นิสัยนุ่มนวลไม่มีใครเกินท่านอาจารย์ฝั้น
วันที่ 22 มิถุนายน 2549 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

นิสัยนุ่มนวลไม่มีใครเกินท่านอาจารย์ฝั้น

 

          น่าสงสารไอ้ขอดนะ ไอ้ขอดที่ตาย อะไรกัดมันตายไม่รู้ (ไม่ทราบครับ มันตายกลางคืนไม่มีใครเห็นครับ มันตายอยู่ตรงกุฏิเก่าที่หลวงพ่อเพียรอยู่ครับ ข้างหลังตรงนี้ครับ ตื่นเช้าหากันไม่เจอ จะให้มันกินข้าว เดินไปเจอนอนตายอยู่ แถวจมูกเห็นว่ามีแผล อาจจะเป็นงูหรือตะขาบมีพิษ) ตะขาบนี่กัดหมานี่ตายไหม มันทนพิษไม่ไหว (ตะขาบทีนี่ตัวโตครับ) มีพิษกัดหมาตายได้เหรอ แต่งูนั้นตายไม่สงสัย (ไอ้ขอดเหมือนกับตามันไม่ค่อยดีด้วย ต้องเข้าไปใกล้ๆ มันไม่ได้เห็นไกลๆ)

          พูดถึงเรื่องตะขาบ เราพักอยู่ที่ทางพัทยา แต่ไม่ได้อยู่บริเวณพัทยา อยู่ในสวนลึกๆ ไปภาวนา คือตอนนั้นพวกลูกศิษย์ลูกหาแล้วหมอห้ามไม่ให้เรารับแขก อยู่ในวัดนี่ไม่รับอย่างไร ก็แขกเข้าออกทั้งวันๆ นี่ว่าอย่างไร ถึงได้ขโมย เตรียมของปุบปับ จากกุฏิแล้วขึ้นรถไปเลย ไปพักอยู่ที่พัทยา เข้าไปในสวน สวนลึกๆภาวนาอยู่นั้น มันก็มาเกี่ยวกับเรื่องตะขาบ เอ๊มันแปลกอยู่น่า เราก็เดินจงกรม เจริญเมตตาตามที่พูดกับตะขาบนั่นแหละ เจริญเมตตาอะไรเรียบร้อย หัวจงกรมนั่นน่ะ มีตะขาบตัวหนึ่ง โอ้ยยาวใหญ่ตัวเท่านี้ มันอยู่หัวจงกรม ที่เราไปถึงแล้วหยุดแล้วกลับ มันมาอยู่ที่นั่น

          เราเดินจงกรมคงจะไปเหยียบมันท่า มันกัด ไม่กัดแรงนะ พอแปลบเท่านั้นแหละ มองลงไป พอฉายไฟลงไปเห็นตะขาบมันวกวน อ้าวไอ้นี่มันอยู่โลกไหนนี่น่ะ เราว่าอย่างนั้น คุยกับมันนะ กูแผ่เมตตาครอบโลกธาตุ มึงอยู่โลกธาตุไหนมึงถึงได้มากัดกูได้ลงคอ สัตว์ทั้งหลายเขาไม่เคยทำไม อำนาจเมตตาธรรมที่กูแผ่ครอบโลกธาตุนี่พึ่งจบลงเดี๋ยวนี้ มึงอยู่โลกธาตุไหน มึงถึงได้มากัดกูลงคอ พูดกับมันอยู่นั้น เหมือนบ้า ตะขาบมันก็อยู่ของมันนั่นละ มันวกไปเวียนมาอยู่นั่น เราพูดกับมัน กูก็แผ่เมตตาจนครอบโลกธาตุแล้วเดี๋ยวนี้เอง มึงอยู่โลกธาตุไหนมึงถึงได้มากัดกูได้ลงคอไอ้นี่น่ะ

มันเดินวกไปเวียนมาอยู่นั่นน่ะ อยู่ตรงนั้นนะ มึงจะไปไหนทำไมมึงไม่ไป  พอว่าแล้วก็ “ไป” เอาไม้มาเขี่ยๆ มันก็ไป ก็เดินตามมันไปเรื่อยๆ มันออกจากที่เตียนโล่งที่เราปัดกวาด มันเข้าป่า ส่งมันจนถึงป่า มึงอย่ากลับมาอีกนะ บอกอย่างนั้นนะ กูจะไปเดินจงกรมกูอีก มันน่าคิดนะ เดินจงกรมอยู่ไม่นานนะ มาอีกมาตรงนั้นอีก มาอยู่หัวจงกรมที่เก่า แย็บอีก มันกัดเรา คือไปเหยียบมันละท่า ไม่เห็นมันแต่มันไม่กัดแรงนะ พอให้รู้สึกแปลบเท่านั้น ฉายไฟลงไป อ้าวตะขาบตัวเกานั่นน่ะ มึงมาอย่างไรอีก ก็ตามส่งมันอีกเข้าป่า

นี่ละมันอดคิดไม่ได้นะ กูแผ่เมตตาครอบโลกธาตุ มึงอยู่โลกธาตุไหน มึงถึงไม่ได้รับเมตตาแล้วมากัดกู ว่าอย่างนั้นละ คุยอย่างนี้ละเหมือนเราคุยกันนี้ละ เดี๋ยวพระท่านได้ยิน ท่านวันชัย ท่านเดินจงกรมแถวนู้นได้ยินเสียงเราพูดกับนั้น ท่านมา นี่ตะขาบตัวนี้มันกัดเราสองหนแล้ว แต่ไม่กัดแรงนะ เหมือนกับว่าเข็มแทงแย็บเท่านั้นละ แล้วมันเดินวกเวียนอยู่นั้น เราก็ตามส่งมันไป ไปเข้าป่า มึงอย่ามาที่นี่ กูเดินจงกรม กูแผ่เมตตาครอบโลกธาตุมึงอยู่โลกธาตุไหน มึงถึงได้มากัดกูลงคอ มึงไม่ได้รับเมตตากูเหรอ มันไม่ได้กัดแรงละ กัดพอแย็บนิดหน่อย ไม่ปวดนะ เลือดพอยิบๆ นิดหนึ่ง คือคงไปเหยียบมันน่ะท่า ก็เราเดินจงกรมไปตรงนั้น มันมาอยู่ตรงนั้น

ตามส่งถึงสามหนน่ะ ตะขาบตัวนี้น่ะ ตามส่งเข้าป่านู่นน่ะ ไปมึงไป มันเข้าป่าแล้วเราก็กลับมาเดินจงกรมอีก สักเดี๋ยวมาอีก ตัวเก่านั้นแหละ ไม่ใช่ตัวไหนนะ เดินวกเวียนอยู่นั้น เอาไม้เขี่ยไปเรื่อย เขาก็ไปของเขาเรื่อย ตามส่งจนถึงป่าสามหน กลับมาอยู่ที่เก่าอีก มันเมาเมตตาหรือไงไม่รู้นะ เราแผ่เมตตาให้มัน มันไม่ได้รับน่ะ เลยว่าให้มัน กูแผ่เมตตาครอบโลกธาตุ มึงอยู่โลกธาตุไหนมึงถึงไม่ได้รับเมตตา แล้วมึงมากัดกูนี่น่ะ คุยโว้ๆ ขึ้นกับสัตว์ พอดีพระท่านได้ยิน ท่านเลยมา

นี่ตะขาบตัวนี้น่ะมันกัดเรา แล้วก็เลยพากันตามส่ง ทั้งพระท่านวันชัยตามส่งไป เข้าไปในป่าที่เก่าแหละ ไกลนะ มันก็ค่อยไปของมันเรื่อย เราก็ตามส่ง พอมันหยุดที่ไหนเราก็เอาไม้เขี่ย เขี่ยแล้วมันก็ไปเรื่อย ส่ง ถึงสามหนมาอยู่ที่นั่น มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ หรือมันเมาเมตตา ก็บอกว่ากูแผ่เมตตาถึงสามโลกธาตุ มึงอยู่โลกธาตุไหนมึงไม่ได้รับเมตตา มึงมากัดกูได้ ตั้งแต่นั้นมาไปส่งถึงสามหนมันยังกลับมานี่ แสดงว่ารับเมตตาไม่พอ สามหนนะไอ้ตะขาบตัวนี้ ตัวใหญ่ ไปถึงนู้นแล้วส่งแล้วกลับมาเดินจงกรม ไม่นานนะมาอีกแล้ว มาที่เก่า มันก็แปลกอยู่นะ ก็เราแผ่เมตตาจริงๆ ไม่ใช่พูดธรรมดา มันกัดมันก็ไม่กัดแรง อาจจะไปเหยียบมันท่า มันมาอยู่หัวจงกรม เพียงแปล็บเท่านั้นละ มองลงไปเป็นตะขาบ เราก็พูดกับมันตะขาบตัวนี้

พูดเรื่องนี้ก็ไปเกี่ยวกับท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ฝั้นกับแมวนี้ถูกกันมากนะ แมวก็มีแต่แมวใหญ่เสียด้วยนะ ท่านไปอยู่ถ้ำขาม เขาเอาแมวใหญ่มาจากไหนไม่รู้ไปปล่อยที่ถ้ำขาม ก็ไปอยู่กับท่าน ป่วนเปี้ยนอยู่กับท่าน ติดกับท่านนะ ไม่ติดองค์ไหน ติดกับท่านอาจารย์ฝั้น ท่านไปไหนมันตามไปเรื่อย พอไปข้างหน้าปั๊บล้มแผละ หงายท้องขึ้นฟ้า มันทำความเคารพท่าน ท่านบอกนี่มันเคารพ ท่านว่าอย่างนั้นนะ เขากราบไม่เป็น นี่ละวิธีแมวกราบ กราบอย่างนี้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ คือเขานอนแผ่สองสลึง แผ่อย่างนี้เลยนะ ท่านไปแล้วเขาไปล้มแผละอยู่ข้างหน้าและก็หงายท้อง นี่เขากราบ ท่านว่าอย่างนั้น เขาเคารพเรา  แมวเคารพ เคารพอย่างนี้หรือ เคารพอย่างนี้แหละท่านว่า ขบขันดีนะ

สักเดี๋ยวไปกับท่านนั่นละ ทีนี้ตอนจังหันนะ มันสำคัญอยู่ แปลกที่ตอนจังหัน เอ๊มันรู้ภาษาคนจริงๆ นะ ทีนี้พอฉันจังหัน จัดไว้มันมีแมวอยู่สามตัว ตัวใหญ่ที่สุดคือตัวหัวหน้า ท่านจัดจานข้าว จัดอย่างนี้ใส่ไว้สามจาน ท่านนั่งอยู่นี้ก็จานข้าวแมว ๆๆ สามตัว จัดไว้ให้ ทุกวันเราก็ไม่ได้สังเกตุนะ วันนั้นท่านพูดขึ้น เราจึงได้สังเกตุ บทเวลาท่านจะพูด เขากินแล้วนะนั่น พอเขากินแล้วท่านนั่งกำลังพิจารณา ท่านว่านี่มันอย่างไรนี่ แมวสามตัวนี่มันไม่มีปฏิสังขาเหรอ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ฟาดแล้ว ท่านพูดอย่างนี้ละ ฟาดแล้วพระยังไม่ได้ฉัน ทำไมฟาดแล้ว เขาหยุดนะ เขาหยุดแล้วมองดูหน้าท่าน  

นี่ที่น่าคิดนะ เขากำลังกินอยู่นะ สามตัว ตัวใหญ่ พอท่านว่าอย่างนั้นเขาเลยหยุด พอหยุดแล้วก็มองดูหน้าท่าน นี่อย่างไรกันนี่พระท่านยังไม่ฉัน ทำไมเราฟาดก่อนแล้ว ไม่มีปฏิสังขาหรือนี่น่ะ เขาก็มองดูท่าน ท่านก็เริ่มฉัน ฉันแล้วเขายังมองดูท่านอยู่นะ เขาไม่กล้ากิน พอหลังจากนั้นแล้วเห็นเขานั่งมองดูท่านอยู่ตลอด เขาไม่กินอีกนะ พอท่านฉันไปๆ เอากินซิทีนี้ พระท่านฉันแล้วนั่นน่ะ เห็นกินก่อนพระก็ว่าให้บ้างละ พระเป็นอาจารย์ของเรา ไม่ถึงไหนเราฟาดแล้ว ท่านพูดหยอกสัตว์น่ารักด้วยนะ คำพูดท่านก็ดี พระท่านยังไม่ฉันเราฟาดแล้ว ท่านว่าอย่างนั้น  จากนั้นเอากินทีนี้ พอว่าอย่างนั้นเขาก็หันมากิน

วันหลังอีก พอจัดอาหารเสร็จแล้วเขาไม่กล้ากินนะ จัดอาหารสามจานเสร็จ นั่งต่างคนต่างหมอบ เฝ้าอยู่นี่ ที่น่ารักมากก็คือเขาเฝ้าแล้วเขาดูจานข้าวแล้วเขาดูปากพระ มันน่าขบขันดีนะ เขาดูปากพระแล้วเขาก็ดูจานข้าว พระท่านยังไม่ฉันเขาก็ดูอยู่นั่นละ จนกระทั่งพระท่านเริ่มลงมือฉัน เขาเห็นพระท่านฉันเขาก็กลับมากินของเขา ตั้งแต่วันนั้นเขาจะรอ จนกระทั่งพระท่านฉันเสร็จแล้ว เขาถึงจะกิน ก่อนที่เขาจะกินเขาต้องดูปากพระเสียก่อน ถ้าปากพระท่านยังไม่กินเขาก็ยังไม่กิน มันรู้ภาษาคนหรือไงน้า แมวสามตัว ตัวใหญ่นี่ละ มันรู้ภาษาดี เพราะท่านว่าตัวใหญ่นี้ตัวใหญ่ก็หยุด

นี่ก็วัดอาจารย์ฝั้น วัดอุดมสมพร นี่ก็มีแมวใหญ่ตัวหนึ่งอีกละ อู๊ยใหญ่ ท่านอยู่ที่ไหนมีแต่แมวใหญ่ๆ อยู่วัดอรุณนครก็มีแมวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่นั้น ท่านเลี้ยงเอาไว้นั่นละ แล้วอยู่ถ้ำขามก็มีแมวใหญ่ คนละตัวนะหากใหญ่เหมือนกัน ทีนี้พอมาวัดอุดมสมพรก็พอดีได้จังหวะ พระศาลาเก่าหลังนั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ศาลาหลังนั้นะ พระท่านฉันอยู่นั้นละ แมวตัวนั้นเลี้ยงเอาไว้ มันอยู่หน้าศาลา มันหมอบของมันตามภาษาของมัน เงียบ เพราะสัตว์อันนี้เป็นสัตว์เชื่อง สัตว์สงบ ไม่ค่อยคึกคะนอง เขาก็หมอบของเขาเฉย พอดีพวกเขาขายน้ำย้อมน้ำสีกระป๋องๆ เข้ามาในวัด เขามีลิงตัวหนึ่ง ขึ้นขี่คอเขามา

เขาก็ปล่อยลิง ลิงก็โดดลงจากคอ แล้วไปมองเห็นแมว นี่มันขบขันดี ทีแรกก็มีท่าที ไอ้ลิงตัวนั้นน่ะ ไปเห็นแมวแล้วมองดูท่าทีของแมว แล้วก็เดินฉากนู้นฉากนี้มา มาดูแมว แมวเขาก็เฉยอยู่ เขาไม่สนใจอะไรละ ทีนี้ดูใกล้เข้ามาๆ มาข้างหลัง มาจับหางเสียก่อน จับเบาๆ เขาเป็นขั้นทดลองเขา เขามาจับหางแมว แมวก็เฉยเลย ทีนี้ก็ใกล้เข้ามา เห็นท่าว่าได้การ คงว่าอย่างนั้นนะ คงว่าได้การ จับหางแมว แมวก็เฉย แล้วก็ไปข้างหน้า ไปจับนั้นจับนี้เฉย แล้วไปจับข้างหน้าซี มันก็ “แม้ว” ทีเดียว มันฟาดเอาหน้าผาก มันเอาทีเดียวเท่านั้นละ พอ “แม้ว” เสร็จมันตบเลย ตบหน้าผาก ฟังเสียงลิงร้องกี้ๆ ๆ โดดขึ้นต้นไม้

แมวตัวนี้พอมันตบแล้วมันก็วิ่งหนีไปอยู่ทางนู้น มันตบ “แม้ว” ทีเดียวเท่านั้น มันใส่เอาหน้าผากลิง ลิงตัวนี้ก็เจ็บ เพราะมันตบแรงนี่นะ โดดไปขึ้นต้นไม้ ขึ้นไปแล้วก็ร้องจี๊กๆ อยู่ข้างบน คงเจ็บลิงตัวนั้น ทีนี้มองไปมองมาแล้วไปเห็นแมวตัวนั้นไปหมอบอยู่ทางนู้น ตัวนี้เขามองไปเห็นเขาก็ลง นี่เขาแก้ลำกันนะ พอลงแล้วเขาก็ไปข้างหลัง ด้อมไป เขาจะไปแก้ลำกัน ไปก็ค่อยแอบไป ไม่ไปข้างหน้า แอบไปข้างหลัง จับหางแมวกระตุก แมวก็ “แม้ว” แมวก็วิ่ง เขาก็วิ่งขึ้นต้นไม้ เสียงกอกๆ แสดงว่ากูแกลำได้แล้ว

แมวมันก็หนี มันไม่สนใจอะไร มันไม่เหมือนลิง ลิงตัวนั้นมันเจ็บหน้ามัน ถูกตบหน้า ตบอย่างแรงเสียด้วย มันจึงตามไปแก้ลำกัน พอไปคราวหลังไปจับหางกระตุก แมวก็ “แม้ว” มันก็วิ่งหนีเลย ทางนี้ก็โดดขึ้นต้นไม้ เสียงกอกๆ แสดงว่าแก้ลำได้แล้ว ความหมายว่าอย่างนั้น แล้วเป็นอย่างไรพวกเรา ไอ้กิเลสมันเหมือนลิงได้แก้ลำมันบ้างไหม เวลาไหนก็มีแต่มันฟัดเอาๆ หรือ ก็ต้อง “แม้ว” บ้างซิ ฟาดให้กิเลสมันหงายบ้าง นี่ไม่มีกิเลสตัวไหนหงาย มีแต่คนน่ะหงาย เข้าใจไหมละ ลงมาหากิเลสมันเร็วเหมือนลิง ปั๊บๆ มันเอาเลย

นี่พูดถึงเรื่องแมวท่านอาจารย์ฝั้น ท่านกับแมวถูกกันดี นิสัยท่านกับแมวไปไหนล้มแผละเลย แผ่สองสลึง แล้วมันทำไมอย่างนี้ละ นี่มันเคารพพระ ทำไมเคารพอย่างนี้ นี่ละเขากราบ ท่านพูดท่านสอนเราด้วยนะ นี่เขากราบเขากราบอย่างนี้ แมวกราบครูบาอาจารย์กราบพระกราบอย่างนี้เอง กราบอย่างนี้แหละ สั่งสอนเราด้วย เราก็เหมือนลิงตัวหนึ่ง เวลาเห็นท่านวิ่งไปข้างหน้า ล้มนอนแผ่สองสลึง พอท่านไปแล้วเขาก็ลุกตามท่านไปนะ แมวใหญ่ จบแล้วละแมว เท่านั้นพอ พูดอะไรนักหนา

มันไปเกี่ยวโยงกันเรื่องท่านอาจารย์ฝั้นกับแมวถูกกันมาก เมตตา ถูกกันมาก รู้ภาษา ทีนี้อาหารที่ว่าจัดไว้สามจาน เขาจะดูอาหารแล้วเขาดูปากพระ ถ้าพระยังไม่ฉันเขาจะดูเขายังไม่กิน จนกระทั่งพระลงมือกินแล้วทีนี้เขาเริ่มลงมือกิน อย่างนี้เป็นประจำ ถ้าพระยังไม่ฉันเขาจะดูจานข้าวเขาแล้วดูปากพระ จนกระทั่งพระลงมือฉันแล้วเขาถึงจะกิน เขารู้ภาษาคนหรือไงน่า ทีแรกเขาใส่เลยละ ท่านบอกนี่มันไม่มีปฏิสังขาหรือนี่น่ะ พระยังไม่ได้ฉันมันฟาดแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมาต้องดูจานข้าวและดูปากพระ จนกระทั่งพระเริ่มฉันแล้วเขาก็มากินของเขาเป็นประจำนะ เขาไม่กินก่อนตั้งแต่วันนั้นแล้ว ก็ท่านอาจารย์ฝั้นละสอนเขา ท่านอาจารย์ฝั้นกับแมวนี่ถูกกันมาก นิสัยนุ่มนวลไม่มีใครเกินท่านอาจารย์ฝั้นนะ

นิสัยท่านอาจารย์ฝั้นนุ่มนวลมากทีเดียว ไม่ว่าชั้นไหนนิสัยท่าน ท่านเดินนี่เหมือนช้างเดินผ่านทุ่งนา เดินสวยงามมากท่านอาจารย์ฝั้นนะ กิริยาท่าทางทุกอย่างนิ่มไปหมด เราไปเห็นท่านเราก็ชอบนะ เห็นนิสัยกิริยาท่าทางของท่านที่แสดงออกนี่สวยงามมาก เราก็ชอบ แต่ลิงเรามันอยู่นี่อยู่บนคอ เข้าใจไหมลิงอยู่บนคอ พอออกจากท่านไปลิงเราก็ออกลวดลาย มันไม่ได้เป็นแบบท่าน แบบท่านสวยงามตลอด แบบเรานี้ออกจากท่านไปลิงกอดคออยู่นี้ มันก็เป็นแบบลิงไป เป็นนิสัย เรียกว่านิสัย มองเห็นท่านก็สวยงามแต่ยึดไม่ได้นะ มันสู้ลิงไม่ได้ คือลิงหมายถึงว่านิสัยของตัวเอง ใครมีนิสัยอย่างไรมันก็แสดงออกตามนั้นๆ ละ

สำหรับท่านอาจารย์ฝั้นรู้สึกท่านเมตตามากนะกับเรา เมตตาจริงๆ เราพูดถึงเรื่อง ที่มันแสดงปาฏิหาริย์เต็มที่นะ วันนั้นจนถึงเราออกปากพูดดังโก้กเลยทีเดียว วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรแน่นอน เพราะพิลึกพิลั่นเหลือเกิน สะเทือนใจมาสามหนนี้แล้ว วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรแน่นอน เอาคอยฟังไปนะ นี่กระเทือนถึงสามหนนี้แล้ว คือตอนกลางคืน หกโมงห้าสิบนาทีเป็นเวลาที่ท่านอาจารย์ฝั้นล่วงเสียชีวิตสิ้นลมหายใจ หกโมงกับห้าสิบนาที ดูเหมือนเป็นวันที่ ๒๐ หรืออะไร นั่นละตั้งแต่นั้นละเริ่มแสดงนะกับเรา

พอตื่นเช้ามาเราจะออกเดินทาง เพราะสั่งแล้วรถเขาจะมาตามนั้นละ รถมารับเราแล้วเราไปถึงอุดรแล้ว วันหลังเราจะเอาของไปบังสุกุลทอดผ้าป่า มีจักรเป็นต้น ที่วัดหนองกอง กลางคืนนี้ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมหมดเลยนะ ผิดสายหูสายตา เพราะเดือนยี่ไม่น่าฝนจะตกขนาดนั้น ท่วมหมดเลยกลางทุ่งนา รถจะไปไม่ได้แล้ว ก็เลยสั่งท่านทุยไปเอง เป็นผู้จัดการทำหน้าที่เพื่อเรา ท่านไปบอกโยมอุปัฏฐากท่านที่วัดบ้านนาขาม จะมารับท่านอาจารย์นี้เป็นรถเก๋ง มันจะข้ามทุ่งนานี้ไปไม่ได้ ให้เอารถของเราอยู่ในบ้านนี้มีสองคันไปรับท่านมา ตอนฉันเสร็จแล้วให้ไปรับท่านมา แล้วมาขึ้นรถเก๋งคันนี้

รถเก๋งคันนี้ให้บอกเขาว่าให้เขารออยู่ที่บ้านหลังนี้ ไม่ให้ข้ามทุ่งนาไป มันไปไม่ได้  ว่าอย่างนั้นนะ ท่านมาสั่งเสียเรียบร้อย เป็นท่านทุยเองสั่ง ครั้นเวลามารถเก๋งมาก็ให้อยู่ที่นั่น แต่ว่าท่านอาจารย์จะเดินทางมาเอง ฟังซิน่ะ ก็ทางนี้บอกว่าให้เอารถที่บ้านของเรานี้ไปรับท่านมาขึ้นรถเก๋งคันนี้กลับอุดร นี่ท่านทุยสั่ง แต่พวกนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอรถเก๋งมาบอกให้รถเก๋งที่นี่ ท่านอาจารย์จะเดินทางมาเอง มาขึ้นรถที่นี่ แทนที่จะเอารถไปรับเรามาขึ้นรถคันนี้ต่อกลับไม่ทำ เสียเวลานาน ห้าโมงเช้าแล้วคนขับรถเดินดูทางไป เอ๊ นี่พอจะมาได้ ทำไมจึงมาไม่ได้ พอเข้าไปก็ถามเขา รู้เรื่องว่ารถทางนั้นเขาไม่มารับตามที่ท่านทุยสั่งให้มารับเราไปขึ้นรถเก๋ง เขาไม่มา นี่กลับตาลปัตรแล้วนี่ ท่านทุยก็บึ่งเลยเชียว มาบ้านนาขาม มาที่นั่น

เราเลยจำได้หมดนะ ในบ้านนั้นมีรถ ๗ คัน หายหมดไม่มีรถเหลืออยู่ในบ้านสักคันเดียวเลย ออกไปตลาดปากคาดหมดเลย ท่านทุยไปรออยู่ตั้งสองชั่วโมง ถึงได้เห็นรถสองแถวคันหนึ่ง แค้กๆ ๆ เข้ามา ท่านก็เอารถคันนี้ไป ไปหาเรา ทำให้เสียเวลาเรื่อยๆ นะ นี่คือท่านอาจารย์ฝั้น ไม่ใช่อะไรนะ ท่านเอียนไปจากกรุงเทพฯนี้แล้ว ไปพักฉันจังหันที่บ้านตังล้ง ก็ได้ทราบข่าวท่านอาจารย์ฝั้นเสียเมื่อคืนนี้ตามเวลานั้น จากบ้านตังล้ง ตังล้งเขาบอก ท่านเอียนฉันแล้วก็ไปดงศรีชมพู จึงนำเรื่องนี้ไปหาเราแถวไป เรื่องราวเป็นอย่างนั้น

ทีนี้พอไปถึงวัดแล้ว รถสองแถวไปติดเครื่องอย่างไรมันก็ไม่ติด นี่เห็นไหมฤทธิ์ของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นอย่างนั้นนะ ถามรถดีๆ อยู่เหรอ รถดีๆ อยู่นี่แหละ แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ทราบ แล้วติดปึดๆ ๆ ดับปุ๊บหายเงียบๆ มันกระเทือนใจเรื่อย เราก็พูดออกมาทันที นี่มันจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาคอยฟัง เกิดแน่นอนเราบอก สามหนแล้วกระเทือนใจ ก็พอดีรถท่านเอียนนี่ไปจากอุดร นั่งรถไปเข้าไปวัดดงศรีชมพู พอลงรถปั๊บท่านเอียนวิ่งเข้ามาหาเรา เรากำลังนั่งรถ เครื่องมันไม่ติด เราก็นั่งรออยู่ มากระซิบว่านี่ท่านอาจารย์ฝั้นเสียแล้วเมื่อคืนนี้ตอนหกโมงห้าสิบนาที เอาละทีนี้ได้ความ

นี่ละเหตุการณ์ได้ความแล้วทีนี้ เอาติดเครื่อง ปืดๆ ไปเลย ไม่อยากอะไร ออกจากนี้ปั๊บเราก็ตรงไปนู้นเลย ไปวัดอุดมสมพร ไปถึงนู่นแล้วมืด ไปวัดอุดมสมพร นี่ละเรื่องท่านอาจารย์ฝั้น ท่านบังคับไม่ให้ติดเครื่อง เครื่องก็ไม่ติด เราทราบข่าวว่าท่านเสียเท่านั้นนะ ติดเดี๋ยวนั้นเลย ไปเลย เราก็ต้องไปวัดท่านอาจารย์ฝั้น นี่เรื่องราวเป็นอย่างนั้น นี่ท่านน่าตั้งหน้าปฏิบัติต่อเรา คืออย่างไรต้องให้เราไปก่อน งานศพนี้ความหมายว่าอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องราวสำคัญอันนหึ่ง

เรื่องที่สำคัญมากคือสร้างเจดีย์ท่าน เราปัดตั้งแต่ต้นแล้วเราไม่เป็นหัวหน้า เหนื่อยมากแล้ว ให้ครูบาอาจารย์หรือใครเป็นประธานสร้างเจดีย์ นี้ประชุมกันอยู่ถึงสามปี ก็อย่างนั้นแหละ พออันนี้ลง อันนี้ไม่ลง ทะเลาะกันตลอดถึงปีที่สาม วันนั้นคณะกรรมการมาประชุมกันห้าคน หมดหวัง แน่ะ ก็เกี่ยวกับเราอีกแหละท่านอาจารย์ฝั้นนะ เขาก็เลยประชุมกันใหญ่เลยนะ ทางวัดก็เจ้าคณะจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจ กับพ่อค้าประชาชนยกขบวนกันไปหาเราที่วัดป่าบ้านตาด ไม่ใช่ธรรมดาไปเต็มคันรถๆ ไปก็ไปเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ถึงเรื่องว่าสุดสิ้นแล้วไม่มีทาง การประชุมกันไม่รู้กี่ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายมีคณะกรรมการมาประชุมเพียงห้าคน เจดีย์ของหลวงปู่ฝั้นนี้ถ้าไม่ใช่ท่านอาจารย์ยกแล้วยกไม่ขึ้นแน่นอน มองหาใครไม่เห็นแล้ว

เขาก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง มันสุดๆสิ้นๆก็มีแต่ท่านอาจารย์แหละที่จะยกขึ้นได้ เราฟังดูเหตุผลแล้วเราก็รับ เราก็เลยรับ พอรับเสียงก็ลั่นออกทันทีทันใดในเวลานั้นถึงกรุงเทพฯ พอเรารับแล้วเจดีย์ก็ขึ้นเลย อย่างปุบปับทีเดียว แบบปาฏิหาริย์ เป็นอย่างนั้นละท่านอาจารย์ฝั้นกับเราแปลกกันอยู่มากนะ เจดีย์ติดอยู่กับเรา พอเรารับคำเดียวเท่านั้นพร้อมหมดทุกอย่างเลย นี่เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเวลาท่านมรณภาพจึงทรมานเรา  เครื่องก็ไม่ให้ติด อะไรก็ไม่ให้ติด ให้ไปไม่ได้อยู่นั้นละ จนได้ทราบข่าวว่าท่านล่วงลับไปแล้วเรื่องสะดวกหมดเลย

เป็นอย่างนั้นละท่านอาจารย์ฝั้น ท่านมีวาสนาองค์หนึ่งนะครูบาอาจารย์ทั้งหลาย  นิ่มนวลมากสำหรับท่านอาจารย์ฝั้น นิสัยท่านนิ่มนวลมากทีเดียว เราเห็นแล้วเราก็ยังชอบนะ ชอบกิริยานิสัยของท่านแสดงออกทุกอย่าง เราชอบ แต่ลิงมันอยู่คอ ออกจากท่านปั๊บ ลิงเราก็ออกลวดลายของเรา นิสัยที่ชอบเป็นนิสัยราชสีห์นิสัยเสือโคร่งของท่านนะสวยงามมากปัดออกหมดเลย เหลือแต่นิสัยลิงอยู่คอเรานี้ มันก็แสดงตามเรื่องของลิง จนกระทั่งทุกวันนี้ แล้วมันจะแสดงไปจนตายนั่นแหละเข้าใจไหม นี่นิสัยของใครของเรา ชอบแต่รับไม่ได้นะ มันสู้นิสัยเดิมของตัวเองไม่ได้นะ เป็นอย่างนั้น

วันนี้ตอนเที่ยงจะไปเยี่ยมโพธารามเสียก่อน ไปเยี่ยมท่านสงบ ท่านสงบเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทุกอย่างแบบฉบับวัด ท่านสงบเป็นแบบฉบับของวัดป่าบ้านตาดทั้งนั้นนะ เราพอใจ ไม่หรูหราฟู่ฟ่า ให้มันหรูหราอยู่ภายในใจ ผู้ปฏิบัติธรรมจะมาหรูหราฟู่ฟ่าสง่างามอยู่ภายในใจนะ สิ่งเหล่านั้นพอได้อาศัยวันหนึ่งๆ พอแล้วๆ ไม่ได้สนใจกับมัน ที่อยู่ที่หลับที่นอนหมอนมุ้ง อาหารการขบการฉัน ท่านจะไม่สนใจเลย แน่วๆ ตลอด อันนี้เอนไปไหน นี่ละท่านผู้จะทรงมรรคทรงผล คือท่านผู้เช่นนี้เอง

อย่างไปดูวัดท่านสงบเราพอใจ เพราะงั้นเราถึงได้ไปมาเสมอ ศาลาก็ไปดูแล้วก็อย่างนั้น กุฏิก็กระต๊อบๆ ตามนั้น เออเอาละพอ นี้เหมาะแล้ว กุฏิบรรจุมรรคผลนิพพานต้องกุฏิอย่างนี้ บรรจุมูตรบรรจุคูถต้องสวยๆงามๆ หรูๆหราๆฟู่ๆฟ่าๆ นี้บรรจุพวกมูตรพวกคูถ ขี้โลภขี้โกรธขี้หลงราคะตัณหาเต็มอยู่ในนั้นหมด บรรจุมรรคผลนิพพานชำระสิ่งเหล่านี้ออก เหลือแต่ใจ มีแต่ความสง่าราศี อยู่ที่ไหนอยู่กระต๊อบอยู่ตามร่มไม้ชายเขาที่ไหนก็ตามจิตนี้มันสง่างามตลอดเวลา งามอยู่ที่ใจชนะหมดเลย ไม่มีอะไรสู้ได้ในโลกนี้ ใครจะเอาอะไรมาตกแต่งตั้งแต่ชั้นมหาพรหมลงมา ท้าวมหาพรหมชั้นพรหมโลกลงมาเอาธรรมเข้าแข่งล้มระนาวไปหมด สู้ธรรมไม่ได้ ธรรมนี่สง่างาม ไปที่ไหนไม่มีคำว่าแพ้ มีชนะด้วยความสวยงาม ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้มาได้เห็นได้ยินได้ฟังได้ชม นั่นละธรรมในใจ มันไม่ได้ขวางนั่นนะ

ถ้าเรื่องกิเลสไปไหนนี้มันสง่างามเครื่องประดับหลอกลวง เพราะเป็นกลมายาของกิเลสหลอกโลกที่โง่อยู่แล้ว ให้มีแต่ของสดสวยงดงาม ประดับตั้งแต่ภายนอกๆ หัวใจเป็นไฟไม่แก้ไขดัดแปลง ส่วนท่านผู้ปฏิบัติธรรมท่านจะดูแต่หัวใจท่าน มีกิเลสตัณหาซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟมากน้อยท่านจะกำจัดออกๆ ตลอดเวลา สิ่งที่อาศัยทั้งหลายอยู่อย่างไรท่านอยู่สบาย ท่านไม่ไปสนใจกับที่อยู่อาศัยที่หลับที่นอน การขบการฉัน ยิ่งกว่าการสนใจในธรรม สติกับใจติดแนบกันตลอดเวลา ชำระกันอยู่เสมอ จิตเมื่อได้รับการอารักขาหรือการบำรุงตลอดเวลาย่อมสง่างามขึ้นมา งามขึ้นมาครอบไปหมด ที่อยู่ที่อาศัย สุดท้ายตั้งแต่ชั้นมหาพรหมลงมาสู้ธรรมไม่ได้ ธรรมนี่สง่างามในหัวใจ สิ่งเหล่านั้นสง่างามเป็นเรื่องภายนอก ไม่จีรังถาวร แต่ธรรมภายในใจสง่างามไปตลอด

เช่นพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่าน นี่ท่านผู้ทรงธรรมที่สง่างามครอบโลกธาตุ จิตใจท่านจ้าไปหมด อยู่ที่ไหนจ้า ท่านไปอยู่ในร่มไม้ก็จ้าอยู่นั้น ครอบไปหมดเลย ไม่ได้อยู่ในร่มไม้นะธรรม ครอบไปหมดเลย นั่นละท่านผู้มีธรรมในใจ ท่านจึงสอนให้บำเพ็ญธรรมภายในใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ายิ่งกว่าธรรมภายในใจ ขอให้บำรุงใจด้วยอรรถด้วยธรรมขึ้นเถิด เราจะได้เห็นความสง่างาม ความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นที่หัวใจของเรา ในท่ามกลางแห่งมูตรแห่งคูถ คือขี้โลภขี้โกรธขี้หลงนั้นแล เกิดขึ้นที่ตรงนั้นนะ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก