วัดที่ฝังลึกในหัวใจ
วันที่ 5 มิถุนายน 2549 เวลา 7:50 น. ความยาว 41.38 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

วัดที่ฝังลึกในหัวใจ

เวลานี้กำลังดูจะอ่อนลงๆ ไม่ทราบเป็นไง อ่อนลงๆ ฉันจังหันก็ฉันได้อยู่แต่ผลมันไปไหนหมด มีแต่ความอ่อนลงๆ เรื่อยๆ ทำให้พิจารณาเหมือนกัน อดคิดไม่ได้นะ การขบการฉันคนวัยนี้นับว่าฉันได้มากอยู่ แล้วผลแทนที่จะหนุนกันกลับไม่ค่อยเห็นปรากฏ มีแต่อ่อนลงๆ

ผู้ที่ตั้งใจมาศึกษาอรรถธรรมในวัดป่าบ้านตาดนี้มีอยู่สองแห่งนะ แห่งที่จะศึกษาอบรมได้ด้วยดีและได้ดี พระไปทางนี้ พูดให้ชัดเจนว่าตามที่เราดูแลปกครองพระเณรตามหลักธรรมหลักวินัยไม่มีที่ต้องติ เพราะเรียนมาด้วยกันทุกคนๆ เคลื่อนไหวไปมายังไงๆ หลักธรรมวินัยจะติดแนบๆ ธรรมวินัยนั้นแลคือองค์ศาสดา เมื่อองค์ศาสดาคือธรรมวินัยติดแนบอยู่กับตัวแล้ว เท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าวเลย สำหรับพระเราได้ชม เพราะเราเป็นผู้ปกครองเอง

ทีนี้ตรงกันข้ามที่น่าต้องติและต้องติจริงๆ คือในครัว หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้เลย เรียกว่าคนละฟากโลกเลย ฝ่ายผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในครัวไม่มีกฎระเบียบสวยงามที่น่าดู ตามที่มาศึกษาอบรมบ้างเลย ท่านทั้งหลายมาดูวัดป่าบ้านตาด ถ้าโดดเข้าไปในครัวนี้จะหงายหมาออกมา ฟังซิหงายหมา คือมันดูของไม่เป็นท่า หงายอย่างแรงเขาเรียกว่าหงายหมา ไม่เป็นท่าอยู่ข้างในนะ มันเลอะเทอะ ทีนี้การดูแล เพศมันก็ต่างกัน หลักธรรมวินัยเครื่องควบคุมปกครองต่างกัน เราแม้เป็นหัวหน้าวัดไปดูก็ดูตามหลักตามเกณฑ์ตามหลักธรรมวินัยประเภทของพระ ที่จะให้ดูซอกแซกจริงๆ ไม่ได้ นี่ละมันเลอะตรงนี้

สำหรับพระเราดูได้ทุกแง่ทุกมุม เราเป็นผู้ปกครอง ดูได้ทุกแง่ทุกมุมทุกเวล่ำเวลา เราดูพระเณรของเรา ข้างในจะทำอย่างนั้นไม่ได้ไม่ถูก แน่ะ ก็ปล่อยไว้ตามเรื่องตามราวอย่างนี้ เลยเลอะๆ เทอะๆ เต็มไปหมด ใครอยากได้ความเลอะเทอะให้เข้าไปในครัววัดป่าบ้านตาดนะ จะได้แต่ความเลอะเทอะออกมาทั้งนั้นแหละ ฟังให้ดีทุกคน มีหูมีตามีใจมาศึกษา ท่านว่าอย่างนี้หมายความว่ายังไง ที่จะเอาไปเป็นคติเครื่องเตือนใจตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขตัวเองในสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายตรงไหนๆ แก้ซิ ก็มาศึกษาอบรมนี่

สำหรับพระท่านเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ต้องติแหละพระ ผิดกันมาก ทุกอย่างที่ออกสังคมต้องเอากฎระเบียบอันดีงามหรือถูกต้องมาออกต่อสังคมคือส่วนรวม เอาของเลอะๆ เทอะๆ มาออกใช้ไม่ได้เลย เราต้องปฏิบัติตัวของเราให้เรียบร้อยทุกอย่าง กาย วาจา ใจ ความเคลื่อนไหวของเราให้มีหลักธรรมหลักวินัยติดแนบๆ แล้วจะไม่เคลื่อนคลาดไปในทางที่ผิดที่พลาด อันนี้มันไปด้วยความเลอะเทอะ เพราะการปล่อยเนื้อปล่อยตัวตลอดมา ไม่ได้มีการเข้มงวดกวดขัน การรักษาตัวเองพอให้มีขอบเขต ซึ่งจะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งความดีทั้งหลายได้บ้างเลย เลอะเทอะตรงนี้นะ

การรักษาเพื่อความดีงามทั้งหลายนี้ เมื่อเรามีกฎระเบียบรักษาแล้วก็เป็นความเคยชิน เคยชินในการรักษา ระมัดระวังไม่ระมัดระวัง ความเคยชินมันติดตัวเองไปเลย ผู้ที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวความเคยชินมันก็ติดไปอย่างนั้น แม้ที่สุดเข้ามาศึกษาอบรมนี้ ความเคยชินแห่งความเลอะเทอะๆ มันก็ติดเข้ามาให้เลอะเทอะไปหมดดูไม่ได้นะ ถ้าผู้เข้มงวดกวดขันในการรักษาแล้วก็เป็นความเคยชินเหมือนกัน ระวังรักษาเป็นนิสัยไปเลย

ต้องมีกฎมีข้อบังคับในตัวของเราแต่ละคนๆ อย่างเงียบๆ นะอยู่ในตัวของเรา มีกฎข้อบังคับอยู่ในตัวของเราอย่างเงียบๆ ต้องบังคับอยู่อย่างนั้น ทีนี้มันก็เป็นนิสัย อยู่ที่ไหนก็มีข้อบังคับอย่างเงียบๆ ตามนิสัยไปเลย แล้วก็งามตา ถ้าไม่มีการระมัดระวังรักษา ปล่อยเนื้อปล่อยตัวแล้วเป็นนิสัยเหมือนกัน ไปที่ไหนก็ปล่อยเลอะๆ เทอะๆ ไปอย่างนั้น ดังที่หนองกะปาด อีตาขายวัว แกคงจะเคยปล่อยหนองกะปาดของแกออกเรื่อย จนเมียดูไม่ได้ มาสะกิด ยังห้าบาทๆ มันยังขึ้นอีก เขาไปซื้อวัว แกเลี้ยงวัวฝูงไว้สำหรับขาย เขาไปซื้อ มันไปสัมผัสกับอีตาหนองกะปาดก็ต้องเอามาพูด คือนิสัยการปล่อยตัว

หำมันก็อยู่กับตัว นิสัยเคยปล่อยหำมันก็ปล่อย เขามาซื้อวัวเขาจะให้ตัวละ ๓ บาท เจ้าของจะเอา ๔ บาท แล้วก็ปล่อยหำ นั่งอยู่บนชาน ในบ้านในเรือนหนึ่งๆ ชานสำหรับรับแขกแห่งหนึ่ง เขาจะให้ ๓ บาท ทางนี้ก็จะเอา ๔ บาท นั่งก็นั่งชันเข่า เป็นทางออกหนองกะปาดได้ดีๆ นั่นแหละ ทีนี้เมียขึ้นมามองเห็นละซีก็ขยิบตาใส่ผัว มองเห็นผัวปล่อยหำ ว่าสี่บาทๆ อยู่อย่างนั้นไม่สนใจกับหำของตัวเองเลย เมียขึ้นมามองเห็นก็เลยขยิบตาใส่ ความหมายว่า ให้ปิดบ้างไอ้หำนั่นน่ะ ทีนี้แกไม่ได้คิดถึงเรื่องหำละซิ แกคิดจะเอาสี่บาทห้าบาทอยู่งั้น พอเมียขยิบตาใส่ ทีแรกแกจะเอาสี่บาท เขาจะให้สามบาท พอเมียขึ้นมาเห็นผัวปล่อยหำก็ขยิบตาใส่ผัว ให้ปิดหำบ้าง ทางนี้นึกว่าเมียให้ขึ้นราคาก็ว่าห้าบาทๆ ขึ้นเลย

อ้าว ตั้งแต่สี่บาทกับสามบาทก็ยังลงกันไม่ได้ แล้วทำไมจึงปีนขึ้นไปห้าบาทหกบาท โอ๋ย ไม่เอาละ เขาก็หลั่งไหลลงไปออกจากบ้านไป เมียก็ออกมาจากในเรือน ที่เขาให้ตัวละสามบาทก็พอขายแล้ว ทำไมไม่ขายเขาเสียล่ะ ก็เธอขยิบตาใส่ฉัน นึกว่าให้ขึ้นราคาฉันก็ขึ้นราคาซิ จะไม่ขยิบตายังไงก็ปล่อยหำให้เขาดูมันอายจะตายไป โอ๊ย เสียดาย ลดราคาเท่าไรเขาก็เปิดเลยไม่สนใจ นี่นิสัยมันเคยปล่อยหำ ไปที่ไหนหนองกะปาดมันจะออกละไอ้นี่ ต่อหน้าชุมนุมชนมันก็ไม่ละอาย ยังสี่บาทๆ เห็นไหม นี่นิสัยการปล่อยตัว คนหนึ่งเขามาให้สติให้ระมัดระวังตัวเอง นึกว่าเขามาให้กำลังใจ ห้าบาทๆ ขึ้นเลย

อันนี้พวกห้าบาทนะนี่ การปล่อยตัวปล่อยจิตใจไม่ระมัดระวังตัวเอง พวกนี้พวกห้าบาท รอบศาลาเรานี้มีแต่ประเภทห้าบาททั้งนั้น ใครจะมาขยิบตาใส่ล่ะ หลวงตาบัวก็ประเภทห้าบาทแบบเดียวกัน แล้วใครจะมาขยิบตาใส่กัน มันจะไม่เป็นท่านะ เขามาเตือนสติ ขยิบตาเตือนสติ นึกว่าเขามาให้กำลังใจ มันน่าคิดนะ เราผ่านไปนั้นนั่งรถไป นี่บ้านนั้นเราบอกงี้เลย คือเอาตัวจริงออกมาเลย คำชะอี บ้านหนองกะปาดอยู่ข้างนั้น คั่นด้วยทุ่งนาแคบๆ เดี๋ยวนี้น่าจะเป็นบ้านเดียวกันแล้วแหละ ไปถึงนั้นมันสัมผัสเราก็พูด นี่หนองกะปาด ผ่านไปผ่านมา

เป็นยังไงเวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มีแต่ห้าบาทๆ ทั้งนั้นเหรอ คือสติไม่อยู่กับตัว ปล่อยจิตตลอดเวลาเท่ากับปล่อยหำ เมื่อมีผู้มาสะกิดให้ปิดหำบ้าง นึกว่าเขามาให้กำลังใจก็ห้าบาทๆ ขึ้นเลย ฟังซิน่ะพวกนี้พวกห้าบาท เคยได้ยินไหมโอวาทอย่างนี้ ไปหาที่ไหนท่วประเทศไทยไม่ได้ยิน มาได้ยินที่วัดป่าบ้านตาดแห่งเดียว ห้าบาทๆ นี่นะ พวกปล่อยใจ ปล่อยสติสตังไม่ระมัดระวัง ไม่เข้มงวดกวดขัน เฉพาะอย่างยิ่งในจิตตัวเองมันเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จิตนี้จะเป็นอย่างนี้ เป็นไฟมันหมุนออกอยู่ตลอดเวลา สติจับปุ๊บเหมือนน้ำดับไฟ ตีเข้าไป...สงบๆ ถ้าไม่มีสติ ภาวนาก็หาความสงบไม่ได้นะ

สตินี้สำคัญมากทีเดียว เรากล้าพูดได้เลยเพราะเราผ่านมาเรียบร้อยแล้วด้วยการต่อสู้วิธีนี้นะ ความคิดความปรุงท่านเรียกว่าสังขาร คือความคิดปรุงออกมาจากใจ อะไรที่ผลักดันออกมาให้คิดให้ปรุง นั่นละท่านว่ารังใหญ่ของวัฏจักรคืออวิชชาอยู่ในหัวใจ นี่เรียกว่ากิเลสอยู่ในหัวใจ อันนี้ละตัวมันทำงานของมันผลักดันออกมาเพื่อวัฏจิตวัฏวน เป็นประจำ เราภาวนาอันนี้มันจะดันขึ้นมา ความคิดความปรุงดันออกมาจากอวิชชา อวิชชาดันออกให้สังขาร ธรรมดาสังขารนั้นเป็นได้สองอย่าง สังขารของโลกวัฏวนทั่วๆ ไป สังขารเป็นเครื่องมือของกิเลสเรียกว่าสังขารสมุทัย และสังขารของพระอรหันต์เป็นขันธ์ล้วนๆ สังขารขันธ์เป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่เป็นพิษเป็นภัย เพราะตัวผลักดันตายไปหมดแล้ว อวิชชาขาดสะบั้นไปหมดแล้ว มีแต่สังขารความคิดปรุงธรรมดาๆ ของขันธ์ เรียกว่าเป็นขันธ์ล้วนๆ

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ล้วนๆ เหมือนกันหมดไม่มีกิเลสเข้ามาเสริม ท่านเรียกว่าขันธ์ล้วนๆ ขันธ์ของพระอรหันต์เป็นขันธ์ล้วนๆ ขันธ์ของพวกเรานี้เต็มไปด้วยพิษด้วยภัย ทีนี้เวลาจะภาวนา บังคับสังขารตัวสำคัญ ออกหน้าออกตามันอยู่ปากคอก ถ้าเป็นวัวก็อยู่ปากคอก พอเปิดประตูปั๊บมันออกแล้ว สังขารออกแล้วๆ ต้องเอาสติปิดปากคอกเอาไว้ไม่ให้มันคิด ที่นี่เราจะเห็นได้ชัดว่าเมื่อสติบังคับดีเท่าไรสังขารมันดันออกมาเหมือนอกจะแตกนะ อำนาจของสติเหนือมันๆ บังคับแล้วออกไม่ได้นะ ออกไม่ได้เลย นั่นละกิเลสออกไม่ได้ ออกมาตามสังขารออกไม่ได้ เพราะสติธรรมปิดกั้นไว้เลย

ปิดไม่หยุดไม่ถอย ครั้นต่อมาความปิด คือมีสติตลอดๆ ความปรุงของสังขารที่ดันออกมาก็ค่อยเบาลงๆ จากนั้นจิตก็สงบได้ด้วยอำนาจของสติ สังขารขึ้นมาผลักดันรบกวนไม่ได้ การภาวนาให้เห็นอย่างนั้นซิ ที่พูดเหล่านี้ไม่ได้มาอวดท่านทั้งหลาย ผ่านมาแล้วทั้งนั้นแทบเป็นแทบตายทุกอย่างฟัดกันกับกิเลส จึงได้มาพูดอย่างเต็มปากเลย เป็นยังไงต่อยังไง ข้นไปบนภูเขาน้ำตาร่วงลงมาจากภูเขา เคยเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟังกี่ครั้งแล้ว ไปสู้กันกับกิเลสสู้มันไม่ได้ มันฟาดนี้หงายเลย คือเราตั้งสติพับล้มผล็อยๆ กระแสของกิเลสมันรุนแรง พอตั้งพับล้ม เลยกลายเป็นว่าตั้งเพื่อล้มไม่ได้ตั้งเพื่ออยู่ เป็นมาแล้วจนน้ำตาร่วงบนภูเขา

แหม ไม่ลืมนะ อะไรถ้าลงถึงใจแล้วไม่ลืมจริงๆ อันนี้ละเป็นต้นเหตุ ขึ้นไปตั้งใจว่าจะไปประกอบความพากเพียร สู้กิเลสไม่ได้ ความเพียรต้องหมายสติเป็นสำคัญ เป็นหลักฐานแห่งความเพียร ทีนี้ตั้งไม่อยู่ๆ ตั้งพับล้มๆ ตั้งเพื่อล้มไม่ได้ตั้งเพื่ออยู่ ที่จะฟัดกับกิเลสมันอยู่ไม่ได้ จนน้ำตาร่วง ได้อุทานภายในใจ นี่ก็ได้นำมาสอนพี่น้องทั้งหลายเพื่อเป็นคติ เราเป็นเองพูดได้เต็มปาก อุทานภายในจิตนะด้วยความเคียดแค้นให้กิเลส  มันตีทีเดียวสติล้มๆ มันเป็นอยู่ภายในใจไม่ได้ออกมาเป็นคำพูดคำจาอะไรแหละ ออก โถ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ เป็นอยู่ในจิตนะ

คือเคียดแค้นให้กิเลสที่มันตีทีเดียวสติล้มๆ ตั้งพับล้มๆ นี่คือกระแสของกิเลสมันรุนแรง ตั้งสติไม่อยู่ ล้มๆ ตั้งล้มๆ แล้วมันก็เคียดแค้นละซี โห มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ เป็นในจิตนะ ทีนี้ความเคียดแค้นกับความมุมานะนี้มันมาพร้อมกัน เอาละ ว่างั้นเลย ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอยแหละ เวลานี้กูยอมรับว่าสู้มึงไม่ได้ โรงงานใหญ่ที่เป็นหินลับสติปัญญาก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น ออกจากนั้นก็ไปหาท่าน เล่าเรื่องภาวนาเป็นอย่างนั้นๆ ให้ท่านฟัง ท่านก็แก้ปุ๊บเลย พลิกใหม่มาสู้อีก ล้มอีก กลับไปอีก

เคียดแค้นนั่นคือมุมานะจะเอาให้มันพัง หาอุบายวิธีก็ไม่ไปหาที่ไหน ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น นี่ละสำคัญ ใครแก้ไม่ได้ พ่อแม่ครูจารย์มั่นใส่ผางเดียวล้มเลยกระแสใหญ่ๆ ของกิเลส ความมุมานะ ความมีกำลังใจทุกอย่างขึ้นพร้อมกันเลย สู้อีก สู้ไปสู้มา ก็สู้ไม่ถอย กิเลสนี้กระแสมันรุนแรงที่ทำให้สติให้ล้มผล็อยๆ ตั้งได้ๆ ที่นี่ ต่อไปก็เอากันเลย ฟัดกันเลย เอาให้มันชัดๆ อย่างนี้ละ นี่เวลามันหนักหนักอย่างนั้นนะ หนักถึงน้ำตาร่วง สู้กิเลสไม่ได้ น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาเราลืมเมื่อไร นี่ละฝังลึกมากทีเดียว ขึ้นอุทานภายในใจ โถ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย ออกจากนั้นก็ไปหาโรงงานใหญ่คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปเล่าเรื่องภาวนาไม่เป็นท่าให้ท่านฟัง เป็นอย่างนั้นๆ ท่านก็แก้ผางเลยเทียว บอกวิธีการด้วย

บอกวิธีการอุปกรณ์ของกิเลสที่มันมีเครื่องหนุนนั้น เราไม่ดูมันบ้างเหรอ ท่านว่า นั่น ท่านแก้อันนั้นก่อนนะ การขบฉันให้อิ่มหนำสำราญนี้ตั้งสติไม่อยู่ ความเพียรไม่ดีแล้วล้มเหลว นั่นท่านบอก ให้ผ่อนลง ผ่อนกำลังของกิเลส คือกำลังของร่างกายมีมากขึ้นมาแล้วมันก็เป็นกำลังอันใหญ่หลวงของกิเลส สติตั้งไม่ได้ เอา ให้ผ่อนอันน้ลง ท่านสอนขนาดนั้นนะทุกกิทุกกี อุปกรณ์ที่จะช่วยทางความพากความเพียรมีการผ่อนอาหารลง หรือนอนน้อย อะไรจะถูกกับนิสัยให้เอาไปพิจารณาเองท่านว่านะ การผ่อนอาหารนี้ดี ท่านว่างั้นเลยบอกว่าดี เพราะเป็นกำลังหนุนทางร่างกาย เมื่อหนุนทางร่างกายแล้วก็หนุนกิเลสไปพร้อมกัน สติล้มผล็อยๆ ได้

ทีนี้ก็มาผ่อนผันสั้นยาวอย่างท่านว่า เอาอย่างว่าๆ แหละเรื่อยมา เพราะฉะนั้นเราถึงกราบท่านราบตลอดเวลา ท่านนั่งอยู่บนหัวอกของเราตลอดเวลาสดๆ ร้อนๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่ว่าแง่ใดมุมใดท่านทั้งนั้นเป็นผู้แก้เรา เราไม่ได้ประมาทครูบาอาจารย์ทั้งหลาย แต่ที่เราได้สติสตังได้หลักได้เกณฑ์ ได้จากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปหาท่านทีไรท่านใส่เปรี้ยงๆ กิเลสที่เคยเป็นข้าศึกอันใหญ่หลวงต่อเรานี้กระจายออกๆ อุบายวิธีการของท่านเบิกออกๆ ช่วย นี่ละเรื่องครูบาอาจารย์เป็นของเล็กน้อยเมื่อไร อุบายวิธีการที่ท่านสอน ท่านบอกจนกระทั่งถึงอุปกรณ์ของกิเลส คือการกินมากนอนมาก ถ้ากินมากนอนมากแล้วความขี้เกียจมาก กิเลสโหมตัวเข้ามา สติมีเท่าไรไม่มีเหลือ ท่านบอก นั่น เอา ให้ผ่อนอันนี้ลงไป ความเพียรให้หนักเข้าไป สติตั้งได้ท่านว่างั้น

เราเอาไปใช้ก็เป็นอย่างนั้น พอเป็นอย่างนั้นก็จับติดๆ เลย เพราะฉะนั้นเราถึงทนทุกข์ทรมานมากนะ การประกอบความเพียรอดอาหารนี้มากที่สุดสำหรับเรา จนกระทั่งไปบางบ้านเขาตีเกราะประชุม เห็นเราไม่ฉันจังหัน ชาวบ้านเขารู้ว่าเราจะตาย แต่เราเองผู้ฟัดกับกิเลสไม่รู้จักเป็นจักตาย ไปที่ไหนเราก็ทำอย่างเดียวกันนี้แหละ แต่เมื่อเขาไม่ตีเกราะประชุมเราก็บอกไม่ตี ไปบ้านนั้นเขาตีเกราะประชุมจริงๆ ไปดูซิพระองค์นี้ ตั้งแต่มาอยู่กับเรากี่เดือนแล้ว เห็นไหมกี่วันด้อมๆ มาบิณฑบาตวันหนึ่งแล้วหายเงียบๆ อยู่อย่างนี้เป็นประจำ ตั้งแต่ตั้งบ้านมาเราก็ไม่เคยเห็นพระประเภทนี้ หายเงียบๆ แล้วไม่ใช่พระธรรมดานะ เป็นมหาเสียด้วย จะไปตำหนิติเตียนท่านยังไง ว่าท่านทำอย่างนี้ไม่มีเหตุมีผลไม่มีหลักมีเกณฑ์ ตำหนิไม่ได้นะ ท่านเป็นถึงขนาดมหาท่านทำไมทำอย่างนี้ นั่นเขาประชุมกัน

เขาก็หลั่งไหลออกไปดูเรา ข้อแรกเขาบอก ท่านไม่ตายแล้วเหรอ นี้อันหนึ่ง ถ้าท่านไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอ สองข้อ เขาก็ไปถาม ไม่ถึงสิบนาทีละแห่กันออกมา มาอะไรกัน จะมาแห่พระเวสสันดรเข้าเมืองเหรอ นี่ไม่ใช่พระเวสนะ ไม่ใช่อย่างนั้น เขาก็มาเล่าให้ฟังมีสองข้อที่เขาสงสัย ก็ตอบเขา แล้วเป็นยังไงตายแล้วยังล่ะ ก็ไม่เห็นท่านตายท่านดีๆ อยู่ ก็ไม่ได้อดเพื่อฆ่าตัวเองนี่ อดเพื่อฆ่ากิเลสต่างหาก แล้วเป็นยังไงโมโหโทโสอยู่ไหมล่ะ ก็ไม่เห็นท่านโมโหโทโส เห็นท่านยิ้มแย้มแจ่มใส นั่นละความโมโหโทโสเป็นกิเลส เราจะฆ่ากิเลส เราไม่ได้อดเพื่อส่งเสริมกิเลสนะ มีเท่านั้นเหรอ มีเท่านั้น ไล่กลับเลย นี่ก็มี ความเพียรของเรามี พูดตามหลักความจริงที่มี

ไปที่อื่นก็ทำอย่างเดียวกัน แต่เมื่อเขาไม่ตีเกราะประชุมเราก็บอกไม่ตี การทำของเราทำอย่างนั้น นี่ละได้ผลทางการผ่อนอาหาร อดอาหาร สติตั้งได้ดีๆ ถ้าอดตั้งได้ดี ผ่อนลดกันลงมา เลยมีทั้งผ่อนทั้งอด ส่วนมากมักจะทุ่มเลย อดอาหารจนท้องเสีย พรรษา ๑๐ ท้องเริ่มเสียแล้ว พรรษา ๗ ขึ้นเวที หยุดเรียนหนังสือ พรรษา ๗ ได้เป็นเปรียญแล้วไปเดี๋ยวนั้นเลย พอพรรษา ๑๐ ท้องเริ่มเสียแล้ว เสียก็ไม่สนใจเพราะได้ผลทางการอดอาหาร เอากันหนักเข้าไปเรื่อยจนมันจะตายเพราะท้อง ถึงเวลาที่หยุด ลงเวทีพูดให้ชัด ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ นี่ฟัดกับกิเลสไม่มีวันหยุดวันถอย ถึงพรรษา ๑๖ กิเลสฟัดกันบนเวทีคือหัวใจ ขาดสะบั้นลงไป ก็บอกแล้ว วันเวลาบอกหมดเลย

เอาความจริงออกมาพูดอวดที่ไหน เขาหาอะไรเขาได้อะไรมา ได้ห้าได้สิบเขาก็พูดกันได้ธรรมดา ทำไมหาอรรถหาธรรม หาของเลิศของเลอได้มาเท่าไร เป็นที่ภูมิใจของเจ้าของและพูดให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายฟัง เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจและเป็นกำลังใจ เป็นความเสียหายไปไหน นั่นฟังซิ ถ้าไม่ใช่กิเลสโหมเข้ามาตีไม่ให้พูดเรื่องความดี ให้พูดแต่เรื่องความชั่วช้าลามกเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น นี้พูดได้ว่างั้นเลย ภาษาธรรมพูดอย่างตรงไปตรงมา กิเลสมันอ้อมแอ้มๆ หาโจมตีแต่ธรรม ธรรมไม่ได้มีอย่างนั้น พูดอย่างตรงไปตรงมา

เอาจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปไม่มีอะไรเหลือเลย ตั้งแต่วันนั้นมากิเลสตัวรบกวนต่างๆ หมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือเลย กี่ปีฟังซิน่ะ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละฟัดกันขาดสะบั้นลงบนเวที หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร ลืมเมื่อไร เป็นสิ่งที่ประทับใจฝังใจมากทีเดียว ตามธรรมดาแต่ก่อนพอเราไปวัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นสถานที่เข้าออกขึ้นลงของเราอยู่เป็นประจำ ไปทีไรขึ้นเลย ขึ้นไปสถานที่ที่เจ้าของบำเพ็ญฟัดกับกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจกระเทือนหมด ประหนึ่งว่ากระเทือนโลกธาตุ ไปทีไรขึ้นทุกทีๆ แต่ทุกวันนี้ขึ้นไม่ได้แล้ว ความระลึกฝังจิตอย่างลึกซึ้งอยู่บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมนะ วัดนี้จึงเป็นวัดที่ฝังลึกในหัวใจเรา

ตั้งแต่นั้นมามีกิเลสตัวไหนที่จะแฝงเข้ามาแม้เม็ดหินเม็ดทราย ให้เราได้สะดุดใจว่า เอ๊ะ กิเลสนี่กูนึกว่ามึงพังตั้งแต่วันนั้นๆ แล้วมึงยังโผล่หน้าขึ้นมาอยู่เหรอ ไม่เคยมี ขาดสะบั้นตั้งแต่นั้นมา ทีนี้ความทุกข์ขาดสะบั้นไปตามๆ กัน ความทุกข์ทางใจที่กิเลสสร้างขึ้นมาดับพร้อมกันไปเลย จึงชี้นิ้วได้เลยว่า กิเลสเท่านั้นเป็นผู้ก่อกวนสร้างความทุกข์ขึ้นมาภายในหัวใจ เมื่อกิเลสได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรเลย มีแต่เรื่องทุกข์ในธาตุในขันธ์ เป็นธรรมดาเหมือนท่านเหมือนเรา ไม่เห็นแปลกประหลาดอะไรเลย ไม่เข้าถึงใจ ใจเป็นบรมสุขตลอดเวลา

เอ้า เป็นเมื่อไรก็เป็น ตายเมื่อไรก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งมวล ธรรมชาติที่พ้นจากสมมุติแล้วนั้นคือวิมุตติ เหนือหมดแล้ว ไปกังวลอะไรกับเรื่องความเป็นความตาย ไม่เห็นมีอะไร มีน้ำหนักเท่ากัน เป็นก็ดี ตายก็ดี มีน้ำหนักเท่ากัน ถ้าพูดถึงเรื่องธาตุขันธ์อันนี้ ดีไม่ดีทิ้งมันเสีย แบกหามมันลำบาก พาอยู่พากินพาหลับพานอนพาขับพาถ่าย เป็นภาระกับธาตุกับขันธ์ทั้งนั้น ไม่ได้เป็นภาระกับใจที่มีกิเลสย่ำยีตีแหลก กิเลสขาดสะบั้นไปแล้วไม่มีอะไรเข้ามากวนใจ ก็มีแต่ใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ สบายๆ

ความเป็นกับความตายของธาตุขันธ์ไม่มีเห็นมีปัญหาอะไรเลย อยากอยู่ก็อยู่ ไปก็ไปเท่านั้นเอง ความเป็นอยู่กับความตายไปจึงมีน้ำหนักเท่ากัน แต่เมื่อเราแยกไปทางประโยชน์แก่โลกสงสารแล้ว เราก็ยกให้ความเป็นอยู่มีน้ำหนักมากกว่า มีชีวิตอยู่มากน้อยเพียงไรทำประโยชน์ให้โลกได้รับเท่าที่ควรไปมากน้อยเพียงนั้น ถ้าตายไปเสียก็ไม่ได้ น้ำหนักแห่งความเป็นอยู่จึงหนักมากกว่ากันกับความตาย นี่ละเรื่องราวเป็นอย่างนั้น ธรรมเหล่านี้ใครมาพูด ป้างๆ อยู่นี้มีใครมาพูด ก็มีหลวงตาบัวองค์เดียวพูดได้อย่าง ถ้าว่าอาจหาญก็เลยไปหมดแล้ว คำว่ากล้าก็ดี คำว่ากลัวก็ดี เป็นสมมุติทั้งมวล นี้เหนือหมดแล้ว พูดได้ทุกแบบทุกฉบับตามหลักของอรรถของธรรม ไม่ได้เป็นแบบโลกสงสาร เพราะฉะนั้นใครจะมาว่าโอ้ว่าอวด ว่าเท่าไรก็เป็นปากอมขี้เห่าฟ่อๆ นี้ปากอมธรรม พูดออกมาจากหลักความจริงแห่งธรรมทั้งหลายผิดไปไหน ให้พากันพิจารณา ปฏิบัติ

จิตใจนี้เป็นของสำคัญมาก ขอให้ฝึกให้ดีเถอะน่ะ ถ้าฝึกดีเท่าไรจะเป็นสรณะคือที่พึ่งของใจๆ หนาแน่นขึ้นไปโดยลำดับ สิ่งภายนอกเป็นเพียงอาศัยเท่านั้นเอง ใครจะมีเงินทองข้าวของก็เป็นเครื่องอาศัยเหมือนกันหมดในโลกอันนี้ แล้วอันนี้เสี่ยงต่อความเดือดร้อนวุ่นวาย ความได้ความเสีย เสี่ยงกับสุขกับทุกข์ไปตลอด ไม่ว่าเศรษฐีมหาเศรษฐีเสี่ยงกับความสุขความทุกข์ความได้ความเสียไปตลอดเหมือนกันหมด ไม่ได้แน่ใจเหมือนหัวใจกับธรรมเข้าสัมผัสกันและอยู่ด้วยกันเป็นอันเดียวกัน อันนี้ไม่หวั่น ไม่มีอะไรหวั่น อะไรจะเป็นจะตายก็ตายไปซิ ธรรมชาตินี้สง่าภายในจิตใจ ไม่มีคำว่าแยกว่าแตกจากกันเหมือนสมบัติภายนอกนี้เลย

นี่ละสมบัติภายใน ธรรมสมบัติ ขอให้เข้าถึงใจเถอะน่ะ เข้าถึงใจใดก็ตามจะจ้าขึ้นมาเลย มีความอาจหาญชาญชัยตามหลักความจริงที่รู้ที่เห็นภายในใจของตน โดยไม่มีความสะทกสะท้านกับสิ่งใดเลย ให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัตินะ ให้เป็นคติตัวอย่างแก่ชาวพุทธเรา เบื้องต้นให้ได้เป็นสารคุณแก่เราก่อน จากนั้นกระจายออกไปเป็นประโยชน์แก่โลก เอาละพูดเพียงเท่านี้ เหนื่อยแล้ว ปวดขา

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก