บุญกุศลเป็นเครื่องสังหารภพชาติ
วันที่ 17 มิถุนายน 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

บุญกุศลเป็นเครื่องสังหารภพชาติ

 

          ไปที่ไหนก็ไม่ได้หยุดนะเรา ไปที่ไหนก็ได้เทศน์ทุกแห่งทุกหนไป เมื่อเช้าวานนี้ที่จะออกเดินทางก็ต้องเทศน์เสียก่อน กลับมาตอนเย็นนึกว่าจะเทศน์อะไรไม่ได้ เมื่อคืนนี้ก็ออกเสียใหญ่โตตอนค่ำเมื่อวาน ตอนเช้าไม่แน่นะมันก็จะไม้ออกก็ได้ ปากไม่ออก ไม้อาจออกก็ได้ ตีปั๊วะนู่นปั๊วะนี้ เผ่นเลย เหนื่อย สอนคน..เราจึงคิดถึงเรื่องพุทธภาระของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนสัตว์โลกมีพุทธกิจห้าประการประจำพระองค์ พุทธกิจคืองานประจำพระพุทธเจ้าห้าประการ ตอนเย็นสาเยณฺห ธมฺมเทสนํ เทศนาว่าการสอนประชาชน นับแต่พระมหากษัตริย์ลงมา นี่ตอนเย็นบ่ายสี่โมงห้าโมงสอนประชาชนทั่วๆไป นับแต่มหากษัตริย์ลงมา

พอตกค่ำมาก็ประทานพระโอวาทแก่พระสงฆ์ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ได้มาฟังโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่เป็นสองวาระแล้วนะ คือตอนเย็นสอนประชาชน พอตอนตกค่ำเข้ามาก็สอนพระ พอหลังจากนั้นแล้วตอนเที่ยงคืน ท่านประมาณเอาตรงกลางเที่ยงคืน สอนพวกทวยเทพทั้งหลาย เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม มาหมดเลย เห็นไหมพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแต่มนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม พวกเปรตพวกผีสอนทั้งนั้น แต่มันจะรับไปได้มากน้อยเพียงไรนั้นไม่แน่นะ รับแต่มูตรแต่คูถไปก็ไม่รู้ เที่ยงคืนแก้ปัญหาและเทศนาว่าการสั่งสอนพวกทวยเทพทั้งหลาย ตั้งแต่สวรรค์ขึ้นชั้นพรหมโลก ท้าวมหาพรหมลงมา  นี่เป็นวาระที่สาม

วาระที่สี่ทรงเล็งญาณดูสัตวโลก พระญาณหยั่งทราบเล็งดูสัตวโลก ใครจะมีอุปนิสัยปัจจัยมากน้อยเพียงไรทรงเล็งญาณดู ถ้าผู้ใดมีอุปนิสัยแก่กล้าสามารถแต่จะถึงแก่ชีวิตอย่างรวดเร็วพระองค์ก็อุตส่าห์เสด็จไปโปรด หลังจากนั้นแล้วก็เสด็จไปโปรดให้ได้พ้นทุกข์ก่อนตาย อย่างนี้ก็มี นี่เรียกว่าเล็งญาณดูสัตวโลก มีทั้งภายในมีทั้งภายนอกครบหมดพระพุทธเจ้า ภายนอกทางตาทางหูก็ทรงสดับตรับฟังมองดูนั้นดูนี้ ทางภายในก็คือพระญาณหยั่งทราบดูจิตของสัตว์ทั้งหลายตลอดอุปนิสัยใจคอ ใครสร้างความดีมามากน้อยเพียงไร และความชั่วมากน้อยเพียงไร ก็ทรงเล็งญาณ ส่วนมากก็จะไปเกาะกันติดกันผู้ที่มีอุปนิสัยปัจจัย ถ้าพวกที่เลวร้ายอย่างพวกคนไข้เข้าห้องไอ.ซี.ยู แล้วก็สุดวิสัย เข้าไปในโรงพยาบาลก็ไม่มีความหมาย หมอ-ยาไม่มีความหมายเพราะคนไข้หมดความหมายแล้ว จากนั้นก็ต้องปล่อย รักษากันเพียงมารยาทเท่านั้นเอง

นี่ประเภทที่อย่างนั้นมีเยอะนะ ในสามแดนโลกธาตุนี้ประเภทไอ.ซี.ยูนี้มีมากต่อมากทีเดียว ประเภทที่เข้าไปแล้วด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วยกลับออกมาหายโรคหายภัยมี มีเหมือนกัน ได้รับโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ค่อยผ่านพ้นไปได้ มีเป็นประเภทๆ นี่เรียกว่าทรงเล็งญาณดูสัตวโลก เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ ไม่ใช่สัตว์โปรดพระอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้สัตว์โปรดพระนะ พระไม่มีศีลมีธรรมไปไหนลุกลี้ลุกลน กลัวแต่จะไม่ได้กิน กลัวท้องจะไม่ป่อง ส่วนธรรมนั้นแห้งผากในหัวใจไม่สนใจ นี่บิณฑบาตแบบนี้เรียกว่าสัตว์โปรดพระ ไม่ใช่พระไปโปรดสัตว์นะ

พระพุทธเจ้าท่านโปรดจริงๆ ท่านไม่ได้ไปด้วยความหิวโหย ไปด้วยความเพียงพอทุกอย่างแล้วด้วยความเลิศเลอ เสด็จไปไหนพอแล้วๆ ในพระทัยเลิศเลอ ไม่ว่าจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน พระจิตที่เป็นธรรมธาตุประจำอยู่ในสรีระนี่ร่างกายนี้ ครอบร่างกายอยู่จ้าครอบโลกธาตุ ไม่มีอิริยาบถ ยืนก็จ้า เดินก็จ้า นั่งก็จ้า นอนก็จ้า คือพระทัยที่เป็นธรรมธาตุล้วนๆ แล้วคือพระทัยของพระพุทธเจ้า และใจของพระอรหันต์ท่าน ท่านเป็นอย่างนั้น ท่านไม่มีอิริยาบถว่าอิริยาบถนอนเศร้าหมอง อิริยาบถยืนผ่องใส อย่างนี้ไม่มี เป็นธรรมชาติที่เรียกว่าจ้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอิริยาบถ

นี่คือจิตท่านผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งสร้างกองทุกข์ทั้งมวลพร้อมกับทุกข์ดับไปด้วยกันหมด เหลือแต่ธรรมชาติบริสุทธิ์ล้วนๆ ภายในพระทัยและภายในใจของท่านที่ชำระได้แล้วด้วยความอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกาย ท่านเหล่านี้เป็นท่านผู้ที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ถ้าว่าทางเดินก็หยุด ทางเดินเพื่อจะไปวัฏวนภพใดแดนใด เกิดในนรกหมกไหม้หรือไปสวรรค์ชั้นพรหมที่ไหนตัดขาดสะบั้นไปหมด ท่านเหล่านี้ขาดสะบั้นจากภพจากชาติ ซึ่งเป็นเชื้อแห่งกองทุกข์ทั้งหลายมากน้อยตัดขาดออกจากพระทัย เมื่อใจตัวสำคัญที่จะสร้างทุกข์ให้สัตว์โลกขาดไปหมดแล้วทุกข์ก็ดับจากหัวใจ ใจก็เป็นนามธรรมหรือใจเป็นธรรมธาตุล้วนๆ บริสุทธิ์สุดส่วน

นี้คือใจของท่านผู้อุตส่าห์อบรมและบำเพ็ญตน ชำระสะสางซักฟอกอยู่ตลอดเวลา และจนกระทั่งกลายเป็นใจที่บริสุทธิ์ และบริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุล้วนๆแล้ว หมดทุกข์ หมดที่จะไปทางไหนมาทางไหน ไม่มีอีกแล้ว การเสาะแสวงสัมภเวสี แสวงหาภพหาชาติ หาที่เกิดสูงๆต่ำๆลุ่มๆดอนๆ ดังที่เคยเป็นมานั้นหมดโดยสิ้นเชิง เรียกว่าวัฏจักรวัฏวนขาดสะบั้นลงไปจากใจ เป็นใจธรรมธาตุล้วนๆ นี่คือคุณค่าแห่งการสร้างความดี ผลสุดท้ายที่ได้รับก็คือถึงนิพพานทั้งเป็น ตายแล้วก็นิพพานไปเลย เที่ยง นิพพานเที่ยงคือกฏอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่ติดตามไปราวีได้เลย เป็นจิตใจที่เที่ยง ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง คือจิตเมื่อถึงขั้นธรรมธาตุแล้วเที่ยงด้วยกันทั้งหมด จะเรียกว่านิพพานเที่ยงก็ได้ ธรรมธาตุก็ได้ หรือธรรมธาตุเที่ยงก็ได้ หมด จิตดวงนี้ไม่มีคำว่สูญ ที่สุดของจิตดวงนี้คือเป็นธรรมธาตุล้วนๆ

นี่ละเลิศเลอคือจิตดวงนี้ ที่จะไปเกิดในภพใดชาติใดที่โลกตาบอดว่าตายแล้วสูญ มันสูญแต่ความสำคัญมั่นหมายต่างหาก หลักความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสูญไม่สูญ ขึ้นอยู่กับความจริง ตายแล้วไปเกิดด้วยอำนาจแห่งกรรม กรรมดีกรรมชั่ว ไสให้ไปเกิด ถ้ากรรมชั่วไสลงทางต่ำ ไปทนทุกข์ทรมานอยู่แดนนรก กี่กัปกี่กัลป์ก็ยอมรับทุกข์ทั้งหลายที่ตนสร้างมา แล้วเสวยกรรมแห่งความทุกข์ที่ตนสร้างมานั้น มากน้อยเพียงไรก็ยอมรับ แต่จิตใจนี้ไม่ยอมสูญ ไม่มีคำว่าสูญ ทุกข์ขนาดไหนก็ยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ยอมสูญคือใจดวงนี้

ทีนี้โลกมันเป็นโลกอนิจจัง วัฏวนนี้ขึ้นอยู่กับอนิจจังกฏแห่งความแปรปรวน ช้าหรือเร็วต่างกันเท่านั้น ทีนี้มันก็เปลี่ยนแปลงของมันมาได้ เมื่อสิ้นกรรมนั้นแล้วกรรมอื่นกรรมดีที่มีอยู่ก็สวมแทนเข้าไป แล้วบำรุงกรรมดีให้ดีขึ้นไป เมื่อดีขึ้นไปกรรมดีนั้นก็เด่นขึ้นๆ ไปเกิดในภพใดชาติใด เกิดเหมือนโลกทั่วๆ ไปก็ตาม แต่เกิดในสถานที่ดีคติที่เหมาะสม ความเป็นอยู่ปูวายไม่ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน เหมือนโลกทั้งหลายที่สร้างแต่กรรมชั่วแล้วเสวยแต่กองทุกข์ล้วนๆ ผิดกันมากในตอนนี้

เกิดเหมือนกัน วัฏวนนี้หดย่นเข้ามา ต่อไปจะเกิดสักกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านครั้งก็ตาม แต่จะค่อยหดย่นเข้ามาด้วยการสร้างคุณงามความดีของตน ย่นเข้ามา สั้นเข้ามา นี่ละการสร้างความดีเป็นการย่นวัฏวน คือการเกิดแก่เจ็บตาย และความทุกข์ทั้งหลายที่ติดตามกันไป ให้ย่นเข้ามา สั้นเข้ามา น้อยเข้ามาเรื่อยๆ ด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล ท่านจึงสอนให้สร้าง สร้างบุญสร้างกุศลคือบุญกุศลเป็นเครื่องสังหารกองทุกข์ภพชาติของตนให้ลดน้อยลงไป จนกระทั่งภพชาติหมดโดยสิ้นเชิงเมื่อบุญกุศลเต็มภูมิในหัวใจแล้ว ดังพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่าน ท่านเต็มภูมิแล้วทีนี้ไม่ต้องมาวกเวียนต่อไปอีก เรียกว่านิพพานเที่ยง จิตดวงนี้เป็นธรรมธาตุเรียบร้อยแล้ว

นี้คือการสร้างความดี แต่การสร้างความชั่วสร้างเท่าไรไม่มีสิ้นสุดยุติ สร้างเท่าไรยิ่งมากยิ่งทุกข์มาก วัฏวนหมุนตลอดรอบด้าน ไม่มีคำว่าสั้นว่ายาว ไม่มี หมุนอยู่ตลอดสูงๆต่ำๆลุ่มๆดอนๆ หมุนไปตามอำนาจแห่งกรรมชั่วของตนอยู่นั้นแล ท่านจึงสอนให้พยายามละ เราไม่เชื่อจอมปราชญ์คือพระพุทธเจ้าเราจะไม่เชื่อใคร เชื่อเราเองก็เชื่อไม่ได้ สิ่งใดที่เป็นความชั่วมันอยากทำ อยากไปอยากมา อยากพูดอยากคิด อยากขวนขวาย นี่เรื่องกิเลสจะพาสัตว์โลกให้ทำแต่สิ่งที่ต่ำทรามทั้งนั้น สิ่งที่ดีมันไม่อยากให้ทำ เรียกว่าสิ่งต่ำทราม ถ้ากิเลสฉุดลากไปจะดึงลงทางต่ำตลอด หมุนไปกับมันเท่าไรยิ่งลึกลงไป ลึกลงไป จึงต้องอาศัยธรรมคือความดีงามเข้าฉุดลาก รั้งเอาไว้ๆ รั้งไปรั้งมาหลายครั้งหลายหนก็ขึ้นมาได้สูงขึ้นมา สูงส่งขึ้นมาจนถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ได้เพราะอำนาจแห่งความดีเป็นเครื่องรั้งเอาไว้ๆ ฉุดลากขึ้นมา ให้พากันจำเอานะ

นี่ละความดี มีมาดั้งเดิม กิเลสวัฏวนที่พาสัตว์ให้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเกิดแก่เจ็บตายนี้ก็ไม่เคยสูญสิ้นไปไหน จะมีอีกกี่กัปกี่กัลป์ที่เคยเป็นมาอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป นี่คือเรื่องวัฏวน เบิกทางเพื่อความเกิดแก่เจ็บตายเต็มไปด้วยกองทุกข์นี้ตลอดไป ที่จะให้คับแคบมาด้วยกิเลสพาสัตว์โลกทั้งหลายหลงไปตามมันนี้จะไม่มีวัน มีแต่ผิดหวังๆ เรื่อยๆ ไป เมื่อสร้างความดีแล้วความมีหวังก็มีขึ้นมา มีขึ้นมาเรื่อยๆ คนที่เคยสร้างความดีมากๆ วันหนึ่งคืนหนึ่งอยู่กับความดี คิดความชั่วเหมือนฟืนเหมือนไฟ พอคิดขึ้นแย็บเท่านั้นเหมือนไฟกระเด็นมาถูกตัวของเรา มันจะปัดทันทีๆ คิดความชั่วช้าลามกนี้คิดไม่ได้ ใจที่มีความดีมากแล้วปัดออกทันทีๆ

เช่นเดียวกับคนที่ทำความชั่วมากๆ ทำชั่วได้มากเท่าไรๆ ความชั่วถือเป็นของดีๆ ความดีนี้ปัดออกๆ ไม่สนใจ คนนี้จึงเป็นกองรับเหมาใหญ่ที่จะสร้างความชั่วทั้งหลายกอบโกยเอามาในโลกธาตุมาเต็มอยู่ที่หัวอกของคนที่กองรับเหมานั้นทั้งนั้น ไม่มีใครพ้นไปได้ ให้พากันระมัดระวังนะ เราเชื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้แล้วก็แสดงว่าเรานี้หมด หมดวาสนาบารมี ไม่มีแล้ว เหลือแต่ลมหายใจฝอดๆ เขาก็ตายได้ เราก็ตายได้เมื่อสิ้นลมไปแล้ว ไม่มีความหมายอะไร ขอให้มีศีลมีธรรมติดใจลมหายใจขาดไปศีลธรรมไม่ขาดจากใจ จะติดแนบกับใจไปถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์จนได้ไม่สงสัย ให้พากันอุตส่าห์พยายามนะ

พระพุทธเจ้าสอนโลกก็เต็มเม็ดหน่วยก็ดังที่พูดมาแล้วนี้นะ พุทธกิจห้าประการพระองค์ไม่ได้ทรงละได้เลย ตอนเช้าก็บิณฑบาต เสด็จออกบิณฑบาตด้วยความเมตตาสัตว์โลกล้วนๆ ไม่มีที่จะหวังสิ่งตอบแทนอะไร โลกามิส-อาหารการบริโภคเขาจะถวายอะไรๆ พระองค์ไม่สนพระทัย สิ่งที่เป็นพื้นเพอยู่ในพระทัยคือพระเมตตาต่อโลก เสด็จไปไหนพระเมตตาครอบไปหมดๆ เพราะฉะนั้นจึงว่าเสด็จบิณฑบาตโปรดสัตว์ ท่านโปรดด้วยความเมตตา เป็นอย่างนั้นเอง นี่ละพุทธกิจห้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงละ แม้พระท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ ท่านก็ไม่สนใจในโลกามิส อะไรที่เขามาใส่บาตรให้มากน้อยเพียงไรท่านไม่สนใจ แต่การบิณฑบาติท่านไป ไปตามกิจวัตรข้อวัตรปฏิบัติของพระ ไป

ส่วนที่จะสนใจในอาหารการบริโภคว่าเขามาให้ทานของดีของเลวประการใด ท่านไม่สนใจประการใดยิ่งกว่าธรรมประจำใจ มีสติธรรมปัญญาธรรมติดแนบกับใจตลอดไป เพราะนี่เป็นเครื่องชำระกิเลส ท่านไปด้วยกิจวัตรข้อนี้ ยกตัวอย่างเช่นมีพระองค์หนึ่งท่านอยู่บนภูเขา ถึงเวลาจะออกบิณฑบาตท่านครองผ้าจะไปบิณฑบาต พอครองผ้าเสร็จแล้วกำลังจะก้าวออกบิณฑบาต จิตขณะหนึ่งมันแย็บออกมา วันนี้ประชาชนเขาจะได้อาหารปราณีตบรรจงใส่บาตรเราน่า เท่านั้นล่ะนะ มันคิดขึ้นในใจว่าประชาชนเขาจะได้อาหารปราณีตบรรจงอะไรใส่บาตรเราบ้างน่าวันนี้ เพียงเท่านั้นท่านสะดุดใจกึ๊กเลย เออนี่ยังไม่ไปวิ่งไปหาก่อนแล้ว ไปหากินก่อนแล้ว จิตนี้จิตอันธพาล ไม่เล่นด้วยท่านว่า วันนี้หยุด

ท่านได้ปลดเปลื้องผ้าทันทีไม่ไป ถ้าอยากไปก็ไปหากินเอง เราไม่พาไป ท่านเลยหยุดเลยบิณฑบาตวันนั้น นี้มีในตำราบอกไว้อย่างชัดเจน พอจิตแย็บออกไปทางความต่ำทราม เช่นอาหารการบิณฑบาต เขาจะได้อาหารปราณีตบรรจงอะไรใส่บาตรเราน้า เพียงเท่านั้นท่านปัดทันทีเลย นี่เจ้าของยังไม่ไปมันไปหากินก่อนแล้ว พวกอันธพาลอาหารไม่พอปากพอท้อง มันไปวิ่งหากินก่อนแล้ว ไม่พาไป หยุด เอาวันหลังจ้อกันอีก วันนี้ดู ท่านบอกว่าจะเอาให้ถึงตาย ไม่ใช่ธรรมดานะ จะดัดกิเลสตัวมันหยาบโลนที่หิวโหยมากๆ กินไม่พอกินไม่อิ่มนี้ให้มันขาดสะบั้นลงไป เอาวันหลังเตรียมตัวบิณฑบาตคอยดู มหาโจรตัวนี้มันจะออกไปขโมยเอาอาหารการบริโภค กับทัพพีใดแกงหม้อใดของประชาชนที่เขาจะมาถวายทาน จิตหมอบ ท่านก็พาไปบิณฑบาต

สังเกตุดูตลอด เมื่อมันหมอบแล้วก็เป็นธรรม ท่านก็ไปบิณฑบาตมาฉัน ถ้าหากว่ามันมีอีกอย่างนั้นท่านจะหยุดอีก ถ้าวันหลังมีอีกหยุดอีก มันมีจนตายท่านจะหยุดจนตาย ฟังซิน่ะ ไม่ยอมให้มันฝืนธรรมไปได้ ความหิวโหยอันนี้เป็นภัยต่อตนเอง อิ่มท้องแต่จิตใจเป็นฟืนเป็นไฟไม่เอา นั่น ท่านดัดเอาตรงนี้ สุดท้ายก็ยอมรับท่าน ความคิดปรุงได้อาหารการบริโภคชนิดนั้นชนิดนี้มาฉัน หมด ท่านจึงพาบิณฑบาตมาเลี้ยงอัตภาพร่างกายเพื่ออรรถเพื่อธรรมบรรลุมรรคผลนิพพานต่อไป  นี่ละท่านฝึกท่านท่านฝึกอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าทะเยอทะยานในอาหารการบริโภค ท่านไปด้วยความเป็นธรรม

นี่ละการดัดสันดานกิเลส กิเลสมันออกได้หลายแง่หลายมุม รวดเร็วที่สุดคือกิเลส เวลามันคล่องตัวนี้คล่องที่สุด มองไม่ทัน เมื่อธรรมยังก้าวเดินไม่ทันมันแล้วมันจะเหยียบหัวธรรมไปตลอดเวลา เมื่อธรรมได้ก้าวเดินไปด้วยการบำเพ็ญไม่หยุดไม่ถอย สติก็เร็ว ปัญญาก็เร็ว คิดเรื่องกิเลสตัณหาอะไรขึ้นมาปั๊บนี่สติปัญญาจะทัน ตบทันทีๆ สุดท้ายเกิดไม่ได้ มีแต่ธรรมเกิดๆ นั่นละเรียกว่าธรรมเหยียบหัวกิเลส ถ้าธรรมได้เหยียบหัวกิเลสแล้วไปไหนเป็นสุขหมด อิ่มก็เป็นสุข หิวก็เป็นสุข เป็นสุขอยู่ที่หัวใจไม่ดีดดิ้น ให้พากันจำ

นี่ละวิธีการท่านฝึกทรมาน ตามตำรับตำราที่ท่านมีไว้แล้วนำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ดังที่เราได้เคยอ่านผ่านมาเรียบร้อยแล้ว ท่านทรมานอย่างนั้นเองทรมานตนเอง ท่านไม่ได้สุกเอาเผากิน ได้อะไรยิ่งเป็นของดิบของดีกลายเป็นโลก เลยโลกเลยสงสารไปเสีย ท่านไม่นำมาใช้ในวงของพระผู้ชำระกิเลสตัวเป็นภัย ท่านจะหาแต่ของดิบของดีที่เป็นภัยต่อกิเลสเท่านั้นมาชะล้างให้สะอาดสะอ้านขึ้นไป เราเป็นลูกชาวพุทธขอให้มีขื่อมีแปนะ พี่น้องทั้งหลายอย่าสักแต่ว่าดิ้นว่าดีด หาได้หาเอา หาได้หาเอา ได้ไปวันหนึ่งๆ ได้กินวันหนึ่งๆ  ไม่มีหลักมีเกณฑ์เป็นเครื่องยืนยันรับรองเจ้าของด้วยความเป็นธรรมตายนะ จมได้นะ ไม่แน่นอน ต้องมีธรรมเป็นเครื่องยืนยันเสมอ

ได้มามากน้อยส่วนไหนจะแบ่งไว้สำหรับอะไร จตุปัจจัยที่ขวนขวายหามาได้มากน้อย ส่วนไหนจะแบ่งไว้เพื่อความจำเป็นอะไร อะไรจะแบ่งไว้เพื่ออะไรๆ อะไรจับจะจ่ายเพื่ออะไรๆ ให้มีเพื่อๆ เสมอ เป็นเหตุเป็นผลติดตามกันไป อย่าสักแต่ว่าได้มาและโยนทิ้ง ไปขว้างไปๆ หาจนกระทั่งวันตายไม่มีความสมหวัง คนนี้เป็นคนหลักลอย หากินไม่พอปากพอท้องจนกระทั่งวันตาย เพราะไม่มีหลักเกณฑ์เป็นเครื่องยืนยันรับรองหน้าที่การงานที่หามาได้ พากันจำเอานะ อย่าเลื่อนลอย พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีหลักเกณฑ์อย่างยิ่งทีเดียว นำไปสอนอย่างฆราวาสก็พออยู่พอกินพอเป็นพอไป ตั้งตัวได้ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง ถ้าไม่มีธรรมเศรษฐีก็พัง ลืมเนื้อลืมตัว

ดังเศรษฐีสามสกุลที่เคยพูดให้ฟังแล้ว นี่คือความลืมตัว เศรษฐีสามสกุลนี้เขาเรียก มหาเศรษฐี มีเงินมีทองมากลืมเนื้อลืมตัว ไปเที่ยวขอจ้างขอวานเป็นลูกเป็นหลานผู้ใด ไปหาจ้างมาๆ คนเราก็เห็นแก่เงิน อะไรๆจ้างมาทั้งนั้นๆ ทำให้ครอบครัวเย้าเรือนเขาเดือดร้อนวุ่นวายเขาล่มจมกันไปตั้งมากมาย เขาจะตามฆ่าเศรษฐีสามสกุลนี้ เพราะเขาเดือดร้อนมาก เคียดแค้นมาก เขาจะตามฆ่าเศรษฐีนี้ ทีนี้พอตายลงไปแล้วจมลงในนรกสามสกุลนี้นะ เศรษฐีสามสกุลนี้ คือไปหาจ้างหาวาน เมียใครก็ตามลูกใครหลานใครก็ตาม จ้างมาบำรุงบำเรอ คนเราจะเห็นแก่เงินแก่ทอง ทีนี้ก็จับก็แยกให้เขาพลัดพรากจากความรักความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้แตกเป็นฝักเป็นฝ่ายไป ทีนี้ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็เป็นไฟเผาในครอบครัวของตน กระเทือนไปถึงเศรษฐีตัวก่อเหตุนั่นละ เขาจะตามฆ่ามัน แล้วพอดียังไม่ได้ฆ่าละ มันก็ตายไปเสียก่อน แล้วก็ไปตกนรกหมกไหม้ เดี๋ยวนี้ยังไม่ได้ขึ้นนะเศรษฐีสามสกุล ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์นั้นมี ยาว เราจำได้ทุกบททุกบาท แต่ไม่ยกมาพูด

ท่านว่าทุ สะ นะ โส

ทุ นั่น

ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา     เยสํ โน น ททามฺห เส

วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ   ทีปํ นากมฺห อตฺตโน

แปลเอาเลยว่า เราทั้งหลายเหล่าใดเมื่อมีชีวิตอยู่ มัวแต่ประมาทลืมเนื้อลืมตัว แม้สมบัติมีอยู่ถึงขั้นเศรษฐีก็ไม่นำไปทำประโยชน์ มีการทำบุญให้ทาน สงเคราะห์โลกสงสารแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นชีวิตของพวกเราทั้งหลาย จึงเป็นชีวิตที่ชั่วช้ามากที่สุด.......

เวลายกขึ้นมา ขึ้นมาจากนรกโผล่ขึ้นมาทุชฺชีวิตมชีวิ ได้ทุคำเดียวจมแล้วนะ ทุคำเดียว แล้วอันที่สองเหมือนกัน ยกคาถายาวๆ สะ สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ไปยาว แล้วก็ได้สะคำเดียวลงนรกแล้ว นะโส นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต  นี่ก็เหมือนกัน ก็ได้นะอันเดียว โสหํ ก็เหมือนกัน เราพ้นจากนรกนี้แล้วเราจะไม่ประมาท จะถึงพร้อมด้วยศีลด้วยปัญญา สร้างคุณงามความดีให้มากมูนแน่นอน พูดแล้วกระหยิ่มในขณะที่ตกนรกอยู่นั้น ประหนึ่งว่าจะได้หลุดพ้นจากนรกในวันพรุ่งนี้ เพราะแดนนรกเป็นแดนที่ทุกข์มหันตทุกข์แสนสาหัส จึงกระหยิ่มในขณะที่คิดว่าจะได้พ้นจากนรก ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นี้ พิจารณาดูซิ

นี่ละคนลืมตัว เมื่อมั่งมีศรีสุขขึ้นมาก็ลืมตัวสร้างความชั่วช้าลามก อันเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้คนอื่นแล้วก็ย้อนเข้ามาเผาเจ้าของ ทุ สะ นะ โส สี่บทเท่านี้อ่านไม่จบท่องไม่จมลงไปแล้ว ไม่ใช่ของดี ให้พากันระมัดระวัง ทีนี้ย่นเข้ามาหาพวกเรานี้อีกนะ ทุ สะ นะ โส แล้วก็พุทโธได้แต่พุท ธัมโมก็ได้แต่ธัม สังโฆก็ได้แต่สัง พุทธ ธรรม สัง เท่านั้นมันก็จมลงไปเสื่อไปหมอนแล้ว เป็นอย่างไรพวกนี้พวกเสื่อพวกหมอนจมนี้น่ะ ทุ สะ นะ โส พุทโธ ธัมโม สังโฆไม่จบ เป็นอย่างไรมีไหมในศาาเรานี้ มี นับแต่หลวงตาบัวลงไปต้องมี ลูกศิษย์เรามากมีมาก ไม่สงสัย เอาละพอ เท่านั้นแหละ ไม่เทศน์มากนะ เอาละให้พร

ฟัง ทองคำตั้งแต่เมื่อวานนี้ถึงเช้าวันนี้ วันที่ ๑๗ ได้ ๒๗ บาท ๑๑ สตางค์ ได้เยอะ เราจะพยายามขวนขายให้ทองคำนี่เข้าสู่คลังหลวง ซึ่งเป็นหัวใจแห่งชาติไทยเรา เมื่อทองคำเข้าสู่คลังหลวงทุกอย่างจะแข็งแกร่งมีค่ามีราคาขึ้นมา เราดูจุดนี้แหละ จึงได้รบกวนบิณฑบาตรบกวนพี่น้องทั้งหลายเรื่อยมา เพื่อได้นำทองคำเข้าไปสู่จุดสำคัญ ให้เมืองไทยเราสูงส่งขึ้นไป ในฐานะที่ควรจะเป็นไปได้เราอยากจะให้เป็นไป เช่นกองใหญ่กองโตที่ได้มา ทองคำตั้ง ๑๑ ตันกว่าก็ได้มาแล้ว ทีนี้ยังไม่จุใจ พออยากได้อีก เอาหัวมันร้อยแล้วเอาตัวมันเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ตามหาหางมัน เป็นทองคำประเภทน้ำไหลซึม นี่ก็ได้ตั้ง ๒๗ บาท ๑๑ สตางค์แล้วนี้ ตั้งแต่เรามาถึงเมื่อเย็นวานนี้ เราจะพยายามขวนขวายเข้าให้ได้ๆ เอาละทีนี้จะให้พรนะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก