เปิดสิ่งที่ไม่มีราค่ำราคาออก
วันที่ 31 พฤษภาคม 2549 เวลา 7:50 น. ความยาว 43.21 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เปิดสิ่งที่ไม่มีราค่ำราคาออก

         (คณะสงฆ์โดยการนำของท่านอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก ได้มอบปัจจัยเป็นกองทุนสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน เป็นปฐมฤกษ์จำนวนเงิน ๑ ล้านบาทถ้วน เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย สาขาอุดรธานี เพื่อให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบกองทุนวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ได้มีโอกาสร่วมบำเพ็ญมหากุศลโดยทั่วหน้ากัน และเพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คณะสงฆ์จึงได้มีมติจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนดังกล่าว โดยมีหลวงปู่ลี วัดถ้ำผาแดง เป็นประธานกรรมการ)

นี่เราก็เห็นด้วยแล้ว เมื่อวานนี้เขาประชุมกันเรียบร้อยก็มาหาเรา เราไม่ได้ไปประชุม ว่าได้มอบเงินให้เป็นกองทุน ๑ ล้านบาท เราก็ให้พร้อมในขณะเดียวกันเลยเมื่อวานนี้ ๑ ล้านบาทเหมือนกันเป็นกองทุน เรียกว่าได้เงิน ๒ ล้านแล้ว เราคิดทุกด้านทุกทางเพื่อพี่น้องชาวไทยลูกหลานไทยเรา เราไม่หวังอะไรแหละเราพูดตรงๆ ถ้าพูดทางด้านจิตใจเราก็พอเต็มที่แล้ว พูดถึงอย่างอื่นก็เหลือเฟือดังที่เห็น แต่ที่คิดไปภายนอกกระจายออกไปเพื่อลูกหลานของเรานั่นละบกพร่อง เราจึงได้อุตส่าห์พยายามคิดไว้ทุกด้านทุกทาง เมื่ออยู่ในฐานะพอเป็นไปได้อยู่เราก็พาตะเกียกตะกายอย่างนี้แหละ

ขอให้พี่น้องทั้งหลายที่เป็นลูกชาวพุทธทราบ เราเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้เรียกว่าหลวงตาบัวเป็นผู้นำ นำตั้งแต่เริ่มช่วยชาติมาจนกระทั่งบัดนี้ เราไม่ปรากฏว่ามีความด่างพร้อยแม้นิดหนึ่งในจิตใจของเรา นี่เพราะทำโดยธรรม ธรรมล้วนๆ มีเมตตาธรรมครอบไว้หมดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่พาพี่น้องทั้งหลายดำเนิน จึงเป็นไปเพื่อความราบรื่นดีงามและสมบูรณ์พูนผลขึ้นโดยลำดับลำดา ทองคำเราในระยะเจ็ดแปดปีมานี้ก็ได้ตั้ง ๑๑ ตันกับ ๓๐๐ กิโลแล้ว นี่ละที่เรารวมกันเพื่อให้เป็นหัวใจแห่งชาติไทยของเรา ทองคำเป็นสำคัญมากทีเดียว เราก็ได้อุตส่าห์พยายามเพื่อลูกหลานเราต่อไป สำหรับดอลลาร์ก็ได้เท่านั้นแหละ ดูเหมือน ๑๐ ล้าน ๒ แสน จากนั้นเราก็เอาดอลลาร์มาหมุนช่วยคนไทยทั้งประเทศ ไม่ได้เข้าก็เป็นไปตามนั้นแหละ

คือเราพูดคำใดๆ แล้วเราพิจารณาเรียบร้อยแล้วเราค่อยออกมา ออกมาต้องเป็นไปตามนั้นๆ ตลอดมาเลย ดอลลาร์เวลานี้ไม่ได้เข้าคลังหลวง ออกมาช่วยเงินไทยเพื่อช่วยชาติไทยของเราตลอดมา สำหรับเราที่ดีดที่ดิ้นอยู่ทุกวันทุกเวลานี้ เราไม่ได้มีอะไรในจิตใจของเรา เราพอทุกอย่างแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องว่าธรรมก็พออย่างเลิศเลอ เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้เต็มปาก จากศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าที่เป็นศาสดาองค์เอกนำธรรมมาสอนโลก เราก็ปฏิบัติตามนั้นรู้เห็นเต็มกำลังความสามารถของเรา และพอใจทุกอย่างในธรรมทั้งหลายที่อยู่ภายในใจนี้ ไม่มีอะไรบกพร่อง เรียกว่าเราพอทุกอย่างแล้วทางด้านจิตใจ ส่วนจตุปัจจัยไทยทานพี่น้องทั้งหลายก็เห็นอยู่แล้วนั้น ได้มาเท่าไรก็ไหลออกๆ

อย่างเมื่อวานนี้งานทำบุญช่วยโลกช่วยสงสาร ของมากขนาดไหนที่ศาลาเมื่อวานนี้ พอเสร็จแล้วก็แจกวัดนั้นวัดนี้ ไปที่ไหนหมดในทันทีทันใดเลย ก็อย่างนั้น ก็เราทำเพื่อประโยชน์แก่โลก เราทำอย่างนี้เรื่อยมา ที่คิดอ่านไตร่ตรองเรื่องอะไรมีแต่เพื่อๆๆ ไม่ใช่เพื่อเรานะ เพื่อโลกเพื่อสงสารทั้งนั้นแหละ

การดำเนินนี้เราก็ไม่ได้มีการต้องติเรา เราพาพี่น้องดำเนินมาตรงไหนเป็นความบกพร่องหรือผิดพลาดไป ทำให้ส่วนรวมเสียหาย เราไม่เคยปรากฏ ได้พยายามเต็มกำลังความสามารถเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ถ้าหากว่าจะเป็นคติตัวอย่างก็เป็นได้แล้วในการนำพี่น้องทั้งหลายของเรา เบื้องต้นเราก็นำเรา นำมาตั้งแต่ขั้นล้มลุกคลุกคลานตะเกียกตะกาย ขึ้นไปอยู่บนภูเขา น้ำตาร่วงบนภูเขา เริ่มต้นมาตั้งแต่โน้นที่ฝังลึกที่สุด เราจึงได้ออกมาพูด คำนี้ก็ไม่ได้ออกมาจากที่ไหนนะ ออกมาจากตัวเอง ที่เคียดแค้นให้กิเลสถึงขนาดน้ำตาร่วง

ตามธรรมดาเคียดแค้นให้ผู้ใดสัตว์บุคคลใดก็ตาม ความเคียดแค้นเหล่านี้เป็นกิเลส แต่ความเคียดแค้นให้กิเลสที่เป็นภัยต่อตัวเองนี้เป็นธรรม ความเคียดแค้นนี้จึงฝังใจอย่างลึก น้ำตาร่วงบนภูเขา มันออกอุทานในใจนะ นี่ละมันฝังลึกแล้วมันถอนไม่ขึ้น มีแต่จะแก้กัน ลงถึงขนาดว่า โห มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ เป็นอยู่ในใจนะ ขึ้นไปฟัดกันกับกิเลสอยู่บนภูเขา มันต่อยอยู่บนภูเขาหงายหมาๆ ไม่มีหงายแมว หงายแมวมันตบได้ใช่ไหม หงายหมานี้ร้องแหง็กๆ สู้มันไม่ได้แบบร้องแหง็กๆ  ถึงขนาดออกอุทานมาเลยว่า มึงเอากูถึงขนาดนี้เทียวเหรอ เอาละวันหนึ่ง นั่นเห็นไหมล่ะ อย่างไรมึงต้องพัง ให้กูถอยกูไม่ถอย เคียดแค้นเต็มที่นะ อย่างไรกูไม่ถอย มึงต้องพังวันหนึ่งแน่นอน นั่นละตะเกียกตะกาย อันนี้ละเป็นเครื่องมุมานะให้จิตถอยไม่ได้เลย

ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานน้ำตาร่วงบนภูเขามา จากนั้นก็เรื่อยๆๆ ไปเลย เอาจริงเอาจังไม่ได้ทำเล่นๆ การพิจารณาความเพียรของตัวเองตั้งแต่เริ่มขึ้นเวทีฟัดกับกิเลสพรรษา ๗ พอสอบเปรียญได้พรรษา ๗ จากนั้นออกเลย ขึ้นเวทีฟัดกับกิเลสเรื่อยมา ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ละ กำลังใหญ่ได้ที่นั่น ท่านทุ่มกำลังใหญ่ลงให้เลย อันนั้นละที่เป็นกำลังใหญ่ที่สุดฟัดกับกิเลสไม่มีคำว่ากลัวเป็นกลัวตายเรื่อยมา แล้วก็ไปน้ำตาร่วงบนภูเขา นี่เคียดแค้นมากทีเดียว จากนั้นก็ก้าวมาเรื่อยๆ

จิตล้มลุกคลุกคลานหาความสงบไม่ได้ ทั้งๆ ที่ภาวนาเพื่อความสงบ กิเลสตีเอาแตกกระจายๆ มีแต่ความฟุ้งซ่านรำคาญหาหลักเกณฑ์ไม่ได้เลย เอาพุทโธเป็นทำนบใหญ่ กั้นด้วยสติ เอาพุทโธเป็นทำนบใหญ่ กั้นด้วยสติ บีบบังคับจิตไม่ให้คิด นี่ละตั้งต้น ที่จิตของเราเจริญแล้วเสื่อมๆ เป็นเวลาปีกับ ๕ เดือน ทุกข์แสนสาหัสนะ คือจิตเรามีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมาเป็นลำดับลำดา จนเป็นสมาธิแน่นปึ๋งเลย ทีนี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้เคยเห็นเคยเป็นก็ไม่รู้จักวิธีรักษา มันก็นอนใจเป็นธรรมดา พอนอนใจกิเลสมันก็ขึ้นตรงนั้น จิตเสื่อมนั่นละ จากจิตเสื่อมนั้นแล้วไปเป็นเวลา ๑ ปีกับ ๕ เดือนนี่ทุกข์แสนสาหัสนะ

จึงไปตั้งเอาใหม่ พุทโธกับสติบีบบังคับช่องของสังขาร สังขารเป็นช่องหนึ่งขึ้นมา สังขารออกมาจาก อวิชฺชาปจฺจยา มันหนุนให้เป็นสังขารขึ้นมา เป็นกิเลสด้วยกันทั้งนั้นๆ ไม่ได้คิดได้ปรุงอยู่ไม่ได้ มันเหมือนน้ำพุเหมือนอะไรมันพุ่งๆๆ เรื่องสังขารของสมุทัย เอากันไว้ไม่อยู่เพราะยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะต้านทานกัน จึงได้มาลงในหลักเกณฑ์ด้วยการพินิจพิจารณาที่จิตเราเจริญแล้วเสื่อมๆ เพราะเหตุใด ก็มาได้จุดที่ว่าอาจจะเป็นเพราะเราขาดคำบริกรรม จิตเราอาจจะเผลอไปตรงนั้นก็ได้ แล้วกิเลสมันเล็ดลอดออกไป กว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาเรา ทีนี้จะไม่ให้ยอมคิด จะเอาคำบริกรรมปิดช่องมันที่มันเคยขึ้นสังขารความคิดปรุง แล้วสติติดเข้าไปนั้นเลย ช่องนี้เป็นช่องที่เกิดของสังขารสมุทัย  แล้วปิดช่องด้วยบทธรรมคือพุทโธ สติปิดไม่ให้คิดให้ปรุง

ลงใจแล้วนะนั่น จะเอาช่องนี้ นอกนั้นเราพิจารณาหมดแล้วก็ไม่เห็นที่ไหน มันมีช่องว่างที่สงสัยอยู่จุดนี้ที่ขาดคำบริกรรม ต่อนี้ไปจะไม่ให้ขาดคำบริกรรมและสติติดแนบกับกัน เอ้า มันจะเจริญจะเสื่อมยังไงให้รู้กัน พอลงใจแล้วก็ปึ๋งเลย เอาละที่นี่ นี่ละตั้งได้ตรงนี้ ไม่ยอมให้คิด เหมือนนักมวยเขาต่อยกัน ระฆังดังเป๋งนักมวยต่อยเลย อันนี้ก็ดังเป๋งด้วยความลงใจแล้ว เอาละที่นี่พุทโธกับสติเผลอไปไม่ได้ว่างั้นเถอะ ใส่ปึ๋งเลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับๆ ไม่ให้เผลอไปไหนเลย ขนาดนั้นนะ ทุกข์มากที่สุด บังคับ กิเลสมันจะพุ่งๆ ออก สติกับคำบริกรรมตีไว้ๆ ช่องนี้

วันแรกเหมือนอกจะแตก มันดันมากนะ วันสองค่อยเบาลง วันแรกนี้หนักมากที่สุด วันสองมีลักษณะลดลงนิดหนึ่ง วันสามค่อยลด ความสงบเย็นใจขึ้นมาแทนที่ ทีนี้เอาใหญ่เลย จิตจึงไม่เสื่อมอีก พอขึ้นไปถึงขั้นที่เคยเจริญแล้วเสื่อม คราวนี้ปล่อย เอ้าๆ เสื่อมไปไหนเสื่อม อยากเจริญก็เจริญ อยากเสื่อมก็เสื่อม เราเป็นทุกข์เพราะความหักห้ามจิตไม่ให้เสื่อมนี้มานานแล้ว คราวนี้ เอา ปล่อยเลย แต่คำว่าพุทโธกับสตินี้จะไม่ยอมปล่อย ซัดกันตรงนี้

พอไปถึงขั้นนี้แล้ว เอา เสื่อม ไปถึงขั้นมันรู้นี่นะมันจะเสื่อม เอ้า เสื่อมไป แต่คำว่าพุทโธกับสตินี้จะไม่เสื่อม ติดกับจิตเลย ถึงขั้นนั้นแล้วทีนี้ไม่เสื่อมนะ คือเราปล่อยเลย ไม่เป็นอารมณ์ อารมณ์เหล่านี้เป็นเรื่องกังวลตัวเอง ปล่อย แต่พุทโธกับสติไม่ปล่อยๆ ขึ้นถึงนั้นแล้วแทนที่มันจะลงไม่ลงนะ คือเราปล่อย ทอดอาลัยหมดแล้ว เอ้า ลง ไปถึงนั้นแล้วไม่ลง ขึ้นเรื่อยๆ นั่นละถึงตั้งหลักได้ ตั้งหลักได้ด้วยพุทโธกับสติไม่ยอมให้เผลอ ไม่ยอมให้คิดเรื่องของกิเลสทั้งหลาย

สังขารตัวสำคัญมากนะพาคิดพาปรุง ออกจากอวิชชาหนุนให้เป็นสังขารขึ้นมา บังคับช่องนั้นไม่ให้ออกด้วยพุทโธกับสติติดแนบ พอถึงขั้นนี้แล้วควรจะเสื่อม เอ้าเสื่อม ปล่อยเลย ไม่เสื่อมเรื่อยๆ ไปเลย จนกระทั่งผ่านไปแล้วไม่เสื่อม ก็มารู้ตัวเอง อ๋อ นี่จิตของเราเผลอตรงนี้เองจนได้ ไม่มีคำบริกรรม สติเผลอตรงนี้ กิเลสมันออกช่องนี้ๆ ทีนี้มันออกไม่ได้ จิตแน่นหนามั่นคง พอจากนั้นปั๊บก็ก้าวขึ้นสู่เวทีนั่งตลอดรุ่งหามรุ่งหามค่ำละที่นี่ พอได้หลักนี้แล้วขึ้นเลย นั่งตลอดรุ่งๆ แต่ไม่ได้ติดกันทุกคืน คือเว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง ฟัดกันใหญ่เลย ก็ได้แดนอัศจรรย์ขึ้นมาจากการนั่งตลอดรุ่ง

ได้จริงๆ ไม่เคยคาดเคยคิด ว่าจิตจะเป็นความอัศจรรย์ขึ้นมาในขณะที่จนตรอกจนมุมจากเวทนาทั้งหลาย คือทุกขเวทนา เป็นต้น ที่มันเผาเราซึ่งนั่งอยู่เหมือนหัวตอ ตัวของเราทั้งคนนี้เป็นเหมือนหัวตอ ทุกขเวทนาที่โหมมาหรือเผาร่างกายนี้เป็นเหมือนไฟเผาหัวตอ นั่นละตอนนั้นเราจึงระลึกได้ว่า คนเรานี้อย่าเข้าใจว่าจะโง่ตลอดไปนะ เวลาจนตรอกจนมุมมันหาทางออกจนได้ด้วยสติปัญญา ก็ไปรู้ได้ตรงนี้แหละ ทีนี้เวลามันทุกข์มากๆ สติปัญญามันก็หมุนติ้วๆ ทนเฉยๆ ไม่ถูก ทนด้วยการต่อสู้ ด้วยพินิจพิจารณาปัญญา

จากนั้นมันก็ลงพุ่งเลยเทียวนะ เป็นครั้งแรกละที่นี่ พอมันพิจารณาทุกขเวทนาที่มันเผาไหม้หัวตอคือตัวของเรานี้ ขาดสะบั้นลงไปหมด ด้วยความรอบคอบของสติปัญญา จิตก็ลงผึงเลย จากนั้นมาแล้วก็ได้หลักได้เกณฑ์ พอวันหลังนั่งตลอดรุ่งเอาอีกๆ จนกระทั่งได้หลัก อันนี้พ่อแม่ครูจารย์มั่นก็รั้งเหมือนกัน พอมันไปเต็มที่ๆ แล้ว ก็มันเพลินนี่ นั่งจนกระทั่งก้นแตกเลอะไม่สนใจนะ ถ้ากิเลสไม่แตกไม่ถอย มันแบบจอมโง่ ท่านนั่งอยู่บนหัวเราท่านดูอยู่นี่

พอถึงกาลอันควรที่จะลดหย่อนผ่อนผันให้เหมาะสมกันแล้ว พอขึ้นไปกราบท่านเท่านั้น เพราะกราบวันไหนมีแต่ธรรมะเด็ดๆ ซัดกันกับท่าน มันเด็ดด้วยความรู้ความเห็นความเป็นในใจของเรานี้มันเด็ดจริงๆ นะ พลังของใจ ถึงวาระที่ท่านจะรั้ง พอไปกราบนี้ยังไม่ได้พูดอะไรเลย พอกราบเสร็จแล้วท่านก็ว่า สารถีฝึกม้า นั่นขึ้นแล้วนะ ถ้าม้าตัวไหนมันคึกมันคะนองไม่ฟังเหตุฟังผลอะไรเลย สารถีเขาต้องฝึกอย่างหนัก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน แต่การฝึกฝึกเอาอย่างหนักไม่ถอย เอาจนกว่าม้ามันค่อยลดพยศลงไป การฝึกเขาก็ค่อยลดลงๆ จนกระทั่งม้านี้ยอมรับการฝึกจากเจ้าของ ทำหน้าที่ของม้าได้ด้วยความเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว การฝึกประเภทนั้นเขาก็หยุดไป ท่านพูดเท่านั้นละ

เราก็สะดุดใจกึ๊กว่าเรานี่มันผาดโผน ยังเสียดายเคยมาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง อยากให้ท่านเอาศอกกลับสักหน่อย พอการฝึกม้าเป็นอย่างนั้นแล้ว แล้วไอ้หมาตัวนี้มันฝึกยังไงอยากให้ท่านว่าอย่างนั้นมันถึงไม่รู้จักประมาณ แต่ท่านไม่ว่า ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง นั่นละเอานั้นปั๊บจับเลย ยอมรับไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง ไม่งั้นมันจะเอาอีก นี่ละการฝึกตัวเองเอากันอย่างหนัก แต่ยังไงก็ตามจอมปราชญ์ต้องเป็นผู้พาจอมโง่ดำเนิน เราเป็นจอมโง่ท่านเป็นจอมปราชญ์ท่านคอยดูตลอดเวลา อะไรพอดีไม่พอดีท่านจะดูตลอดเวลา เราไม่รู้มีแต่ฟัดเรื่อยๆ ท่านเป็นผู้ดู

ในระยะเริ่มแรกท่านก็ชมเชยสรรเสริญ ถึงเรื่องการนั่งภาวนาได้หลักได้เกณฑ์ ครั้นต่อมาความชมเชยสรรเสริญเบาลงๆ จากนั้นท่านเงียบ เรายังไม่รู้นะ ท่านจะออกแง่ไหนเราไม่รู้ จนกระทั่งขึ้นไปท่านพูดสารถีขึ้นมาสอนนั้น นั่นละเราถึงรู้ จากนั้นหลักเกณฑ์ก็ได้ละที่นี่ หนักเข้าๆ ละ นี่การฝึกทรมานตน เราทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มกำลังความสามารถ จากโอวาทที่ท่านสอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเรารับมาหมดในหัวอกของเรา เอาตายเข้าว่าเลย

นี่ละจิตถ้าได้ลงเป็นอย่างนั้นนะ ลงในครูบาอาจารย์ทั้งหลายเชื่อในครูบาอาจารย์ทั้งหลายแล้ว ท่านว่ายังไงแล้วมันจะทุ่มลงหมดเลย ถ้าตรงไหนที่ยังไม่ลงไม่เชื่อ ยังไม่แน่ใจแล้วมันคาราคาซัง เราจะทำลงไปนี้มันก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะฉะนั้นจึงต้องเอากัน เช่นอย่างเรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ตัวแชมเปี้ยนต่อยกันละ เอาจริงเอาจังนี่ คือมันไม่ลงตรงไหนแล้วมันจะเอาอยู่ตรงนั้นเพื่อหาความลงใจ พอลงใจปั๊บหมอบเลยนะ นั่นที่นี่ทุ่มเลย ลงแล้วทีนี้เอาให้เต็มเหนี่ยวเลย ถ้งตรงไหนยังคาราคาซังลงไม่ได้ถามกันตรงนี้ละ พอท่านฟาดตรงไหนลงตูมๆ ทีนี้พุ่งเลย เป็นอย่างนั้นละ

ครูบาอาจารย์จึงเป็นสำคัญมาก ถ้ายังไม่ลงใจมากน้อยผลก็เป็นอย่างนั้น คาราคาซังไม่ค่อยดี ถ้าได้ลงใจเต็มเหนี่ยวแล้วก็ซัดตูมเลย เอาจากเรานี้แหละจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นที่ไปศึกษาอบรมจากท่าน เอาเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งจิตที่มันล้มลุกคลุกคลานมันก้าวได้ๆ ก้าวได้จนกระทั่งราบรื่น เป็นธรรมฆ่ากิเลสไปโดยลำดับ แต่ก่อนมีแต่กิเลสฆ่าธรรมบนหัวใจเรา ไปที่ไหนมีแต่กิเลสทำงานๆ ทำลายหัวใจเราตลอดเวลาได้รับความทุกข์ความทรมานมาก ทีนี้การฝึกของเราเอากันอย่างหนัก เมื่อมันทันกันแล้วทีนี้เรื่องธรรมฟัดกิเลสก็เหมือนกัน ฆ่ากิเลสไปโดยลำดับ

ไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอนเว้นแต่หลับ กิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องเรียนจากใคร เป็นขึ้นจากเจ้าของเอง มันก็ชัดเจนละซิเมื่อขึ้นจากเจ้าของ จากนี้มันก็ตีความหมายออกไปว่า กิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกนี้เป็นอัตโนมัติของมัน นั่นรู้แล้วนะ รู้ตอนที่ว่าเมื่อธรรมมีกำลังแล้ว ธรรมทำงานฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติของตัวเอง มันก็รับกันตรงนี้ จากนั้นมากิเลสหมอบเรื่อยๆ ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติเกิดขึ้นแล้วกิเลสเกิดไม่ได้ ที่เกิดแล้วก็มีตั้งแต่ค่อยหมดไปๆๆ จนกระทั่งถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาแล้วขาดสะบั้นไปเลยกิเลส

ให้มันเห็นในหัวใจซิการปฏิบัติ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วผิดที่ตรงไหน มันผิดที่เราต่างหากที่ไม่ได้ดำเนินตามท่าน ถ้าดำเนินตามท่านแล้วหาที่ต้องติไม่ได้เลย เรากราบราบกราบพระพุทธเจ้า นี่ละการประพฤติปฏิบัติธรรม ธรรมสดๆ ร้อนๆ อยู่ที่หัวใจนะไม่ได้อยู่ที่ไหน ในคัมภีร์ก็เขียนไว้อ่านก็อ่านเป็นหนอนแทะกระดาษไปเลยถ้าไม่สนใจจะปฏิบัติ มันก็กลายเป็นหนอนแทะกระดาษไปอย่างนั้น ถ้าตั้งใจปฏิบัตินั้นละเป็นหินลับปัญญาอยู่ที่ตำรับตำราทั้งหมดนั้นแหละ พากันปฏิบัติ

จิตใจเป็นของที่มีคุณค่ามาก แต่เวลานี้สิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายหาราค่ำราคาไม่ได้ปกคลุมมันอยู่ จิตจึงไม่มีราค่ำราคา เปิดสิ่งที่ไม่มีราค่ำราคานี้ออกๆ จิตจะแสดงวี่แววขึ้นมาอย่างน้อยขึ้นวี่แววก่อน จากนั้นก็ขึ้นเรื่อยๆ จนสว่างจ้าครอบโลกธาตุได้เมื่อกิเลสสิ้นซากลงไปแล้ว พากันจำเอานะ เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละ

วัดภูวัวเราก็ไม่ได้ไปนาน โห จะเป็นปีแล้วมัง น่าจะถึงปีแล้ว ถ้าไปเราก็เอาอาหารไปเสริมให้ นี้ไม่ได้ไปนาน ส่วนอาหารส่งเป็นประจำนั้นทุกเดือนตลอดมา สถานที่นี่เหมาะสมมาก เพราะฉะนั้นเราจึงส่งเสริม วัดภูวัวนี่เรียกว่าเรารับเลี้ยงร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่ให้เป็นกังวลกับอะไร เราจัดไปให้พอๆ นอกจากนั้นวัดต่างๆ มีแห่งละสององค์บ้างสามองค์บ้างอยู่รอบๆ ภูเขา ให้มาติดต่อขอจากกันไป คือเราไปส่งซอกแซกไม่ได้ ท่านก็มาเรื่อยๆ ให้ตาปะขาวให้เณรมารับไปเรื่อยๆ เราสงสารท่านเหล่านี้ตั้งใจปฏิบัติ เพราะเราเห็นความทุกข์ที่เราปฏิบัติมาเป็นอย่างนั้น

ไม่ได้มีความสะดวกสบายละการปฏิบัติ อยู่ด้วยความอดอยากขาดแคลนทุกอย่าง แต่มันไม่ได้อดอยากขาดแคลนในหัวใจนะ คือใจนี้มันพุ่งๆ ต่อธรรมแดนพ้นทุกข์ เหล่านี้จะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนมันไม่ได้ถือเป็นสำคัญนะ แต่ทีนี้เวลาเรื่องมันผ่านมาแล้วก็คิดเห็นสภาพ เพราะฉะนั้นจึงส่งเสียพระเณร เราผ่านแต่ก่อนแล้ว เวลาเรานั้นไม่มีใครละ ฟัดกันเลยๆ ทีนี้เวลาย้อนหลังพิจารณาดู ท่านก็ลำบากลำบนเหมือนกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องส่งต้องเสียไปเรื่อยๆ เราดำเนินแต่ก่อนไม่มีใครจะมาส่งมาเสีย ทีนี้ก็ย้อนหลังพิจารณาถึงเรื่องความลำบากของพระทั้งหลายที่ท่านมุ่งต่ออรรถต่อธรรมท่านเอาจริงๆ นะ ท่านไม่ได้สนใจว่าจะได้ฉันอะไรๆ นี้ไม่มี ท่านไม่สนใจคือจิตมันพุ่งๆ ต่อธรรม ทุกข์ยากลำบากก็เพื่อธรรมๆ มันก็ไปได้สบายๆ ท่านไม่ได้มาข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้ เอาละที่นี่

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก