ไม่มีสติเหลวไหลทั้งนั้น
วันที่ 6 มิถุนายน 2549 เวลา 7:50 น. ความยาว 50.33 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ไม่มีสติเหลวไหลทั้งนั้น

ก่อนจังหัน

พระ ๓๖ อยู่นอกกำแพงก็มีนะ ถ้านอกกำแพงท่านคงไม่เข้ามาฉัน ฉันนอกกำแพง จะมีหลายองค์อยู่ทางนอกกำแพงนี้ ปรกติพระจะไม่มาฉันครบองค์ อยู่ข้างใน ท่านไม่ฉันกี่องค์ท่านก็ไม่ออกมา เราให้ท่านเป็นพิเศษด้วย องค์ไหนไม่มาฉันนี้ไม่ต้องมาทำข้อวัตรปฏิบัติเป็นส่วนรวม อยู่เอกเทศ สำรวมระวังรักษาชำระกิเลสโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าองค์ไหนไม่ฉันไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องเหล่านี้เลย ให้ท่านอยู่เอกเทศท่าน เราให้โอกาสเต็มที่เลยสำหรับผู้ประกอบความพากเพียรชำระจิตใจ มีงานอะไรส่วนรวมในวัดนี้ไม่ให้มา ให้ท่านอยู่เอกเทศ ไม่ว่าองค์ใดอดเหมือนกันหมด ให้ได้ชำระจิตใจให้ขาดวรรคขาดตอน

เรื่องกิเลสนี้แก้ยากมาก ไม่มีใครรู้ว่ากิเลสเป็นยังไง ธรรมเป็นยังไง มีศาสดาองค์เอกพระองค์เดียวเท่านั้น สามโลกธาตุนี้ไม่มีใครรู้ทั้งภัยทั้งคุณ ภัยก็คือกิเลสอยู่ภายในใจ คุณก็คือธรรมก็อยู่ภายในใจ แต่มากต่อมากมันมีตั้งแต่เรื่องของกิเลสเป็นเจ้าอำนาจปกครองจิตใจ โลกทั้งหลายจึงมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะสูงต่ำอะไรเลย ขึ้นอยู่กับกิเลสที่มีมากน้อยภายในหัวใจ บีบบังคับอยู่ที่ใจๆ ใครรู้ คำว่ากิเลสๆ บีบบังคับอยู่ที่หัวใจ ใครรู้ได้ มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น นี่ละอัศจรรย์ไหมล่ะพระพุทธเจ้า พวกเราสามโลกธาตุไม่มีใครรู้แม้แต่รายเดียว พระพุทธเจ้าทรงรู้ได้แก้ได้ถอนได้ แล้วก็มาสั่งสอนสัตว์โลก โดยอุบายวิธีที่พระองค์ทรงดำเนินมาเรียบร้อยแล้วนั้น แล้วกระจายออกไปเป็นสาวก ก็เลยกลายเป็น พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา

เราเกิดมามีวาสนานะ ได้เกิดมาพบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พุทธศาสนาว่างั้นเลย ใครจะไม่นับถือง่ายๆ นะ กิเลสไม่ยอมให้นับถือ ผู้ที่จะนับถือพุทธศาสนาได้นี้เรียกว่ามีนิสัยมีวาสนา ไม่เช่นนั้นไม่นับถือ ธรรมชาติที่เลิศก็มีอยู่สาม พุทธ ธรรม สงฆ์ ที่ว่าเลิศสามนี้ขึ้นอยู่กับภาคปฏิบัติอีกนะ ถ้าใครเป็นนักปฏิบัติ นักจิตตภาวนาชำระเข้าไปๆ สามพระรัตนตรัยนี้จะอยู่ในนั้น เจอเข้าไปตรงนั้นแห่งเดียว ดังที่เคยพูดว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง เป็นอยู่ที่ใจ เลิศเลออยู่ที่ใจ แขนงที่เราแยกออกไปว่าเป็นพุทธเป็นธรรมเป็นสงฆ์ เวลาหลักธรรมชาติจริงๆ แล้วเป็นธรรมแท่งเดียวกัน นี่ละธรรมอันประเสริฐ

ให้พากันระมัดระวังสำรวมสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย อย่าให้เข้ามาแปดเปื้อนตัวเอง ให้สำรวมระวังตลอดเวลา สำหรับพระมีหน้าที่การงานอย่างเดียวแต่ชำระกิเลสด้วยสติปัญญา ศรัทธา ความเพียรอย่าได้ปล่อยได้วาง วันหนึ่งอย่าให้โอกาสเสียไปๆ โอกาสของเราให้อยู่กับความพากเพียร สติเป็นสำคัญ สติติดแนบอยู่กับใจกิเลสประเภทต่างๆ จะเกิดไม่ได้ เอา นำคำนี้ไปปฏิบัติต่อองค์ท่านเองซิแต่ละรายๆ กิเลสจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตาม สติเป็นฝั่งกั้นน้ำมหาสมุทรมหาสมมุติมหานิยม นี้คือกิเลส สติเป็นฝั่งเป็นขอบกั้นเอาไว้ได้ ถ้าไม่เผลอสติเป็นเวลานานเท่าไรกิเลสเกิดไม่ได้ พอเผลอแพล็บออกแล้ว ออกแล้วก็กว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาเจ้าของ ไม่ทราบว่ากี่เรื่องกี่ราว สังเกตให้ดีนักปฏิบัติ

สติเป็นสำคัญมากทีเดียว ใครประกอบความพากเพียรสติติดแนบไปเท่าไรๆ ผู้นั้นจะตั้งรากฐานได้ไม่สงสัย ตั้งรากฐานคือเริ่มแต่ความสงบเย็นใจไป ออกจากความสงบเย็นใจแล้วก็เป็นความแน่นหนามั่นคงของจิต จิตใจมีความสง่างามสว่างไสวอยู่ภายในจิต นี้เพียงขั้นสมถะคือความสงบใจ เข้าถึงขั้นสมาธิเท่านี้พูดภาษาของเราก็เรียกว่าพออยู่พอกินแล้ว เพราะฉะนั้นผู้บำเพ็ญธรรมจึงติดสมาธิคือความสงบ ความเย็นใจ ติดได้ ต้องมีปัญญามีผู้เฉลียวฉลาดสอน ดึงออกทางด้านปัญญา ปัญญามีความเฉลียวฉลาดถอดถอนกิเลส สำหรับสมถะความสงบเย็นใจ หรือสมาธิความแน่นหนามั่นคงของใจนี้ไม่ใช่เรื่องแก้กิเลส เรียกว่าตีกิเลสตะล่อมเข้ามาให้จิตมีความสงบร่มเย็น จะไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวายก่อกวนตัวเองมากนัก

พอจิตสงบเข้ามาแล้ว น่นเรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย พาออกทางด้านปัญญาพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ แยกเขาแยกเรา ภูเขาภูเรา ดูให้ดีอยู่ในตัวของเรานี้หมด อยู่ในตัวของเราแต่ละคนๆ ปัญญาหยั่งเข้าไปตรงนั้น เราจะได้เห็นเหตุเห็นผลที่นี่ แล้วจิตใจจะยิ่งเบิกกว้างออกไปๆ มีความสง่าผ่าเผย เฉลียวฉลาดแหลมคมไปโดยลำดับ นี่เรียกว่าปัญญาแก้กิเลส สมาธิเป็นแต่เพียงว่าตีกิเลสให้สงบตัวเข้ามาเท่านั้น ปัญญาเป็นผู้ฆ่ากิเลสแก้กิเลส อย่าอยู่ในสมาธิเฉยๆ นะ อยู่จนกระท่งวันตายก็ได้แค่นั้น ถ้าออกทางด้านปัญญาแล้วจะขยายตัว จนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ได้เพราะอำนาจของปัญญา เอาละเท่านี้ จำให้ดีก็แล้วกัน

หลังจังหัน

เสียงธรรมไปที่ใดจะมีความรู้สึกแทรกขึ้นๆ หรือได้สติสตัง มีความระลึกสะดุดเป็นพักๆ ถ้าเสียงธรรมไปที่ไหน ถ้าเสียงกิเลสไปที่ไหนจะหมอบๆ มีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมาน ถ้าธรรมไปที่ไหนจะเปิดขึ้นๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส มันต่างกัน คำว่าธรรมก็ดี กิเลสก็ดี อยู่ที่ใจดวงเดียว ใจนี้เป็นภาชนะรับได้ทั้งโลกและธรรม ทั้งสุขและทุกข์ ใจดวงนี้เป็นภาชนะรับสุขรับทุกข์ได้ นอกนั้นไม่มี นี้เขาไม่รับนะ ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศเขาไม่ได้รับสุขรับทุกข์ ตัวรับก็คือตัวรู้ๆ นี่แหละมันหลง มันหลงมันถึงได้รับ ประดับด้วยธรรมแล้วรู้แล้วละๆ ทุกข์ไม่มี ดังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน ท่านไม่มีทุกข์ทางใจ พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี เรียกว่าทุกข์ทางใจท่านไม่มี ตั้งแต่วันกิเลสตัวเป็นสาเหตุสร้างกองทุกข์ให้สัตว์โลกพังลงไปจากใจเท่านั้น บรมสุขขึ้นทันทีเลย ขึ้นได้ทุกองค์บรรดาท่านผู้สิ้นกิเลสตัวลามกนี้ สดๆ ร้อนๆ ด้วย ไม่มีสมัยนั้นสมัยนี้

กิเลสกับธรรมเป็นอกาลิโกด้วยกัน ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา สร้างกิเลสกิเลสเกิดทุกข์เกิด สร้างธรรมธรรมเกิดสุขเกิด ขึ้นที่หัวใจ เพราะฉะนั้นเราเป็นเจ้าของของใจ คือสติปัญญาเป็นเจ้าของของใจ ใจเป็นแต่เพียงความรู้เฉยๆ ต้องมีเจ้าของเป็นผู้รักษา อันนี้ละรักษาใจ เราเดินไปตามถนนหนทางเห็นไหมสัตว์ประเภทต่างๆ ลงสุดท้ายก็ไส้เดือน บุ้งกือ เขามีความรู้อยู่นั้น เขาคืบคลานไปตามประสาของเขา นั่นไม่มีเจ้าของ สติปัญญาไม่มี มีแต่ความรู้มันก็ไปเพ่นๆ พ่านๆ เหมือนอย่างคนเสียสติเป็นบ้าเป็นบอ ไปอยู่ตามทางไฟเขียวไฟแดง เราไปเห็นชัดเจนที่อุดร นั่นก็ได้เอามาพิจารณา

เรานั่งรถผ่านไปนั้น มีบ้าคนหนึ่งเขาจัดเขาทำอะไรอยู่ที่ไฟเขียวไฟแดง เขาไม่สนใจกับใคร รถวิ่งขวักไขว่ทั้งระวังจะชนคนบ้า ทั้งระวังจะชนรถด้วยกัน รถวิ่งวุ่น ตอนนั้นตำรวจไม่มี ไอ้นั้นเขาจัดเฉยสบายของเขา พวกนี้ยุ่ง นั่นละความรู้มีแต่ไม่มีเจ้าของ คือสติปัญญาความรับผิดชอบความผิดถูกชั่วดีประการใด เขาเป็นอย่างนั้น นั่นละมีแต่ความรู้เป็นอย่างนั้น จึงต้องมีสติปัญญา ความรู้อันนั้นไม่ใช่ความรู้ธรรมดา เป็นความรู้ที่เต็มไปด้วยกิเลส ไม่มีเจ้าของรักษา ความรู้ที่เต็มไปด้วยธรรมคือความรู้พระพุทธเจ้า ความรู้พระอรหันต์ นั่นเป็นธรรมล้วนๆ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน อันนั้นรอบหมดแล้ว เลิศสุดยอดแล้ว

จิตดวงนี้แหละดวงที่คืบคลานอยู่นี้ เกิดตามอำนาจของกรรม กรรมหนาก็เกิดไปตามสถานที่ ภพชาติต่ำๆ กรรมเบาบางลงไปแล้วก็เกิดสูงขึ้นไปๆ รู้จักผิดถูกชั่วดีโดยลำดับลำดา ปลดเปลื้องตนเองจากสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลาย สั่งสมความดีงามเข้าสู่ใจ ใจก็มีสง่าราศีขึ้นมา มีอำนาจภายในใจขึ้นมา ใจจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เราที่รู้ผิดถูกชั่วดี ควรจะได้สังเกตสังกาใจให้ดี

นักภาวนานั่นแหละ เป็นผู้ที่จะรู้เหตุผลกลไกดีชั่วได้เป็นอย่างดีจากใจดวงเดียวกันนี้ มันมีทั้งดีทั้งชั่ว ธรรมนั้นเวลากิเลสหนาขึ้นมาธรรมเหมือนไม่มี มีแต่กิเลสออกแสดงลวดลายเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปที่ไหนก่อความเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด จากใจดวงที่มันเดือดร้อนวุ่นวายนั้นแล ทีนี้เวลาได้สั่งสมอบรมในทางที่ถูกที่ดีก็รู้ผิดถูกชั่วดี สง่างามขึ้นมาๆ กลายเป็นใจที่มีคุณค่าและเป็นใจอัศจรรย์ ดังใจพระพุทธเจ้า ใจพระอรหันต์ท่าน นี้คือใจอัศจรรย์ นี่ละชำระได้จนถึงขั้นอัศจรรย์ ถ้าไม่ชำระ มีแต่สั่งสมความชั่วก็ยิ่งมืดบอดไปโดยลำดับลำดา จึงให้พากันสนใจพิจารณา

ดูอะไรก็ไม่เลิกไม่แล้วไม่มีสิ้นสุดยุติได้นะ ถ้าดูลงที่ดวงใจตามพุทธศาสนา แนวทางของศาสดาองค์เอกสอนไว้แล้วนี้จะค่อยรู้ เป็นผู้เป็นคนขึ้นมา ดีขึ้นมาโดยลำดับ ศาสดาองค์เอกนี้เรียกว่าเลิศแล้วในการฝึกฝนพระองค์ ถึงขนาดตรัสรู้ จากนั้นมาก็คือพระอรหันต์ ท่านเหล่านี้เป็นผู้หมดโทษแล้วภายในจิตใจ พ้นไปหมดโดยประการทั้งปวง อยู่ในสามแดนโลกธาตุนี้แต่ใจนี้เหนือหมดทุกอย่างแล้ว คือใจที่บริสุทธิ์ เช่นใจพระพุทธเจ้าใจพระอรหันต์ จากการอบรมดูใจตัวเอง ดูที่ไหนไม่สิ้นไม่สุด ถ้าดูใจนี้มีทางจะสิ้นสุดยุติ เพราะรู้จักผิดถูกดีชั่ว ชำระสะสางออกไปโดยลำดับ แล้วดีก็เด่นขึ้นมาๆ กลายเป็นผ้าขาว อะไรถูกนิดไม่ได้ปัดปุ๊บๆ เลย

ผ้าขาวกับผ้าดำ มีอยู่สอง หลังหมีกับหลังหมา หมาถ้าหลังมันขาวอะไรถูก สีแดงก็รู้ทันที สีดำรู้ทันที ถ้าเป็นหลังหมาดำที่เราเลี้ยงไว้นี้อะไรถูกก็ไม่รู้ นอกจากไม้เรียวถูก ถ้าไม้เรียวถูกมันก็รู้ ยกตัวอย่าง เรามาที่ครัวไฟ มีไม้เรียวอยู่นะนั่นเพื่อดัดสันดานหมา ถ้ามันกัดกันไม้เรียวมาทันทีใส่ปั๊วะเลย ทีนี้หมาเหล่านี้เขาก็รู้เหมือนกัน เขาไม่รังแกกัน พอเห่อห่าใส่กันนี้เขาจะหาทางออก พอเห่อห่าเขารู้ว่าเขาผิดเขาจะวิ่งหนีเลย ไม่วิ่งไม่ได้ไม้เรียวอยู่นั้น เห่อห่าขึ้นมาไม้เรียวปั๊วะเลย เพราะฉะนั้นพอตัวไหนมีลักษณะเห่อห่าขึ้นมาเขาจะวิ่งหาทางออก เขารู้ผิด เข้าใจไหมล่ะ ถ้ารู้ผิด หมามันก็ไม่ทำ ไม้เรียวอยู่นั้นละส่วนมากจะประจำสำหรับเรา ดัดสันดานหมา

มีวันหนึ่งเรานั่งอยู่นั้น ไอ้ปุ๊กกี้กับไอ้หมีเข้ามา ไอ้ปุ๊กกี้มักจะเป็นตัวรังแกเขา เขาไม่ถือสีถือสาละไอ้หมี นิสัยดีนะ กับหมาเล็กหมาน้อยไม่ถือสีถือสา เขาไล่กัดมันวิ่งหนีๆ มันไม่เล่นด้วย คือประสาเด็ก ความหมายคงว่างั้น ทีนี้วันหนึ่งไอ้ปุ๊กกี้มันปากไว เห่าก็เร็วกัดก็ไว โวกวากใส่ไอ้หมี ไปกัดไอ้หมี ไอ้หมีมันเจ็บมันก็วากใส่ พอวากใส่เท่านั้นไม้เรียวก็มาละ จับหมาสองตัวนี้มา จับไอ้ปุ๊กกี้มาก่อน ไอ้ปุ๊กกี้ตัวสำคัญ จับมาหวด ใส่เปี๊ยะๆ ให้พอเจ็บดีๆ ใส่เปี๊ยะๆ ถึงห้าเปี๊ยะ ไม่ร้องเลย นิ่ง ตีห้าหนหมอบเลย พอปล่อยนี้วิ่งปุ๊บเข้ากรง เข้ากรงไม่ได้ประตูกรงปิด เลยไปนอนเฝ้าอยู่ประตูกรง หัวเสียพูดง่ายๆ

จากนั้นก็จับไอ้หมีหมา ไอ้หมีไม่ใช่ฝ่ายผิด ไอ้ปุ๊กกี้ต่างหากเป็นฝ่ายผิด มันทนไม่ไหวมันก็วากเอาบ้าง ตกลงจับไอ้หมีมาอีกฟาดสี่เปี๊ยะ ไอ้นี่เงียบเหมือนกัน อันนั้นตีห้าเปี๊ยะไม่ร้อง ไอ้หมีฟาดสี่เปี๊ยะไม่ร้อง พอปล่อยแล้วไอ้ปุ๊กกี้วิ่งเข้าประตูกรง เข้าประตูกรงไม่ได้ คงหัวเสียท่า ไปเฝ้าอยู่ประตูกรง ส่วนไอ้หมีเขาอยู่นั้นสบาย เฉย เขาเล่นสบายๆ โดนสี่เปี๊ยะไม่ร้องเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหมาเรานี้จึงรังแกกันไม่ได้ เสียงโวกวากที่ไหนไม้เรียวจะมาๆ ไม้เรียวสำหรับดัดสันดานหมาอยู่ในนั้น เราไปที่ไหนหากมีอยู่ในนั้น ในครัวก็มีไม้เรียว ที่ไหนก็มีไม้เรียว ขาดตกบกพร่องตั้งแต่ที่ศาลาเราเท่านั้น ศาลาเราไม่มีไม้เรียวมันจึงสนุกคึกคะนองพวกนี้ ถ้ามีไม้เรียวพวกนี้จะแตกฮือเลยนะ

เรายังไม่ได้สั่งหาไม้เรียวสำคัญๆ มาให้ทันกับเหตุการณ์ เพราะเหตุการณ์มันเกิดตลอด ยิ่งเวลารวมๆ กันนี้มันเกิดได้ละเหตุการณ์ แต่ไม้เรียวไม่มี เพราะฉะนั้นไม้เรียวจึงเป็นของสำคัญสำหรับดัดสันดานตัวดื้อๆ คนดื้อๆ หมาดื้อๆ ต้องเอาไม้เรียวเท่านั้นนอกนั้นมันไม่กลัว

นี่พูดเรื่องดัดสันดานจิต จิตเวลามันคึกมันคะนอง คึกมากคะนองมาก นั่นละกิเลสอยู่ในนั้น กิเลสมีมากเท่าไรต้องทำจิตให้คึกให้คะนองให้ดีดให้ดิ้น โดยหาเหตุหาผลไม่ได้ เป็นไปตามอารมณ์ เรียกว่ากิเลส อารมณ์ของกิเลสนี้จะไม่มีเหตุมีผลผิดถูกดีชั่ว จะเป็นไปตามอารมณ์ของตัว นี่เรียกว่ากิเลส ธรรมมีเหตุมีผล ดุก็ด้วยเหตุด้วยผล ดีก็ด้วยเหตุด้วยผล เป็นเครื่องดัดกัน เราเมื่อจิตใจไม่มีเหตุมีผลต้องเอาธรรมเข้าดัดสันดานให้มากให้มันหมอบ ไม่เช่นนั้นดีดดิ้นนะจิตถ้าไม่มีธรรมดัดสันดาน

กิเลสต้องมีธรรมเป็นเครื่องดัดสันดาน ไม่มีธรรมเสียหายหมดทั้งคนทั้งสัตว์นั่นแหละ ธรรมจึงเป็นของจำเป็นมากสำหรับฝึกหัดดัดแปลง หนักเบามากน้อยตามแต่เหตุการณ์ผิดถูกชั่วดีมากน้อย ธรรมจะมาตอนนั้นๆ ให้อยู่ในความพอดิบพอดี แล้วก็ฝึกกันไปเรื่อยๆ ฝึกกายวาจาแล้ว หลักใหญ่ฝึกที่ใจ ใจมันดีดมันดิ้นไปทางไหนต่อทางไหน สติมีคอยดูจะรู้ จิตมันแย็บออกไปทางไหนรู้ๆ เช่นเราจะภาวนา เอาธรรมให้เป็นงานของจิต ภาวนาด้วยธรรม เอาธรรมเป็นงานของจิต ไม่เอากิเลสมาเป็นงานของจิต บังคับจิตให้อยู่ในธรรม บำเพ็ญธรรม เรียกว่าทำงานด้วยธรรมเป็นประจำ จิตก็จะสงบร่มเย็นไปเรื่อยๆ

ถ้างานนี้เผลออ่อนตัวเมื่อไร งานของกิเลสจะเข้ามาให้คึกให้คะนองให้ดีดให้ดิ้น คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ วันนี้ภาวนาไม่ดีจิตไม่สงบ มันจะสงบอะไรมันปล่อยลิงออกเพ่นพ่าน ปล่อยใจจากสติเท่านั้นมันก็เพ่นพ่านของมัน เพราะฉะนั้นสติจึงเป็นของสำคัญ บังคับได้ทุกอย่างสติ ถ้าไม่มีสติเหลวไหลทั้งนั้นแหละ พากันจำเอานะ การฝึกต้องมีหนักมีเบา เราจะอยู่ตามอำเภอใจเฉยๆ ให้ดีดีไม่ได้มนุษย์เรา ต้องดีด้วยการฝึกฝนอบรมตน มันหนักก็ต้องเอาให้หนัก กิเลสมันหนักนั่นละมันคึกคะนองมาก มันดีดมันดิ้นมาก เอาธรรมหนักเข้าไปรับกัน น้ำหนักของกิเลสมีมาก น้ำหนักของธรรมมีน้อยสู้กิเลสไม่ได้วันนั้นไม่สบาย น้ำหนักของธรรมมีมากดัดกิเลสลงไปไม่ให้มันคึกคะนองได้วันนั้นสงบเย็น

จิตตภาวนาเราบังคับ เช่นคำบริกรรมเอาให้หนาแน่น สติบีบเข้าไป ความคิดความปรุงทั้งหลายที่จะก่อให้เกิดฟืนเกิดไฟเผาหัวใจตัวเองก็ค่อยสงบลงไปๆ เรียกว่าจิตสงบดีวันนี้ ขึ้นอยู่กับสตินะพากันจำเอา พูดเท่านั้นละวันนี้ไม่พูดมากอะไร เพราะพูดมากมาโดยลำดับลำดา เอาเท่านั้นละ ดูวัดนี้ให้ดูสองภาค ดูพระดูเณรท่านเป็นยังไง พระเณรท่านตั้งใจมาปฏิบัติธรรมล้วนๆ ดูองค์ไหนจะน่าดูด้วยกันนั้นแหละ เพราะอยู่กับสติระมัดระวังรักษาตลอดเวลา จะไม่ลดละความสวยงาม จะสวยงามไปตลอด ถ้าขาดสติขาดความสำรวมระวังแล้วเลอะๆ เทอะๆ

แล้วดูที่วัดนะ ดูพระเณรในวัดนี้ เริ่มตั้งแต่ท่านมารวมกันที่นี่ เช่นรวมจัดอาหารขบฉันท่านจัดยังไงๆ ให้ดู ท่านทำยังไงพระในวัดนี้ท่านจัดอาหารการบริโภค ท่านแบ่งสันปันส่วนให้สม่ำเสมอ มีธรรมเป็นหลักมีธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่เอาลิ้นเอาปากใหญ่โตยิ่งกว่าธรรม ต้องเอาธรรมเหนือตลอด จะมีมากมีน้อยให้สม่ำเสมอกันหมดนี้เรียกว่าธรรม อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ถ้าใครเห็นแก่ลิ้นแก่ปากคนนั้นก่อความเดือนร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น อยู่กับหมู่เพื่อนไม่สนิท เป็นอย่างนั้นละ จึงต้องอยู่ด้วยธรรม สติธรรม ปัญญาธรรม ระมัดระวังความเคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจของตนให้ดี เวลาอยู่กับหมู่กับเพื่อนเมื่อต่างคนต่างระมัดระวังรักษาแล้วก็สวยงามไปตามๆ กัน

เช่นอย่างดูพระในวัดนี้ เป็นยังไงท่านปฏิบัติยังไง ออกจากนี้แล้วให้ไปดูในครัว ให้ปิดจมูกไว้ตั้งแต่เริ่มผ่านต้นไม้นี้เข้าไปในครัว ปิดจมูกไว้ไม่งั้นมันจะเหม็นคลุ้งหงายไปเลย มันเหม็นคลุ้งทั้งหมด นั่นความมีกฎมีระเบียบไม่มีกฎมีระเบียบมันต่างกัน อยู่ในวัดหลวงตาบัวเป็นผู้ปกครองหมด ไปทางโน้นเหม็นคลุ้ง มาทางนี้หอมหวน ดูซิดูพระในวัดนี้ สถานที่นี่เข้าไปข้างในห้ามเด็ดขาด เราเป็นหัวหน้าในการปฏิบัติธรรม ให้สิทธิอำนาจโอกาสทุกอย่างกับพระทุกองค์ๆ ได้ประกอบความพากเพียรเต็มตามความต้องการเหมือนกันหมด จึงไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง นี่เขตห้ามเข้า เป็นเขตบริเวณของท่านที่บำเพ็ญธรรม เป็นอย่างนั้น

ส่วนไปทางนี้นั้นติดประกาศไว้ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ ติดประกาศเข้าไปในนี้บอกว่า พวกเลอะเทอะที่ยังไม่มาให้หลั่งไหลกันมา พวกที่มาแล้วให้กัดกันเหมือนหมา เข้าใจไหม อยู่ในครัวนี้นะ มีประกาศติดไว้หรือเปล่า ถึงไม่ติดมันก็ประกาศในตัวของมันแล้วไม่จำเป็นต้องติดเข้าใจไหมล่ะ ให้ดูได้สองฟาก ลูกศิษย์หลวงตาบัวด้วยกัน มันต่างกันอย่างนั้นนะ เอาละพูดมากเดี๋ยวเขาจะโมโหให้เรา พวกนี้จะไปลงนรกหมด ขึ้นสวรรค์แต่เราคนเดียว พวกลูกศิษย์ลงนรกหมด หลวงตาขึ้นสวรรค์คนเดียว เราก็ไม่อยากขึ้น ครูบาอาจารย์ไปยังไงลูกศิษย์ก็ต้องตามไปใช่ไหม นี่อาจารย์ไปสวรรค์ลูกศิษย์จมในนรกหมดมันก็เข้ากันไม่ได้ ก็ถูไถกันไปอย่างนั้น เอาละพอ ทีนี้จะให้พร

มีอะไรอีกไหมล่ะวันนี้ (ไม่มีครับ เรื่องพระหลวงตาก็บอกไปแล้ว) เอ้อ นี่ก็บอกแล้ว ขับไล่แล้ว ถ้าเลยฐานะของพระที่จะบังคับไม่ได้แล้วก็เอาเจ้าหน้าที่เข้ามามันก็เป็นขั้นๆ พระองค์นี้รู้สึกว่ารุนแรงมากนะ ตั้งแต่อุปัชฌาย์มา ไล่มากันเป็นลำดับลำดา เดี๋ยวนี้กำลังมาเข้าวัดป่าบ้านตาด ก็ลำบากเหมือนกัน เราจึงสั่งทีเดียวเป็นสองขั้นไปเลย ขั้นนี้ให้พระไล่เสียก่อน ขั้นที่สองก็เจ้าหน้าที่เขาไล่ เข้าใจไหม มันเป็นขั้นๆ มันเลวอย่างนั้นละพระเรา ไม่ทราบมายังไง อุปัชฌาย์ก็ตัดหางปล่อยแล้วยึดใบสุทธิไว้แล้ว ไปอยู่ที่ไหนก็ถูกขับๆ เรื่อยมา เดี๋ยวนี้กำลังมาเข้าวัดป่าบ้านตาด วัดป่าบ้านตาดก็หนักต้องได้ขับกัน เลอะเทอะเหลือเกิน

ขับอะไรก็ขับเถอะน่า เราอย่าว่าตั้งแต่ขับคนนั้นคนนี้เลย เราไม่ได้มองดูตัวของเราตัวอันธพาลใหญ่ ตัวขี้เกียจขี้คร้านอยู่นี้ขับมันออก มันไม่ออกง่ายๆ นะตัวนี้ ตัวนี้ตัวรุนแรงมากตัวอันธพาล ตัวขี้เกียจขี้คร้านภาวนามันอยู่ในนี้ ตัวนี้ขับยากนะ แล้วไม่มีใครขับเสียด้วย เข้าใจเหรอ มันต้องขับให้รอบด้านซิ ข้างนอกข้างในขับเข้าไป เอาละพอ พอแล้ว

(ทองคำวันนี้ได้ ๒๐ บาท ๔๒ สตางค์ครับผม) เออ ได้เยอะ อย่างนี้ละค่อยได้เรื่อยๆ ซึมซาบๆ เราพยายามที่สุดแล้วสำหรับที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ชาติไทยของเรา ทุกวิถีทางที่เราเสาะแสวงหาเพื่ออุ้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดมา เราไม่เคยมีอะไรจากเจตนาของเราแม้เม็ดหินเม็ดทรายว่าจะเป็นการทำให้กระทบกระเทือนแก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในหัวใจเราไม่มี มีตั้งแต่ความอุ้มชูขึ้นตลอด นี่ทองคำก็จะเข้า ๓๐๐ กิโลแล้วมัง (รวมกับเศษของเก่า ๓๐๐ กว่าแล้วครับ) เอ้อ ๓๐๐ ร้อยกว่าจาก ๑๑ ตัน ทองคำได้น้ำหนัก ๑๑ ตัน แล้วก็ปาเข้าไป ๓๐๐ กว่ากิโลแล้ว นี่ก็จะขนเข้าหัวใจของชาติ เราพยายามทุกวิถีทาง ส่วนดอลลาร์เข้าเพียง ๑๐ ล้านกว่า จากนั้นก็กระจายออกไปช่วยชาติบ้านเมือง

เราพยายามที่สุดนะเพื่อพี่น้องลูกหลานไทยเรา นี่เป็นกาลอันควรที่เราจะพอได้ยังไงเราพยายามช่วยทุกด้านทุกทาง เราตายไปแล้วจะไม่ได้นะ เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามท่านผู้ใด เท่าที่ผ่านมาก็ไม่เห็นใครเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายได้ทองคำขนาด ๑๑ ตัน ๓๗ กิโลครึ่งเข้าเรียบร้อยแล้วนี้ แล้วดอลลาร์ตลอดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราขวนขวายเพื่อประเทศไทย เพื่อเข้าสู่เมืองไทยมีมากน้อยเพียงไร นอกจากนั้นยังเทศนาว่าการทั่วประเทศไทยแล้วก็ทั่วโลกอีก เราพยายามสุดกำลังความสามารถแล้ว อะไรที่เป็นประโยชน์แก่พี่น้องลูกหลานไทยเรา เราทำในฐานะที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ตายแล้วมันทำไม่ได้ เอาละไปละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก