เพชฌฆาตอันใหญ่หลวง
วันที่ 2 มิถุนายน 2549 เวลา 7:50 น. ความยาว 34.07 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

เพชฌฆาตอันใหญ่หลวง

ก่อนจังหัน

ในวงกรรมฐานสายพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ มาขึ้นอยู่กับหลวงตาบัวนะ ไม่บอกให้ขึ้นมันก็ขึ้นเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ดูแล ความรับผิดชอบต่างๆ มันจะหมุนเข้ามาที่นี่ กระเทือนที่ไหนมาที่นี่ๆ ละ เราวิตกวิจารณ์กับพระกรรมฐานสายพ่อแม่ครูจารย์มั่นมากทุกวันนี้ ข้าศึกศัตรูทั้งหลายมันเข้ามาทุกด้านทุกทาง ไอ้พวกสุกเอาเผากินนี่พวกฉิบหายนะ สร้างความฉิบหายให้ตัวเอง เพราะเห็นแก่ความเพลิดความเพลิน อะไรก็ง่าย เรียกว่าสุกเอาเผากินๆ แล้วจมไปๆ

เวลานี้เรื่องข้าศึกทั้งหลายของธรรมนี้เข้ามาทุกด้านทุกทาง เราดูซิเดี๋ยวนี้โทรศัพท์มือถือน่ะ นี่ละตัวสำคัญมากเพชฌฆาตอันใหญ่หลวง เริ่มมาตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์เทวทัต วิดีโอ แล้วก้าวเข้ามาสู่โทรศัพท์มือถือ นี้ล้วนแล้วตั้งแต่มหาภัยต่อศาสนา ต่อพระต่อเณรเรา จำให้ดี พวกนี้มันมักจะตาดีกับสิ่งเหล่านี้ละ ถ้าสิ่งเหล่านี้แล้วตาดีมากตาแมวสู้ไม่ได้ ตาหมาสู้ไม่ได้ มันตาเก่งละตากิเลส ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมนี่ตาฝ้าตาฟาง มองหาทางจงกรมที่จะเดินจงกรมชำระกิเลสไม่เห็นละ มันฝ้าฟาง

เรายิ่งวิตกเข้าทุกวันๆ มองดูแล้วเรื่องคลื่นของกิเลสนี้มันหนาแน่นยิ่งกว่าคลื่นมหาสมุทรทะเลหลวง ตีธรรมๆ ธรรมเท่าฝ่ามือจะกั้นได้ยังไง ผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี่มีเท่าฝ่ามือ ไอ้ผู้ที่จะเหยียบย่ำทำลายทั้งเพศพระทั้งเพศฆราวาสนี้เป็นคลื่นมหาสมุทรทะเลหลวง ท่านทั้งหลายเอาไปพิจารณานะ เราไม่มีคำว่าหาเรื่องอุตริ จะพูดเป็นธรรมล้วนๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่าคำหยาบคำโลน ควรหนักหนัก ควรเบาเบาไปตามความจริงทั้งนั้นละ

เวลานี้กำลังเลอะๆ เทอะๆ นะพุทธศาสนาของเรา กิเลสเหยียบเอาๆ แล้วไหลเข้ามา เฉพาะอย่างยิ่งเข้ามาวัดป่าบ้านตาด บอกให้ชัดเจนเลยว่า ในวัดนี้ใครมีโทรศัพท์มือถือต้องออกจากวัดทันที ไม่มีข้ออุทธรณ์กันเลย เราเรียกว่าอนุโลมเต็มที่ ได้ยกให้มีเครื่องหนึ่งสำหรับโลกมาเกี่ยวกับธรรม เกี่ยวกับศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งก็มาเกี่ยวกับเรานี้แหละ ให้ได้มาติดต่อเรื่องเหล่านี้ โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ให้พระเป็นผู้รักษา มีอำนาจรักษาแต่คนเดียว คนอื่นเข้ามายุ่งไม่ได้ ให้ยุ่งตั้งแต่เรื่องส่วนรวมที่เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะ ให้รักษาเอาไว้เครื่องเดียว นี่เรียกว่าอนุโลมนะ อนุโลมเต็มที่ หย่อนลงๆ นอกนั้นไม่ให้มี ใครมีต้องเตรียมของออกจากวัดทันที วัดนี้เราจะไม่มีคำว่าสองนะ ถ้าลงได้จริงจริง เพราะอันนี้มันทำลายจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา

ไม่แข็งไม่ได้นะ แหลกๆ จำไว้ทุกองค์นะพระเรา นับวันๆ จมเข้าไปๆ ผู้ที่จะแนะนำตักเตือนสั่งสอนก็เกรงกิเลสๆ นี่ซิ มันก็ไม่มีใครสอนกัน เพราะใครก็อยากทำอย่างนั้นๆ ถ้าตำหนิเขาก็เท่ากับตำหนิเรา สุดท้ายก็ไปด้วยกัน แหลกไปด้วยกันๆ นี้เอาธรรมมาสอน เปิดเผยเต็มที่เลย ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก

ไม่มีใครเลิศเลอยิ่งกว่าศาสดา เราได้พิจารณาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว โลกวิทู รู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาสอนโลก เราอย่าอวดเก่งกว่าศาสดานะจมทั้งนั้น มันน่าทุเรศนะเวลานี้ศาสนา อู๊ย คลื่นกิเลสมันหนามันแน่นมันเหยียบเข้าไป มันไม่มีวัดมีวามีพระมีเณรนะกิเลส ฝ่าเท้ามันสูงมากเหยียบหัวพระหัวเณร วัดวาอาวาส เหยียบเข้าไปๆ เหยียบเข้าไปหาพระพุทธเจ้า เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแบบหน้าด้านไม่มียางอายในธรรมวินัย เป็นอย่างนั้นละเดี๋ยวนี้ ฟังให้ดีนะท่านทั้งหลาย

ผมตายไปจะไม่มีใครพูดอย่างนี้นะ เขาเกรงเรา เราเกรงเขา กิเลสเกรงกิเลส สนุกทำชั่ว ธรรมไม่เกรงใคร เพราะรื้อถอนขนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์มามากต่อมาก ไม่มีใครเกินศาสดาผู้นำธรรมมาสอนโลก ให้นำไปปฏิบัติ น่าทุเรศเข้าทุกวันๆ นะศาสนา ไปดูตามวัดมันได้ปลงธรรมสังเวช จะดูด้วยความเลื่อมใส ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสยินดีในสถานที่การกระทำของพระ กิริยาของพระ แทบจะไม่มีนะเวลานี้ มองไปที่ไหนมีแต่ได้ปลงธรรมสลดสังเวช โอ้ๆ ปลงอนิจจังๆ กิเลสลากไปๆ มันไม่กุสลาละกิเลส มันกลืนเลยๆ อันนี้ที่น่าทุเรศ จำให้ดีนะท่านทั้งหลาย

ตั้งใจมาปฏิบัติ สติเป็นสำคัญ อันนี้ปล่อยไม่ได้ ท่านทั้งหลายอยากเห็นกิเลสกับธรรมฟัดกัน เอาๆ สติให้ดี ถ้าเผลอเมื่อไรกิเลสเอาแหลก ต้มยำๆ พระ ถ้าสติดีแล้วกิเลสจะไม่เกิด มีอยู่เท่าไรก็เกิดไม่ได้ บังคับให้ดี สติเป็นสำคัญมาก จากนั้นปัญญาค่อยตามมา ขอให้สติดีเถอะ ถ้าสติดีแล้วจะกั้นกิเลสได้ ไม่เกิดนะ อยู่ที่ไหนก็ตามสติเป็นสำคัญมาก นี่ละขอบมหาสมมุติมหานิยมกั้นเอาไว้ไม่ให้มันเลยขอบเขต มหาสมมุติมหานิยมก็คือกิเลสทั้งหลายนั่นแหละ เอามหาสติกั้นเอาไว้ๆ ไม่ให้มันเลยไปนี้ ตีเข้าไปๆ จำให้ดี

ภาวนานี้เอาให้จริงให้จังทุกคนๆ อย่ามาเหลาะๆ แหละๆ เหยาะๆ แหยะๆ ว่าตัวนี้เป็นกรรมฐาน โอ่อ่านะ กรรมฐานโอ่อ่า โอ่อ่าขี้หมาอะไรมันมีตั้งแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจมัน มูตรคูถคืออะไร ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เต็มหัวใจ อรรถธรรมมีที่ไหน จะไม่มีนะเวลานี้ น่าสลดสังเวชถึงพระองค์ท่าน พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตาสั่งสอนสัตว์โลกเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งปรินิพพานยังวางธรรมะเครื่องดำเนินไว้ พวกนี้สนุกกินสนุกนอนสนุกจม พวกหนอนนี่น่ะจะเป็นพวกไหน พวกเรานี่พวกหนอน ชอบเพลิดเพลินในสิ่งไม่ดีสกปรกทั้งหลาย จำให้ดีนะ เอาละให้พร

หลังจังหัน

(ปัญหาจากเว็บไซต์ครับ โยมได้เคยกราบเรียนธรรมะปฏิบัติถวายหลวงตา และหลวงตาได้เมตตาตอบคำถามและวิธีปฏิบัติให้โยมเข้าใจ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๐ ม.ค.๔๗ ปัญหาเก่ามีดังต่อไปนี้ โยมได้ปฏิบัติจิตและได้ทำลายกาย เข้าใจว่าผ่านฐานกายและเข้าสู่ตัวผู้รู้ เมื่อเข้าสู่ตัวผู้รู้และค้นดิ่งลงไปในฐานของจิต ทำลายกิเลสลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสภาวะของการย้อนอดีต สัญญาต่างๆ ก็ผุดขึ้นมา เข้าใจว่าระลึกชาติต่างๆ ได้ก็ทำลายไปเรื่อยๆ สังเกตได้ว่า ทำลายกิเลสภายในทุกขณะจิตที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีกายย้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง จนในที่สุดมั่นใจว่าผ่านการทำลายกิเลสถึงขั้นระงับดับอารมณ์ความฟุ้งซ่านภายในจิตใจได้เด็ดขาด

ขณะที่โยมเดินจงกรม จิตจ่อค้นเข้าไปในฐานของจิตก็ไม่ปรากฏอาการใดๆ นานมาก จิตโยมก็ตั้งอยู่กับพุทโธไปเรื่อยๆ จนปรากฏจุดดำเล็กๆ อยู่กลางฐานของจิต และสัมผัสถึงพลังงานที่ออกมาจากจุดดำเล็กๆ นั้น เหมือนมันมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งมาก ขณะที่จิตตัวผู้รู้สร้างพลังงานขึ้นมา เมื่อกระแสของพลังตัวผู้รู้กับกระแสพลังงานจากจุดดำกระทบกัน เหมือนเกิดการผลักดันต่อสู้กันอย่างรุนแรง ขณะที่กิริยาทางจิตภายในกำลังจ้องทำลายจุดดำนั้นอยู่ กิริยาอาการทางกายของโยมก็คงเดินจงกรมอยู่ จิตเฝ้ามองจ่อต่อสู้ผลักดันกันอยู่สักพักใหญ่ พลังงานของจิตที่ยังรับรู้ได้ว่าเป็นตัวผู้รู้นั้น ก็ทะลุผ่านจุดดำเข้าไป โดยไม่มีอาการของการทำลายอย่างรุนแรงเหมือนทุกขั้นตอนหยาบๆ ที่ผ่านมา แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่เป็นจุดกำเนิดของจุดดำนั้น ได้ถูกทำลายไปอย่างถาวรด้วย

เมื่อรู้สึกว่าผ่านจุดดำเข้าไปแล้ว โยมก็เกิดความเข้าใจในขณะนั้นว่า ตัวผู้รู้หายไป เป็นเพียงความอิสระ ว่างเปล่าไม่มีขอบเขต รู้สึกแจ่มใส สติปัญญาคมชัด ไม่ยึดติดเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ไม่มีของสองส่วน คือผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้อีกต่อไป อาการทางกายที่กำลังเดินจงกรมอยู่ขณะนั้น ก็เกิดอาการร่างกายเหมือนถูกตัดขาด หมดแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน ทรงตัวไม่อยู่ เหมือนจะร่วงลงไปกองกับพื้น พอตั้งตัวได้ก็ตั้งจิตเพื่อจะเข้าฐาน ก็ไม่ปรากฏว่ามีจิต ไม่มีตัวผู้รู้ มีแต่อิสระอย่างเต็มที่ รู้สึกบริสุทธิ์ ว่างอยู่อย่างนั้น

สองปีผ่านไปไม่มีการค้นหาเพราะไม่เห็นจิต ไม่ต้องทำงาน แต่สิ่งที่โยมเป็นอยู่ไม่ต้องเข้าไม่ต้องออก บริสุทธิ์ ประณีต มั่นคง กว่าการเข้าออกในฌาน ไม่มีอาการย้อนเข้าย้อนออก เป็นเอกเทศ

แล้วหลวงตาได้ตอบว่า ตามแถวแนวที่พูดมานี้เป็นวิธีการต่อกรกันบนเวที ต้องมีการย้อนสูงต่ำดำขาวเป็นธรรมดา ขอให้ดำเนินไปอย่างนั้น เราจะไปตัดสินให้คนอื่นคนใดที่ไม่ใช่เรื่องของเราผู้ปฏิบัติเป็นผลขึ้นมา เราก็ไม่กล้าจะตัดสิน แต่การดำเนินนี้เป็นวิธีที่ถูกต้อง สำหรับผู้ขึ้นเวทีต่อกรกับกิเลส ต้องมีวิธีการหลายสิ่งหลายอย่างยอกย้อนกลับไปกลับมา สูงต่ำ ลุ่มๆ ดอนๆ เป็นวิธีการของการต่อสู้กับกิเลส นี่เราเห็นด้วยที่ดำเนินมานี้ถูกต้องมาโดยลำดับ เราจึงจะขอย้ำอีกว่าให้ดำเนินอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันจะออกวิธีใดให้เป็นหลักปัจจุบันเกิดขึ้นมา เราอย่าไปคาดสิ่งที่เกิดมาแล้วมีมาแล้ว หายไปแล้ว มาเป็นปัจจุบัน จะไม่เกิดประโยชน์ อะไรที่เกิดขึ้นกับจิตที่สัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ เหมือนนักมวยเขาต่อยมวยกันบนเวที ต่อยกันปัจจุบันๆ จบที่หลวงตาตอบครับ)

(อันนี้เขาถามมาเพิ่มเติมครับ กราบเรียนถามเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ จากที่โยมได้เข้าไปค้นในฐานของจิตและทำลายจุดดำของจิต เข้าใจว่าเป็นตัวอวิชชา โยมขออธิบายเล่าสภาวธรรมให้หลวงตารับทราบ โดยที่โยมได้พยายามเทียบเคียงสภาวะที่เกิดขึ้นกับภาษาสมมุติ เพื่อที่จะสื่อความหมายเป็นภาษาเขียน จึงยังมีคำว่าจิตที่มีความบริสุทธิ์ ความสะอาด โล่ง โปร่ง อิสระ แต่เมื่อหลวงตาตอบคำถามธรรมะ และโยมได้กลับมาพิจารณา เฝ้าดู ทำความเข้าใจในรายละเอียดในสภาวะที่เกิดขึ้นอีกครั้ง จึงได้รับรู้ว่า โยมใช้คำเหล่านั้นเพื่อเทียบเคียงกับสภาวะภายในที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่โยมก็ไม่ทราบว่าจะใช้ศัพท์ภาษาที่มีอยู่ในสมมุติอย่างไรกับสภาวะที่เป็นอยู่

เปรียบเสมือนว่า ลูกโป่งที่ผูกเชือกติดกับข้อมือ แล้วหลุดลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อมันดำรงอยู่ ล่องลอยเคว้งคว้างไปในอากาศ จนเหตุปัจจัยถึงพร้อม ลูกโป่งมันก็ทำลายตัวเอง โดยการที่ระเบิดแตกออกและสลายไปในที่สุด ไม่มีลูกโป่งล่องลอยอยู่ในอากาศอีกต่อไป ตรงนี้แหละเจ้าค่ะที่จิตของโยมเข้าไปถึงและเป็นอยู่ โยมไม่สงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น คิดว่าอยากเล่าถวายธรรมะให้หลวงตาทราบ และอยากถามแต่ไม่รู้จะตั้งคำถามว่าอย่างไร ขอหลวงตาได้โปรดเมตตาอธิบายชี้แนะในธรรมะต่อไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ) เอาละ เราก็อยากตอบแต่ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร เลิกกัน ก็อย่างนั้นซีจะว่าไง เขาอยากถามแต่ไม่รู้ว่าจะถามอย่างไร เราก็อยากตอบแต่ไม่รู้จะตอบยังไง เท่านั้นเอง

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้วในสามไตรโลกธาตุ มีพุทธศาสนา เราไม่ได้ยกศาสนานั้นเหยียบศาสนานี้ เราเอาความจริงออกมาพูด สำหรับผู้เสาะแสวงหาความจริง ให้ฟังตามหลักความจริงที่พูดนี้เท่านั้นเอง ไม่มีการให้กระทบกระเทือนผู้ใด พูดตามหลักความจริง พุทธศาสนานี้เลิศเลอแล้ว สอนโลกให้ดูหัวใจตัวเอง หัวใจนี้มันเป็นกงจักร ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานทุกประเภทมีใจเป็นกงจักรทั้งนั้นแหละ เป็นลำดับลำดามา แต่ไม่รู้วิธีแก้ไขดัดแปลงดีชั่วประการต่างๆ เขาไม่รู้ มนุษย์เรานี้รู้ นอกจากรู้แล้วยังมีพุทธศาสนารับเข้าไปอีกด้วย กระจ่างแจ้งขึ้นมา ให้ดูหัวใจตัวเอง นั่นละที่นี่ นี่ละกงจักรอยู่ตรงนี้ เป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ใช่จักรธรรมนะ เป็นจักรของกิเลสมันหมุน วัฏฏะมันหมุนของมัน

ให้ดูจุดนี้ ท่านก็สอนไว้เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นที่จะดูพอจะได้หลักได้เกณฑ์บ้างก็คือว่าให้ใช้คำบริกรรม คือจิตนี้มันรู้รอบไปหมด จับตนจับตัวมันไม่ได้ แต่รู้ทั้งวันรู้ตลอด จับตนจับตัวไม่ได้ เหมือนกับว่าเงาๆ ไปเลย เพราะฉะนั้นจึงมีจุดอันหนึ่งให้ความรู้นี้เข้ามาอยู่ในจุดนั้นเช่นคำบริกรรม เราจะบริกรรมคำใดก็ตาม เช่น พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือมรณัสสติ เป็นต้น ให้ความรู้อยู่ที่ตรงนั้น แล้วความรู้นี้จะมารวมกันอยู่ที่จุดนี้ๆ ต่อไปก็ตั้งรากตั้งฐานเป็นความสงบและเป็นตัวรู้ขึ้นมา เด่นขึ้นมาที่นั่นแหละ แต่ก่อนความรู้มันซ่านไปหมดไม่รวมตัว

เหมือนแห เมื่อเรากางออกไปแล้วมองไปที่ไหนก็ไม่เห็นจุดที่จะจับได้ ต้องจับจอมแหดึงขึ้นมา แล้วตีนแหจะหดย่นเข้ามาๆ แล้วก็มาเป็นกองแห อันนี้กระแสของจิตมันเหมือนตีนแหนั่นแหละกระจายออกไป เอาพุทโธๆ ซึ่งเป็นเหมือนจอมแห หรือคำบริกรรมใดก็ตามนี้เป็นเหมือนจอมแห ให้จับตรงนี้ให้ดี สติอยู่จุดนี้ให้ดีแล้ว แล้วตีนแหคือกระแสของจิตจะค่อยหดย่นเข้ามาๆ ก็มาเป็นกองแหคือจุดผู้รู้เด่นอยู่ตรงนั้น จำให้ดีนะ นี่เบื้องต้นในการฝึกทรมานจิตใจของเรา เมื่อตั้งหลายครั้งหลายหนเข้าไป จุดนี้ก็จะเด่นขึ้น จุดที่ว่ากองแหๆ นี่ พอเด่นขึ้นแล้วจะเป็นความสว่างไสว ความสงบร่มเย็น จะอยู่ในนั้นหมดเลย แล้วกระจายออกไป แน่นหนามั่นคงเข้าๆ

จากนั้นท่านก็สอนปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์ แยกเขาแยกเรา แยกสัตว์แยกบุคคล ภูเขาภูเรา แยกออกไปมันเป็นอะไรต่ออะไร เพราะจิตมันยึดถือได้หมดเลย ไม่ว่าอะไรยึดได้ทั้งนั้น การพิจารณานี้เป็นการที่จะปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นตามหลักความเป็นจริงที่รู้เห็นมันเรียบร้อยแล้วถอยเข้ามาๆ จิตก็ปล่อยตัวเข้ามา แล้วความหนักทั้งหลายด้วยอุปาทานมันก็เบาลงๆ เข้ามาหาจิต ดังที่เขาพูดตะกี้นี้ถูกต้องแล้ว เขาพูดถึงเรื่องปล่อยกายปล่อยอะไรไปเรื่อยๆ นี่ละหลักการภาวนาหลักวัฏวนของสัตว์ที่เกิดตายๆ อยู่กับจิตดวงนี้ กิเลสพาให้หมุนตลอด ทีนี้ธรรมเข้าไปเป็นน้ำดับไฟ

เบื้องต้นใช้คำบริกรรมอย่างนี้เสีย เพื่อให้จิตมีหลักยึดเป็นความสงบเย็น อาศัยอยู่ตรงนั้น แล้วก็จะสร้างความมั่นคงขึ้นมาเรื่อยๆ จะสว่างไสวแสดงฤทธิ์เดชออกมาในจิตนั้นแหละ แต่ก่อนแสดงไม่ได้กิเลสเหยียบมัน ให้พากันพิจารณาอย่างนี้นักภาวนา ที่แสดงแล้วนี้ไม่ผิด ขอให้ยึดหลักตามที่แสดงนี้แล้วด้วยดีเถอะ นี้ผ่านมาหมดแล้วก่อนที่จะมาสอน ไม่ใช่มาสอนสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วจิตจะสงบเข้ามาถ้าได้สิ่งที่ยึด เช่นคำบริกรรมเป็นที่ยึดเสียก่อน จิตไม่มีที่ยึดมันเคว้งคว้างไปหมดนั่นละ ให้มีที่จับที่ยึดไว้แน่นหนามั่นคง ต่อไปความรู้จะรวมตัวเข้ามาหาจุดนี้ แล้วสงบเย็นเข้ามาๆ ตั้งรากฐานเบื้องต้นจิตจะเป็นความสงบร่มเย็น พากันจำเอาไว้ข้อนี้ก่อน

การภาวนาให้ตั้งหลักอย่างนี้ก่อน ไม่ได้อะไรให้ได้คำบริกรรม สติติดกับคำบริกรรมไม่ใช่สักแต่บริกรรมเฉยๆ สติไม่มีไม่เกิดประโยชน์ สติต้องจับติดแนบๆ อยู่นั้น เวลาสติจับอยู่นั้นแล้วสังขารจะปรุงไม่ได้ สังขารปรุงไม่ได้กิเลสจะไม่ออกทำงาน จะมีแต่ธรรมทำงานได้แก่คำบริกรรมอย่างเดียว ธรรมทำงานทำเพื่อความสงบเย็นใจ กิเลสทำงานเพื่อความฟุ้งซ่าน สร้างความรำคาญทุกข์ลำบากทุกอย่างขึ้นมาในหัวใจเรา นั่นคือกิเลสทำงาน ธรรมทำงานในจุดเดียวเช่นพุทโธๆ ทำงานนี้แล้วจะกระจายออกไปเอง ตั้งรากตั้งฐานขึ้นมาเป็นความสงบเย็นใจ แล้วจะแผ่กระจายออกไปด้วยความแปลกประหลาดอัศจรรย์จากจิตดวงนี้แหละ ให้พากันจำเอานะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อน

นักภาวนาให้จับให้ดีนะ ที่สอนนี้สอนไม่ผิด ให้ได้เห็นดูซิจิตดวงนี้เป็นยังไง เวลานี้มีตั้งแต่มูตรแต่คูถ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงครอบหัวใจอยู่ ใจจึงหาคุณค่าไม่ได้ ให้เบิกออกด้วยธรรมได้แก่คำบริกรรมคำใดก็ตาม นั่นละเรียกว่าเบิกออก ชะล้างออกๆ จิตจะค่อยสงบแล้วก็ผ่องใสขึ้นมา จากนั้นก็มีทางที่จะเดินต่อไปได้ เอาแค่นี้ละพากันจำเอา ไม่เอามากนัก

คำว่าบุญเป็นนามธรรม กับใจเป็นนามธรรมด้วยกัน คำว่าบาปก็เป็นนามธรรมเข้ากันได้ที่ใจ เข้าได้ทั้งบุญทั้งบาปเข้าได้ที่ใจ เวลาชำระซักฟอกเต็มเหนี่ยวแล้ว บุญก็ดีบาปก็ดีเป็นสมมุติทั้งมวล นั่นปัดออกแล้วเหลือแต่ธรรมชาติที่ไม่ใช่สมมุติจ้า อันนั้นหมดสมมุติแล้ว อย่างจิตพระพุทธเจ้าจิตพระอรหันต์เป็นจิตที่ไม่มีสมมุติ เป็นอฐานะให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดไม่ได้แล้ว นั่นละจิตดวงนั้นเมื่อชำระให้ถึงนั้นแล้ว เป็นจิตอฐานะให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดไม่ได้แล้ว มีแต่หลักธรรมชาติที่เลิศเลอสุดยอดเท่านั้น จากการอบรมจิตใจและภาวนา ให้พากันดูจิตใจนะ โลกไม่ได้ดูจิตใจ โลกทั้งโลกนี้ไม่ดูจิตใจ ดูแต่อารมณ์ที่ใจมันหลอกไปวาดภาพทางโน้นทางนี้ คว้าตามโน้นตามนี้ยุ่งตลอดไปเลยไม่มีหลักยึด ให้ยึดดูใจภาวนาดูใจ สิ่งทั้งหลายจะรวมตัวเข้ามาอยู่ที่ใจ ทำลายกันที่ใจหมดแล้วหมดเลย เอาละนะพอ

ถ้าไม่มีอะไรก็เลิกกันเท่านั้น เพราะวันไหนก็เทศน์ทุกวันๆ เหนื่อยมากนะเรา เทศน์เหนื่อยมากทีเดียว พอตื่นขึ้นมาเอาละเริ่มแล้วอย่างนี้ ต้องได้พูด นี่ก็ออกวิทยุทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นประโยชน์แก่หัวใจของโลกนั่นแหละ เป็นประจำ พูดอย่างนี้ออกทั่วประเทศไทยนะนี่ ออกทั่วไปหมด ผู้ฟังก็ให้เลือกเอานะ คำพูดหลวงตาบัวนี้มีหลายแบบหลายฉบับ บางทีไอ้ปุ๊กกี้เข้ามายุ่ง บางทีไอ้หยองเข้ามายุ่ง บางทีก็จะเอาไอ้หยองไอ้ปุ๊กกี้มาต้มยำกินเลี้ยงกันที่ศาลาอยู่ในนี้หมด ให้พากันเลือกเอา เลือกก็แล้วกัน อะไรเป็นต้มยำไอ้ปุ๊กกี้ไอ้หยองให้ปัดออกเสียถ้าไม่กิน ถ้าอยากกินก็ฟาดกันหมดเลย พูดไปได้ทุกแบบนั่นละ พลิกนู้นพลิกนี้พลิกไปอย่างนั้นละ เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก