บังคับเราใส่ธรรม
วันที่ 4 มิถุนายน 2549 เวลา 8:00 น. ความยาว 45.44 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

บังคับเราใส่ธรรม

ก่อนจังหัน

พระ ๓๗ ไม่ใช่เล่นนะ ต่างชาติมีกี่องค์เราไม่ได้นับ ประเทศไหนบ้างจำไม่ได้ เต็มอยู่นี้ไม่เคยขาด คือรับเท่าที่พอรับได้ ไม่งั้นจะมีแต่สวนฝรั่งเต็ม ไม่เป็นวัดเป็นสวนฝรั่งไปเลย เราแยกส่วนแบ่งส่วนให้สม่ำเสมอกัน เมืองไทยเป็นเมืองเจ้าของนี่ก็ถูก เป็นเมืองใหญ่อยู่สำหรับพุทธศาสนาก็ไม่ผิด ต้องแยกโน้นแยกนี้ แบ่งให้เมืองโน้นบ้างเมืองนี้บ้าง

หาอะไรหาแต่ของดีๆ หาของดีๆ อะไรมันหายากว่างั้นเลย หาพระนี่หายากมากนะ ของดีอันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดีมีอยู่ทั่วๆ ไป แต่หาพระที่ดีๆ ทรงมรรคทรงผลด้วยการปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัยพระพุทธเจ้านี้หายากมากนะ มีแต่ชุ่ยๆ เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มวัดเต็มวาจนจะดูไม่ได้ มันเลยเฟ้อไป สิ่งทั้งหลายเฟ้อไม่เป็นโทษ พระเฟ้อนี่เป็นโทษ เป็นโทษต่อส่วนรวมมากทีเดียวไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ให้พากันตั้งใจปฏิบัติตัวให้ดี อย่าเป็นพระเฟ้อในวัดป่าบ้านตาดนี่นะ

ความเลอะๆ เทอะๆ ความเผลอความไผลอะไรเหล่านี้เฟ้อทั้งนั้นนะ ต้องมีการตั้งท่าตั้งทางตลอดเวลา กิเลสเผลอให้มันไม่ได้นะ พอเผลอปั๊บหงายเลยๆ มันต่อยเอาๆ อะไรจะแหลมคมยิ่งกว่ากิเลส ไม่อย่างนั้นมันครองวัฏจักรไม่ได้ กิเลสมันฝังอยู่ในจิต คำว่ากิเลสคือตัวเป็นภัย หลอกก็อยู่ในนั้น ทำให้เพลิดให้เพลินอยู่ในนั้น อยู่ในกิเลส ทำให้เป็นความทุกข์มหันตทุกข์จมไปเลยก็คือกิเลสอยู่ในหัวใจ ทีนี้ธรรมซึ่งเป็นคู่แข่งหรือคู่แก้ไขดัดแปลงหรือชำระล้างกัน เรียกว่าธรรม มีอยู่ที่ใจด้วยกัน

ใครที่จะมาค้นพบมารู้เรื่องเหล่านี้ได้ มีศาสดาองค์เดียวเท่านั้น ในสามโลกธาตุหาคู่แข่งมาซิไม่มี เพราะฉะนั้นพุทธศาสนานี้จึงเกิดได้ทีละองค์ๆ พระพุทธเจ้าอุบัติได้เพียงพระองค์เดียว เพราะอุบัติยากแสนยากทีเดียว นี่ละสิ่งที่ยากอันหนึ่ง พระพุทธเจ้า กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้านี้ยากแสนยาก ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย การผุดขึ้นของกิเลสแต่ละคนๆ นี้เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มวัฏวน จึงเต็มไปด้วยกองทุกข์ซึ่งเป็นผลของกิเลส

ผู้ที่จะฝืนตัวให้เป็นคนดิบคนดี ให้มีความสุขๆ จนกระทั่งบรมสุขนี้ต้องฝืนกัน ไม่ฝืนไม่ได้ จะแบบสุกเอาเผากินๆ นี้แบบลอยลม ฆราวาสก็ลอยลม แบบสุกเอาเผากินๆ เรียกว่าปฏิบัติตนต่อหน้าที่การงานเพื่อการครองชีพของตนไม่มีหลักมีเกณฑ์ อะไรๆ ก็สุกเอาเผากินๆ เลื่อนลอยทั้งหมดเลยใช้ไม่ได้นะ ต้องให้มีหลักมีเกณฑ์ การปฏิบัติหน้าที่การงาน การทำมาหาเลี้ยงชีพ ต้องมีหลักมีเกณฑ์ มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนเก็บส่วนจ่าย ไม่ใช่เฟ้อๆ ไปหมด อะไรง่ายๆ นิดเดียวๆ ความง่ายละมันสร้างกองทุกข์ให้คน จึงพากันพิจารณาให้ดี

ย่นเข้ามาหาการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติคือพระต้องเป็นผู้เข้มงวดกวดขัน มีสติสตังระมัดระวังตลอดเวลา นี่ก็เผลอไม่ได้อีกเหมือนกัน เรื่องความชั่วมันคอยตลอดเวลานะ ไหลปั๊บออกแล้วๆ ความดีนี้หาได้ยากในเวลาที่ตั้งตัวยังไม่ได้ ครั้นเวลาเสริมเข้าไปๆ ด้วยการทำความดีนี้มีกำลังมากแล้ว ทีนี้ก็แบบเดียวกันอีกแหละ ไหลไปเลยเหมือนกันความดี มีแต่ความดีๆ ท่วมท้นๆ กิเลสพังๆ มีแก้กันได้เช่นเดียวกัน

เรื่องกิเลสเวลามีกำลังมันไหลมันเผาหัวใจสัตว์โลก เวลาธรรมมีกำลังก็เผากิเลส เอ้าดูในหัวใจของนักปฏิบัติ ผู้ไม่ปฏิบัติจะเอาคำพูดอย่างนี้มาพูดไม่ได้นะ ผู้ปฏิบัติเอาจริงเอาจังจะได้เห็นเหตุการณ์บนเวทีระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ แล้วจะได้นำมาพูดได้หมด กิเลสก็ดี ธรรมก็ดี เปิดโล่งไปหมดทั่วแดนโลกธาตุคือพระพุทธเจ้า เข้าอยู่ในจุดใหญ่คือมหาเหตุได้แก่ดวงใจ เมื่อได้เข้าสู่จุดนั้นแล้วจะรู้ทั้งดีทั้งชั่วครอบแดนโลกธาตุรู้หมด ดังพระพุทธเจ้าที่ว่า โลกวิทู ทรงรู้แจ้งหมดนั่นแหละ

ให้ตั้งใจปฏิบัติทุกองค์ พระในวัดนี้เราให้โอกาสตลอดเวลา งานการอะไรๆ ก็ตามเราจะไม่ให้มายุ่งกับงานจิตตภาวนาของพระเลย ให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ตลอดเวลา งานอื่นหากมีความจำเป็นก็ขอร้องกันบ้างชั่วระยะกาล จากนั้นก็ปล่อยให้ทำความพากเพียรเป็นอิสระตลอดเวลา เพื่อแก้กิเลสซึ่งเป็นความชั่วช้าลามกทั้งหลายประจำวัฏจักร ไม่มีวันมีคืนนะกิเลส ทุกข์ครองหัวใจสัตว์โลกเพราะกิเลสนี้ไม่มีวันคืนปีเดือน หมุนตลอดๆ เหมือนมดไต่ขอบด้งนั่นละ ต้องได้เอากันอย่างหนักไม่เช่นนั้นจะไม่ได้เรื่องได้ราวนะ เอาละให้พร

หลังจังหัน

(เขาดูเว็บไซต์หลวงตาอยู่ที่อเมริกา แล้วส่งเงินมาทำบุญห้าพันบาทครับ) ดูไหนก็ดูไปเถอะ นี่เราจวนจะตายแล้วเราเปิดออกให้ชัดเจน ธรรมที่เราแสดงทั้งหมดทุกขั้นเป็นที่แน่ใจตลอด ไม่มีผิดมีพลาดเลย ออกจากจิตที่ถูกต้องสมบูรณ์เต็มที่แล้ว จากการขวนขวายแทบเป็นแทบตายมาตลอดเวลา ที่ขึ้นเวทีจริงๆ ก็เป็นเวลา ๙ ปีเต็ม พอออกจากการเรียนเสร็จแล้วก็เข้าหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นด้วยความตั้งใจจริงๆ ตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่ก็อ่านหนังสือ อ่านถึงพระนิพพาน แต่ส่วนย่อยมันไปแบ่งกินอยู่งั้นละ ส่วนใหญ่เชื่อๆ ส่วนย่อยไปแบ่งกิน นิพพานมีหรือไม่มีนา นั่นเห็นไหมมันแบ่งกัน นี่ละอ่านในตำรับตำราเมื่อไม่เจอความจริงในหัวใจมันไม่ได้หายสงสัย

ส่วนใหญ่หลักใหญ่เชื่อมรรคผลนิพพาน แต่ยังมีข้อปลีกย่อยที่มันมาแบ่งกินอยู่ จะมีจริงๆ หรือไม่มีน้า นี่เรียนไปๆ จนลงใจว่าขอให้มีครูบาอาจารย์องค์ใดก็ตาม หรือท่านผู้ใดก็ตาม มาแสดงหลักความจริงแห่งมรรคผลนิพพานให้ฟังโดยถูกต้องแล้ว เราจะมอบกายถวายตัวต่อครูบาอาจารย์หรือท่านผู้นั้น จากนั้นเราก็จะทุ่มให้เต็มกำลังความสามารถของเรา นี่ละออกจากภาคปริยัติแล้วก็ก้าวเข้าถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นเลย เหมือนว่าเรดาร์ท่านจับไว้หมดเลย ธรรมะนี้แผดพุ่งๆ เลย เราไม่ลืม สดๆ ร้อนๆ นะ

พอเราเข้าไป ท่านมาอะไร ขึ้นเลยนะ ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ท่านว่างี้ สดๆ ร้อนๆ ในหัวใจเรา ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศไม่ใช่กิเลสไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ทั่วโลกธาตุนี้ไม่ใช่กิเลสไม่ใช่มรรคผลนิพพาน กิเลสแท้ธรรมแท้ มรรคผลนิพพานแท้อยู่ที่ใจ ลงตรงนี้เลย ท่านก็ใส่เปรี้ยงๆ ลงที่ใจ ท่านอย่าไปกังวลกับสิ่งใด มีกิเลสเท่านั้นเป็นข้าศึกต่อธรรม ปิดธรรมไว้ไม่ให้รู้ให้เห็น ธรรมมีอยู่ในใจแต่กิเลสปิดบังเอาไว้ให้มองไม่เห็น เอ้า ท่านเปิดออกด้วยจิตตภาวนา ว่างี้เลย อย่างอื่นเปิดไม่ได้ นั่นฟังซิเด็ดไหมพ่อแม่ครูจารย์มั่น เอ้า เปิดด้วยจิตตภาวนา อย่างอื่นเปิดไม่ได้ นั่นฟังซิน่ะ อย่างอื่นเปิดไม่ได้ ก็เข้ากันกับพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมด้วยจิตตภาวนา อานาปานสติ นั่น บรรดาพระสงฆ์สาวกที่เป็นสรณะของพวกเรา สรณํ คจฺฉามิ เปิดด้วยจิตตภาวนาทั้งนั้นเลย ท่านชี้ลงนี้หาที่ค้านไม่ได้เลย

เอาให้เต็มเหนี่ยว จิตตภาวนาจะเปิดให้เห็นทั้งกิเลสและธรรมอยู่ในหัวใจอันเดียวกัน จากนั้นท่านก็แยกออกไป ท่านก็นับว่าเรียนมาได้พอสมควรถึงขนาดเป็นมหา อย่าว่าผมประมาทปริยัติที่เรียนมานะ ขอให้ยกบูชาไว้เสียก่อน เวลานี้ปริยัติที่ท่านเรียนมานั้นยังไม่เกิดประโยชน์ ถ้าไปเกี่ยวข้องกับปริยัติแล้วจะเข้ามาคละเคล้ากันระหว่างปริยัติกับปฏิบัติ เตะถีบยันกันอยู่นั้นจะก้าวไม่ออก ท่านว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นให้ท่านพักไว้เสียก่อนทางปริยัติที่เรียนมามากน้อย ให้เน้นหนักทางด้านปฏิบัติคือจิตตภาวนา เอานี้ให้หนัก ท่านว่างั้น เมื่อธรรมชาติอันนี้ออกรับกันแล้ว ปริยัติกับปฏิบัติจะวิ่งประสานกันเอาไว้ไม่อยู่ นี่เราก็ไม่ลืม ถึงขั้นที่ปริยัติกับปฏิบัติจะวิ่งประสานกันแล้วเอาไว้ไม่อยู่ จะวิ่งประสานกันทันที ท่านว่างั้นเราไม่ลืม ท่านเน้นหนักๆ ลงจี้ลงตรงนี้ๆ จนเป็นที่ลงใจ

คือคำว่าสงสัยมรรคผลนิพพานแต่ก่อนที่เป็นมา แม้กิเลสมีในหัวใจก็ตาม หมดสงสัยเลยเรื่องมรรคผลนิพพาน เพราะอำนาจแห่งธรรมของท่านชะล้างออกหมด พวกปลีกพวกย่อยมันมาแบ่งกินเรื่องมรรคผลนิพพานว่ามีหรือไม่มีน้า ธรรมะของท่านชะล้างออกหมด เหลือแต่ความเชื่อเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในฐานะของคนมีกิเลส ทีนี้เอาละทุ่มเลย นั่นละตั้งแต่บัดนั้นมา เราเรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เราเป็นนิสัยที่จริงจังมาก ผาดโผนด้วย ถ้าไม่ลงแล้วไม่ลง ถ้าได้ลงแล้วทุ่มเลยเทียว เพราะฉะนั้นจึงได้ถกได้เถียงกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น

บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่มีจำนวนมากมาย เราถามย้อนหลัง บรรดาลูกศิษย์ของท่านมีจำนวนมากมาย มีองค์ไหนที่โต้วาทีกันเหมือนแชมเปี้ยนกับพ่อแม่ครูจารย์ บอกไม่มีองค์ไหน มีองค์เดียวเท่านี้คือเรา ที่มีอันนี้คือว่ามันหาความจริง ถ้าหากว่ามันคาราคาซังมันลงไม่ถนัด ถ้ายังไม่ลงก็เอากันอยู่ตรงนั้น พอลงแล้วทุ่มเลยๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องถกต้องเถียงกับท่าน ถกเถียงหาความจริง พอลงเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุ่มหมดเลย นี่ฟังท่านแล้วลงหมดเลย จากนั้นมาก็ทุ่มตลอดเลยละที่นี่

ก็ดีจะว่ามีนิสัยอยู่บ้างก็ไม่ผิด ออกปฏิบัตินี้ไปคนเดียวเท่านั้น พ่อแม่ครูจารย์มั่นเสริมเสียด้วย ท่านก็ไม่เคยเสริมใคร แต่สำหรับเราท่านเสริมตลอด ท่านว่าจะไปกี่องค์ ว่าไปองค์เดียว ท่านขึ้นทันทีเลย เอ้อ ท่านมหาให้ไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านชี้อย่างขาด มือส่ายไป เพราะพระเณรนั่งฟังอยู่นั้น ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ เอาให้ดีนะ บางทีท่านพูดหยอกเล่น เอาให้ดีนะ ท่านรู้นิสัยอันนี้นิสัยบ้าบิ่น นิสัยผาดโผนโจนทะยาน เพราะฉะนั้นการถกเถียงโต้ตอบกับท่านนี้ท่านพอใจนะ มันเอาจริงเอาจังว่างั้นเถอะ หาหลักความจริง พอลงท่านตรงไหนแล้วทุ่มเลยๆ

ออกปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นเวลา ๙ ปี นี้เรียกว่าเอาอย่างหนัก เรื่องเขาติดคุกติดตะรางอย่ามาพูดนะ ไปจักตอกเหลาตอกวันหนึ่งได้ ๔ เส้น ๕ เส้นพอฆ่าเวล่ำเวลาให้หมดไปแล้วจะได้ออกจากเรือนจำ เขาไม่ได้ทุกข์ เป็นแต่เพียงว่าขาดความเคารพนับถือ สังคมเขาไม่ยอมรับเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากว่าเราเข้าไปติดคุกติดตะรางแล้วแก้กิเลสได้เช่นเดียวกับเราทำความเพียรแก้กิเลสแล้ว เราจะสมัครไปติดคุกติดตะราง ใครจะว่าอะไรก็ตามขอให้แก้กิเลสได้เช่นเดียวกัน คือมันหนักมากกว่าติดคุกติดตะราง อันนี้หนักด้วยน้ำใจของเราเองไม่มีใครมาบีบบังคับเรา เราบังคับเราใส่ธรรม หนักมากขนาดไหนถึงเฉียดสลบก็มี แต่ไม่มีถอยเพราะเป็นด้วยน้ำใจเองเรื่อยมาแหละ ได้ผลเรื่อยๆ มา

เรียกว่าทุกข์ลำบากมากที่สุดตั้งแต่วันออกปฏิบัติ เพราะลงใจทุกอย่างแล้วว่ามรรคผลนิพพานตั้งสง่างามให้เห็นให้ชมตลอดเวลาแล้ว จากธรรมของพ่อแม่ครูจารย์มั่น เอา เอื้อมมือใส่ ปีนขึ้นใส่ เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ปีนใหญ่เลย ฟัดกันเต็มเหนี่ยวๆ ด้วยความเชื่อแน่แล้วว่ามรรคผลนิพพานมี เราจะเอามรรคผลนิพพานให้ได้ ยังไงก็ต้องได้ ไม่ได้ต้องตายเข้าว่าเลย มีตายกับได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองความเพียรมันจึงอ่อนไม่ได้ อ่อนไม่ได้เลยเทียว เน้นหนัก เป็นความทุกข์ความทรมาน ตั้งแต่วันก้าวขึ้นสู่เวทีจะได้พิจารณาเจ้าของว่า ท้อแท้อ่อนแอในทางความพากเพียรที่ตรงไหนไม่มี มีแต่ขยะๆ โหย อย่างนั้นมันก็ทำได้ๆ เวลาอายุแก่เข้ามาย้อนหลังเข้าไปหาความเพียรของเรา ที่กำลังสมบุกสมบันกับกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจนั้น จนขยะๆ เหมือนกัน ที่จะคิดย้อนหลังว่าตรงนั้นๆ เราอ่อนแอไม่มีเลย มีแต่พุ่งๆ เลย นั่นละเมื่อปฏิบัติตามท่านสอนแล้ว การสอนก็พ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านเป็นอะไร ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ท่านจะเป็นอะไร ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยเชียว เราลงใจแล้วด้วยธรรมจากท่าน

ทีนี้เมื่อลงใจแล้วมันก็ทุ่มของมันเต็มกำลังความสามารถนั่นแหละ เรื่อยมาๆ ผลจึงค่อยปรากฏขึ้นมาๆ จนกระทั่งรวมยอดแล้วไม่ได้คิดได้อ่านเลยว่าจะได้สั่งสอนผู้คนถึงขนาดนี้ มันก็เป็นไปแล้วเวลานี้ เป็นมาสักกี่ปีนี้แล้ว ทีแรกก็สอนพระในวงปฏิบัติด้วยกัน สอนพระนี้มีแต่ธรรมะเด็ดๆ เผ็ดๆ ร้อนๆ เรียกว่าแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ พุ่งๆ เลย จากนั้นก็ออกเกี่ยวข้องกับประชาชน จนกระทั่งถึงการช่วยชาติบ้านเมือง ธรรมะออกทุกประเภท ส่วนมากจะเป็นแกงหม้อใหญ่ หม้อเล็กออกเพียงเล็กน้อย นอกจากมีพระที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานจริงๆ เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ธรรมะประเภทแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วจะออกเป็นกาลเป็นเวลาเท่านั้น เรื่อยมาจนกระทั่งป่านนี้

เราก็ไม่เคยคิดเคยคาด ว่าจะได้สั่งสอนพี่น้องทั้งหลายเต็มกำลังความสามารถของเรา จนขนาดวัยถึงเพียงนี้แล้ว มันก็ได้เป็นไปแล้วจะให้ว่าไง มันจะเป็นตามนิสัยวาสนาหรืออะไรก็แล้วแต่จะพิจารณา สำหรับเจตนาเดิมเราไม่มีที่จะไปหาสั่งสอนใครต่อใครๆ ไม่มี มันหากเป็นไปด้วยเหตุการณ์ของมันมาเกี่ยวโยงๆ เรื่อยจนกระทั่งได้เกี่ยวข้องทั่วชาติ ศาสนาเลยมารวมอยู่กับเรา ถ้าพูดถึงเรื่องชาติใครออกสนาม เรื่องชาติสนามของชาติใครออกสนามอย่างโจ่งแจ้ง หรือจะพูดว่าอย่างอาจหาญชาญชัยเหมือนอีตาบัวไม่มี ถ้าพูดถึงเรื่องศาสนาก็เอา ค้านตรงไหนขัดตรงไหนใครจะออกสนามอย่างโจ่งแจ้งอาจหาญชาญชัยเหมือนหลวงตาบัว เราอยากจะพูดว่าไม่มี

เพราะที่เราออกทั้งทางโลกและทางธรรม ออกด้วยอรรถด้วยธรรม ไม่ได้ออกด้วยความด้นเดาเกาหมัด ออกด้วยความสัตย์ความจริงทุกอย่าง ผิดถูกประการใดว่าตามเหตุตามผลแห่งความผิดความถูกของธรรมที่แสดงไว้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้งทางโลกทางธรรมตลอดมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ นี่เอาธรรมออกแสดง ธรรมในหัวใจพิจารณาเรียบร้อยแล้วว่าถูกต้องอยู่ตามปรกติของธรรมแล้ว แสดงออกก็ถูกต้อง เมื่อถูกต้องแล้วจะสะท้านหวั่นไหวกับอะไร มีอะไรเหนือธรรมไม่มี มีแต่ธรรมเท่านั้นคือความถูกต้องดีงาม โลกยอมรับกันทั่วสามแดนโลกธาตุ ยอมรับว่าธรรมเท่านั้นพอ หมอบเลยทั้งนั้น

ธรรมประเภทนี้เราก็นำออกมาสั่งสอนโลก เราเองก็ไม่เคยสะทกสะท้านว่าจะผิดไป การแสดงทุกอย่างจึงออกด้วยความจริงจังถูกต้องดีงาม จะว่าอาจหาญมันก็เลยไปแล้ว ว่ากล้าว่ากลัวมันไม่มีในหัวใจ มีแต่ความจริงเต็มหัวใจล้วนๆ แสดงออกตามหลักความจริงเรื่อยมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มีเมตตาธรรมครอบตลอด เมตตาธรรมนี้ไม่ปราศจากนะ ครอบอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการไปมาที่ไหนเฒ่าแก่ขนาดนี้แล้วจึงไม่อยู่นะ ห่วงที่นั่นห่วงที่นี่ ช่วยที่นั่นที่นี่ด้วยอำนาจความเมตตา นี่ละที่เราอุตส่าห์พยายามอยู่มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

สำหรับเราเองบอกตรงๆ เลย เราพอทุกอย่างแล้ว ไม่เอาอะไรเลย ปล่อยหมดสามแดนโลกธาตุขึ้นชื่อว่าสมมุติหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีในหัวใจเลย มีตั้งแต่ความเมตตาครอบโลกธาตุนี้เท่านั้น ไปที่ไหนเคลื่อนย้ายไปไหนไปด้วยความเมตตาๆ ไม่ได้ไปด้วยหวังอะไรทั้งนั้น หมด เรื่องหวังหมดเรียบร้อยแล้ว หวังหมดโดยสมบูรณ์ไม่มีอะไรหวัง หมด จะหวังอะไรก็ไม่มี เพราะความพอแล้ว พอนั้นเป็นพออย่างเลิศเลอ ไม่ได้พอธรรมดาเหมือนเรารับประทานพอแล้วตอนเช้าแต่ตอนบ่ายมาหิวอีกแล้ว พอในธรรมทั้งหลายนี้พอเป็นอนันตกาล ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง คือธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วพอ นั่น พอประเภทนี้

พระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายท่านพอประเภทนี้ จึงไม่มีทุกข์ใดที่เข้าไปเฉียด หรือเข้าไปผ่านหัวใจที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เลย หากมีก็มีตามธาตุตามขันธ์ซึ่งเป็นสมมุติด้วยกัน ทุกข์ ธาตุขันธ์เป็นสมมุติด้วยกันมันก็เข้าถึงกันได้ เจ็บท้องปวดศีรษะเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเรื่องของธาตุขันธ์เป็นเรื่องของสมมุติ ส่วนใจนั้นหมดโดยสิ้นเชิง จะทุกข์ขนาดถึงธาตุขันธ์พังทลายใจก็เป็นใจบริสุทธิ์สุดส่วน นั่นละใจของพระพุทธเจ้าใจของพระอรหันต์ไม่มีทุกข์เลยตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นออกไป เพราะกิเลสเป็นตัวเหตุที่จะสร้างความทุกข์มากน้อยบนหัวใจของสัตว์ เมื่อกิเลสได้ขาดลงไปโดยสิ้นเชิงแล้วความทุกข์จึงไม่มีในพระพุทธเจ้าในพระอรหันต์ ความทุกข์ไม่มี บรมสุขเป็นหลักธรรมชาติขึ้นมาแล้ว ท่านว่าบรมสุขๆ

ท่านสอนโลก โลกได้รับความทุกข์ความทรมานแสนสาหัสก็มีมากมายก่ายกอง คละเคล้ากันเต็มโลกเต็มสงสาร แต่ท่านสอนโลกสอนด้วยความพอ สอนด้วยบรมสุข ท่านไม่มีความทุกข์อะไรกับโลกที่กำลังเป็นทุกข์ซึ่งท่านกำลังสอนอยู่ ความทุกข์ของท่านไม่มี ต่างกันอย่างนี้ จึงสมควรว่าศาสดาองค์เอกสอนโลก โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ ศาสดาองค์เอกเต็มด้วยบรมสุข ไม่มากระทบกระเทือนกัน พระพุทธเจ้าพระอรหันต์สอนโลกความทุกข์ทั้งหลายไม่ได้มากระทบกระเทือนท่าน โลกจะทุกข์ขนาดไหนก็แก้ทุกข์ชะล้างทุกข์ทั้งหลายด้วยเหตุด้วยผล ให้บรรเทาเบาบางลงไปเท่านั้น ส่วนท่านที่จะได้รับกองทุกข์เพราะในหัวใจเพราะการสอนโลกนี้ไม่มี นั่นละธรรมแท้ไม่มีอะไรไปกระทบกระเทือนได้เลย

ขอให้พี่น้องทั้งหลายตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว หาไม่ได้แล้ว นี้เราพูดโดยธรรม ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามซ้ำเติมศาสนาใดๆ ทั้งนั้น เราเอาความจริงที่ปฏิบัติมาได้รู้เต็มหัวใจนี้ ออกมาประกาศแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายผู้มุ่งหวังต่อธรรมอย่างแท้จริงแล้วให้ทราบทั่วถึงกันว่า พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว เป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสาร ว่าอะไรไม่มีผิดคือองค์ศาสดา พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มาสอนโลกจะสอนแบบเดียวกันหมด เพราะความรู้ความเห็นเป็นอย่างเดียวกัน ว่าบาปมี บุญมี นรกสวรรค์มี พรหมโลกนิพพานมี ทรงรู้ทรงเห็นด้วยกันแล้วจึงมาสอนโลก ไม่ได้สอนแบบงูๆ ปลาๆ ชอบใจอะไรอันนั้นดี อันนี้ไม่ชอบใจอันนี้ไม่ดี อย่างนี้ไม่มีในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สอนไปตามหลักความจริง จึงเรียกว่าศาสนาเอก ไม่มีอะไรเสมอแล้ว

เราเกิดมานี้ได้พบแล้วซึ่งพุทธศาสนา ขอให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เกาะพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเต็มกำลังความสามารถของตน สมบัติแห่งความดีทั้งหลายนี้จะเป็นสมบัติของใจแห่งท่านทั้งหลายเอง จะไม่เป็นสมบัติของใครของอะไรละ สมบัติเงินทองข้าวของยศถาบรรดาศักดิ์มีมากน้อยเป็นเครื่องประดับ ธาตุขันธ์ที่มีอยู่ในโลก มีความรู้สึกว่าได้อาศัยสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นความภาคภูมิใจไปเป็นระยะๆ พอขันธ์พังลงไปแล้วสิ่งเหล่านั้นหมดความหมาย ขันธ์ก็หมดความหมาย แต่บาปกับบุญไม่หมดอยู่ในใจ เพราะฉะนั้นจึงให้พยายามละบาปบำเพ็ญบุญเต็มหัวใจ

เชื่อเถิดเชื่อพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดที่จะโกหกโลกแม้เม็ดหินเม็ดทราย สอนอย่างถูกต้องแม่นยำ ฉุดลากขึ้น ไม่เหมือนกิเลสที่ฉุดลากลงทั้งนั้น เรื่องกิเลสนี้ฉุดลงตลอดเวลา ให้ระวังความฉุดลงของกิเลส มันปากหวานนะกิเลส ไม่มีอะไรจะปากหวานยิ่งกว่ากิเลส พวกเรานี่ชอบของหวานๆ เสียด้วย มันจึงติดกิเลสไปเรื่อยๆ  กิเลสปากหวานร้อยจมูกนี้ พวกเรานี้มีจมูกหรือไม่มี ถูกกิเลสมันร้อยเอาไปหมดแล้วนี่เพราะมันปากหวาน ให้มันร้อยจมูกไปๆ ธรรมนี้ไม่หวานเรื่องโลกๆ ของกิเลสอย่างนี้

กิเลสกับธรรมเป็นข้าศึกกัน ธรรมท่านตรงไปตรงมา กิเลสมันหาเรื่องว่า ธรรมนี้เป็นขวานผ่าซาก ธรรมไม่ปากหวานเหมือนกิเลส กิเลสตัวปากหวานมันร้อยได้มากนะร้อยสัตว์ทั้งหลาย ธรรมนี้เป็นขวานผ่าซากร้อยได้น้อยๆ แต่ร้อยไม่เจ็บนะ ธรรมร้อยหัวใจของสัตว์โลกไม่เจ็บ แต่กิเลสร้อยจมูกสัตว์นี้กระเทือนไปถึงหัวใจขั้วหัวใจ เข้าใจไหมมันต่างกัน ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ ธรรมนี้เหมือนกับขวานผ่าซาก พอเข้าไปสัมผัสถึงใจแล้วไม่มีอะไรหวานไม่มีอะไรจะนิ่มยิ่งกว่าธรรม

อยู่ข้างนอกประดับหน้าร้านนี้เหมือนกับขวานผ่าซาก แต่พอเข้าถึงในร้านแล้วมีแต่เครื่องประดับประดา เข้าไปชมแล้วลืมบ้านลืมเมือง ลืมผัวลืมเมีย ลืมลูกลืมเต้าไปหมด เข้าใจไหม นี้มันไม่ได้เข้านะ มันออกไปข้างนอกที่กิเลสประดับไว้ ใครจึงติดตั้งแต่กิเลสนั่นละ กิเลสจูงจมูกไปหมด พวกนี้จมูกมันมีหรือไม่มี จมูกแหว่งไปหมด เหมือนอย่างนิทานที่เราพูดกับพี่ชายเรา อันนี้ยกนิทานพี่ชายมาสักหน่อยพอเป็นเครื่องประดับเป็นนักเรียนด้วยกัน

พี่ชายเราพูดตามความจริงมันโง่กว่าเรา เราฉลาดกว่าพี่ชาย เรียนหนังสือเราขึ้นชั้นแล้วพี่ชายยังไม่ได้ขึ้นนะ ทีนี้อยู่ดีๆ ครูเขาก็เรียกนายไพ ชื่อเขาชื่อไพ นายไพ เอ้า ลุกขึ้นตอบปัญหาว่างั้นนะ ทางนี้ก็ลุกขึ้น พอลุกขึ้นมองโน้นมองนี้ เราไม่ลืมนะ มองในลักษณะยิ้มๆ ยืนขึ้นแล้วมองโน้นมองนี้ ค้างคาวแปลว่าอะไรไพ ค้างคาวนั้นแปลว่าอะไร ทีนี้ก็มองโน้นมองนี้ยิ้มอยู่ ไอ้พวกเพื่อนฝูงอยู่ข้างๆ กระซิบบอก ค้างคาวแปลว่าเกียเขาบอก ค้างคาวแปลว่าเกีย ทางนี้ก็ตอบ ค้างคาวแปลว่าเกีย ทีนี้ครูถามย้อนหลังอีก แล้วเกียแปลว่าอะไร เรานั่งอยู่นั้นเราฟังนี่ มันคิดได้แล้วนะเราตอบได้แล้ว ค้างคาวแปลว่าอะไร

อันนี้ก็อีกละมองโน้นมองนี้แล้วยิ้มนะ หมู่เพื่อนกระซิบกระซาบ ค้างคาวแปลว่าเกีย แล้วเกียแปลว่าอะไร ทางนั้นบอกว่าเกียแปลว่าจมูกหวิ้น ไอ้นี้ก็ตอบว่า เกียแปลว่าจมูกหวิ้น โอ๊ย หมดท่า บักห่าเอ๊ย มันเซ่อขนาดนั้นละ ว่าอะไรมาถึงพี่ชาย มันมายังไงก็ไม่รู้ไปสัมผัสอะไร ตอบเร่อๆ ร่าๆ ไอ้เราเป็นน้องเรารู้หมดแล้วนะ มันเซ่อจะตาย อย่าเอานั้นมาเป็นตัวอย่าง ค้างคาวแปลว่าเกีย เกียแปลว่าค้างคาวเข้าใจไหม นี่ถูกต้อง เอาอันนี้เป็นหลัก

พูดถึงเรื่องการสอนโลก พระพุทธเจ้าเลิศเลอแล้ว ไม่มีผิดพลาดแล้วสอนโลก ให้พากันอุตส่าห์พยายามบึกบึนตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทุกข์ก่อนแล้วค่อยเอาสุขตามหลังละดี อย่าเอาความสุขก่อนแล้วทุกข์จะตามหลังมา ท่านว่า สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุขํ สุขเกิดในเกิดลำดับแห่งทุกข์ คือต้องทุกข์เสียก่อนค่อยสุข ไอ้สุขเสียก่อนแล้วเป็นทุกข์ทีหลังไม่ดี ให้อุตส่าห์พยายามทุกคนไม่เช่นนั้นจมนะ กิเลสนี้หวานมาก หวานที่สุดเลย หลอกโลกสงสาร วิ่งเต้นขวนขวายหาอยู่หากินทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่มีหลักมีเกณฑ์ มีแต่กิเลสหลอกไปด้วยความทะเยอทะยาน ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม

เห็นเขาได้อยากได้ เห็นเขามีอยากมี แต่เขาได้ได้เพราะเหตุไร เขามีเพราะเหตุไรไม่ได้คำนึง อยากกับเขาแล้วดิ้น ดิ้นผิดทางตกหลุมๆ เป็นอย่างนั้นนะให้ระวัง เอาละพอเทศน์เท่านี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก