อำนาจแห่งบารมีธรรมที่สร้างมา
วันที่ 1 มิถุนายน 2549 เวลา 7:50 น. ความยาว 35.15 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

อำนาจแห่งบารมีธรรมที่สร้างมา

ก่อนจังหัน

         เอาให้จริงให้จังนะพระปฏิบัติเรา ที่พูดย้ำแล้วย้ำเล่าคือสตินะ สติอย่าให้เผลอตัว เคลื่อนไหวไปไหนๆ สติจับติดๆ ตลอดเวลา กิเลสจะเกิดไม่ได้ อาการเคลื่อนไหวของเรานี้กิเลสเกิดตอนนั้นละ คือเราเผลอ เมื่อเผลอแล้วกิเลสจะเกิดตามอาการที่เผลอ ถ้าสติจับติดๆ งานการอะไรๆ สติจับติดๆ ไม่เผลอ กิเลสไม่เกิด มันเร็วที่สุดนะกิเลส ใครรู้ว่ากิเลสเกิดได้ยังไง เกิดด้วยวิธีการใด นี่ตามติดมันหมดแล้วจึงได้เอามาสอน

เรื่องสติเป็นสำคัญ ใครไม่เผลอสติ กิเลสจะไม่เกิด เผลอเมื่อไรกิเลสเกิดเมื่อนั้นๆ สติเป็นสำคัญมาก ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ภัยมหาภัยอยู่ที่หัวใจ อย่าไปคิดว่าภัยอยู่ที่นั่นที่นี่ ภัยอยู่ที่หัวใจของสัตว์โลก โลกร้อนมากคือภัยได้แก่ไฟอยู่ภายในใจนั่น มันอยู่ภายในๆ ไม่มีใครดู มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว จากนั้นก็พระสาวกดูไฟ ดับไฟได้หมดท่านเหล่านี้ มีพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา ดับไฟได้หมด ไฟกับทุกข์มาด้วยกัน ไม่มีตลอดไปเลย ดับกันได้ที่นี่ด้วยสติเป็นพื้นฐานสำคัญมาก

ถ้าขาดสติเมื่อไรนั่นละกิเลสรุมเอาๆ กินโต๊ะกันแหละ กิเลสกินโต๊ะกัน กินโต๊ะที่หัวใจพระเซ่อๆ ซ่าๆ นั้นแหละ ถ้าสติมีอยู่แล้วกิเลสจะไม่เกิด ไม่เกิดมันก็ไม่ลุกลาม ถ้ากิเลสแล้วลุกลามได้เลย ถ้าไม่เกิดลุกลามไม่ได้ ถูกบังคับด้วยธรรมคือสติธรรม ปัญญาธรรม สติเป็นของสำคัญมาก

เอาให้จริงให้จังการประพฤติปฏิบัติ ท่านทั้งหลายองค์ศาสดาเป็นยังไง ให้ดูหัวใจของเราเวลานี้ องค์ศาสดาคือธรรมทั้งหลายกำลังถูกกิเลสเหยียบย่ำทำลายที่หัวใจ เราอยู่กับศาสดาแต่มองไม่เห็นศาสดาเลย เอา เปิดออกด้วยสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร เราจะได้เห็นขึ้นที่นี่ จ้าขึ้นที่นี่แล้วถามหาพระพุทธเจ้าที่ตรงไหน ไม่ต้องถาม เป็นอันเดียวกันเลย

ข้อวัตรปฏิบัติทุกอย่างก็ไม่มีที่ต้องติ ความพร้อมเพรียงสามัคคีของพระในวัดนี้ รู้สึกว่าเป็นมาโดยลำดับลำดาสม่ำเสมอ ไม่ค่อยได้ต้องติว่าการทำข้อวัตรปฏิบัติขาดความพร้อมเพรียงสามัคคี เห็นแก่ตัวเห็นแก่เรื่องของตัว อย่างนี้ไม่มีในวัด เท่าที่เราสังเกตมาตลอด เมื่อธรรมมีในใจแล้ว ความพร้อมเพรียงเป็นธรรมก็เข้ากันได้สนิทๆ

ใครอย่าไปสนใจกับเรื่องอะไรนะ ให้ดูหัวใจตัวเอง นั่นละมหาภัยกิเลสเกิดที่นั่น สติจับกันที่นั่นๆ ภัยจะไม่เกิด ถ้าเผลอเมื่อไรเป็นได้เรื่องแหละ ลุกลามๆ ไปเลย พวกนักภาวนารู้สาเหตุของกิเลสเกิดขึ้นจากไหน สาเหตุของมันก็เพราะความเซ่อซ่าของเรา ไม่มีสติ เกิดที่นั่นเผาเราที่นั่น ถ้าสติดีแล้วไม่เป็นไร ค่อยดีขึ้นๆ เอาละให้พร

หลังจังหัน

เราสังเกตดูธาตุขันธ์ตั้งแต่วันประคบยามามันอ่อนตลอดๆ ไม่ฟื้น เมื่อเช้านี้ดูฉันจังหันแปลก ไม่เคยเป็นมันก็เป็นของมัน คอยดูผลของมันจะเป็นยังไง เราค่อนข้างแน่ใจว่ากำลังจะค่อยฟื้นขึ้นมา เมื่อเช้านี้ฉันจังหันผิดปรกติเอามากทีเดียว มันอาจจะเริ่มฟื้นกำลังขึ้นมาละท่า ตั้งแต่วันประคบยามีแต่อ่อนลงๆ ตลอด วันนี้ฉันจังหันก็เห็นธรรมดาๆ แต่เมื่อเช้าผิดธรรมดา มันคงจะค่อยฟื้นกำลังขึ้นมาแหละ

กำลังวังชาของเรา ระยะนี้ร่างกายอ่อนมากเชียว มันจะอ่อนเพราะเหตุผลกลไกอะไรก็ไม่ทราบ พอทราบได้ตั้งแต่ตอนที่ประคบ นั่นละเป็นต้นเหตุ วันนั้นมันระบมหมด ร่างกายทุกสัดทุกส่วนระบมไปหมดเลย กระดูกอะไรต่อกันเหล่านี้เป็นหมด ปวดหมดทั้งตัว นั่นละจึงให้เอายามาประคบลองดู ตั้งแต่นั้นมาละกำลังค่อยลดลงๆ มันวันที่เท่าไรน้าประคบยา หลังจากนั้นก็ไปเวียงจันทน์ ไปเวียงจันทน์ก็ตอนกลางคืนเที่ยงคืนไข้ เที่ยงวันไปสร่างที่เวียงจันทน์ ๑๒ ชั่วโมง

ให้พากันตั้งใจภาวนานะเวลางานค่อยเบาบาง งานนอกละส่วนมากไปทำลายงานภายในคือการภาวนา โดยมากมักจะเอางานภายนอกเป็นงานสำคัญมากกว่างานภายใน งานภายในคืองานจิตตภาวนาชำระกิเลสตัวยุ่งมากๆ  มันไปชอบเอางานภายนอกซึ่งเป็นตัวยุ่งเข้าไปเหยียบภายในอีก เลยยุ่งใหญ่ อยากเห็นความสำคัญของตัวเราเองตั้งแต่ชีวิตจิตใจเกิดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ให้พิสูจน์กันโดยทางจิตตภาวนา ที่ว่าพระพุทธเจ้าวิเศษวิโสยังไงๆ จะมายืนยันกันที่ใจเรา

งานทั้งหลายไม่มีงานใดที่จะหนักมากยิ่งกว่างานรื้อถอนกิเลสออกจากใจ งานนี้งานหนักมาก เพราะเป็นงานของวัฏวน งานของกิเลสสร้างวัฏจิตวัฏวนวัฏทุกข์เข้าสู่หัวใจสัตว์โลก หมุนอยู่ภายในจิตใจตลอดมา เวลาจะถอนมันออกนี้จึงถอนยากลำบากมาก และยากที่สุดก็คือการถอดถอนกิเลสวัฏจิตออกจากหัวใจนี้ยากที่สุด พอถอนนี้ได้แล้วก็หมดเลยที่นี่ ในโลกสามโลกธาตุนับแต่ธาตุขันธ์ของเราลงไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นสมมุติทั้งหมด หมด ไม่มีอะไรเข้าไปแทรกจิตใจให้ได้รับความทุกข์ได้เลย มีกิเลสเท่านั้น นั่น ทำไปทำมาก็ไม่พ้นกิเลส มีกิเลสเท่านั้นเป็นหอกเป็นหลาวเป็นอะไรทิ่มแทงหัวใจตลอดเวลา พอเอาอันนี้ออกหมดแล้วหมดโดยสิ้นเชิง ทุกข์ไม่มีในพระอรหันต์ ในพระพุทธเจ้า

ทุกข์เกิดจากกิเลส เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นธรรมดาไม่ใช่เรื่องของกิเลส เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อน ไม่ใช่กิเลส เป็นเรื่องของธาตุขันธ์แปรสภาพของมันไป แต่ทุกข์ภายในจิตใจนี้เป็นเพราะกิเลสล้วนๆ ทีนี้พอแก้อันนี้ออกหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว เรียกว่าฟ้าดินถล่มเลย วัฏจักรหมุนถล่มลงเลยไม่มีเหลือ ท่านแสดงไว้ในธรรมสรุปว่า งานนี้สำเร็จลงเรียบร้อยแล้วว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว พรหมจรรย์คือการฟาดฟันกับกิเลส ได้เสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้ว งานที่ควรทำคืองานแก้กิเลสก็ได้ทำเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี ฟังซิ

งานแก้กิเลสเป็นงานที่หนักมากที่สุด ไม่มีงานใดเสมอเลย จึงว่า นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ งานอื่นที่จะยิ่งไปกว่างานแก้กิเลสนี้ไม่มี เป็นงานเสร็จสิ้นวัฏจักรวัฏจิต หมดด้วยจิตตภาวนา งานภายนอกงานในโลกนี้ไม่มีสิ้นสุด เพราะเป็นงานของวัฏจักรวัฏวน งานของกิเลส เจือไปกับความจำเป็นแห่งธาตุขันธ์ มันหมุนกันไป สุดท้ายเลยกลายเป็นงานกิเลสมากกว่างานธาตุขันธ์ เช่น สมบัติเงินทองข้าวของซื้อหามาพออยู่พอกินพอเป็นพอไป หมดทั้งโคตรทั้งแซ่กินกันก็ไม่หมดอย่างนี้ มันก็ไม่อยู่ในจุดนี้ ความอยากความทะเยอทะยาน นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม่น้ำมหาสมุทรยังสู้ความอยากความทะเยอทะยานนี้ไม่ได้

แม่น้ำมหาสมุทรมีฝั่งมีฝานะ แม่น้ำคือตัณหานี่ครอบไปหมด ไม่มีฝั่งมีฝา ได้เท่าไรยิ่งอยาก ได้เท่าไรยิ่งทะเยอทะยาน แล้วก็ไม่ได้คำนึงถึงว่าการขวนขวายวิ่งเต้นเพราะอำนาจแห่งความอยากความทะเยอทะยานนี้ได้ผลดีอย่างไรบ้างไม่เห็นมี แย็บออกมาว่าเราได้นั้นได้นี้เท่านั้นหายเงียบ ดีดดิ้นใหม่หาใหม่ ทุกข์จนกระทั่งวันตาย เอาธรรมจับถึงได้รู้ งานของกิเลสไม่มีสิ้นสุดเลย มีเท่าไรมีเถอะ ได้เท่าไรได้เถอะ คำว่าพอนี้จะไม่มีในหัวใจดวงกิเลสบรรจุอยู่ในนั้นเลย

ถ้างานของธรรม ธรรมแทรกเข้าไปตรงไหน ความพอดิบพอดีจะค่อยมีเป็นลำดับลำดาไปเรื่อย จนกระทั่งถึงที่สุดวิมุตติหลุดพ้น ขาดสะบั้นไปเลย ความต้องการอะไรหมดเลย หมด พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว ตั้งแต่วันนั้นไปท่านไม่มีอะไรตะเกียกตะกายทะเยอทะยานที่จะฆ่ากิเลสต่อไป จึงว่างานมหันตภัยที่สุดก็คืองานการแก้กิเลส กิเลสนี้เป็นมหันตภัย งานนี้เป็นงานหนักมากทีเดียว โลกเขาไม่ได้ทำกัน มีแต่พระพุทธเจ้าประกาศป้างๆ ในแดนพุทธศาสนาเท่านั้น ผู้ถือพุทธศาสนาจะพอสัมผัสสัมพันธ์บ้างถ้าเกี่ยวข้องกับจิตตภาวนา ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับจิตตภาวนา ไปกิ่งก้านสาขาดอกใบก็เป็นบุญเป็นกุศลเหมือนกัน แต่ไม่เข้าถึงรากแก้วที่จะถอดถอนวัฏจักรวัฏจิตออกจากใจได้ คือกิเลสอยู่ที่นั่น เหมือนจิตตภาวนา

จิตตภาวนานี้เป็นที่รวมของบารมีทั้งหลาย ที่เราสร้างมามากน้อยนั้นรวมมา เหมือนน้ำไหลมาจากที่ต่างๆ รวมลงๆ เราสร้างทำนบใหญ่คือจิตตภาวนา เมื่อจิตตภาวนาได้เริ่มสร้างตัวขึ้นมาแล้ว คุณงามความดีทั้งหลายจะไหลเข้ามาสู่ที่นั่นๆ แล้วหนุนกันขึ้นให้หลุดพ้นไปด้วยจิตตภาวนาเป็นผู้นำ เป็นแกนนำ อันนี้สำคัญมาก ขอให้พากันสร้างความดีให้ดี จิตดวงนี้อาศัยเจ้าของนั่นแหละ ถ้าเจ้าของเซ่อก็ทำลายใจตัวเองให้ได้รับความเดือดร้อนวุ่นวายตลอดทุกภพทุกชาติไป เจ้าของเป็นผู้ทำเองนะ ทำความชั่วความเสียหายความทุกข์ความทรมานให้แก่ตัวเอง ด้วยความทะเยอทะยานของกิเลสนั้นแหละ กิเลสละพาทำ ทีนี้เมื่อเรามีความดี เราสร้างความดี ก็เป็นเครื่องทัดทานกันต้านทานกัน สิ่งเหล่านั้นก็ค่อยเบาลงๆ เมื่อความดีมีมากแล้ว ถึงขั้นเวลาที่จะไปแล้วอยู่ไม่ได้เลย

อย่างตัวอย่างที่ว่าพระยสกุลบุตร พ่อแม่มีลูกชายคนเดียว เป็นเศรษฐีด้วย กองเงินกองทองเต็มไปหมดเลย อยู่ไม่ได้นะถึงกาลเวลาแล้ว แต่ก่อนก็ว่าเพลิดเพลินในสมบัติเงินทองข้าวของ เพราะไม่มีที่ยึดภายในจิตใจ เลยอาศัยเหล่านั้นเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะเป็นอารมณ์ของใจว่า เรามีสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นความสุขไปวันหนึ่งๆ ทีนี้พอธรรมเข้าสู่ใจแล้ว สมบัติอันนี้เป็นสมบัติที่แน่นหนามั่นคง ตายใจด้วยไม่มีพลัดพรากจากไปไหน พอสมบัติอันนี้ปรากฏขึ้นหนาเข้าๆ สิ่งเหล่านั้นเลยเป็นโมฆะไปหมด เป็นฟืนเป็นไฟ อยู่ไม่ได้

ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง สุดท้ายก็โดดออกไปเลย ไปก็ไปหาพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังเดินจงกรมอยู่ พระองค์รับสั่งว่า มานี่ยส ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย มาที่นี่ ท่านก็สอนธรรมได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา นั่นละถึงกาลเวลาแล้วอยู่ไม่ได้ สมบัติเงินทองกองเท่าภูเขานี้กลายเป็นฟืนเป็นไฟไปหมดเพราะอำนาจแห่งบารมีธรรมที่สร้างมา ให้เห็นภัยไปหมด ปล่อยไปหมดๆ ดีดผึงขึ้นเข้าสู่ธรรมไปเลย เป็นอย่างนั้นละ ใจดวงนี้ได้ที่พึ่งเต็มที่แล้วผ่านได้เลยๆ

ต้องได้สร้างนะไม่สร้างไม่ได้ ต้องทุกข์ลำบาก ผู้บำเพ็ญภาวนาต้องเป็นผู้อดผู้ทน อย่าเห็นแก่อยู่แก่กินแก่หลับแก่นอน เรื่องร่างกายเป็นของใหญ่มาก แม้แต่มาอยู่ในวัดนี้ก็เห็นส่วนร่างกายเป็นของสำคัญออกหน้าออกตาตลอด ไปที่ไหนเห็นแต่เครื่องปรนปรือร่างกาย สิ่งที่จะปรนปรือจิตใจให้ได้รับความสงบเย็นใจนี้ไม่ค่อยมี อยู่ในทางจงกรมมันก็สร้างวัฏจักรวัฏจิตเข้าอยู่ภายในใจ เดินจงกรมอยู่กิเลสก็สร้างอยู่ภายในตัว นั่งภาวนาอยู่ก็เหม่อ จิตวิ่งไปตามกิเลสไม่ได้วิ่งไปตามธรรม กิเลสมันสอดมันแทรกอยู่ตลอดเวลา

เวลาที่เรายังไม่ได้หลักได้เกณฑ์เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น แต่เวลาได้หลักได้เกณฑ์มี เราทำไม่หยุดไม่ถอย บำเพ็ญไม่หยุดไม่ถอย สร้างสติปัญญา ทีแรกสร้างสมถธรรมคือความสงบใจด้วยจิตตภาวนา จะเป็นคำบริกรรมคำใดก็ตามนำมากำกับใจ ให้ใจได้ยึดได้เกาะอยู่กับคำบริกรรม ต่อไปใจจะเป็นตัวของตัวขึ้นมาเป็นความสงบเย็นใจขึ้นมาๆ จากนั้นจิตก็แน่นหนามั่นคง ท่านเรียกว่าเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จิตอิ่มอารมณ์แล้วทีนี้พาออกเดินทางด้านปัญญาวิปัสสนา พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์แยกทุกสิ่งทุกอย่างทั้งภายนอกภายใน ไม่ว่าใกล้ว่าไกล กว้างแคบ พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ให้ลงในกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภังไปหมด ทิ้งปั๊วะหมดเลย ส่วนวัตถุหมด

ทีนี้ก็ยังเหลือแต่นามธรรมภายในจิตใจ พิจารณาทางนามธรรมซึ่งเป็นกระแสของจิตออกมาหลอกตัวเอง ตามเข้าไปๆๆ จนกระทั่งถึงจุดรากแก้วแห่งวัฏจักรของมันคืออวิชชา มันก็หมุนเข้าไปหาตรงนั้น ถอนพรวดขึ้นมาหมดแล้วเรียกว่าถอนหมดโดยสิ้นเชิง กิเลสตัณหาอะไรไม่มี ทุกข์ไม่มี นั่นเรียกว่าพ้นทุกข์ด้วยจิตตภาวนา เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนทางด้านจิตตภาวนา พุทธศาสนานี้ถือหลักจิตตภาวนาเป็นรากแก้วสำคัญ อย่างอื่นก็เป็นบุญเป็นคุณเป็นกุศล แต่เป็นกิ่งก้านสาขาดอกใบของจิตตภาวนา เมื่อจิตตภาวนามีแล้วสิ่งเหล่านั้นจะงอกเงยขึ้นไปๆ สวยงามไปตามๆ กัน สดชื่นไปตามๆ กัน แล้วรวมเข้ามาสู่ใจนี้หมดเลย พอใจได้เต็มที่เต็มฐานแล้วดีดผึงเลย นั่นละท่านว่าพ้นทุกข์ พ้นที่ใจ

เพราะกองทุกข์นี้อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ดินฟ้าอากาศ จักรวาลใดไม่มีทุกข์ไม่มีสุขอยู่ อยู่ที่หัวใจดวงเดียว เมื่อชำระตรงนี้ได้แล้วใจจะเบิกกว้างออกๆ  บรมสุขขึ้นที่หัวใจเลย ดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ท่านขึ้นที่หัวใจท่านด้วยจิตตภาวนา ให้พากันตั้งอกตั้งใจ จิตนี้มันดิ้นมากนะ ตัวดิ้นสำคัญคือตัวจิต ต้องเอาจิตตภาวนาเป็นน้ำดับไฟ ระงับลงๆ ไม่ให้มันดีดมันดิ้นเกินไป มันดิ้นก็ให้มันดิ้นอยู่กับคำบริกรรมภาวนา ไม่ให้ดิ้นไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลส ให้ดิ้นอยู่ในนี้ ดิ้นไปดิ้นมากับธรรมนี้ ธรรมนี้พาให้เกิดความสงบเย็นใจๆ ดิ้นอยู่กับคำบริกรรม สติจับไว้ตรงนั้น แล้วก็ค่อยสร้างความสงบขึ้นมาภายในใจ ต่อไปใจก็เย็นๆ สงบเย็นแน่นหนามั่นคงขึ้นเรื่อยๆ อารมณ์เหล่านั้นที่กวนใจมากๆ ลดลงๆ สุดท้ายถึงขั้นสมาธิความอิ่มอารมณ์แล้วไม่อยากคิดอยากปรุงเลย มันกวนใจ นั่น

เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าติดสมาธิ จิตของผู้มีความสงบแน่วแน่แล้วมักติดสมาธิ ไม่ออกทางด้านปัญญา เพราะอยู่กับสมาธิทั้งวันทั้งคืนสบายตลอดไปเลย ติดสมาธิ ถ้าไม่มีผู้สอนทางด้านปัญญาจะไม่ออก ติดจนตาย เมื่อมีผู้สอนทางด้านปัญญาให้แยกจากจิตที่อิ่มอารมณ์แล้ว ให้นำจิตที่อิ่มอารมณ์นี้ออกพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ด้วยสติปัญญา พินิจพิจารณาแยกส่วนแบ่งส่วน แล้วค่อยปล่อยวางๆ จิตเบิกกว้างออกไปๆ ทางด้านวัตถุหมดยังเหลือแต่นามธรรม คือความคิดความปรุงออกมาจากใจ ตามต้อนกันเข้าไปๆ จนกระทั่งถึง อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ถอนพรวดอวิชชาออกหมดแล้ว วัฏจักรขาดสะบั้นไปพร้อมกันเลย นิพพานสดๆ ขึ้นที่นั่นแหละ พากันจำเอานะ วันนี้พูดเท่านี้แหละพอ จะพลัดพรากจากไปบ้านเรือน ก็ให้ไปด้วยความผาสุกเย็นใจ ผู้อยู่นี่ก็ให้ภาวนากันเท่านั้นแหละ ต่อไปนี้จะให้พร

สมทบกองทุนวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ๑,๑๑๑,๑๑๑ บาท ๑๑ สตางค์ (สาธุ) ธรรมอินทร์เอามาจากแม่ชีแก้ว ๑ ล้านบาท เราก็สมทบเข้าไป ๑ ล้านบาท เป็น ๒ ล้านบาท แล้วนี่อีกเป็น ๓ ล้านบาทพวกกองทุนมูลนิธิ นี่มีเพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งนั้นไม่ได้เพื่อเรา เราเพื่อโลกทั้งนั้น

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก