ตามหลวงปู่มั่น
วันที่ 22 พฤษภาคม 2549 เวลา 7:50 น. ความยาว 40.02 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ตามหลวงปู่มั่น

         เวลานี้ปวดเส้นปวดเอ็นไม่ได้ปวดธรรมดานะ แต่ก่อนก็ธรรมดา ระยะนี้รู้สึกว่าเข้มข้นเข้ามาก ปวดขัดทุกแห่งทุกหน ที่ไม่เคยปวดปวด เอ๊ ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็คิดถึงเรื่องสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับธาตุขันธ์ของเรา คงเนยนี่ละเพราะแต่ก่อนเราไม่เคยฉันเนย มาระยะหลังๆ มีฉันบ้าง เพราะเขาทำไม่ให้มีกลิ่นฉุน เราก็ฉันบ้าง จากนั้นมาปวดตามเข่าตามข้อตามเหล่านี้ละ คงจะเป็นเพราะเนย คงต้องได้พักเนยละ ยิ่งปวดยิ่งขัดเข้าทุกวันๆ เหมือนว่ารัดเข้าๆ เอ๊ มันยังไงกัน ดูอะไรๆ ที่จะเป็นข้าศึกต่อกันก็ไม่ค่อยเห็นมี ก็มาสะดุดเอาเนย เพราะแต่ก่อนเราไม่เคยฉัน ระยะนี้มาฉันบ้าง สิ่งที่เป็นภัยมันก็เป็นภัยละซี

พระในวัดเรานี้มาฉันวันละ ๓๐ กว่า ข้างนอกก็มี อันโน้นไม่ได้นับ พระทางโน้นมี นอกกำแพงไปนั้นก็มีพระ ท่านฉันข้างนอก ท่านก็มีบริษัทบริวาร หมาท่านตั้ง ๕-๖ ตัว ทางนี้มี ๓ ตัว ๔ ตัวกับไอ้หยอง มันอยู่ในครัวไม่ค่อยออกมา อยู่ที่นี้ก็ไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หมี ไอ้จ้ำดาว ๓ ตัว อยู่ข้างนอกนั้น ๖ ตัว หมาชาวบ้านมาบวกเข้าด้วยไม่มีแต่ของท่าน พระไปอยู่ที่ไหนเป็นอย่างนั้น พวกสัตว์ชุม ยิ่งหมาด้วยแล้วไปที่ไหนเต็มไปหมดละ มันไม่มีที่หากินก็ไปกินกับพระ

สำหรับวัดนี้เราเข้มงวดกวดขัน เลอะเทอะเหลิงมานานแล้ว ดูมันดูไม่ได้เลย มองไปที่ไหนขวางหูขวางตา ทีนี้คอยเข้มงวดกวดขัน ถึงเวลา ๕ โมงเย็นขาดเลยไม่ให้ใครเข้ามายุ่งถ้าไม่มีกิจจำเป็นจริงๆ ต้องมาบอกมากล่าวให้ทราบว่า มีธุระจำเป็นจริงๆ แล้วให้เข้าให้ออก แต่ก่อนมืดเวลาไหนก็ยังไหลเข้าไหลออก เลยเลอะเทอะไปหมด ซึ่งเราไม่เคยปฏิบัติมา เราก็ทนเอาๆ ทนไปทนมามันจะเลอะทั้งวัดเลย ก็เอาฆราวาสมาเป็นแบบเป็นฉบับ ฆราวาสเขามีแบบมีฉบับที่ไหน เขาอยากไปอยากมาเมื่อไรเขาก็มา เช่นอย่างในครัวนี้ แบบฉบับของเขาก็ในครัว ในครัวเป็นยังไง ใครมาก็แบบเดียวกันคนในครัว ไม่ได้ต่างกัน แบบฉบับของเขาเป็นอย่างนั้น แบบฉบับของพระมาที่ไหนก็เป็นพระ ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย

นี่ดูแล้วเลอะเทอะ อยากออกอยากเข้าเวลาไหนก็เลอะก็เลอะ ระยะนี้ ๕ โมงเย็นให้หยุดขาดเลย ใครมาก็ต้องให้ ตชด.คอยกำกับอยู่ประตู ไม่งั้นจะเลอะเทอะไปหมด พอ ๕ โมงแล้วให้หยุดการติดต่อสื่อสารกันหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็มีข้อแม้ว่าจำเป็นจริงๆ ก็ให้ติดต่อทาง ตชด.อยู่ประตูวัด ทางโน้นจะอนุญาตให้เข้ามา อย่างหนึ่งเขาก็วิ่งมาหาพระ พระเป็นผู้อนุญาตให้เข้ามาก็เข้ามา ไม่ให้มาแบบเลอะๆ เทอะๆ เหมือนแต่ก่อน

โห ท่านปฏิบัติจริงๆ เพื่ออรรถเพื่อธรรม จิตของท่านอยู่กับธรรม มองดูนี้ก็น่าเกรงขาม อย่างเราไปทีแรกไปบ้านโคกนามน ไปครั้งแรกละ ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นครั้งแรก เวลาไปมันกลางคืนด้วย คนเราเก่งทางไหนก็เจอทางนั้น เราเก่งหาเหตุหาผล พระสีนวลมาพักวัดทุ่งสว่าง หนองคาย เราตามหลวงปู่มั่นไม่ทัน ที่ว่าเขาจะทอดกฐิน เราไม่รับกฐินเขาไม่ยอม โยมวัดเขานั่นละ มาถกมาเถียงกับเราร้องไห้อยู่ต่อหน้าต่อตา เราก็ไม่ลืม ไปที่ไหนมักแพ้ผู้หญิงเราน่ะ อ้าว มันแปลกๆ อยู่ เถียงเท่าไรเราเฉย ก็เราจะเร่งใส่พ่อแม่ครูจารย์มั่นให้ทัน เขาขอให้รับกฐินเสียก่อนค่อยไป

เราก็บอกพระในวัดเต็มวัดใครรับก็ได้ ก็ว่างั้น ยังไงก็จะไปเหรอ เอากันจ้อเลย ท่านจะไม่อยู่เหรอๆ อยู่อย่างนั้น เอาจริงๆ นะโคราชของเล่นเมื่อไร จริงจังมากนะพวกนี้ ซัดกับเราเราก็เฉย ร้องไห้ต่อหน้า จะทำยังไงก็เราไม่ได้ลั่นคำให้ว่าเราจะอยู่ มีแต่จะไปท่าเดียว แกก็คงหมดหวัง ทีนี้ผ้าสังฆาฏิเราบิณฑบาตกลับมาแล้ว ก็มาพับแล้ววางไว้ข้างเสา เราก็นั่งอยู่นี้ไม่รู้เลยว่าแกด้อมไปเอาผ้าสังฆาฏิเราข้างเสา ซัดกับเราจนร้องห่มร้องไห้นะ ว่าอะไรเราก็เฉย ก็เราจะไม่อยู่นี่ เรามุ่งแต่พ่อแม่ครูจารย์มั่น เขาได้ผ้าสังฆาฏิไปพอลงไปบันไดแล้วก็หันหน้ากลับมา ท่านจะไปอุดรก็ไปเสียนะ แล้วมีลักษณะยิ้มๆ ก็พึ่งร้องไห้ตะกี้นี้ลงไป เรายังไม่รู้ตัว

ท่านจะไปอุดรก็ไปเสียนะ หันหน้ากลับมามีลักษณะยิ้มๆ ความจริงเขาได้สังฆาฏิเราไปแล้ว เอาไว้ในเงื้อมมือแล้วเรายังเซ่ออยู่ ทีนี้พระพวกเดียวกันก็เตือนนะ ดู ลักษณะเขาตะกี้นี้สู้กันกับท่านอาจารย์ร้องห่มร้องไห้ แล้วกลับลงไปนั้น ท่านจะไปอุดรก็ไปเสียนะ ทำไมยิ้มๆ ขึ้นมาอย่างนั้น มันมีนัยๆ อยู่นะเขาว่างั้นพระ มีลักษณะมีนัยๆ อยู่นะ ไม่ใช่เขาเอาอะไรท่านไปแล้วเหรอ มองไปผ้าสังฆาฏิเขาเอาไปแล้ว เลยต้องไปยอมเขา

ทีนี้เอาไปแล้วเขาก็ยังไม่แล้ว เอาไปแล้วเขาต้องมาสืบสอบถามพระ ที่เขาเอาสังฆาฏิเราไปในบ้านนี้จะผิดพระวินัยของเราหรือไม่ เขามาสืบถามพระ ตามหลักพระวินัยออกพรรษาแล้วมีอานิสงส์หนึ่งเดือน ถ้าไม่ได้รับกฐิน ถ้ารับกฐินก็ขยายออกไปอีกเป็นสี่เดือน อานิสงส์อยู่ปราศจากไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ ทีนี้แกก็เอาสังฆาฏิไป ผืนใดผืนหนึ่งมาถามพระ พอได้นั้นแล้วทีนี้แกก็มาขู่เรา เราเลยยอมแก นี่ละมันแปลกอยู่นะ

พอออกจากนี้แล้วไปไม่ทันท่าน แต่ก็หวุดหวิดจริงๆ ถ้าไม่รับกฐินทันเพราะเรามุ่งจะไปหาท่านที่วัดโนนนิเวศน์ อุดร ท่านไปได้สองวันเราจึงมาถึง เราก็เลยไปหนองคายก่อน จึงได้พบพระสีนวล ออกจากบ้านนามนสำนักของหลวงปู่มั่นเราเดือนเมษา มาพักด้วยกัน ท่านบอกว่าท่านมาจากบ้านนามน สำนักท่านอาจารย์มั่น คึกคักขึ้นเลยทางนี้ ไหนๆ ว่าอีกน่ะท่านมาจากไหนแน่ มาจากนามน สำนักท่านอาจารย์มั่น ท่านออกจากสำนักท่านอาจารย์มั่นมาหรือ ถาม ท่านก็ชี้แจงให้ฟังอย่างชัดเจน ทีนี้มันคึกคักขึ้นเลยนะจิต ก็เลยไล่เบี้ยกัน ไหนทราบว่าท่านอาจารย์มั่นท่านดุเก่งใช่ไหม โอ๋ย อย่าว่าแต่ดุ ถ้าผิดพลาดควรไล่ท่านขับเลย อย่าว่าแต่ดุเฉยๆ  ถ้าควรขับไล่ท่านขับเลย ท่านไม่เอาอะไรเป็นใหญ่ยิ่งกว่าธรรมวินัย ถึงใจเราตรงนี้นะ ท่านไม่เอาอะไรใหญ่ยิ่งกว่าธรรมวินัย ควรดุดุ ควรไล่ไล่ทันที

ทางนี้มันขึ้นปึ๋งเลยในใจ นี่ละอาจารย์ของเรา คืออาจารย์องค์นี้เองจะเป็นอาจารย์ของเรา แทนที่จะเป็นผลลบกลับเป็นผลบวกนะ มีกำลังใจปึ๋ง นี่ละเราจะได้เจออาจารย์ที่จุใจ พูดง่ายๆ ว่างั้น เราก็มุ่งท่านอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินชื่อเสียงอย่างนี้ด้วยแล้วยิ่งประทับน้ำหนักเข้าไปอีก เตรียมของ ๓ วันไปเลยนะ พอทราบเท่านั้นอยู่ได้ ๓ วันไปเลย ไปก็อย่างว่า หาอะไรก็เจออันนั้น ไปก็ไปกลางคืน

พอดีท่านออกจากบ้านนามน มาสร้างวัดใหม่อยู่ที่บ้านโคก ตอนเราจะไปเราทราบว่ากำลังสร้างวัดใหม่อยู่ที่บ้านโคก ท่านมาอยู่ที่นี่ เราก็ไป ไปกลางคืนซิ แต่ก่อนไม่มีรถมีรา จากวัดสุทธาวาสเดินทางไปถึงบ้านโคกมืดพอดี โยมเขาก็ไปบอกทางพอไปถึงบ้านโคก ถามว่าหลวงปู่มั่นท่านพักอยู่ที่บ้านโคกพักอยู่ที่ไหน เป็นความจริงไหม จริง ท่านกำลังสร้างวัดอยู่ทางตะวันตกบ้าน ไปกลางคืน เขาก็เลยนำเราไปบอกต้นทาง นี่ให้ไปนี่นะ เดินตามนี้ไป ทางแคบๆ ท่านก็พึ่งไปอยู่ใหม่ท่านไม่ชอบหรูหราด้วย

ไปกลางคืนก็ไปเจอจริงๆ ไปมืดแล้ว ไปก็ไปเห็นศาลาอย่างที่ว่า ไปวินิจฉัยศาลา วินิจฉัยกุฏิ ท่านเดินจงกรมท่านมายืนอยู่นี้กลางคืนเราไม่เห็น เราก็เซ่อๆ มองนั้นมองนี้ เดี๋ยวท่านก็โผล่เสียงของท่านออก ใครมานี้ท่านว่างั้นนะ อยู่ข้างๆ นี่ โอ๋ย เมตรกว่าเท่านั้นถึงเรา กลางคืนมันไม่เห็นกัน ใครมานี้ท่านว่างั้น ทางนี้ก็บอกว่ากระผม ขึ้นเลยนะ อันผมๆ นี้ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มี เสียงดังขึ้นเลยไม่ใช่ธรรมดา เงียบๆ พระเดินจงกรมอยู่ในป่าเหมือนไม่มีพระ จวนมืดกำลังพระท่านเดินจงกรม

อันผมๆ นี้ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีผมตรงที่มันไม่ล้าน ค้านซิ นี้ก็เปลี่ยนคำไหมปุ๊บ กระผมชื่อพระมหาบัว เอ้อ ว่างั้นซิ นี่ผมๆ แม้แต่เด็กเขาก็มีผม เอาอีกแหละ นั่นละโดนเอาจนได้ ยิ่งชอบนะท่านว่านี้ยิ่งชอบ เอ๊ะ ทำไมท่านถึงพูดต้องเอานักหนา ผมๆ ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีผม ตรงที่มันไม่ล้าน แน่ะ ตรงที่มันไม่ล้านละมีผม คนหัวล้านก็มีใช่ไหม ค้านซิน่ะ เราจับเอาหมด พอเราตอบว่ากระผมชื่อพระมหาบัว เอ้อ อย่างนั้นซิ นี่ผมๆ ท่านแหย่เอานะ ผมๆ ตั้งแต่เด็กมันก็มีผม เอาอีกแหละ ขบขัน เรื่องท่านเด็ดเดี่ยวเด็ดเดี่ยวมากมันถึงใจ

เวลาไปอยู่สำนักท่านดูพระเณรองค์ใด ตอนนั้นดูมีพระอยู่กับท่าน ๘ องค์นะตอนเราไป มีอาจารย์เจี๊ยะนี่ละองค์หนึ่งอยู่ที่นั่น ดูพระองค์ไหนนี้เหมือนผ้าพับไว้ๆ จนไปยกพระทั้งหลายนี้ แล้วก็มาเหยียบตัวเอง โธ้ พระทั้งหลายเหล่านี้ท่านคงจะเป็นพระอรหันต์ด้วยกันหมดแล้วมัง จะเป็นลิงตัวเดียวแต่เราที่มาอยู่นี่เท่านี้ละมัง พออยู่ไปๆ นี่คือความเรียบร้อยเข้าใจไหม ทุกสิ่งทุกอย่างมีสติสตังระมัดระวังตลอดเวลา ไปด้วยความปลื้มปีตินั่นละ ดูพระเณรทั้งหลายเหมือนผ้าพับไว้ แล้วทำให้คิดไปอีกว่า เอ๊ พระที่ท่านมาเหล่านี้ไม่ใช่ท่านเป็นพระอรหันต์หมดทุกองค์แล้วเหรอ จะเป็นพระเซ่อๆ ซ่าๆ มีแต่เราคนเดียวเท่านี้เหรอ ครั้นอยู่ต่อไปสนทนาธรรมะก็ค่อยรู้เรื่องๆ ของกันและกันไป

นี่พูดถึงเรื่องความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดตามหลักธรรมวินัยนี้สวยงามมาก เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดแบบโจรแบบมารแบบผู้ร้ายดูไม่ได้นะ เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดทางด้านอรรถด้านธรรมยิ่งน่าเคารพเลื่อมใส เราได้ไปเห็นสำนักพ่อแม่ครูจารย์มั่น มองดูองค์ไหนเหมือนสติรอบตัวตลอดเวลา ท่านเป็นอย่างนั้น ผิดกันมากกับผู้ที่ไม่มีสติสตัง ความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพานมีน้อย กับผู้ที่มีความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพานมีมาก ผู้นั้นละความสำรวมระวังความตั้งอกตั้งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความจงใจหมดเลย ทีนี้ก็น่าดู ไอ้แบบโกโรโกโสอยู่ได้อยู่ไปไปได้ก็ไปนี้ไม่ได้หน้าได้หลังอะไรนะ อย่างพระที่ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ดูองค์ไหนน่าเคารพเลื่อมใสทุกองค์ๆ นี่ละเป็นปฐมฤกษ์ที่เราไปหาท่านทีแรก ยิ้มแย้มแจ่มใสพออกพอใจ

นี่ละเป็นปฐมฤกษ์ ไปถูกท่านขนาบเอาเสีย ใครมานี่ กระผม อันผมๆ นี้ขึ้นเลยทันที ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีผม โธ่ เอาใหญ่เลยนะ เงียบๆ นะพระเดินจงกรม เหมือนวัดร้าง เสียงท่านลั่นขึ้นพระทั้งหลายก็มาแล้ว นี่ละเป็นปฐมฤกษ์ละตั้งแต่เริ่มแรก พอขึ้นศาลาแล้วเอาละที่นี่เรียกว่าครั้งที่สองละต่อไป ท่านมาหาอะไรขึ้นเลย มาหามรรคผลนิพพานเหรอ ชี้ไปเลยทางไหนๆ ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศไม่ใช่กิเลสไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไล่ไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ ไม่ใช่กิเลสไม่ใช่มรรคผลนิพพาน กิเลสแท้มรรคผลนิพพานแท้อยู่ที่ใจ นั่นท่านชี้ลงนี้ อยู่ที่ใจไม่อยู่ที่อื่น

ความสุขความทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่ใจไล่เข้าไปนี้เลย มหาเหตุคือกิเลสอยู่ที่นั่น ไฟก็อยู่ที่นั่น ธรรมอยู่ที่นั่น เมื่อชำระได้แล้วธรรมก็แสดงความอัศจรรย์ขึ้นมา อยู่ด้วยกันอยู่ที่ใจๆ นั่นละ แล้วพอใจเอามากจริงๆ นะ เหมือนว่าตัวพองเลย เพราะไปด้วยความตั้งใจจริงๆ เรื่องมุ่งต่อมรรคผลนิพพานมุ่งอย่างเต็มหัวใจ จึงต้องเสาะแสวงหาครูอาจารย์ที่เป็นที่แน่ใจ ว่าท่านแสดงออกมาเป็นที่แน่ใจแล้วว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ เราจะกราบท่านถวายตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาตลอดชีวิตทุกอย่างเลย จากนั้นเราก็จะเอาตายเข้าว่าเลย บำเพ็ญเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน จะไม่มีคำว่าถอย

นี่ละท่านจะคงจะกางเรดาร์เอาไว้ดูความมุ่งมั่นของเรา พอไปท่านก็ไล่เบี้ยเลย ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอไล่อย่างเข้มข้นนะ เหมือนว่ากางเรดาร์นั่นแหละ แล้วท่านก็ไล่เบี้ยขึ้นมาๆ ลงมาหาจิตตภาวนา จิตตภาวนาเป็นที่จะบุกเบิกเพิกถอนสิ่งเลวร้ายทั้งหลายภายในจิตใจนี้ออกได้โดยสิ้นเชิง อย่างอื่นถอนไม่ได้อย่างอื่นดับไม่ได้ขึ้นเลย มีธรรมเท่านั้นถอนได้ดับได้ เอ้า ท่านเอาให้หนักทางจิตตภาวนานะ เราไม่ลืม เอาทางจิตตภาวนาอย่าถอย

จากนั้นท่านก็ขยายออกไปว่า นี่ก็อย่าว่าผมประมาทปริยัตินะ ท่านให้แง่ไว้ทั้งสองแง่ ก็เป็นความถูกต้องทั้งสองแง่เลย นี่ท่านก็นับว่าเรียนมามากพอประมาณจนถึงเป็นมหา แต่อย่าว่าผมประมาทธรรมะพระพุทธเจ้านะ เวลานี้การศึกษาเล่าเรียนมามากน้อยยังไม่เป็นประโยชน์ ให้ท่านพักบูชาไว้ก่อน ให้ท่านเน้นหนักทางด้านจิตตภาวนา อย่างไรจิตจะสงบร่มเย็นลงไปด้วยจิตตภาวนาให้เร่งนี้ให้มาก ท่านอย่าไปสนใจกับทางปริยัติที่ท่านเรียนมามากน้อย เวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์ ถ้าไปสนใจนำปริยัติเข้ามาเกี่ยวข้องกันแล้วมันจะมาคละเคล้ากัน แล้วเป็นข้าศึกต่อการเดิน การบำเพ็ญธรรมไม่สะดวก

เวลานี้ให้ท่านพักไว้หมดปริยัติที่ท่านเรียนมามากน้อย ให้ท่านเน้นหนักทางด้านจิตตภาวนา บอกชัดๆ อย่างนี้เลย ท่านอย่าไปเป็นอารมณ์กับการศึกษาเล่าเรียนมามากมาน้อยนะ ไอ้เราก็เป็นคนตับเดียว พอว่าอย่างนั้นก็ลงจุดนั้นเลยไม่ได้สนใจกับอะไร เอาตั้งแต่ภาคปฏิบัติขึ้นทางด้านจิตใจ ทีนี้ท่านบอกตอนท้ายอีกนะ เวลานี้ปริยัติกับปฏิบัติ ปริยัติยังไม่เกิดประโยชน์ ถ้านำเข้ามาพิจารณาคละเคล้ากันกับภาคปฏิบัติแล้วจะเกิดความสับสนปนเป การก้าวเดินไม่สะดวก จึงต้องพักปริยัติไว้เสียก่อน เมื่อถึงกาลเวลาภาคปฏิบัติกับภาคปริยัติจะวิ่งถึงกันแล้วเอาไว้ไม่อยู่ นี่สำคัญตรงนี้นะ เอาไว้ไม่อยู่ท่านว่า จะวิ่งถึงกันเลย

นี้มันก็เป็นในเราเอง พอถึงภาควิปัสสนาภาคปัญญา ภาคสมาธิมีกำลังแล้ว ออกทางภาคปัญญามุ่งฆ่ากิเลสที่นี่ แดนโลกธาตุนี้มันแคบไปนี่นะ เรื่องของปัญญาฆ่ากิเลสมันพุ่งๆ วิ่งใส่ปริยัติ ปริยัติกับปฏิบัติวิ่งประสานกันเอาไว้ไม่อยู่ไม่ผิดเลย มันวิ่งหาหลักหาเกณฑ์หาพยาน ท่านบอกเอาไว้ไม่อยู่ ตรงแน่วเลย เราไม่ลืมนะ นี่ละพอเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างก็เพราะได้ยินได้ฟังจากท่าน จากนั้นก็เอาใหญ่เลยดังที่เคยเล่าให้ฟัง พอใจเราได้อยู่กับท่าน พอใจตั้งแต่ต้นเลย อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้าย ท่านหลุดมือไปท่านนิพพานไปก่อนเอาไว้ไม่อยู่ ท่านล่วงไปก่อน เอาจนสุดท้ายการปฏิบัติท่าน

เรื่องธรรมเรื่องมรรคผลนิพพาน อยู่กับศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหมด อย่าพากันไปสงสัยที่ไหนเลย ดังที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านว่า ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศไม่ใช่กิเลสไม่ใช่ธรรม แล้วว่าไปหมดทั่วแดนโลกธาตุไม่ใช่กิเลสไม่ใช่ธรรม ธรรมแท้กิเลสแท้อยู่ที่จิต เอ้า พิจารณาชำระกันนี้ ท่านจะเจอทั้งกิเลสทั้งธรรมที่นั่น รื้อถอนกันได้ที่นี่ด้วยอำนาจแห่งธรรมจิตตภาวนา แน่ะท่านชี้ลงไปจิตตภาวนา แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็ถึงใจๆ เรา นี่ละมรรคผลนิพพานอย่าไปหาดูต้นไม้ภูเขาที่เป็นสภาพนั้นๆ ของเขาเอง ให้ดูตัววุ่นวายคือกิเลสมันปิดบังหุ้มห่อจิตใจเอาไว้ ถ้าจะไปทางที่สะดวกเพื่อเป็นอรรถเป็นธรรมมันกีดมันขวางไม่ให้ไป

กิเลสเป็นข้าศึกกับธรรม ถ้าเราจะก้าวไปทางธรรมกิเลสเป็นข้าศึกมันต้องกีดต้องขวาง หาว่าขัดว่าข้อง หาทุกอย่างที่จะให้เรายอมจำนนต่อมัน เรื่องกิเลสเป็นอย่างนั้น ถ้าเมื่อเราไม่ยอมเราเชื่อธรรมแล้ว เอาธรรมบุกเข้าไปกิเลสมันก็หงายไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงให้พากันตั้งอกตั้งใจ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ตลอดแห่งมรรคผลนิพพานอยู่ที่พุทธศาสนาทั้งหมด เราได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นบนเวทีมาเต็มกำลังความสามารถ หายสงสัยเรื่องกิเลสตัณหาอาสวะเรื่องมรรคผลนิพพาน หายสงสัยบนเวทีคือจิตตภาวนาจากธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้พากันจำเอานะ เอาละเท่านั้นพอ ให้พร

(ทองคำเช้านี้ได้ ๑ สลึงครับผม) เอ้อ พอใจ ๑ สลึง ก็มันประเภทซึมซาบนี่ มันไม่ประเภทภูเขาทั้งลูก ได้ ๑ สลึงก็พอแล้ว เพิ่มเข้าๆ หนักเข้าๆ เวลานี้ได้ร่วม ๓๐๐ กิโลนะ คือทองคำประเภทน้ำไหลซึม ตั้งแต่ ๑๑ ตันกับ ๓๗ กิโลครึ่งที่เรามอบคลังหลวงแล้วนั้น ได้ใหม่ขึ้นมาประเภทน้ำไหลซึมจะร่วม ๓๐๐ กิโลแล้ว จวนเต็มที่แล้ว ต่อไปมันก็พอขึ้นไปเรื่อย คือพอที่จะหลอมก็หลอม แล้วพอที่จะมอบเมื่อไรก็มอบ เอาไว้ที่ตู้นิรภัยเช่าธนาคารเขาไว้ ทางอุดรก็เช่าไว้ ทางกรุงเทพเช่าไว้ ทองคำเอาไว้ที่ตู้นิรภัย

เราพยายามที่สุดละขวนขวายเพื่อพี่น้องลูกหลานไทยเรา สำหรับเราเองเราไม่เอาอะไร เราบอกชัดเจนแล้วว่าพอ พอทุกอย่าง ไม่มีที่จะคิดในจิตในใจว่าจะขาดอะไรบกพร่องอะไร ไม่มี นั่นละธรรมเมื่อเต็มที่แล้วพอ ถ้ากิเลสไม่มีคำว่าพอ ได้เท่าไรยิ่งคืบยิ่งคลานยิ่งดีดยิ่งดิ้น แล้วก็เป็นความทุกข์ติดตามกันไปตายด้วยกันกับความทุกข์ กับความมั่งมีความหวังมันไปด้วยกันตายด้วยกัน ส่วนธรรมนี้พอเป็นลำดับ ขั้นสมาธิก็พอ สมาธิ ปัญญาเรื่อย พอถึงปัญญาหมุนติ้ว พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วพอ นั่นละท่านว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ พอแล้วการขวนขวาย กิเลสไม่มีพอ ฆ่ากิเลสออกจากหัวใจแล้วพอหมด สุขก็สมบูรณ์เต็มที่ บรมสุขอยู่ที่ผู้ฆ่ากิเลสตัวหิวโหยให้ขาดสะบั้นลงจากใจ ใจพอ นั่น พากันจำเอา

นี้ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พูดได้ชัดเจนเราพูดกับลูกศิษย์ลูกหาของเรา พูดอย่างชัดเจนที่หาได้มากน้อยเพียงไรก็พูดให้ฟังเพื่อเป็นกำลังใจ ว่าทางนี้เป็นทางเดินเพื่อความราบรื่นปลอดภัย ถึงความพ้นทุกข์ได้จริงตามทางของศาสดา ให้พากันก้าวความหมายว่างั้น เราก็พูดให้เป็นกำลังใจ เพราะนี้เราดำเนินมาแล้วผลเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็มาแสดงให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาฟัง ให้พากันก้าวนะ ไอ้พวกปากอมขี้มันก็หาว่าอวดนั้นอวดนี้ ก็ปากอมขี้ อันนี้ปากอมธรรมเข้าใจไหมล่ะ ปากอมธรรมพูดก็เป็นธรรมไปเรื่อย ปากอมขี้มันพูดออกมาเป็นขี้เรื่อยขวางนั้นขวางนี้

นี่ก็ยังมาหาว่าหลวงตาบัวนี้อวดอุตริ เขาว่ามานี้ เราก็บอกว่า เขาจะมาฟ้องเราว่าเป็นปาราชิกว่างั้นนะ เขาฟ้องเราเขาปากอมขี้ เราก็บอกเขาเลยว่า ให้ยกมาทั้งโคตรเลยมาฟ้องเรา มีกี่โคตรให้ยกมาเลย จนกระทั่งป่านนี้มันตายหมดทั้งโคตรแล้วก็ไม่ทราบ หายเลยไม่เห็นมาฟ้อง มันก็ว่าไปอย่างนั้นละ คนหนึ่งหาแทบเป็นแทบตาย คนหนึ่งไม่หามาทำการกีดขวางมันเกิดประโยชน์อะไรใช่ไหม อนุโมทนาคนอื่นที่เขาทำเขาได้ดียังเป็นสิริมงคลกว่าไปกีดไปขวางเขา เอาละไปละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก