ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสวากขาตธรรม
วันที่ 19 มิถุนายน 2549 เวลา 19:15 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสวากขาตธรรม

 

          (โยมมาถวายหนังสือ) หนังสืออะไร (คาถาบูชาพระ เขาได้มาจากเนปาลครับ) อย่ามาสอนสังฆราช ปาเข้าป่า พูดจริงๆ แล้ว มันเคยไหว้พระหรือเปล่าก็ไม่รู้ละ อยู่ดีๆ มาสอนสังฆราช เราไหว้พระ หัวใจของเรากับพระกับธรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอิริยาบถ พูดใหัมันชัดเจน จิตดวงนี้จ้าตลอดเวลา ไม่มียืนเดินนั่งนอนว่าจะเศร้าหมองผ่องใสตรงไหนๆไม่มี  อิริยาบถยืนก็ตาม เดินก็ตาม นั่งก็ตาม นอนก็ตาม มันจ้าอยู่ตลอดเวลา นั่นละธรรมชาติ ธรรมธาตุเป็นอย่างนั้น เข้าใจเหรอล่ะ

เอาซีภาวนาให้มันเห็น พระพุทธเจ้าหลอกโลกจริงๆเหรอ มีแต่เราน่ะหลอกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้หลอกใครละ สัตว์โลกมันหลอกแต่พระพุทธเจ้า ว่าจะภาวนาโอ้ยมันจะตาย วันนี้เหนื่อย นั่นเอาแล้วนะหลอกแล้วนั่น เห็นไหมละ มันหลอกทั้งนั้นละพวกนี้ เราว่าจะอยู่เฉยๆ ธรรมดา ว่าจะไม่พูดอะไร มันก็ผึงผังเข้ามานี้ ผึงผังมาก็ซัดกันเลย ทั้งศอก ทั้งเขา ทั้งมวย ทั้งหมัด ทั้งอะไรเข้าไป มันคันฟัน โธ่ จิตใจนี้อ่อนแอด้วยอำนาจกิเลสบีบบี้สีไฟ พอดีดอันนี้ออกไปแล้วมันผึงเลยทันที ให้มันเห็นอยู่ในหัวใจนี้จะว่าอย่างไร ไม่มีอะไรที่จะเข้ามาผ่านได้เลย  ขึ้นชื่อว่าสมมุติ สมมุติก็คือกิเลส ยอดสมมุติก็คือกิเลส พอกิเลสสิ้นลงไปแล้วสมมุติทั้งหมดหมดความหมายทันที มีความหมายอยู่กับกิเลสเท่านั้นเอง อันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรเข้ามาผ่านในหัวใจ จ้าตลอดเวลา อกาลิโก ทำให้มันเห็นอย่างนี้ซี

กราบลงไปกราบพระ อย่ามาสอนแต่วิชากราบพระ เจ้าของไม่กราบ ขี้เกียจยิ่งกว่าหมาตาย ใช้ไม่ได้นะ เจ้าของก็ต้องกราบซิ ทำความเพียรเจ้าของก็ทำ สอนคนอื่นหรือพูดให้คนอื่นฟังก็ให้พูดไป แต่เจ้าของอย่าถอย นั้นละการกระทำความดีเป็นอย่างนั้น สอนตั้งแต่คนอื่นไม่สนใจสอนเจ้าของมันได้เรื่องได้ราวอะไร พระพุทธเจ้าท่านสอนโลกท่านสลบสามหน เห็นไหมละ นั่นละแบบฉบับ สลบถึงสามหนพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ฟื้นตายเลย ท่านจึงได้ธรรมมาสั่งสอนสัตว์โลก บางองค์เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เราเคยพูดเสมอ พระจักขุบาลไม่นอนตลอดสามเดือน หมอเขาให้นอนหยอดตาไม่นอน นั่น ไม่นอนตาท่านบอด เอาบอดก็บอด นั่นเห็นไหมละธรรมะเด็ด ทีนี้ตาก็บอดจริงๆ ตานอก ตาในจ้าขึ้นมาแล้ว นั่น นั่นละตาใน ตาในสำคัญมากนะ ตานอกอาศัยกันไปอย่างนั้นละ ขอให้ตาในดีเถอะ ถ้าตาในดีแล้วอยู่ไหนมันดีหมด

          ธรรมะพระพุทธเจ้านี่ ไม่มีในสามแดนโลกธาตุที่จะเลิศเลอเหมือนธรรมะพระพุทธเจ้า ที่ได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นบนเวทีมาแล้วนะ หายสงสัยทุกอย่าง เรื่องศาสนาใดๆ ก็ตามเราคุ้ยเขี่ยขุดค้นหมด มาลงจุดพุทธศาสนาจุดเดียวเท่านั้น นอกนั้นไม่เลย สลัดปั๊วะๆ ๆ ว่าโล่งตรงนี้ขัดตรงนั้น โล่งตรงนั้นขัดตรงนี้ ว่าถูกทางนั้นผิดตรงนี้อยู่อย่างนั้นละ ก็คนมีกิเลสสอนโลก จะว่าอย่างไร หัวใจมีกิเลสสอนโลกมันก็สอนขัดๆข้องๆ  ดีไม่ดีเอาใจของเจ้าของเข้าไปว่า เจ้าของชอบใจที่ตรงไหนก็ว่าอันนั้นถูกอันนี้ดีไปเลย ทั้งๆที่มันชั่ว มันไม่ดีนั่นแหละ

พระพุทธเจ้าไม่เอียง ผิดบอกผิด ถูกบอกว่าถูก ตรงแน่วไปเลยเชียว สอนโลกหาที่ต้องติไม่ได้ การค้นการพิสูจน์ดูพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายค้นที่เวทีจิตตภาวนา มันจะวิ่งถึงกันหมดเลย นี่พูดจริงๆ มันวิ่งถึงกันหมดจะให้ว่าอย่างไร แล้วจะสงสัยพระพุทธเจ้าพระองค์ใด สอนแบบเดียวกันหมด เวลามันวิ่งถึงกันแล้วหาที่สงสัยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนโลกจึงสอนแบบเดียวกันหมด ไม่มีเอนมีเอียง มีผิดมีพลาดไปไหน เป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว เพราะจิตใจเป็นธรรมธาตุศาสดาองค์เอกเต็มองค์แล้วนั่น เวลามาสอนโลกก็สอนอย่างนั้น จะผิดพลาดไปที่ไหน เมื่อหัวใจจริงสุดส่วนแล้วจะผิดไปที่ไหน

หัวใจมันผิดมันพลาดสอนออกไปมันก็ผิด เจ้าของศาสนาคือใคร ถ้าคลังกิเลสสอนออกไปก็เป็นคลังกิเลส แตกแขนงของกิเลสออกไปเรื่อยๆ ถ้าคลังแห่งธรรมสอนแล้วแตกแขนงใดก็มีแต่สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบๆแล้วทั้งนั้นๆ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น ให้พิสูจน์กันทางภาคปฏิบัติ มีแต่งูๆปลาๆ ชอบศาสนาใดถือศาสนานั้นโดยหาเหตุหาผลไม่ได้ ใช้ไม่ได้นะ ต้องพิสูจน์ให้เห็นเหตุผลกันการถือศาสนา คำสอนเป็นคำสอนประเภทใด คำสอนนี้ออกมาจากผู้ใด ผิดถูกประการใดพิสูจน์กันในคำสอน แล้วย้อนกระแสเข้าไปหาผู้เป็นเจ้าของของศาสนา เป็นผู้สิ้นกิเลสหรือคลังกิเลส นั่น ถ้าเป็นคลังกิเลสออกไปก็เป็นกิเลสต่อไปนั้นละ ไม่ว่ากิ่งก้านสาขาดอกใบออกไปเป็นกิเลสทั้งนั้นๆๆ

ถ้าหลักใหญ่เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์พุทโธ เช่นพระพุทธเจ้า สอนตรงไหนบริสุทธิ์หมด ไม่มีผิดมีพลาดเลย จึงได้นำโลกสงสารให้พ้นจากทุกข์เป็นลำดับลำดาทีเดียวคำสอนของพระพุทธเจ้า ใครเกิดมาไม่มีวาสนาไม่ได้พบนะ พบก็ไม่สนใจ เห็นเหมือนกับว่าไก่แจ้คุ้ยเขี่ยหาอาหารนั้นแหละ ไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงร้องเปรยๆ ขึ้นว่า พลอยเม็ดนี้ถ้าเจ้าของของเจ้ามาเขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม แต่นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา สู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวก็ไม่ได้ ว่าแล้วก็คุ้ยเขี่ยเลยไปในแปลงอื่นๆ ไม่สนใจกับทองคำนั้นเลย หรือพลอยเม็ดนั้นเลย

ท่านจึงสอนสรุปความลงว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าของที่ดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น ไก่มันไม่รู้จักใช้ สู้ข้าวสุกข้าวสารมันก็ไม่ได้ ถ้าคนจับเข้าไปซิ พลอยเม็ดหนึ่งมีราคาเท่าไร รู้จักใช้ขนาดไหน เป็นประโยชน์มากน้อยเพียงไร ธรรมของพระพุทธเจ้าเท่ากับพลอยเม็ดหนึ่ง เป็นประโยชน์แก่หัวใจของเราของโลกได้เท่าไร ประสาข้าวอยู่ที่ไหน มันก็ได้กินเหมือนกันหมด มันวิเศษวิโสอะไร พอยังชีวิตอัตภาพให้เป็นไป จะพาขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้ พาลงนรกก็ไม่ได้ ถ้าเจ้าของไม่ไปทำความชั่วและความดี ไปไม่ได้ เพียงเลี้ยงอัตภาพร่างกายไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น

ถ้าเจ้าของคิดอุตริไปทางที่ผิดที่พลาด เลี้ยงก็เลี้ยงโจรเลี้ยงมารทำลายเจ้าของนั้นแหละ ถ้าเจ้าของคิดในทางที่ถูกที่ดี ก็เป็นการส่งเสริมตัวให้เป็นคนดิบคนดีขึ้นไป ส่งเจ้าของไปทางที่ดิบที่ดีจนพ้นจากทุกข์ไปได้ มันเป็นอย่างนั้นแหละ วันนี้ก็จะไม่พูดอะไร ปึ๋งปั๋งมาก็ใส่ตูมเลยละ โธ่ จิตที่กิเลสหุ้มห่อนี่มันเอาของดีมาใช้เมื่อไร มันหลอกตัวเองรอบด้านๆ หลอกตลอดเวลานะ ให้เห็นได้ชัดว่าอันนี้ขาดสะบั้นลงไปหมดไม่มีอะไรหลอก  จริงล้วนๆ ๆ ตลอดเลยพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ หัวใจจริงแล้วแสดงออกมาจุดใดข้อใดนี้ไม่มีผิดมีพลาดเลย เพราะหัวใจจริง ไม่มีพลาด ถูกต้องตลอดเวลา ถ้าหัวใจไม่จริงแล้ว มันมีปลอมออกมา แทรกออกมาๆ ปลอมจนได้นั้นแหละ

เรื่องศาสนาเป็นของเล็กน้อยเมื่อไร พุทธศาสนานี่ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อยนะ ถ้ามีผู้สนใจตั้งใจประพฤติปฏิบัติเอาให้หลุดพ้นจากทุกข์ในชาตินี้ก็ได้เลยเชียว นั่นละฟังซิ พระพุทธเจ้าท้าทายด้วยมรรคผลนิพพาน จากการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ผิดพลาด เอาๆก้าวเดินตามนี้จะขึ้นเรื่อยๆ ให้ลงไม่มีถ้าลงก้าวเดินตามธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าเดินตามกิเลสมีแต่ลงเรื่อยๆ ภูมิใจในความลงของตน ลงไปจมในนรกยังไปภูมิใจอยู่ในนู้น มันรู้ตัวเมื่อไรมนุษย์ มันโง่ขนาดนั้นละ จึงต้องอาศัยแนวทางที่ถูกต้องดีงามของพระพุทธเจ้ามาแนะนำสั่งสอน

ผู้ที่จะมาสอนโลกตาสีตาสาคลังกิเลสมาสอนได้ง่ายๆ เหรอ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้แล้วถึงได้มาสอนโลก ไม่ได้มาสอนทั้งมูตรทั้งคูถ ทั้งขี้ทั้งเยี่ยวเต็มหัวใจสอนโลก ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ราคะตัณหา มีเต็มหัวใจ ท่านไม่ได้นำอันนี้มาสอนโลก ท่านปัดออกหมด เหลือแต่ธรรมทั้งแท่งมาสอนโลก จึงเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบหมด หนึ่งไม่มีสองก็คือพระวาจาของพระพุทธเจ้าที่ทรงรับสั่งอะไรแล้วไม่มีผิดพลาดไปเลย แล้วก็พระญาณหยั่งทราบ ทรงหยั่งทราบอะไรแล้วแน่นอน จะแก้ไขเป็นอย่างอื่นอย่างใดไปไม่ได้เลย ต้องเป็นอย่างที่ทรงทำนายไว้เรียบร้อยแล้วนั้น นี่เรียกว่า เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง ไม่มีอะไรเสมอ ไม่มีอะไรเป็นคู่แข่ง คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า แน่นอนตามนั้นเลย แล้วพระวาจาที่รับสั่งออกมาแน่นอนตามนั้นเลย จึงเรียกว่าของจริง

ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ ไม่เช่นนั้นจะเหลวไหลไปเรื่อยๆ มีแต่พวกเรานี้แหละหลอกกัน คนอื่นคนใดเขาไม่มาหลอก พวกเรานี้แหละมาหลอกกัน เห่อเหิมไปตามกัน ดีดดิ้นไปตามกัน คำพูดพูดสวยพูดงามว่าชิงดีชิงเด่น มันดีขี้หมาอะไร มันมีแต่ชั่วทั้งนั้นละ ชิงชั่วชิงเลว ได้มาก็มีแต่เลว เขาก็เลว เราก็เลว ถือความเลวว่าเป็นของดิบของดีไปเสีย โลกทั้งหลายจึงถือกิเลส ที่เป็นของเลวว่าเป็นของดีทั่วหน้ากันทั่วโลกธาตุ พระพุทธเจ้าท่านถืออะไร ท่านปัดออกหมด สิ่งเหล่านี้สกปรกโสมม พากันตั้งใจปฏิบัตินะ

ทีแรกว่าจะไม่พูดอะไร เพราะวันนี้เหนื่อยมากนะ ตั้งแต่ไปก็เทศนาว่าการเรื่อยๆ ไปเลย เทศน์ไปเรื่อย มาวันนี้ก็เหนื่อยมาก ว่าจะไม่พูดอะไร มันก็มีเรื่องโผงผางโปงปางเข้ามา ก็ใส่กันตูมตามๆเลย อย่างนี้จะให้ว่าอย่างไร

เราได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นเต็มกำลังเลยนะ ภาคปฏิบัติจิตตภาวนาเป็นภาคที่คุ้ยเขี่ยขุดค้น หาต้นหาตอหารากแก้วรากฝอยจนพบเป็นลำดับลำดาไปเลย จิตตภาวนาสำคัญมาก จะได้รู้เรื่องต้นตอแห่งพุทธศาสนาของเรา ตลอดถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านเป็นมาอย่างไรๆ  มันจะแผ่กระจายออกไปรู้หมด ไม่ต้องถามใครเสียด้วย พอรู้แล้วมันขึ้นหนองอ้อทันที อ๋อๆขึ้นเลย นั่นละธรรมแท้เป็นอย่างนั้น พอเจอเข้าไปอ๋อๆ คือหาที่ค้านไม่ได้ ทรงแสดงไว้จุดใดๆ แต่ก่อนที่เรายังไม่เห็นมันก็ลูบๆคลำๆ พอพิจารณาไปๆมันรู้ เจอเอาๆ ลงหนองอ้อเรื่อยไป แล้วมันจะไม่กราบพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เห็นองค์หรือไม่เห็นองค์ก็คือธรรมนั่นเองเป็นศาสดา เมื่อมันจ้าอยู่ในหัวใจแล้วไปถามศาสดาที่ไหนอีกละ

ท่านจึงแสดงไว้ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ท่านเอาธรรมเป็นองค์ศาสดา นะ ใครเห็นธรรมคนนั้นเห็นเราตถาคต เมื่อธรรมจ้าขึ้นในใจแล้วไปถามพระพุทธเจ้าตถาคตที่ไหนอีก มันก็เป็นอันเดียวกัน เป็นอย่างนั้นละ

 

วันนี้จะไม่พูดอะไรละ เหนื่อย เหนื่อยมาก ก็ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ทั้งนั้นละ มันเหน็ดมันเหนื่อย จนกระทั่งกลับมารู้สึกว่าเพลียมาก เดินจงกรมวันนี้ก็โซซัดโซเซ เวลากลางคืนฝนตกเราก็เดินอยู่ตรงนี้ ถ้าฝนไม่ตกเราก็ลงไปเดินตรงนั้น ราวซีเมนต์ลาดเป็นทาง ถ้าฝนไม่เราอยากเดินเมื่อไรเราก็ไปเดินที่นั่น ถ้าฝนตกเราก็มาเดินที่นี่ นี่ก็ระยะยาวพอสมควรเดินได้สบายๆ  พอพูดถึงเรื่องเดินจงกรมนี้ก็คิดถึงเรื่องยายแก่ที่ว่ายายกั้ง นั่นละเห็นไหมความเพียรเวลามันเป็นแล้วนะ ถึงเวลามันหมุนแล้วหมุนตลอด อยู่ไม่ได้เลย แกขนาดนั้นนะ แกเอาไม้เท้าค้ำยันเดินจงกรมบนบ้านแก มีไม้เท้าเดินอย่างนั้นเลยเรื่อย

ทางจิตนี้หมุนติ้วๆ ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันนี้เป็นอัตโนมัติ นี่ถึงขั้นธรรมฆ่ากิเลสเป็นอย่างนั้น มันเป็นของมันเอง เราก็ไม่เคยคิดเคยคาดว่าธรรมจะฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติเป็นอย่างไร ไม่เคยคิดนะ แม้ตั้งแต่กิเลสมันทำลายจิตใจของสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมันมากี่กัปกี่กัลป์แล้วเราก็ไม่เคยคิด แต่เวลาความเพียรถึงขั้นนี้ละที่ว่านี้นะ ถึงขั้นมันหมุนตัวตลอดมันไปของมัน กลางคืนฝนตกเดินอยู่บนกุฏิ พอเดินได้เดินตลอด อย่างยายคนนั้นละ แกมีไม้เท้าแกเดินของแก นี่ละที่เคยเล่าให้ฟัง แกกระซิบหลานชายแก เราก็ไม่ลืมนะ

อันนี้จะว่าเป็นการโอ้การอวด หรือไม่โอ้ไม่อวดก็เอาความจริงมาพูด ให้ว่าอย่างไร คือปีนั้นปีพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมรณภาพ ถวายเพลิงหรือเผาศพท่านที่วัดสุทธาวาส พระแตกหนีหมดเลยในวัดหนองผือ แต่ก่อนพระนี่เหลืองอร่ามเต็มวัดๆ เลย พอหลวงปู่มั่นมรณภาพไปพระที่อยู่ในหนองผือแตกหนีหมดเลย เราก็ไม่ได้คิดว่าจะไปจำพรรษาที่หนองผือในปีนั้นแหละ ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ นั่นละที่ว่าลงจากเวที ออกจากวัดดอยธรรมเจดีย์ก็ก้าวเข้าสู่อำเภอวาริชภูมิ จองถ้ำไว้เรียบร้อยแล้ว จะไปจำพรรษาที่ถ้ำอันนี้ ลืมชื่อแล้วแหละ เราเคยไปอยู่แล้วถ้ำนี้สะดวกสบายดี

นี่ก็จวนเข้าพรรษาแล้ว พอลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ก็บึ่งเลย ท่านเพ็งนี่ละไปด้วย ลงมาจากวัดดอยด้วยกันนะกับท่านเพ็ง มาพักอยู่ที่วัดสุทธาวาสสองคืน ที่ว่าได้เล่าธรรมอัศจรรย์ให้ท่านเพ็งฟัง ท่านเพ็ง ว่าอย่างนี้เลยละนะ ท่านติดสอยห้อยตามกระผมมาเป็นเวลากี่ปีกี่เดือน ทั้งอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ทั้งไปที่ไหนมาที่ไหนท่านติดสอยห้อยตามตลอด แล้วธรรมะประเภทนี้เคยได้ยินไหม เอาฟังนะ ก็ใส่เปรี้ยงเลยธรรมะประเภทอัศจรรย์นั้นแหละ

พอเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกท่านตื่นเต้นเอาเสียจน..นั่นละให้ปฏิบัติให้ดีนะ เราพูดย่อๆ จากนั้นก็จะไปจำพรรษาที่ถ้ำอะไรน่า คือเราเคยไปอยู่แล้วสะดวกสบายดี จองในใจเรียบร้อยแล้วจะไปจำพรรษาที่ถ้ำนั้น เพราะจวนเข้าพรรษาแล้ว ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ก็มาวัดสุทธาวาสเพียงสองคืน พอไปถึงถ้ำนั่นแหละ ดูได้ประมาณสองคืนหรือไงน้า ก็มีโยมคนหนึ่ง โยมคนนี้แกอยู่ย่านกลางทาง ระหว่างหนองผือกับวาริชภูมิ เขาเรียกบ้านหนองกุง แกเคยไปวัดอยู่เสมอ ทีนี้แกทราบว่าเรามาพักที่ถ้ำนี้ แกเลยออกมาเยี่ยม แกมาเล่าแบบสุดๆสิ้นๆ ให้ฟังถึงเรื่องน่าสสดสังเวชกับวัดหนองผือ ตั้งแต่ก่อนมีพระจำนวนอย่างนั้นๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย มีเหลืออยู่หลวงตาสามองค์แก่ๆ บ้านนี่เหมือนบ้างร้าง วัดก็เหมือนวัดร้าง  เลย โศกเศร้าเหงาหงอยเต็มที่

แกก็เล่าธรรมดานะ แกไม่ได้เล่าเพื่อชักชวนเรานิมนต์เราอะไรละ แกเล่าสภาพนั้นให้ฟัง แกบอกว่าแกไปมาได้สองวัน แกเลยมาเล่าสภาพหนองผือให้ฟัง เราฟังอย่างถึงใจเลย ไม่พูดสักคำนะ เวลาแกเล่าเราฟัง ฟังอย่างถึงใจๆ พอแกเล่าจบแล้ว ทั้งๆที่เราตั้งใจไปจำพรรษาที่ถ้ำนี้ละ ปลงใจเรียบร้อยแล้วจะไปจำพรรษาที่ถ้ำนี้ แล้วแกก็ขึ้นไปถ้ำนั้นพอดี พอไปได้เรื่องราวของบ้านหนองผือมาเท่านั้น พลิกใหม่เลย บ้านหนองผือเป็นบ้านที่มีบุญมีคุณต่อพระเจ้าพระสงฆ์ ต่อครูบาอาจารย์มากมายมาเป็นเวลาหลายปี พอท่านมรณภาพลงไปแล้วไม่มีใครอยู่เลย เหมือนบ้านร้าง วัดก็เหมือนวัดร้าง มีหลวงตาสองสามองค์แก่ๆ ไม่ได้ ตัดสินใจภายในจิต ไม่บอกละ จะต้องกลับไปจำพรรษาหนองผืออีก

พอตื่นเช้ามาบอกท่านเพ็ง เอาเพ็งเตรียมตัว จะพาออกเดินทางไปจำพรรษาหนองผือ เหอ ไหนว่าจะจำที่นี่ ที่นี่น้ำหนักสู้หนองผือไม่ได้ นั่น จึงได้พาท่านเพ็งกลับมา เรายังจำได้ พอมาถึงที่นั่นวันขึ้น ๘ ค่ำ พอ ๑๕ ค่ำก็ประชุมเข้าพรรษา เรามาถึงหนองผือขึ้น ๘ ค่ำ คือเดินมา แต่ก่อนไม่มีรถมีรา ไม่สนใจกับมัน เดินทางมาค้างคืนหนึ่งสองคืนมาเรื่อย พอเรามาถึงที่นั่น ใครก็ทราบๆ ว่าเรามาหนองผือ พระเณรหลั่งไหลเข้ามาเต็มหมดปีนั้นนะ พระตั้งร่วม ๓๐ องค์ อุ่นหนาฝาคั่งทีเดียว เราก็มาจำพรรษาที่นั่น

นั่นละเรื่องราวที่ว่าจะไปจำวาริชภูมิเลยไม่ไป ก็กลับมา เวลากลับมาแล้วที่ยายกั้งแกว่าแกเอาหลานชายแกไปกระซิบ เข้าท่าดีนะละ แกกระซิบหลานชายแก เรียกหลานชายเข้ามากระซิบ บอกชื่อเลย นี่กูจะบอกมึงนะ มึงอย่าบอกใครนะ เราก็ไม่ลืม ก็คนนี้แหละคนที่แกกระซิบ หลานชายคนนี้ที่กระซิบแก แกก็มากระซิบเราอีก มันอดคิดไม่ได้นะ พอมาถึงนี่  นี่กูจะบอกมึงนะ มึงอย่าไปพูดให้ใครฟังนะ บุญวาสนาของเราชาวบ้านหนองผือ มีวาสนาได้ผู้มาครองวัดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว เขาเรียกว่าหลวงปู่มั่นเป็นฉันใดก็ดี ท่านมหาบัวเป็นฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน ให้ประคับประคองท่านให้ดีนะ

นี่กูจะกระซิบให้มึงฟัง มึงจะบอกใครนะ ให้มึงปฏิบัติท่านให้ดี เงียบๆ มึงอย่าไปบอกใครนะ องค์นี้แหละแทน ร้อยทั้งร้อยแทนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พ่อตายพ่อยัง บอกอย่างนั้นนะ อีตานี้ก็มากระซิบเราอีก กระซิบแบบเดียวกันนี้ อีตาผีบ้า เราก็เลยขบขัน ทีนี้เวลาเราไปจำพรรษาที่นั่น แกก็อุตส่าห์ออกมานะ แกก็ไม่ได้พูดธรรมะอะไรนักหนา แกมาด้วยความเคารพเลื่อมใสของแกต่างหาก ให้เหมือนดังว่าพ่อตายพ่อยังดังที่ว่า เราอยู่นั้นแกก็ออกมา ออกมาจากบ้านก็ไม่ได้ห่างไกลนัก พักมาตามทางตั้งห้าหนหรือสิบหน แกมาไม่ได้ถึงไหนแกก็หยุดแล้วแกก็มา แล้วมาทำไม ก็มันอยากมา แกพูดนิสัยตรงไปตรงมาอย่างนั้นละ

นี่ละยายคนนี้ละแกเดินจงกรม แกมีไม้เท้าเดินอยู่บนบ้านของแก พูดถึงเรื่องจิตที่หมุนตัวแล้ว แกหยุดไม่อยู่เลย แกเดินจงกรมของแก เอาไม้เท้าสักเท้าไปเลยเดินไปเดินมาอยู่บนกุฏิ คือจิตมันหมุนเต็มที่แล้ว เราก็ฟังตั้งแต่แกเล่าให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟังอยู่แล้ว  เวลาแกมาหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นแกเล่าเรื่องภาวนาของแก เราก็ภาวนาอยู่แล้ว แกเล่าอย่างไรมันก็รู้ละซี เวลาเรากลับมานี้แกก็พูดอย่างที่ว่านั้นน่ะ นี่ได้ทราบว่าอัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ เชื่อทันทีเรา ถ้าลงจิตขั้นนี้แล้วอย่างไรก็แน่ ถ้ายังไม่ตายก่อน แต่นี้แกก็ยังไม่ตายก่อน อัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุแล้ว ยอมรับทันที เพราะจิตนี้เป็นจิตอัตโนมัติ หมุนเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว ไม่มีคำว่ารอ จิตใจนี้หมุนติ้วๆ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติทั้งวันทั้งคืน เว้นแต่หลับเท่านั้น นี่เรียกว่าธรรมะฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ

อันนี้เราก็ไม่เคยคิดแต่ก่อน แต่เวลามันมาเป็นขึ้นที่หัวใจมันจึงทำให้คิดไปหมด กว้างขวางมากมาย เวลาถึงขั้นธรรมะนี้มีกำลังฆ่ากิเลสเป็นแบบเดียวกัน คือมันหมุนตลอดเวลา ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักขึ้นนะ ไม่รู้จักออกทางจงกรม ได้ลงไปแล้วเท่านั้นแหละ จนกระทั่งจะก้าวขาไม่ออก มันจะตายจริงๆแล้วนะนั่น จะก้าวขาไม่ออกแล้วค่อยมาที่พัก ทีนี้กลางคืนมันก็เดินกลางวันก็เดิน เดินอยู่ได้ตลอดเวลา ถ้าลงได้ก้าวลงทางจงกรมเมื่อไรเป็นอย่างนั้น ไม่ว่ากลางคืนกลางวัน ลืมวันลืมคืน ลืมปีลืมเดือน ลืมไปหมด มีแต่ระหว่างกิเลสกับธรรมมันฟัดกันในหัวใจนี้หมุนติ้วๆ เป็นอัตโนมัติๆอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา มันก็ลืมวันลืมคืนลืมปีลืมเดือน ลืมไปหมดนั่นแหละ

พวกน้งพวกน้ำไม่สนใจเลยนะ เวลานั้นลืมหมด ไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย  นี่ถึงขั้นจิตที่มันหมุนเพื่อความพ้นทุกข์ อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ เมื่อถึงขั้นหมุนเป็นอัตโนมัติแล้ว ยายคนนี้แกก็เหมือนกัน พอแกล่วงไปแล้วได้ทราบว่าอัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ เราเชื่อทันทีเลย เพราะแกหมุนอยู่ตั้งแต่นู้นแล้ว นั่นเป็นอย่างนั้น ที่ว่าธรรมฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัตินี้เช่นเดียวกับกิเลสทำลายหัวใจสัตว์โลกโดยอัตโนมัติ แต่ก่อนเราก็ไม่เคยคิดนะ กิเลสมันทรมานหัวใจสัตว์โลก ทำลายหัวใจสัตว์โลกอยู่โดยอัตโนมัติของมัน ทุกเวล่ำเวลาเป็นอย่างนั้นด้วยกันทั้งนั้นบรรดาจิต

เราก็ไม่เคยคิด แต่เวลาถึงขั้นธรรมฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติมันทำให้คิดไปละทีนี้ คือกิเลสหมอบ ตอนที่ธรรมมีความแก่กล้าสามารถคล่องตัวแล้วนี้กิเลสโผล่ขึ้นมาไม่ได้เลย ถึงขั้นนี้แล้วกิเลสเกิดไม่ได้นะ มีมากมีน้อยมีแต่จะมุดมอดลง มุดมอดลงไป ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่นี้เกิดไม่ได้ มันก็ย้อนไปถึงเรื่องที่ว่าตั้งแต่ก่อนกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลก สร้างทุกข์ให้สัตว์โลกเป็นอัตโนมัติของมันอย่างนี้ พอธรรมมีกำลังแล้วฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน มันจึงเหมือนกันเลย ถึงขั้นมันฆ่า แล้วกิเลสนี้เกิดไม่ได้เลย มีแต่มุดมอดลง มุดมอดลง จนกระทั่งขาดสะบั้นไปหมดไม่มีเหลือเลย การปฏิบัติเมื่อเป็นขึ้นในใจแล้วจะไปถามใคร รู้ขึ้นนี้ปั๊บไม่ต้องไปถามใครเลยละ เป็นสิ่งที่แน่นอนแม่นยำๆ เป็นอย่างนั้นตลอดมา

ทุกวันนี้มีไม่น้อยอยู่นะในวงกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมจริงๆจังๆมีอยู่มากมาย แต่ท่านไม่ได้พูดนะ ท่านอยู่ของท่านเงียบๆ วงปฏิบัติด้วยกันนั้นแหละรู้เรื่องของกัน คือวงปฏิบัติด้วยกันมันเหมือนครัวเรือนเดียวกัน ยิ่งมีครูบาอาจารย์ด้วยแล้วเป็นที่รวมแห่งลูกศิษย์ทั้งหลายที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ได้ยินครูบาอาจารย์ เห็นครูบาอาจารย์มาจะต้องวิ่งเข้าไปถึงเลย แล้วจิตใจเป็นอย่างไรจะเล่าให้ฟัง เปิดออกๆ เป็นที่แน่ใจกับครูบาอาจารย์ทั้งหลายเพื่อท่านจะได้เปิดทางให้ นี่มันก็รู้ละซิ

นี่ละภาคปฏิบัติมีอยู่น้อยเมื่อไร เราก็พูดรวมยอดเอาเลย ส่วนมากก็เป็นสายหลวงปู่มั่น เวลานี้มีสายหลวงปู่มั่นเป็นอันดับหนึ่ง แก้กิเลสจริงๆนะ เป็นผู้ทรงมรรคทรงผล จริงๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงเสริมดังที่เราเสริมวัดภูวัว วัดภูวัวก็มีพระจำนวนตั้งจุดศูนย์กลางคือ ๓๐ องค์เอาไว้ ท่านตั้งเองท่านอุทัย ทีแรกท่านไปมีแต่ท่านอุทัยอยู่สองหรือสามองค์ มีประชาชนเขาไปตั้งบ้านตั้งเรือน เขาเป็นคนทุกข์คนจน เขาไปอยู่ที่นั่น ไปบิณฑบาตอาศัยเขาไป พระสององค์อย่างมากสามองค์

ทีนี้ถ้าจะหนีเขาก็ไม่ยอมให้หนี นี่สำคัญนี่นะ  เขามีความเคารพเลื่อมใส เอาจนก็จนเถอะ พวกผมไม่ตายท่านไม่ตาย เขาว่าอย่างนั้น เอาจนก็จนไป ขอนิมนต์ท่านอยู่ที่นี่โปรดให้พวกกระผมได้บุญได้กุศล แล้วได้รับความสงบร่มเย็น ถ้าท่านจากไปนี้แล้วมันเหมือนบ้านร้างเมืองร้าง ท่านอยู่ที่นี่อบอุ่น ท่านอุทัยจึงได้อยู่กับเขามา ทีละสององค์สามองค์ แล้วหลังคาเรือนของเขาอยู่ก็สองสามหลังคาเรือน เขาอุตส่าห์พยายามขวนขวายหามาเลี้ยงท่าน ท่านเกรงใจ ท่านอยากหนี เขาไม่ยอมให้หนี เอาจนก็จะ เขาว่าอย่างนั้น เขาไม่ยอมให้ท่านหนี ท่านเลยอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลานาน เราก็ทราบแต่ข่าวเป็นอย่างนั้น

พอได้โอกาสเราจึงไปดู พอจอดรถปั๊บลงไปนี้เราไปเลยทีนี้นะ เพราะตอนนั้นยังหนุ่มน้อยอยู่ไปได้สะดวกสบาย ลงรถนี้ไปเลยเที่ยวไปหมด ทำเลที่ท่านภาวนา โอ้โห เป็นทำเลที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลย พออกพอใจ ไปที่ไหนเหมาะสมๆ ๆ พอไปดูทั่วถึงหมดแล้วกลับมา ก็มาบอกท่านอุทัยเลย ตั้งแต่นี้ต่อไปท่านอุทัยท่านต้องการจะรับพระสักเท่าไร มาอยู่ที่นี่เอาๆ ให้มาบอกเลย ผมจะรับเลี้ยง บอกอย่างนั้นเลยนะ ตั้งแต่นี้ต่อไปท่านจะต้องการพระที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมเพื่อมรรคเพื่อผลจริงๆ ท่านจะมาสักเท่าไรให้ท่านรับไว้เลยนะ ผมจะเป็นคนรับเลี้ยงบอกตรงๆ หากว่าผมสู้ไม่ไหวผมจะบอก บอกอย่างนั้นเลย

ตั้งแต่นั้นมาท่านอุทัยท่านก็รับพระมาเรื่อยๆ จึงอยู่ในจุดศูนย์กลาง ท่านก็เอาพอดี ประมาณ ๓๐ องค์ คือมากกว่านั้นบ้าง ลดลงบ้าง อยู่ในจุดนั้น เป็นประจำมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เราก็รับเลี้ยงตลอดมา พอจวนสิ้นเดือนๆขนอาหารการกิน ทั้งอาหารสั้นอาหารยาว อาหารสดอาหารแห้งเตรียมไป ไปแต่ละครั้งๆ สี่คันรถเลยเชียว บองขึ้น หกล้อก็มีสี่ล้อก็มี  จะบองขึ้นให้เต็มหมดเลย เทลงนี้เหมือนภูเขา ภูเขาเลยเชียวนะ เป็นเวลา ๒๐ กว่าปีแล้วที่เราดูแลท่าน เราส่งเสริมท่านผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติดี ให้ท่านได้ทรงมรรคทรงผลด้วยการประพฤติปฏิบัติ

อาหารที่เรานำไปแล้วเราเตรียมพร้อมเผื่อไว้หมด แล้วยังเปิดโอกาสให้อีก หากว่าขัดข้องอะไรให้บอกไป จะส่งมาทันที ก็ไม่เคยขัดข้อง เนื่องจากว่าเราส่งไปนั่นเราเผื่อไว้หมดแล้ว บางทีในที่ต่างๆ ในภูเขาลูกนั้นมันกว้างขวาง อยู่แห่งละสององค์บ้าง บางทีสามองค์บ้างอยู่แถวนั้น ท่านมาติดต่อขออาหารทางนี้ ท่านก็จัด มีตาปะขาวบ้าง มีเณรบ้างมา บางทีก็มีฆราวาสมา มาขออาหารที่เราเอาไปมอบให้วัดภูวัว ท่านก็จัดให้เพียงพอๆ แล้วก็เล่าให้เราฟัง เราบอกจัดให้ท่านเถอะ บอกเลย ผมไม่สามารถที่จะส่งไปซอกแซกซิกแซ็กได้ ผมจะมาส่งไว้จุดศูนย์กลางนี้ ถ้าท่านต้องการ เอาให้ท่านไป ถ้าหากว่าขัดข้องให้บอกไป  เราจะส่งมาทันที เราว่าอย่างนั้น ก็เป็นอย่างนันเรื่อยมา พระมาเรื่อยมาที่นั่น บางทีมีพวกเณร มีตาปะขาว  มีโยมมาด้วย มาเอาของไป จนกระทั่งทุกวันนี้

เราส่งเสริมพระให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ คือไม่มีข้อวิตกวิจารณ์ว่าอาหารนี้จะขาดตกบกพร่อง เพราะเราเคยผ่านมาแล้วทั้งหมด เรื่องความอดอยากขาดแคลนเราผ่านมาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติต่อพระกรรมฐานจึงปฏิบัติได้โดยถูกต้อง เราก็ส่งไปเผื่อไว้เรียบร้อยแล้ว พอดีปีนี้ท่านอุทัยก็คงจะได้ไปจำพรรษาที่เขาใหญ่แหละ เพราะเขาถวายที่นั้นให้เรา ถวายที่ที่เขาใหญ่ให้เรา ทีนี้เราก็มองดูใครซึ่งควรจะมารับภาระปฏิบัติให้เป็นที่ชื่นอกชื่นใจ แก่ศรัทธาที่เขาถวายนั้น มีใคร ก็มองเห็นแต่ท่านอุทัย สุดท้ายก็เลยนิมนต์ท่านอุทัยมาปรึกษา ท่านจะว่าอย่างไร

สำหรับวัดทางนู้นพระก็ตั้งใจปฏิบัติดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรขัดข้อง การดูแลผมก็ปฏิบัติมาตามเดิม พระท่านก็เคยอยู่แล้ว แล้วท่านจะแยกตัวออกมาอยู่ที่นี่เพื่อเป็นแขนงหนึ่งให้ประชาชนทั้งหลายเขาได้มีความอบอุ่นด้วยการบำเพ็ญบุญกุศลนี้จะพอได้ไหม ท่านอุทัยท่านก็รับ ปีนี้ท่านจะมาจำพรรษาที่นี่ละ ที่วัดเขาใหญ่ เอาท่านอุทัยออกมาเลย เพราะเราไว้ใจ เราไม่ได้รับสุ่มสี่สุ่มห้า พระที่จะมาครองวัดนี้ต้องได้ดูพระเสียก่อน นี่ก็เห็นว่าเป็นที่แน่ใจ ท่านอุทัยเป็นผู้ราบรื่นดีงามาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จึงให้ท่านมาอยู่ที่นั่น ตกลงปีนี้ท่านอุทัยก็จะมาจำพรรษา ได้เข้าใจกันเรียบร้อย ท่านอุทัยจะมาจำพรรษาที่เขาใหญ่ นี่ละ แล้วพระที่อยู่นู้นก็ให้อยู่ธรรมดา เราก็ส่งเสียธรรมดา

ที่ทราบได้ชัดก็คือเขานิมนต์เรามาเป็นประธานในการทอดกฐินอีกนะ พวกนี้มามัดคอเรา เข้าใจไหมละ ทอดกฐินนี้วัดเราเป็นอาทิตย์แรก เสาร์อาทิตย์แรกเป็นวัดเรา เสาร์อาทิตย์ที่สองก็จะเป็นนี้ละจะเป็นวัดเขาใหญ่นี้ต่อกันไป ดูเหมือนจะเป็นวันที่เท่าไรไม่ทราบ หากเป็นเสาร์อาทิตย์ที่สอง นี่รับไว้แล้ว ท่านผู้หญิงหน่อยมานิมนต์ ภรรยาของรัฐมนตรีต่างประเทศดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย มานิมนต์ไว้แล้วให้มาเป็นประธานทอดกฐินที่นี่ เราก็คงจะได้มาถ้าไม่มีความจำเป็น ต้องมาให้เขาแหละเพื่อเป็นน้ำใจที่เขาได้สร้างขึ้น

แล้วมีการแนะนำอะไรให้พอเหมาะพอดี อย่าให้เหลือเฟือฟุ่มเฟือยเกินไป เพราะการสร้างวัดนี้ส่วนมากมันจะเอาวัตถุออกหน้านะ ไม่ได้เอาธรรมออกหน้า ไปที่ไหนขวางหูขวางตา อกจะแตกก็มี เราทนไม่ได้ อกจะแตกก็มีแล้วเฉยไปเลย ก็ทำแล้วมันก็ทำไปแล้วจะทำอย่างไร จะไปแก้ไขให้มันเป็นอย่างไร การสอนเราก็เคยสอนแล้ว ไม่เห็นจำเป็น ให้ขวางตาขวางใจให้เห็นอยู่อย่างนี้ มันมี ไปที่ไหนมีแต่ด้านวัตถุออกหน้าออกตา นี่กิเลสมันออกทางด้านวัตถุก่อนนะ ที่พักที่อยูที่อาศัยทุกอย่างให้หรูหราฟู่ฟ่า หรูหราฟู่ฟ่าไปหมด กิเลสออกแล้วนั่น ธรรมเลยหมอบๆ ตั้งใจปฏิบัติ เอาธรรมเป็นที่หนึ่ง

ธรรมเป็นที่หนึ่งอย่างไร ให้หนักแน่นในเรื่องความพากความเพียรชำระกิเลสโดยลำดับ อันนั้นอาศัยกันไปๆ ชั่วระยะเวลาพอสมควรที่จะหนักเบามากน้อยเพียงให้ธรรมออกหน้าเสมออยู่เสมอ อย่าให้กิเลสออกหน้า เดี๋ยวนี้มันมีแต่กิเลสออกหน้า ไปที่ไหนสร้างหรูๆหราๆฟู่ๆฟ่าๆ มันมีแต่เรื่องของกิเลส เรื่องของอรรถของธรรมไม่ค่อยมี นี้ละที่มันเป็น เราไม่พูดเฉยๆ นะ

ไปที่ไหนขวางทันที ไอ้ลูกศิษย์ของเรานั้นแหละ ที่เราเคยสอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยถึงเรื่องวัตถุ อย่าพากันเป็นบ้าเกินไปนะ ให้ดูหัวใจ บอกอย่างนี้นะ ไม่มีอะไรจะร้อนยิ่งกว่าหัวใจที่กิเลสเผาอยู่ทุกเวลานี้นะ ฟาดตรงนี้ออกให้ขาดสะบั้นลงไปด้วยน้ำดับไฟคือความเพียร จะสง่างามเย็นไปหมด แล้วเมื่ออันนี้สง่าแล้วอะไรๆ อยู่ที่ไหนพออยู่หมด มันไม่ได้ยากอะไรนะ ขอให้อันนี้สง่า อันนี้มันเลิศเลอไปหมดแล้วหัวใจนี้ ไปที่ไหนครอบไปหมด ประสาวัตถุอิฐปูนหินทรายมันวิเศษวิโสอะไร หัวใจที่เต็มไปด้วยธรรมต่างหากวิเศษวิโส ให้นำนี้ออกหน้าๆ ประกอบความพากเพียรชำระสิ่งเลวร้ายทั้งหลายออกจากใจนี้ เป็นธรรมที่เรามุ่งหวังอย่างแรงกล้า สอนหมู่เพื่อนก็สอน

แต่แล้วมันก็แหวกแนวไปอย่างนั้น คือมันเข้าหาหัวใจนี้ไม่ได้ ถ้าเข้าไปหาหัวใจไฟกิเลสตัณหาเผาหน้าผากมัน มันหงายหมาออกมา มันก็ไปลูบนั้นคลำนี้ มองดูปั๊บมันรู้ทันทีนะนี่ มันเคยผ่านมาแล้ว ถ้าเอาจริงเอาจังเป็นอย่างไร เอาๆ มันจะเป็นอย่างไรวะ เอามันขึ้นมา กิเลสตัวไหนมันเก่งให้ขึ้นมา จะชะโงกคอดูมัน มันโผล่ขึ้นมามันเผาหน้าผากเอาหงายทางนี้ ทางนี้ฟัดเข้าไป เข้าใจไหมละ หน้าผากหงาย มือไม่หงาย กำปั้นไม่หงาย ศอกไม่หงาย เข่าไม่หงาย ตีมันแตกกระจัดกระจายไปเลย สุดท้ายมันก็หมอบ กิเลสหมอบ ความเพียรก็ก้าวหน้าๆ จิตสง่างาม สง่างามขึ้นมาๆ ทีนี้อยู่ที่ไหนสบายหมด นั่นเห็นไหมละ

เมื่อจิตกับธรรมได้เข้าสัมผัสกันแล้วอยู่ที่ไหนสง่างามทั้งนั้นนะ สิ่งเหล่านี้สง่าอะไร ประสาอิฐปูนหินทรายมันสง่าที่ไหน อยู่ที่ไหนมันก็มีเต็มบ้านเต็มเมือง ใครเลิศที่ไหนเอามาแข่งกันน่ะ ถ้าธรรมในใจนี้ไม่ต้องแข่ง มันรู้ทันที มันจ้าขึ้นอยู่ที่นี่ ไปที่ไหนเลิศเลอครอบโลกธาตุ จะไปอยู่ในกระต๊อบร่มไม้ก็ตามจ้าครอบโลกธาตุนู่น มันไม่ได้อยู่ในกระต๊อบนะธรรมนะ หัวใจที่สว่างไสวด้วยธรรมนี้ไม่ได้อยู่ในกระต๊อบนะ มันครอบโลกธาตุ พวกเรานี่ไปอยู่หอปราสาทก็เหมือนกระต๊อบ ที่อยู่ของใจคือธรรมไม่มี อาศัยอิฐปูนหินทรายมาอยู่ หรูหราฟู่ฟ่าไปด้วยสิ่งเหล่านี้ เลอะ เวลานี้พูดให้มันชัดเจน เปิดปากพูดให้ชัดเจน ให้มันรู้

ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะไม่สนใจกับสิ่งเหล่านี้มากยิ่งกว่าด้านจิตตภาวนา อันนี้หนักมากทีเดียว มันจะเป็นจะตายไม่มีถอยอันนี้ เอาจนอันนี้กระจ่างแจ้งขึ้นมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นที่เป็นฟืนเป็นไฟสงบลงๆ ทีนี้จ้าขึ้นๆ อยู่ที่ไหนดีหมด สบายหมด ทีนี้จะปลูกจะสร้างอะไรนี้มีเหตุมีผล ไม่ได้ทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้า สู้กิเลสไม่ได้ ไปหาเกาในที่ไม่คันอย่างนั้นนะ ถ้าเกาที่ไหนต้องคัน มีเหตุมีผลที่ควรจะก่อสร้างหนักเบามากน้อยเอาปล่อยให้ทำ ด้วยธรรมเป็นผู้ควบคุม นั่นมันถูกต้อง อันนี้มันเลอะเทอะไปหมดเวลานี้

มันอ่านหัวใจกรรมฐานเราได้ชัดเจนมาก เราเคยผ่านมาเรียบร้อยแล้ว มันเถลไถลออกไปข้างนอก มันไม่ได้เข้ามาข้างใน ถ้าลองได้เข้านี่แล้วจะเห็นฤทธิ์กันระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน อยู่ที่ไหนสบายหมดทีนี้นะ อยู่ร่มไม้ก็สบาย ถ้าลงธรรมกับใจได้สว่างจ้าอยู่ภายในใจอยู่ไหนดีหมดเลยนะ ถ้ากิเลสเผาหัวใจอยู่นี้ขึ้นหอปราสาทก็ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร ก็เหมือนเอาคนไข้ไปขึ้นตึกของเขาที่หลายๆ ชั้นนั่นน่ะ ไปครางอือๆ เกิดประโยชน์อะไร เอาไปพิจารณา นี่เพื่อออกทางวิทยุให้ได้รู้ทั่วถึงกัน

ธรรมนี้เป็นธรรมแท้ การพูดนี้พูดด้วยความถูกต้องแม่นยำไม่ผิดไม่พลาด ศาสดาองค์เอกพาดำเนินมาอย่างนี้ บวชแล้ว รุกฺขมูลเสนาสนํ ไม่ได้บอกอะไร บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขาตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญสมณธรรม ปราศจากสิ่งรบกวน จงทำความอุตส่าห์พยายามอยู่และบำเพ็ญในสถานที่นั้นตลอดชีวิตเถิด ท่านไม่ได้บอกว่าไปหาหอปราสาทอยู่นะ ท่านไม่ได้ว่า มันเสือกไปอย่างนั้นซี ไปหาเกาในที่ไม่คัน หมาขี้เรื้อนเขาเกาที่คันนะ ไอ้พระขี้เรื้อนนี่มันไม่ได้เกาที่คัน ไปหาเกาที่ไม่คัน เอาละพอ หยุด ว่าจะไม่เทศน์ มันได้ไปใหญ่เลยละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 

 

  

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก