิดเลย ไอ้เสือก็โดดตูมแล้วไปเลยท่านเล่าให้ฟัง ท่านกำลังนั่งฉันจังหันอยู่ท่านว่า เสือก็ไม่รู้ว่าคนอยู่ที่นั่น เพราะที่อะไรก็ไม่ได้ปัดกวาด ก็พึ่งไปพักใหม่ๆ มามันก็โดดขึ้นต้นไม้ ไอ้หมาในก็วิ่งไล่ติดๆ มานี้อันหนึ่ง

อันหนึ่งก็วัดเรานี้ละ มันเป็นดงต่อมานี้ อันนี้ก็ขบขันดี ผู้เฒ่าใจดีที่ถวายที่เป็นวัดนี่นะ ชื่อใจดี ไม่เคยเห็นผู้เฒ่าดุใครเลยนะ เราจึงให้ชื่อว่าเฒ่าใจดี ไม่เคยเห็นผู้เฒ่าดุใครเลย ใจดีขนาดนั้นนะ อันนี้แกก็มานาแกนี้ นากับดงป่ามันติดกัน ตอนนั้นแกไม่ได้เอาปืนมาแกว่า ก็มานาธรรมดาเอาปืนมาหาอะไร เพราะไม่ตั้งใจจะไปหายิงสัตว์ยิงเสือที่ไหนแกว่างั้น พอไปอยู่กระต๊อบนานอน ฟังเสียงเว้กว้ากๆ ที่นาสุดนี่เป็นดง หมาใน พวกเก้ง เสือ สามชนิดมันไล่กันมาที่นั่น ฟังเสียงเว้กๆ คือเสียงหมาในไล่ ผู้เฒ่าก็ปุ๊บปั๊บได้เสียม ได้เสียมก็แบกเสียมเข้าไป ฟังเสียงแว้กว้ากๆ มันอะไร เข้าไปเลย พอเข้าไปเข้าไปถึงที่ก็ด้อมมองไป เสือมันกลัวหมาในมันขึ้นไปอยู่ข้างบน ทีนี้คนก็ไป เห็นแต่หมาในมันปีนต้นไม้ที่เสือขึ้นนั่น แล้วหมาในไม่เห็นคน แต่เสือมันเห็นแล้ว พอเสือเห็นคนนี้ คนก็แบกเสียมไป พอเอาเสียมลงนี้เสือมันรู้นะ นึกว่าจะยิงมันละท่า มันก็โดดตูมนี้หมาในก็ไล่กันไป

พอหมาในไล่ไปแล้วแกก็เดินเข้าไปที่นั่น อีเก้งตัวหนึ่งตายอยู่นั่น ไม่ทราบว่าหมาในไล่กัดหรือเสือไล่กัด คิดว่าจะเสือกัดแล้วหมาในไล่กวดมาอะไรก็ไม่ทราบแล้วมาเจอเสือ เสือกัดหรืออะไรก็ไม่ทราบนะ เก้งตัวหนึ่งตายอยู่ที่นั่น ไปก็ไปเห็นเก้ง ทีนี้ก็เลยเอาเก้งมากินเลย หมาในกับเสือก็ไล่กันไป ทางนี้เลยเอามากินแกเล่าให้ฟัง ทางนั้นพอหายเงียบคงจะกลับมาดูไอ้เก้งตัวนั้นก็ไม่เห็น คนเอาไปกินแล้ว อีตานี้ละเอาไปกิน ขบขันดี นี่ติดกับวัดนี่ แต่ก่อนเป็นดง นาแกก็อยู่ติดนี้แกเล่าให้ฟัง ผู้ได้กำไรคือคน ไปได้เก้งทั้งตัว ไอ้หมาในกับเสือก็ไล่กันไป ทางนี้เอาเก้งมากิน จะเป็นเสือกัดหรือหมาในกัดก็ไม่ทราบ ขบขันดีนะ

นี้มันเป็นดงทั้งหมด ตั้งแต่มาสร้างวัดทีแรกเสือมานี่ รอยเสือมันมา เสือมีสามตัว คือรอยมันต่างกัน เสือโคร่งนั่นละรอยใหญ่รอยเล็กลดลงมา มันผ่านเข้ามาผ่านมา เพราะเป็นดงของเขา จากนั้นมาเขาก็ทำลายป่า เลยหมดทั้งเสือทั้งเนื้อหมดเลยไม่มีเหลือ ในวัดเรานี้เก้งพวกหมูป่ามีน้อยเมื่อไรเต็มอยู่ในวัด เราอยู่ในวัดนี้เขาหากินกลางวันก็หานะ พวกหมูป่าเป็นฝูงๆ เราเดินจงกรมอยู่ก็เห็นเขาหากิน เชื่องง่ายนะหมูป่าเชื่องง่ายมาก เราได้บอกพระพระเดินจงกรมอยู่ทางนั้น เราเดินจงกรมอยู่นี้ ตอนบ่ายๆ จะว่าเย็นก็ไม่เชิง เขามาหาขุดเผือกขุดมันอะไรกิน เราเลยเรียกพระ นั่นนะดูซิเห็นไหมหมูเขาขุดกินอยู่นั่นเรียกกัน เขาก็ขุดกินสบายไม่กลัวนะ เป็นฝูงๆ ในดงทำเลเราอยู่นี่

เพราะแต่ก่อนเป็นดงทั้งหมดต่อไปหาดงใหญ่ เดี๋ยวนี้ก็เป็นบ้านคนไปหมดแล้ว ทำเลที่ภาวนานี่ก็เป็นดง เราก็มาตั้งวัดที่นี่ จากนั้นมาป่าเขาก็ทำลายหมด ยังเหลือแต่วัดนี้เท่านั้น เสือสัตว์หมดไม่มีเหลือ ชะนีมันร้องอยู่บนต้นไม้ เราพักอยู่ที่นี่ มันร้องอยู่บนต้นยางๆ เรานั่งภาวนาอยู่ข้างล่าง มันร้องโหยหวนข้างบน พวกลิงค่างชะนีเต็มไปหมด จากนั้นก็หมดเลยไม่มีเหลือ ชะนีนี่ตาดีมากนะ อู๊ย ตาดี เราเดินจงกรมอยู่ในป่าองค์เดียวถ้ำผาดับ เดินจงกรมอยู่ตอนบ่ายๆ เดินจงกรมอยู่ พวกชะนีสีดำก็มีสีขาวก็มีเขามาหากิน พอเห็นเขามานี้เราก็แอบเข้าต้นไม้ เพราะเขาตาดี เขามาเล่นกันบนต้นไม้ เราก็อยู่ข้างล่างแอบอยู่นั้น เล่นกันเก่งเหมือนกันนะพวกชะนี ไล่กันเล่นกันอยู่ข้างบนเขาไม่เห็นเรา เราอยู่ข้างล่าง ตัวขาวก็มีตัวสีดำก็มี หลายตัวมาเล่นกัน พอเห็นมันเล่นกันพอสมควรแล้วเราก็อยากเล่นกับมันบ้าง พอเราแยกตัวออกจากต้นไม้นิดหนึ่งนี้ โอ๋ย ตาดีนะ พอมองเห็นนี้ผึงหมดเลย ไปเงียบเลย ตาดีมากนะพวกชะนี เราไปภาวนาอยู่คนเดียว

พวกภาวนาทางพระเราก็ดีทางฆราวาสก็ดี ให้พากันตั้งหน้าตั้งตาทำความเพียรให้ดีนะ ท่านทั้งหลายจะเห็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์ที่ใจจากจิตตภาวนานะ หาที่ไหนก็หาเถอะในโลก มีแต่ความผิดหวังๆ เหลวไหลทั้งนั้น เพราะกิเลสพาหา ธรรมพาหาจะเจอความแปลกประหลาดอัศจรรย์ สุดท้ายก็ในโลกอันนี้ไม่มีที่ไหน มีที่เดียวคือใจ ลงนี้นะ ลงจุดเดียวนี้เท่านั้น โลกทั้งหลายไม่มีความหมายอะไรเลย มีความเด่นอยู่จิตดวงเดียว เวลาเป็นทุกข์เพราะกิเลสเหยียบย่ำทำลายก็โลกอันนี้มาทุกข์อยู่ที่หัวใจดวงเดียว ทีนี้พอชำระจิตใจด้วยจิตตภาวนาเข้าไปจะค่อยสง่างามขึ้นมาๆ นี้เด่นขึ้นๆ แล้วความสุขก็อยู่ที่ใจ ต่อไปก็สง่าขึ้นมาเรื่อย เลยรวมโลกธาตุมาอยู่ที่ใจไม่อยู่ที่ไหนนะ ความแปลกประหลาดอัศจรรย์อยู่ที่ใจ ของนักภาวนาที่รู้ธรรมเห็นธรรม อยู่ตรงนี้

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ นั่นละผู้ทรงธรรมอัศจรรย์ที่ใจ คือท่านเหล่านี้มาเป็นสรณะของพวกเรา ท่านภาวนาเปิดออก ความสกปรกโสมมเป็นฟืนเป็นไฟล้วนแล้วแต่กิเลส เปิดออกๆ ด้วยจิตตภาวนา ความฟุ้งซ่านวุ่นวายมีแต่กิเลสกวนให้เกิดทั้งนั้นแหละ พอชำระกิเลสอย่างน้อยทำใจให้สงบ การจะทำใจให้สงบเราก็สอนแล้ว สติเป็นสำคัญมาก ใจจะผาดโผนโจนทะยานขนาดไหนก็ตามขอให้ตั้งสติให้ดี แต่การตั้งสติที่จะได้อย่างใจหวังนั้น ส่วนมากนักภาวนามักจะผ่อนอาหารหรืออดอาหาร สติจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสติติดแนบตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่มีเผลอเลย

เวลาท่านผ่อนอาหารท่านอดอาหารสติดี ทีนี้พอมาฉันจังหันแล้วนั้น สตินั้นก็ค่อยเอนค่อยเอียง คือตั้งได้บ้างไม่ได้บ้างเข้าแล้วนะ เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงได้พยายามผ่อนอาหารอดอาหารอยู่เรื่อย เพื่อให้สติสืบเนื่องกันเป็นลำดับลำดา สติจึงเป็นของสำคัญมากในการภาวนา ถ้าสติขาดเมื่อไรนั่นแหละการทำงานภาวนาขาดเมื่อนั้นผลไม่มี ถ้าสติติดแนบกิเลสไม่เกิด ขอให้สติติดแนบมันจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตามเถอะเกิดไม่ได้ เพราะสติธรรมเป็นสำคัญบังคับ สติรู้ตัวอยู่กิเลสจะเกิดไม่ได้ เผลอเมื่อไรกิเลสเกิด พากันตั้งใจฟังให้ดีนะเรื่องเหล่านี้

ที่พูดเหล่านี้เราผ่านมาแล้วทั้งนั้น ผ่านมาแล้วนำวิธีการที่ถูกต้องแล้วมาสอนจึงแน่ใจว่าไม่ผิด ที่ผิดที่พลาดประการใดเราก็ผ่านมาแล้วเป็นครูทั้งนั้น อันใดที่ถูกต้องนำที่ถูกต้องมาสอน ให้นำไปปฏิบัติ สตินี้สำคัญมาก จากนั้นเมื่อสติดีอยู่แล้วจิตใจสงบแล้ว ปัญญาจะพิจารณายังไงมันก็ออกได้สบายๆ เพราะกิเลสไม่กวนใจให้ฟุ้งซ่าน ถ้าจิตกำลังฟุ้งซ่านจะพิจารณาทางด้านปัญญา เป็นสัญญาอารมณ์ของกิเลสไปหมด ถ้าจิตสงบแล้วพิจารณาทางด้านปัญญาดี แยกธาตุแยกขันธ์แยกเขาแยกเราทั่วแดนโลกธาตุ พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าเหมือนเขาคราดนาคราดไปคราดมา จนมูลคราดมูลไถแหลกละเอียดควรแก่การปักดำเขาก็ปักดำ

เมื่อมีสติดีอยู่แล้วจิตจะสงบได้ พอจิตสงบแล้วจิตอิ่มอารมณ์ พาพิจารณาอะไรมันก็พิจารณา ทีนี้จะได้รู้ธรรมเห็นธรรมละ ปัญญานะแก้กิเลส เรื่องปัญญาเป็นสำคัญแก้กิเลส ทีนี้เวลาทางปัญญาได้เบิกกว้างออกไปนี้มันไม่ได้เหมือนสมาธินะ สมาธินี้จิตแน่นอยู่ในตัวเองแน่นหนามั่นคงเหมือนหินก็ตาม มันก็รู้อยู่ในภูมิของสมาธิเท่านั้น ไม่พิสดารกว้างขวาง ไม่แปลกประหลาดไม่อัศจรรย์เหมือนปัญญาเกิดนะ แน่วอยู่นั้นก็ติดอยู่นั้นละว่าเป็นความสุขอยู่ในสมาธิ พอออกทางด้านปัญญาพิจารณาปัญญามันเปิดออก กิเลสก็เห็นธรรมก็เห็นไปในขณะเดียวกัน ทีนี้มันก็เพลิน ต่อจากเพลินไปแล้วก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติหมุนตลอดเลยที่นี่ เอาจนกิเลสพัง จำให้ดีนะ วันนี้พูดเพียงเท่านั้นละ ไม่พูดมาก

บุษราก็เร่งเข้านะ เวลามาอยู่วัดนี้เป็นเวลามาเร่งนะ อยู่ทางโน้นก็เอาเรื่องนั้นมากีดเรื่องนี้มากัน เรื่องนั้นมาอวดเรื่องนี้มาอ้าง ว่ายุ่งนั้นยุ่งนี้ไม่ให้ทำความเพียร มันหาเรื่องกิเลส ทีนี้เข้ามาทำความเพียรมันจะหาเรื่องอะไรอีก มัดมันเข้าไปซิสติปัญญาอยู่กับตัวเอง หมุนแหลกไปเลย พอกิเลสขาดจากใจแล้วไม่มีนะ ไม่มีอะไรสามแดนโลกธาตุที่จะมากวนใจ มีกิเลสเท่านั้น อย่างหยาบอย่างกลางอย่างละเอียดเป็นเรื่องก่อกวนทำลายทั้งหมด ละเอียดเข้าไปเท่าไรมันก็เหมือนเสี้ยนเหมือนหนาม มันหากเสียดหากแทงในใจอยู่นั่นละ เอาจนกระทั่งขาดสะบั้นไปหมดไม่มีเหลือเลย ไม่มีอะไรผ่านหัวใจ คือกิเลสขาดสะบั้นไปหมด นั่นละบรมสุขอยู่ตรงนั้น

(หลวงตาครับ ลูกศิษย์เขาเขียนจดหมายมาจากจังหวัดขอนแก่น เขาขึ้นต้น บ้านเลขที่ ๓๙/๒ ถนนศรีจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพบูชา ลูกได้รับฟังธรรมะขององค์หลวงตาทางวิทยุเสียงธรรม ที่จังหวัดขอนแก่น คลื่น FM.๑๐๔.๐๐ เพื่อนที่อเมริกาบอกว่า คนไทยโชคดีที่มีพ่อหลวงและองค์หลวงตา ถ้าหลวงตาเป็นคนอเมริกา แล้วช่วยประเทศชาติอย่างที่หลวงตากระทำอยู่เดี๋ยวนี้ รัฐบาลและคนอเมริกาต้องยกย่องประกาศเกียรติคุณความดีขององค์หลวงตา เชิดชูให้ทุกคนในประเทศเอาเยี่ยงอย่าง

คนอเมริกาเขางงคนไทยมาก ทำไมคนไทยปกปิดผู้ที่ทำความดีเสียสละต่อประเทศชาติบ้านเมือง และทำประโยชน์ให้เกิดแก่มวลชนส่วนรวม เขาบอกไทยแลนด์ต่างจากอเมริกา เพราะประเทศเขาจะยกย่องผู้ที่ทำประโยชน์ เพื่อประเทศชาติและส่วนรวม เสียสละเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่เยาวชนคนในชาติ สืบทอดสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ข้อคิดของฝรั่งลูกรับฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจ จึงอยากจะแบ่งปันความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นนี้ ผ่านมาทางหลวงตา และฝากถึงใจคนไทยทุกๆ คนด้วย กราบหลวงตาด้วยความเคารพอย่างยิ่งที่เมตตาต่อลูกหลานไทย ลงชื่อ นิติยา แสนโภชน์)

เขาก็ว่าไปอย่างนั้นเขาแล้ว การทำประโยชน์ให้โลกก็ทราบกันทั่วประเทศไทย เราจะเป็นจะตายทุกวันนี้เพราะทำประโยชน์ให้โลกนะ เราไม่ได้ทำเพื่อเรา ดีดดิ้นกระดิกพลิกแพลงไปไหนเพื่อโลกทั้งนั้นๆ เพราะสงสารมากทำด้วยความเมตตาสงสาร ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แตะอะไร ของที่ได้มามากน้อยแบตลอด ปัดออกเพื่อช่วยชาติบ้านเมือง ผู้ยากจนเข็ญใจมีอยู่ทั่วไป ที่จะให้กำไม่มีสำหรับเรา ได้เท่าไรออกหมดๆ ด้วยความเมตตา พอว่างั้นเมื่อวานนี้ก็ไปโรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ไปอำเภอภูเขียว หักจากภูเขียวไปตะวันตก ดูเหมือน ๒๒ กิโล ทางตรงแน่วเลยไป ไปถึงที่นั่นแล้วเขาก็รุมออกมา

มาหาอะไรเราเบื่อคนจะตาย เราไม่ได้มาหาคนนะ ขู่เขา เราเอาของมาส่งให้ต่างหาก ส่งแล้วเราก็จะกลับ  นี้รุมไปหมดเลย เลยว่าให้คนเขาไปดูเขาขายของอยู่ข้างๆ โรงพยาบาลไปดูซิ แม่ค้าเขาขายของมีอะไรบ้างให้ไปดูมาแล้วมาบอก เราก็นั่งอยู่บนรถ เขาก็วิ่งไปดู มีอันนั้นๆๆ อันไหนที่ไม่ต้องใจเราก็ไม่เอา แล้วก็ไปเจอมะไฟ มะไฟกองเท่านี้ หวานไหมล่ะ หวาน ก็บอกเขา เอาๆ มะไฟเอาหมดเลย ทีแรกเขาก็บอกเอามะไฟ เขาก็ปุ๊บเอาตาชั่งหรืออะไรมาวางไว้นี้ บอกว่าท่านจะเอาหมดเขาก็ปัดออก โกยนี้ใส่ลังใหญ่ๆ ขนเข้าโรงพยาบาลหมดเลยนะมะไฟใหญ่ๆ สวยงามหวาน โกยเข้าโรงพยาบาลหมดแล้วมาเลย แน่ะอย่างนั้นละไปที่ไหน

เดี๋ยวนี้ให้โรงพยาบาลโรงละสองหมื่นๆ ไปที่ไหนให้ทุกโรงสองหมื่น นี่ก็คือความเมตตาที่เราทำต่อโลก เราทำด้วยความเมตตา เราไม่เอาอะไรเราพูดจริงๆ อาหารการขบฉันก็อย่างที่เห็นนี้เห็นไหม นี่เราก็เที่ยวทั่วประเทศไทย ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง วัดใหญ่วัดน้อยวัดราษฎร์วัดหลวงเราผ่านหมดเลย ทางปริยัติก็ผ่านหมด ทางปฏิบัติเรียกว่าหมดก็ไม่ผิด เพราะเข้าถึงจุดใหญ่คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น หมด เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เต็มปาก ทีนี้อาหารการกินก็ล้นเหลือ เราผ่านไปหมดทั่วประเทศไทย ครั้นเวลามาเจอเข้าจริงๆ จังๆ อย่างทุกวันนี้มันมาเต็มอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด เต็มอยู่ที่สวนแสงธรรม เต็มอยู่นั้น ไปที่อื่นไม่เหมือนนะ ก็เราเที่ยวไปหมดแล้วนี่ เห็นเอง มาเจอจริงๆ ก็มาเจอที่สวนแสงธรรมกับวัดป่าบ้านตาด พระนี่ถ้าองค์ไหนโง่มันตายหมดละ กุสลา ไม่ทันอาหารเหยียบหัวมันเข้าใจไหม เป็นอย่างนั้น

นี่ก็คือเราทำประโยชน์ให้โลก ไม่เอาอะไรเลย ไปไหนเหมือนกันมีแต่ให้ๆๆ ตลอด อย่างเขาว่ามาจากอเมริกานั้นก็ถูกต้องแล้ว เพราะเราทำอย่างนั้นอยู่แล้วแต่เขายังไม่ว่านะ เพราะอำนาจแห่งความเมตตานี้ไม่มีสิ้นมีสุด มีเท่าไรหมดเลย สมมุติว่ากองทองคำเท่าภูเขานี้ รถแทร็กเตอร์จะมาทันทีเลย ไสทองคำออกเข้าใจไหม ให้กระจายทั่วประเทศไทย ไม่กี่วันหมด นี่ละอำนาจความเมตตาเป็นอย่างนั้น ไม่มีคำว่าไปหากวาดนั้น มีแต่ออกๆๆ อย่างนี้ตลอด เอ้า ทีนี้ให้พรนะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก