งานยุติภพชาติ
วันที่ 9 มิถุนายน 2549 เวลา 7:45 น. ความยาว 53 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

งานยุติภพชาติ

ก่อนจังหัน

วันนี้พระเท่าไร (๓๕ ครับผม) ๓๕-๓๖ อยู่นี้แหละ ทางภูวัวก็พอๆ กัน เดี๋ยวนี้ภูวัวจะให้ท่านอุทัยไปอยู่อีกแห่ง เขาถวายที่ให้เราที่เขาใหญ่ ทีนี้เราก็มองหาตัวผู้ที่จะมาดูแลวัดพอเป็นสาระสมที่เขามีศรัทธาถวายก็ไม่มองเห็นใคร มองเห็นแต่ท่านอุทัย เลยมอบให้ท่านอุทัย ปีนี้ท่านอุทัยจะไปจำพรรษาที่วัดเขาใหญ่นี่ละ คุณหญิงหน่อยก็มา ว่าอาจารย์อุทัยจะมาจำพรรษาที่นั่น เลยนิมนต์เราไปเป็นประธานกฐิน กฐินของเราพอออกพรรษาแล้วเสาร์-อาทิตย์ต้นของเรา เสาร์-อาทิตย์สองก็เขาใหญ่ จะมีพระมากน้อยเท่าไรเราไม่ได้นับ แต่ถ้าท่านอุทัยอยู่นั้นดี เราไว้ใจท่านอุทัย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรับเลี้ยงดูตลอดเลยวัดภูวัว อันนี้เลี้ยงตลอด ๒๐ กว่าปีแล้ว

ท่านอุทัยแยกตัวออกไปนี้พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็จะมีแทน เราก็เลี้ยงดูตลอดไป ทางนี้ก็มอบให้ทางกรุงเทพเขาเลี้ยงดู ที่วัดเขาใหญ่เราจะมอบให้ทางกรุงเทพเลี้ยงดู ถ้าเลี้ยงดูไม่ได้ฆ่าคนกรุงเทพให้หมด จับท่านอุทัยกลับมา เข้าใจ มอบพระให้องค์เดียวเลี้ยงไม่ได้ก็ไม่ควรจะให้อยู่ จะสร้างขึ้นอีกที่หนึ่งให้เป็นสาระๆ ไม่ได้สร้างแบบสุ่มสี่สุ่มห้านะ จึงเอาท่านอุทัยไปให้ท่านเป็นคนดูแล ท่านอุทัยเรียบร้อยมาตั้งแต่ต้นเลยไม่มีด่างพร้อย เรียบมา จนกระทั่งถึงวัดภูวัวนี้มีพระจำนวนมากอย่างนี้ละ

เรารักสงวนสถานที่ที่ภูวัว เราจึงต้องเลี้ยงดูพระ ให้พระท่านปฏิบัติ ท่านเหล่านี้แหละที่จะทรงมรรคทรงผลอยู่ในป่าในเขา ภูวัวนี้กว้างขวางมากทีเดียวไม่ใช่ธรรมดา แล้วพระที่อยู่ตามแถวนอกๆ มี เวลาท่านจำเป็นท่านก็มาติดต่อขอที่วัดภูวัว เราบอกให้ท่านไป เราไม่อาจที่จะส่งเสียซอกแซกซิกแซ็กได้ ให้ท่านมาเอา ขาดเหลืออะไรให้บอกทันที เราจะส่งมาทันทีเราบอกอย่างนั้น คือเรารักสงวนพระที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ท่านเหล่านี้แหละเป็นผู้ที่จะทรงมรรคทรงผลสดๆ ร้อนๆ ดังศาสดาพาทรง

ที่สำคัญๆ ก็มีภูสังโฆ ภูผาแดง วัดดอยธรรมเจดีย์ วัดดงศรีชมพู วัดภูวัว เหล่านี้เป็นวัดที่สำคัญๆ มาก เราสงวน นี่เป็นวัดที่จะทรงมรรคทรงผลเช่นเดียวกับครั้งพุทธกาลเรา การปฏิบัติธรรมเมื่อปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าแล้ว ตลาดมรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ อยู่กับผู้ปฏิบัติ ไม่ได้อยู่กับคัมภีร์ใบลานนะ อยู่กับผู้ปฏิบัติต่างหาก

ยิ่งจะตายเท่าไรก็ยิ่งเป็นห่วงเพื่อนฝูงพระเณรตลอดประชาชนทั้งหลาย กลัวจะไม่ได้หลักยึด โลเลๆ เดี๋ยวนี้มันโลเลไปมากแล้ว ศาสนากลายเป็นส้วมเป็นถานไปแล้วเดี๋ยวนี้ คือมันเลอะขนาดนั้น ศาสนาพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลิศเลอเท่าแหละ แต่ผู้เข้าไปเกี่ยวข้องศาสนาปฏิบัติศาสนา ไปทำความเลอะเทอะ ศาสนาเลยเป็นสิ่งที่ไม่น่าดู น่าขยะแขยงไปแล้ว วัดแทนที่จะเป็นที่เคารพบูชาสักการะของสาธุชนทั้งหลาย มันกลายเป็นส้วมเป็นถานไปแล้ว แล้วอะไรอยู่ในส้วมในถาน มูตรคูถ แล้วอะไรอยู่ในวัดนั้น พระเณรปฏิบัติตัวแบบมูตรแบบคูถมันก็เลอะเทอะดูไม่ได้นะ

โถ พุทธศาสนานี้ไม่มีละในโลกนี้ ชี้นิ้วเท่านั้น เลิศเลอ คือพระพุทธเจ้าเป็นผู้สิ้นกิเลสเรียบร้อยแล้วมาเป็นผู้ประกาศศาสนา มีพระองค์เดียว ในโลกนี้มีองค์เดียวเท่านั้น เราจะหาที่ไหนได้อีก แล้ว สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบหมดตลอดเลย ไม่มีผิดเพี้ยนไปได้ ออกจากท่านผู้บริสุทธิ์พุทโธโลกวิทูโดยแท้  จึงพากันเทิดทูนนะ นอกนั้นเราไม่พูดถึงแหละ มูตรๆ คูถๆ เสกกันขึ้น อันนั้นดีอันนี้ดี ศาสนานี้ศาสนานั้นว่ากันไปอย่างนั้น ก็คนมีกิเลสไปหาเสกสรรปั้นยอ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เสก เป็นศาสนาบริสุทธิ์พุทโธขึ้นโดยแท้

พุทธศาสนานี่เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว เอาให้มันชัดเจนก็คือ ขึ้นเวทีเสียก่อน เวทีจิตตภาวนา จะได้รู้เรื่องของพระพุทธเจ้าของพระสาวกทั้งหลาย แล้ววงกว้างออกไปรู้เรื่องของพุทธศาสนาได้ดี ขอให้ขึ้นเวทีฟัดกับกิเลสบนหัวใจนี้เท่านั้นจะจ้าออกมา ถึงกันหมดเลย พระพุทธเจ้าเป็นยังไงๆ ถึงกันหมดเลย เป็นศาสนาเอกแหละ เราอย่ามานอนกอดศาสนานะ นอนกอดเฉยๆ ได้พระพุทธรูปมาเอาไปวางไว้บนหิ้ง เจ้าของสนุกนอนหลับครอกๆ ไม่ได้หน้าได้หลังอะไรเลย จิตใจมันจืดมันชืดไม่มีราค่ำราคา ของที่มีราค่ำราคาควรจะเอาไว้กราบไหว้บูชาเป็นมงคลมหามงคลแก่ตน กลายเป็นเรื่องเศษเหล็กเศษธาตุไปเสีย เช่นพระพุทธรูปนี้ก็เหล็กหรือธาตุอะไรก็แล้วแต่ มาตั้งขึ้นเป็นศาสดาแทนพระองค์ มันก็ไม่เห็นสำคัญยิ่งกว่าหมอนไปเสีย

หมอนนั้นแหละตัวสำคัญ พวกนี้กราบหมอนกันทั้งนั้น หมอนแตก มองไปที่ไหนมีแต่เย็บเสื่อเย็บหมอน มองไปเห็นก้มเงยๆ ก้มเงยอะไร เย็บหมอน หมอนเป็นอะไร หมอนแตก คือนอนไม่หยุด นี่พวกหมอนแตกมันไม่ได้หน้าได้หลังอะไรเลย ถ้าว่าเรื่องศีลเรื่องธรรมไม่สนใจ จิตใจนี้หมดค่าแล้วนะ ลงว่าศีลว่าธรรมไม่สนใจแล้วหมดค่าหมดราคาแล้ว ถ้าว่ามูตรว่าคูถ ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา เป็นทองทั้งแท่งขึ้นมา มันเสกส้วมเสกถานเสกมูตรเสกคูถขึ้นมาเป็นทองทั้งแท่งแล้วนะเวลานี้ มันกราบมูตรกราบคูถเป็นทองทั้งแท่งไปแล้ว ความดิบความดีมันไม่สนใจจะกราบเพราะมันหมดค่าหมดราคาหัวใจมนุษย์เรา

เลวลงทุกวันๆ นะไม่ใช่ธรรมดา เลวลงๆ ยิ่งเอาธรรมจับด้วยแล้วมันน่าสลดสังเวชนะ ธรรมคือธรรมของท่านผู้บริสุทธิ์จ้าแล้วสาดกระจายไปไหนจ้าไปหมด พากันตั้งอกตั้งใจนะ เลยจะไม่มีศาสนาไว้กราบไหว้บูชา ศาสนาชั้นเอก เจ้าของก็เป็นเอกตาข้างเดียว เคยเห็นไหมตาข้างเดียว เขาว่าเอกๆ เอกมันมีสองเอก เอกอันหนึ่งคือเอกตาข้างเดียว ถ้าลงข้างนี้บอดแล้วเป็นคนตาบอด เราต้องการเอกตาข้างเดียวนี้เหรอ พิจารณาซิ เอกไม่มีใครเสมอนี่อันหนึ่ง เอกมีตาข้างเดียวอย่างหนึ่ง พวกเรามันพวกเอกตาข้างเดียวนะ จำให้ดีเอกตาข้างเดียว ไม่มีใครมาสอนแหละ หลวงตานี่แหละมาสอน เอาไปพิจารณให้ดีนะคำพูดคำนี้

ได้พูดแล้วนะเรื่องพระเรา อย่าอ่อนแอ เรื่องความพากความเพียรเป็นหน้าที่ของพระผู้ตั้งใจบวชมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม ความพากเพียรเพื่อชำระกิเลสให้จิตใจเป็นธรรมขึ้นมานี้ เป็นหน้าที่ของพระโดยตรงๆ อย่าไปมองดูแต่โลกสงสาร บวชเข้ามาตัวอยู่ในวัด ตามองออกนอกวัด ประชาชนเขาหันหน้าเข้าวัด พระบวชอยู่ในวัดหันหน้าออกจากวัดนะเวลานี้ พระเรากำลังเป็นบ้านะ บ้าไหนบ้างอยู่ในวัดป่าบ้านตาด มีมากน้อยเพียงไร นับเอาวันนี้ ๓๕ องค์นี้บ้า ๓๕ บ้านะนี่ จิตใจหันออกข้างนอกเพื่อโลกเพื่อสงสารเพื่อความสกปรกโสมม ไม่ได้หันหน้าเข้าอรรถเข้าธรรม เพื่อเป็นความดีงามสิริมงคลแก่ตนนะ

ตั้งใจประพฤติปฏิบัตินะ อย่ามองดูอะไรยิ่งกว่ามองดูกิเลสมันขยี้ขยำอยู่ในหัวใจนั้นน่ะ เอาธรรมจับเข้าไป ฟัดกิเลสพังทลาย จ้าขึ้นมาตรงนั้นเลย ไปหาธรรมที่ไหนหาเถอะหาไม่เจอ ถ้าหาที่จิตซึ่งกิเลสครอบงำอยู่นั้นเจอ ฟาดกิเลสให้ขาดสะบั้นแล้วไม่ต้องบอก ธรรมจะจ้าขึ้นมาทันทีเลย ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่านอนใจ โถ คลื่นของกิเลสนี้จนมองหามนุษย์ไม่เห็น มีแต่คลื่นของกิเลสความสกปรกโสมม ความตะเกียกตะกาย ความดีดความดิ้น ความทะเยอทะยาน เต็มหัวใจมนุษย์ๆ แล้วหาผลมาใครได้รับความสุขบ้างไม่มี มีแต่พากันดีดกันดิ้น นี้ละวิ่งตามกิเลสมีแต่พากันจมๆ ทั้งนั้น ถ้าวิ่งตามธรรม อย่างน้อยตั้งตัวได้คนเราถ้ามีธรรม มีการยับยั้งชั่งตวงตัวเองเรียบร้อย พอมีหลักมีเกณฑ์ประคองตัวไปได้ ถ้าวิ่งตามกิเลสจมกันทั้งนั้นๆ ว่าชัดๆ เลย

กิเลสไม่เคยพาใครมีความเจริญรุ่งเรือง ถ้าเรื่องธรรมแน่นอนๆ เพราะเป็นธรรมของศาสดา กิเลสเป็นเรื่องสกปรกโสมม เป็นข้าศึกต่อธรรม มันเอาตั้งแต่กิเลสมาพอกหัวใจมัน เพราะฉะนั้นไปที่ไหนจึงมีแต่คนบ่นอื้อไปหมด มีแต่เรื่องความทุกข์ความทรมาน ทั้งๆ ที่ต่างคนต่างวิ่งหาความสุขๆ แล้วความสุขไปไหน พวกหาความสุขมันคนตาบอดเหรอ ก็คนตาดีนี่ทำไมจึงไม่เจอความสุข นั่น มันบอดที่ใจ วิ่งตามกิเลสไม่ลืมหูลืมตา ไม่มีเหตุมีผล เห็นเขาดิ้นก็ดิ้น เห็นเขาดีดก็ดีด นี่ละมันจมเพราะตรงนี้เอง เอาละให้พร

หลังจังหัน

อยู่ๆ มันก็เป็นของมัน มันอ่อนลงๆ สุดท้ายตัดยาออกหมดเลย ยานี่สุมเข้ามาๆ แล้วดูธาตุขันธ์อ่อนลงๆ ยานั้นก็ดียานี้ก็ดี มีแต่ยาดีๆ เจ้าของเลยจะตาย ร่างกายเป็นสิ่งทดลองยา มันจะไปไหนมาไหนไม่ได้ได้ ๓ วันนี้ อ่อนลงมากทีเดียว ทีนี้เลยตัดยาออก มันเป็นเพราะอะไรน้า เลยตัดยาออก ยาอะไรไม่เอาทั้งนั้น มีแต่ยาสูสุดทอมาซัดเอาเสียเต็มท้อง คอยดูมันจะเป็นยังไง วันนี้ฉันได้มากมันเป็นของมันเอง

เดี๋ยวนี้ก็โซซัดโซเซแล้ว ไปไหนมาไหนไม่สะดวกได้สามสี่วันมานี้แหละ อ่อนมากทีเดียว มันจะเป็นเพราะอากาศร้อนหรืออะไร จะว่าฉันอะไรผิดก็ไม่เห็นปรากฏ แต่มันอ่อนลงๆ ได้สามสี่วัน เมื่อวานจนจะเดินไปไหนไม่ได้ไม่ทราบเป็นอะไร อ่อนลงๆ วันนี้ฉันจังหันได้มากอยู่ จะคอยดู คือคนฉันได้มากในวัยนี้ไม่ได้เหมือนวัยหนุ่มนะ ถ้าวัยหนุ่มเป็นกำลังดีดผึงเลย วัยแก่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราจะเห็นได้เวลาเราอดอาหาร ลงจากภูเขาไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขา ทางก็ไม่ใช่น้อยๆ ขนาดดงเค็งโน่น บ้านดงเค็งจากนี้ แล้วลงภูเขาด้วย เดินซอกแซกไปตามภูเขา เป็นด่านๆ บุกป่ามาอย่างนั้นแหละ

ทีนี้เวลาเราอดหลายๆ วันต้องคำนวณดู ทั้งๆ ที่อายุยังน้อยนะคำนวณดู วันนั้นจะไปวันนี้จะไป จะไปไม่ถึงคำนวณเอาๆ เอา ไปวันนั้น กำหนดแล้วก็ไปแม้เช่นนั้นยังไม่ถึงบ้านเขา ไปพักกลางทาง คือมันก้าวไม่ออก นี่เวลาวัยยังหนุ่มอดอาหารมันก็อ่อน แต่พอไปฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วมานี้เหมือนม้าแข่ง ดีดผึงเลยทันที นี่กำลังเวลายังหนุ่มน้อยเป็นอย่างนั้น เวลาไปนี้อ่อนเปียกเพราะยังไม่ได้ฉันจังหัน อดอาหารมาหลายวัน พอฉันเสร็จแล้วเดินกลับขึ้นภูเขานี้ดีดผึงๆ เลย

กำลังทางร่างกายในวัยนั้นมันมารวดเร็ว มาอย่างรวดเร็ว ขาไปจนจะไม่ถึงบ้าน เวลาฉันเสร็จแล้วมานี้เหมือนม้าแข่ง นั่นกำลังมารวดเร็ว แต่จิตใจมายากนะ จึงต้องได้พยุงทางด้านจิตใจมากๆ พยุงทางด้านจิตใจก็คือต้องผ่อนอาหาร ผ่อนอาหารลงไป วัยนั้นเป็นวัยที่ดีดดิ้น ธาตุขันธ์มีกำลังเร็ว มันดีดมันดิ้นรวดเร็ว จึงต้องได้บังคับเอาไว้ ถ้าทางธาตุขันธ์มีกำลังมากจิตใจอ่อน ทีนี้บังคับทางธาตุขันธ์ลงให้อ่อน จิตใจก็ดีดขึ้นๆ เป็นอย่างนั้นแหละ

นี่พูดถึงเรื่องกำลัง คือเวลาบิณฑบาตมาจากหมู่บ้านมาฉันตามหินดานนะ ฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ล้างบาตรล้างอะไร ข้าวก็ได้เท่านี้เท่านั้นแหละ เศษเหลือก็ไปวางไว้ให้พวกกระจ้อนกระแตข้างๆ ฉันเสร็จแล้วล้างบาตรแล้วก็ขึ้นเขา ดีดผึงเลย ฉันเสร็จแล้วกำลังมันมาเร็วในวัยนั้น ดีดผึงๆ เลย แต่ในเรื่องจิตใจนี้อ่อนๆ ต้องได้บังคับทางร่างกายให้มากให้อ่อนกำลัง จิตใจค่อยดีดขึ้นๆ เพราะฉะนั้นเรื่องอาหารจึงต้องได้ผ่อน อย่างน้อยผ่อน มากกว่านั้นอดอยู่อย่างนั้นเป็นประจำ

ต้องเป็นนักสังเกต นักภาวนาต้องเป็นนักสังเกต ไม่สังเกตไม่ได้ ทำสุ่มสี่สุ่มห้าผลไม่ได้เท่าที่ควร ต้องใช้ความสังเกตตลอด วิธีการใดความเพียรเหมือนกัน แต่ได้ผลมากน้อยต่างกัน จับเอาไว้แล้วหนักในวิธีนั้นที่ได้ผลมาก ส่วนมากนักภาวนาท่านอยู่ในป่าในเขามักจะผ่อนอาหารหรืออดอาหารแทบทั้งนั้น ที่จะไปอยู่อิสระ ฉันจังหันธรรมดาบนภูเขานี้ไม่ค่อยเห็นมี ในบรรดานักปฏิบัติด้วยกันที่ผ่านมาด้วยกัน มีแต่อย่างเดียวกัน ลดกันเล็กๆ น้อยๆ เรื่องอาหารต้องผ่อนตลอดเพื่อจิตใจดีดขึ้นๆ

คือพอเราผ่อนอาหารนี่สติจะดีขึ้น สติจะจับติดๆ อดอาหารสติจับติดเลย ทีนี้ถ้าจะอดไปจริงๆ มันก็จะตายจะว่าไง ก็ต้องมีอดบ้างอิ่มบ้างฟัดเหวี่ยงกันไปอย่างนั้น ถ้าไม่อดสติก็จะไม่ดี ถ้าอดร่างกายก็อ่อน สติดี เพราะฉะนั้นจึงมีผลัดมีเปลี่ยนกัน อดบ้างอิ่มบ้างไปอย่างนั้น สุดท้ายสติก็ตั้งได้ สติต้องอาศัยการช่วยเหลือทางร่างกาย ร่างกายนี้มีกำลังมากทับสติ สติไม่ดี ร่างกายลดกำลังลงสติค่อยดีขึ้นๆ

อดอาหารวันแรกนี้มีง่วงนอน สองวันมีเล็กน้อย พอสามวันล่วงไปแล้วความง่วงไม่มี สติดีๆ นั่นอย่างนั้นนะ ยิ่งอดไปหลายวันเท่าไรสติแน่วเลย ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งหลับไม่มีเผลอ นั่นสังเกตด้วย เพราะฉะนั้นสติต้องสำคัญมาก สตินี้เป็นขอบมหาสมุทรทะเล มหาสมมุติมหานิยม สติครอบเอาไว้ ถ้าขาดสติเสียอย่างเดียวล้มเหลวๆ นักภาวนาส่วนมากมีแต่ขาดสติโดยไม่สังเกตซิ ถ้าใช้ความสังเกตแล้วจะตั้งตัวได้ๆ เอาไปทดลองดูซิตั้งสตินี่

ที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้เราผ่านมาแล้วทั้งนั้นนะ ไม่ใช่มาสอนสุ่มสี่สุ่มห้า เราผ่านมาแล้ว ทดลอง ใช้ความพินิจพิจารณาการบำเพ็ญของเจ้าของเป็นยังไงๆ สุดท้ายก็มาลงที่สติกับคำบริกรรม ที่ตั้งได้นะ เลยจับติดเลย กำหนดจิตเอาเฉยๆ สติกำหนดไว้เผลอได้ๆ เผลอเมื่อไรกิเลสเป็นออกไปเอาฟืนเอาไฟมาเผา ถ้าสังขารคือความคิดปรุงไม่ออกกิเลสก็ไม่ออก สติครอบเอาไว้ๆ มีมากมีน้อยก็ไม่ออก บางทีมันอยากคิดอยากปรุงจนอกจะแตก บังคับเอาไว้ไม่ให้คิด เอาพุทโธคิดแทน พุทโธเป็นความคิดทางด้านธรรมะ ความคิดธรรมดาเป็นความคิดของกิเลสสมุทัย บังคับความคิดนั้นไว้ เอาความคิดทางด้านธรรมะขึ้น เช่นคำบริกรรม สติติดแนบๆ อยู่นั้น

ท่านทั้งหลายให้สังเกตนะ ที่พูดเหล่านี้ดำเนินมาแล้วทั้งนั้น ได้ผลมาแล้วถึงมาสอน เวลาได้จริงๆ ได้ด้วยสติ ลงใจ มันทำไมเจริญไป ๑๔-๑๕ วัน พยายามหนุน เหมือนกลิ้งครกขึ้นจอมปลวก หนุนขึ้นไปแทบเป็นแทบตาย พอไปอยู่บนหลังจอมปลวกแล้วได้เพียงสองคืน อย่างมากสามคืน ลงมานี้ผึงเลย เสื่อมเร็ว เวลาขึ้นแทบเป็นแทบตาย เป็นยังไงถึงเป็นอย่างนี้ เลยพินิจพิจารณา มันอาจจะขาดคำบริกรรม เราไม่บริกรรม ตั้งสติจับจิตเฉยๆ เผลอได้ เอ้า คราวนี้เอาใหม่ เอาคำบริกรรมติดกับจิต ให้จิตทำงานด้วยคำบริกรรม มีสติเป็นนายคุมบังคับไว้นั้นไม่ยอมให้คิด พิจารณาเรียบร้อยแล้วลงใจละที่นี่ เอาแบบนี้ พอลงลงจริงๆ นะ เอ้า ไม่ให้เผลอ ตั้งปุ๊บนี้ไม่ให้เผลอเลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่ให้มีเผลอเลย คำบริกรรมกับสติติดกันๆ

ความคิดปรุงนี้แหม มันผลักมันดันออกมา ความคิดนี้ออกมาจากอวิชชา อวิชชาเป็นรังใหญ่ของกิเลส มันดันออกมาทางสังขาร ทีนี้สังขารก็อยากคิดอยากปรุงอยากรู้อยากเห็นอยากทุกอย่าง ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นกิเลส ไม่ให้ออก เอาคำบริกรรม สำหรับเรานิสัยชอบพุทโธ เอาพุทโธปิดช่องมัน มันจะออกช่องนี้เอาพุทโธปิดไว้เลย สติติดแนบไว้นั้นไม่ให้มันออก บังคับจริงๆ นะ ทุกข์มากที่สุดนะการตั้งสติ ไม่ใช่เล่นๆ คือไม่ยอมให้เผลอเลย เหมือนนักมวยเขาต่อยกันนี้เผลอไม่ได้ เผลอตาย อันนี้ตั้งสติฟัดกับกิเลสก็แบบเดียวกัน เอาเสียจน...

วันนี้เป็นอย่างนี้ เอาๆ วันหลังเอาอีกแบบเดียวกันอีกไม่ยอมให้เผลอ ติดแนบๆ ๒-๓ วัน ที่มันดันออกมันอกจะแตกค่อยเบาลงๆ สังขารสมุทัยมันดันออกมา อำนาจของธรรมคือคำบริกรรมปิดช่องเอาไว้ไม่ให้ออก สติติดเอาไว้เลย ทีนี้จิตนี้เวลาพุทโธก็ดีสติก็ดี นี้เป็นการสร้างธรรมเป็นความสงบเย็นขึ้นมาๆ ความดีดความดิ้นของกิเลสอ่อนตัวลง ทางนี้ตั้งได้ๆ จิตสงบได้ เป็นอย่างนั้นนะ จับได้แล้วเห็นว่าถูกทาง เอาที่นี่ไม่ถอย ตั้งได้ เราตั้งได้เพราะเหตุนี้เอง จิตที่เจริญแล้วเสื่อมๆ มาตั้งแบบนี้แล้วไม่เสื่อม ตั้งได้เลย จึงได้มาสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหา

เจริญขึ้นไป ๑๔-๑๕ วันแทบเป็นแทบตาย ไปอยู่ได้คืนสองคืน เวลาเสื่อมนี้ โถ ไม่มีอะไรห้ามไว้ได้เลย ผางถึงที่เลย ยังเหลือแต่อีตาบัวหมดค่าหมดราคา เอา ตั้งใหม่ จนกระทั่งได้วิธีการนี้ไม่ยอมให้เผลอคำบริกรรม เอ้า เสื่อมๆ ไป ทีนี้ทอดธุระนะ มันอยากเสื่อมเอาเสื่อมไป เจริญๆ ไป เราเคยกับมันมาแล้ว พิถีพิถันเรื่องความเสียใจที่จิตเสื่อมก็เสียใจพอแล้ว ทีนี้ปล่อย มันจะเสื่อมให้เสื่อมไป แต่พุทโธคือคำบริกรรมนี้กับสติไม่ยอมให้เสื่อม เอ้า อะไรเสื่อมให้เสื่อมไปอันนี้ไม่ยอมให้เสื่อม ติดกับใจ เป็นตายติดกับใจ ติดปุ๊บเข้าไปนั้น ถึงขั้นมันแล้ว เอ้า จะเสื่อม เอ้า เสื่อมไปบอกเลยปล่อยเลย นี่ไม่เสื่อม เรื่อยๆๆ ขึ้น แน่นหนามั่นคงขึ้นเรื่อย จากนั้นก็ตั้งรากตั้งฐานได้เลย

นี่วิธีการฝึกทรมาน กิเลสมันรุนแรงมากนะที่จะคอยผลักดันออกไป อยากคิดอยากปรุงอยากรู้อยากเห็นอยากเต็มหัวใจ เอาอันนี้ละบังคับไว้ เอาคำบริกรรม เพื่อตั้งรากฐานเบื้องต้น ต่อไปพอจิตมีความสงบเย็นแล้วทีนี้อันนี้ก็เบาละ ทางเรื่องจิตใจเบา ความคิดความปรุงมันผลักดันออกมาหนักๆ เบาลงๆ ตั้งฐานได้ นั่น การภาวนาเป็นของเล็กน้อยเมื่อไร หนักมากนะ เราจะไปอยู่ในที่เช่นไรก็ตาม เรื่องอดอาหารผ่อนอาหารนี้รู้สึกจะเป็นประจำความเพียรของเรา ไปอยู่ที่ไหนเป็นอย่างนั้น คือมันได้ผลจากอันนี้ ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ต้องทนเพราะเห็นผล ทำไปเรื่อยๆ การอดอาหารนี้ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัยในขั้นนั้นขั้นนี้แห่งธรรมทั้งหลาย เบื้องต้นก็ดี ล้มลุกคลุกคลาน ตั้งสติได้ดีเท่าไรก็ยิ่งดี ขึ้นไปขั้นสูงๆ สติดีเท่าไรความเพียรยิ่งคล่องแคล่วว่องไว จนกระทั่งถึงสติปัญญาอัตโนมัติหมุนตัวเป็นเกลียว

การอดอาหารนี้สำคัญมาก หนุนตลอดการอดอาหาร อดนานเท่าไรยิ่งคล่องตัวๆ การประกอบความพากเพียรสติปัญญารวดเร็ว สังเกตเจ้าของเรื่อยๆ การ อดอาหารสำหรับผู้ถูกนิสัย สำหรับเราทุกข์บอกตรงๆ เลย จนกระทั่งท้องเสียมันไม่หยุด มันได้ด้วยวิธีนี้ก็ต้องทนเอา จนท้องเสีย อดอาหาร แล้วตั้งได้ๆ ถึงธรรมะขั้นสูงเข้าไปเท่าไร การอดอาหารมันช่วยได้ดีๆ มันก็อดของมันไปเรื่อยๆ แล้วมันช่วยให้หนุนเร็วขึ้นๆ คล่องตัวขึ้น เราจึงไม่เคยหยุดเลยเรื่องอดอาหาร อดไปเรื่อยๆ เป็นอย่างนั้นนะ มันหนุนไปเรื่อยหนุนไปได้ดีๆ

ก็มาหยุดเอาตอนที่ว่าลงเวทีแล้ว พรรษา ๑๖ เต็มเหนี่ยวแล้วจะเข้าพรรษา ๑๗ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ วันนั้นเป็นวันลงเวที ฟาดกันสุดเหวี่ยงแล้วก็ลง จากนั้นไม่อดอาหารอีกเลยนะ อดตั้งแต่นั้นย้อนหลัง จากนั้นไปแล้วไม่อด ท้องมันก็เสียไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียไปเรื่อย โถ การฝึกทรมานนี้มันเป็นตามนิสัยจริตนิสัยของคน แต่ส่วนมากต้องสมบุกสมบันด้วยกันนั้นแหละ ที่จะให้สะดวกสบายบรรลุธรรมได้เร็วนี้ท่านก็มีไว้ในธรรม แต่มีน้อยมาก ขิปปาภิญญา ทันธาภิญญา คือผู้ที่รู้ได้เร็วก็มี ผู้รู้ได้ช้าก็มี แต่ส่วนมากมักจะลำบากลำบนด้วยกันนั่นละ ต้องได้สมบุกสมบันมากถึงจะรู้ ก็ไม่พ้น ถ้าเราหนุนตลอดเวลาต้องรู้

เวลาจิตได้ดื่มธรรมแล้วเหมือนจิตดื่มกิเลสแต่ก่อน โลกนี้ดื่มแต่กิเลส ให้กิเลสลากถูไป ความเพลิดความเพลินความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้นนี้เป็นเครื่องมือของกิเลส ดึงดูดจิตใจของสัตว์โลกให้ล้มไปตามๆ โลกไม่เคยมีความเบื่อหน่ายอิ่มพอ ความอยากความทะเยอทะยานความดีดความดิ้นของตนเลย กิเลสตัวนี้มีรสชาติมากทีเดียว ถ้าหากว่าเราไม่เคยมีธรรมเข้าไปแทรกกันก็ไม่รู้ว่า กิเลสนี้มีรสชาติแบบนี้ๆ เป็นข้าศึกแบบนี้ๆ ต่อเมื่อมีธรรมมีกำลังเข้าไปๆ กำลังของธรรมทีนี้ดูดก็แบบเดียวกันอีก พอกำลังของธรรมดูดดื่มๆ ทีนี้กิเลสเหล่านั้นจางลงๆ ทางนี้บืนเรื่อยเลย หมุนติ้วๆ

นี่ละที่ท่านว่าความเพียรอัตโนมัติ ความเพียรฆ่ากิเลสอัตโนมัติ พอถึงขั้นนี้แล้วเหมือนกับกิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมัน ทั่วโลกเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น เราก็ไม่รู้แต่ก่อน แต่เวลาธรรมขั้นนี้ขึ้นไปฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ มันก็ย้อนไปรู้ อ๋อ ตั้งแต่ก่อนกิเลสทำลายสัตว์จิตใจสัตว์โลกทรมานสัตว์โลกทำงานโดยอัตโนมัติ โดยสัตว์โลกไม่รู้เลย นี่มันรู้แล้วนะ พอถึงขั้นมันทำลายกิเลสนี้เป็นอัตโนมัติเหมือนกันหมดเลย ไม่มีคำว่าอยู่เฉยๆ ฆ่าตลอด คุ้ยเขี่ยขุดค้นตลอด แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่นี้มันไม่ได้อยู่กับลิ้นกับปากนะ มันหมุนอยู่ภายในลึกๆ นู่น ถึงขั้นอัตโนมัติแล้วฆ่าตลอดๆ

นี่ละมันแก้กัน เราถึงได้ทราบว่า แต่ก่อนกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติเหมือนกันหมด ไม่ทราบแต่ก่อน พอจิตใจมีกำลังกล้าสามารถแล้วทำงานฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติมันถึงเอามาเทียบกันได้ อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง จนกระทั่งกิเลสม้วนเสื่อหมด ที่ว่าสติปัญญาอัตโนมัติ มหาสติมหาปัญญานี้หมุนตลอดไปเลย จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว อันนี้เป็นเครื่องมือระงับเองไม่ต้องบังคับ ระงับไปหมด ก็จะฆ่าอะไรกิเลสมันตายหมดแล้วจะไปฆ่าหาอะไร นั่นละมหาสติมหาปัญญาก็เป็นมรรคเป็นเครื่องมือเป็นทางเดิน พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วสิ่งเหล่านี้ระงับตัวเอง ไม่ต้องบอก ระงับเองเลย

เมื่อได้เห็นชัดๆ ในใจนี้ไม่ต้องไปถามใคร ประจักษ์เลยๆ พูดได้อย่างเต็มปากเสียด้วย ดังที่ว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติ แล้วเวลาธรรมมีกำลังกล้าสามารถแล้ว ทำงานฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติเหมือนกัน เป็นขึ้นที่หัวใจผู้ปฏิบัติ เมื่อมีกำลังกล้าแล้วไม่มีใครบอก มันรู้เองเป็นเองๆๆ ตลอด กิเลสขาดสะบั้นลงไปไม่มีอะไรเหลือแล้ว การทำงานฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติก็ยุติลงไปเองไม่ต้องบังคับ นั่นละการประกอบความพากเพียร นี้ก็มีแต่หลวงตาบัวแหละพูดว้อๆ อยู่นี่น่ะ คำพูดเช่นนี้พูดจริงๆ นะ นี้พูดผ่านออกมาจากเวทีแล้ว ขึ้นเวทีฟัดกับกิเลส เอาอันนี้ออกพูดจึงพูดได้เต็มปากประจักษ์ใจ ไม่สงสัยว่าจะผิดจะพลาดไป ไม่สะทกสะท้านเพราะเป็นขึ้นอย่างจังๆ ในใจ

ใจเป็นผู้ทรงธรรมประเภทนี้ไว้แล้วในส่วนผล แน่ะ มันก็เห็นประจักษ์ แล้วทำไมพูดไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระองค์เดียวสอนโลกได้ทั้งสามแดนโลกธาตุเป็นยังไง ไม่รู้สอนได้ยังไง ไปเรียนกับผู้ใด พระพุทธเจ้าไม่เรียนกับใคร เรียนกับหลักธรรมชาติระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน นั่นละเรียนในนั้น ฆ่ากิเลสเสร็จแล้วธรรมก็จ้าขึ้นมา เป็นอย่างนั้นนะ ผู้ปฏิบัติก็เหมือนกัน เมื่อเข้าถึงขั้นธรรมชาติแล้วเป็นอย่างเดียวกัน เรื่องธรรมนี้สดๆ ร้อนๆ นะ งานการทั้งหลายของเรานี้ งานในโลกในสงสารมีแต่บานปลาย ที่จะหดเข้ามาไม่มี งานของวัฏจักรวัฏจิต งานของของกิเลสเป็นงานที่บานปลายๆ ตลอด ตายกับงานที่บานปลายนั้นเองๆ ไม่มีที่ว่าเสร็จสิ้นงานแล้วตายไปด้วยความสะดวกสบาย ไม่เคยมีแม้รายเดียว

ไม่ว่าเศรษฐีกุฎุมพีคนทุกข์คนจน ตายไปด้วยความหมุนกับงาน หมุนไปด้วยความทะเยอทะยานความดีดความดิ้นเหมือนกันหมด นี้งานของวัฏจักรงานของกิเลสพาสัตว์โลกให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน เพราะการดีดการดิ้นของจิตที่วิ่งไปตามกิเลส นี่เรียกว่างานวัฏจักร ทีนี้งานวิวัฏจักรหมุนตัวเข้ามาสู่.. เริ่มต้นก็มีแต่สร้างคุณงามความดี เริ่มเข้ามาแล้วนะ จะประมวลวัฏจักรเข้ามาสู่หัวใจ การให้ทานก็ดี การรักษาศีลเจริญเมตตาภาวนา นี้ล้วนแล้วตั้งแต่งานประมวลเข้ามาจะเข้ามาสู่หัวใจ นี่จะเป็นงานที่สิ้นสุดยุติจะมายุติที่ตรงนี้ ไอ้งานวัฏวนที่กิเลสพาทำบานปลายตลอด ตลอดตั้งกัปตั้งกัลป์ไม่มีคำว่าอ่อน อ่อนข้อไม่มี บานปลาย

ทีนี้งานภาวนานี้ประมวลเข้ามาสู่จิตใจ ประมวลเข้ามา การทำบุญให้ทานจิตใจมีความเอิบอิ่มในการทำบุญให้ทานด้วย ผลปรากฏขึ้นด้วย การรักษาศีลการภาวนามีแต่ความดีหนุนเข้ามาจิตใจ แล้วทำวัฏวนวัฏจิตวัฏจักรที่เกิดตายไม่มีขอบเขตนั้นหดย่นเข้ามา สั้นเข้ามาๆ รวมลงมาหาจิตตภาวนา เมื่อรวมลงเต็มที่แล้วก็มาจิตตภาวนานี้เป็นแหล่งสังหารกิเลส สังหารวัฏจักรให้ขาดสะบั้นไปจากจิตใจ กลายเป็นนิพพานสดๆ ร้อนๆ ขึ้นมา หมดแล้วงาน นี่ละการบำเพ็ญธรรมะ งานสิ้นสุดลงได้เลย ดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ฆ่ากิเลสเสร็จลงไปแล้วพระพุทธเจ้าหมดงาน วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ ไม่มีงานทำอีกแล้ว งานฆ่ากิเลสก็ฆ่าเรียบร้อยแล้ว งานอื่นยิ่งกว่าการฆ่ากิเลสไม่มี นั่นท่านหมดงาน

ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วเป็นผู้หมดงาน วัฏจิตวัฏจักรหมดโดยสิ้นเชิง นี่ละงานเข้ามาสู่ใจเป็นงานยุติภพชาติการเกิด แก่ เจ็บ ตายไม่มีสิ้นสุด จะมายุติที่งานจิตตภาวนา ลงที่จุดนี้แล้วยุติขาดสะบั้นไปหมด ให้พากันจำเอานะ งานนี้เป็นงานรวมยอดของการสังหารภพชาติของตัวเอง จะเกิดมากี่กัปกี่กัลป์จะมาสังหารกันที่จิตใจด้วยจิตตภาวนานี้แหละ เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก