ความเมตตาสงสารพาให้เป็นไป
วันที่ 23 มิถุนายน 2549 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ความเมตตาสงสารพาให้เป็นไป

 

          ผู้กำกับ         เข้าถามปัญหาธรรมะเข้ามาครับ (ส่งจดหมายมากราบเรียนถาม)

ข้อที่ ๑ สภาวะที่จิตมีความชุ่มช่ำเหมือนมีน้ำทิพย์ชะโลมใจนั้นเรียกว่าอะไร โดยกำหนดเข้าไปดูเหมือนมีคำตอบว่าจิตประภัสสร ไม่ทราบว่ากิเลสมันหลอกหรือเปล่า

          หลวงตา        อย่างนี้ละ ใครจะไปเรียกถูก มันก็รู้อยู่กับเจ้าของ เอาอ่านผ่านไป เราไม่เรียก เรียกว่าอะไร

          ผู้กำกับ         ข้อที่ ๒ ครับ สภาวะที่รู้สึกตัวว่าจิตอยู่ในกายจนเหมือนจะแน่น แต่ก็รู้ๆ ว่าจิตเป็นกาย เรียกว่าอะไร สภาวะที่เกิดไม่นาน แต่เกิดติดๆ กันสองครั้งสามครั้ง

          หลวงตา        นี้มันจิตสงบเข้าไปเฉยๆ นั้นแหละ พอจิตสงบเข้าไปมันก็แยกตัวออกจากร่างกาย ถ้าไม่สงบเป็นจิตธรรมดามันก็ซ่านหมดทั่วร่างกาย ไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ไหน พอจิตสงบเข้าไปมันก็เหมือนเราเอาผลไม้วางลงภาชนะ มันก็เป็นผลไม้ของมัน ภาชนะเป็นภาชนะ มันเป็นคนละอย่าง อันนี้มันก็ลักษณะเดียวกัน

          ผู้กำกับ         ข้อ ๓ ครับ ปฏิบัติภาวนามานานจิตไม่เคยรวมเป็นหนึ่ง แต่เห็นกิเลสในจิต จนทุกวันนี้จากเป็นคนเจ้าโทสะ ขี้โมโหหงุดหงิดก็กลายเป็นคนไม่โกรธ สติเกิดก่อน ปัญญาบอกว่าจิตมันเป็นเช่นนั้นเอง เรื่องกามราคะก็เหมือนกัน ไม่มีเหลือ แจ้งสมมุติต่างๆ เพื่อจะหลอกดูก็รู้สึกเฉยๆ แต่พอนอนหลับแล้วฝันกลับรู้สึกหวาบหวามพอสมควร กามราคะนี้ตั้งแต่จำความได้ มีน้อยมาก คิดว่ามันเป็นการตายด้านไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นคนรักสวยรักงามอยู่ สภาวธรรมเช่นนี้เป็นสภาวะเช่นใด (จากผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์อย่างยิ่ง)

          หลวงตา        ขี้เกียจตอบมันไม่ค่อยได้เรื่อง อ่านมาฟังแล้วมันก็ไม่ค่อยได้เรื่องที่จะตอบ ถ้าควรที่จะตอบมันจะออกทันทีเลย

          ผู้กำกับ         อาจารย์คลาดให้รู้ศิษย์มาทำบุญกับหลวงตา ๗,๐๐๐ บาท

          หลวงตา        นี่ก็ดูเหมือนมีวิทยุอยู่ที่พังงา ท่านคลาดเป็นคนพังงา เป็นพระวัดป่าบ้านตาด ออกจากวัดป่าบ้านตาดแล้วก็อยู่พังงา ตั้งวิทยุขึ้นที่นั่นแห่งหนึ่ง

          เราก็รู้สึกเสียดายอยู่ แต่มันคงไม่มีหวังที่จะย้อนกลับไปอีกแหละทางภาคใต้นะ  เพราะมันไกล ลำบากลำบน ไปทีไรก็ถูกจองจำไป ไม่ได้ไปตามอัธยาศัยนะ ไปถูกนิมนต์ วันนั้นเวลาเท่านั้นเท่านี้ ยุ่งติดต่อกันไป เลยไปแบบผู้ต้องหา ไม่ได้สะดวกสบาย จึงไม่มีโอกาสที่จะไปเห็นในที่ต่างๆ ทั่วๆ ไปนะ เพราะไปแบบนี้ละแบบจองจำ คงจะไม่ได้ไปอีกแล้ว พังงาก็ไปพักคืนหนึ่ง จากนั้นก็ไปภูเก็ต ไปพักที่ภูเก็ตคืนหนึ่งเหมือนกัน ก็เท่านั้นแหละ พักพังงาคืนหนึ่งแล้วไปพักภูเก็ตคืนหนึ่ง พอวันหลังย้อนกลับมาเลย ไม่ได้พักตามสบายๆ

          ลูกศิษย์ทางภาคใต้เราออกจากวัดป่าบ้านตาดไปส่วนมากคือพระ ออกไปมีไม่น้อยนะ ไม่ขาดเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ปรากฏชื่อเสียงโด่งดังทางคุณงามความดีตามที่ไปศึกษานั้น มันไม่ค่อยจะมี แล้วก็ไม่ว่าภาคไหนอีกเหมือนกัน มันมีลักษณะอย่างเดียวกัน  ไม่ค่อยจะเด่นดังทางความดีงาม สมกับที่ไปศึกษาอบรมกับครูบาอาจารย์ เพราะวัดป่าบ้านตาดนี้ลูกศิษย์มีทุกภาคทั่วประเทศไทย สำหรับพระนะมีทั่วประเทศไทย แต่ก็ได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณหอมหวลชวนชมนี้มันไม่ค่อยมี มันเป็นอะไรก็ไม่รู้

          เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ลูกศิษย์วัดป่าบ้านตาดมีทั่วประเทศไทย และทุกภาคด้วย ส่วนมากพระนะเป็นพระ เป็นหมื่นๆแสนๆพระที่เข้าไปศึกษาอบรมอยู่กับวัดป่าบ้านตาด เสร็จแล้วก็ไม่ค่อยสมที่เข้าไปศึกษาอบรม ไม่ค่อยมีชื่อเสียงพอเป็นที่น่ายินดี ค่อยเงียบๆ ไปอย่างนั้น ถ้าจะพูดถึงว่าการสั่งสอน ที่เราสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เฉพาะพระแล้วทุกภาค สอนแต่ธรรมะขั้นเด็ดๆ เสียมากต่อมากนะ ธรรมะพื้นๆ นี้มีน้อยมากสำหรับสอนพระนะ จะมีแต่ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ ให้สมเจตนาที่ตั้งใจไปศึกษาอบรม เพื่อจะได้ผลเป็นที่พอใจ แต่ครั้นแล้วก็ไม่ค่อยได้ยินเสียงศีลธรรมประเภทเหล่านี้ ที่เทศน์สอนนี้ปรากฏในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายเลย เป็นเพราะเหตุใดก็ไม่รู้

           ธรรมที่เราสอนโลกนี้เราสอนด้วยความแน่ใจ เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ในธรรมทุกขั้นที่นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะเมืองไทยเรา เราถอดออกจากหัวใจมาสอน ตั้งแต่เริ่มสมถธรรมคือความสงบใจ สมาธิธรรมคือความมั่นคง สงบแน่นหนามั่นคงของใจที่เรียกว่าสมาธิ จนกระทั่งถึงศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญานี้ก็เรียกว่าสอนเต็มภูมิ ไม่ใช่สอนธรรมดา ไม่ค่อยจะมีผู้สืบทอดได้นะ ไม่ทราบเป็นอย่างไร ไม่สมกับที่เราเทศน์นี้ทุ่มให้เลย  ทุ่มให้เลยด้วยความไม่สงสัยในธรรมทุกขั้น ถอดออกไปจากหัวใจนี้เลย

จึงว่าแน่ใจตลอดในธรรมทุกขั้นๆ ไม่สงสัยพอลูบๆคลำๆมาสอนเพื่อนฝูง อย่างนี้ไม่มี เพราะสอนเป็นที่แน่ใจ ออกมาจากความรู้ที่แน่ใจ มันก็คงจะขึ้นอยู่กับเวลาที่ผู้ไปปฏิบัติมันไม่จริงไม่จัง ตรงนี้ละตรงสำคัญ เวลาปฏิบัติมันมักจะเหลาะๆแหละๆไปเสีย ไม่จริงไม่จัง ถ้าจริงจังธรรมนี่ท้ายทายบนหัวใจของผู้ปฏิบัติจิตตภาวนาอยู่ตลอดมา และจะตลอดไป แต่นี้มันทำไมไม่ปรากฏ ก็คือไม่จริงไม่จังตามสายธรรมที่สอนไว้แล้ว มันก็เลยเหลาะๆแหละๆ ไป

ไม่ค่อยจะมีผู้จริงจังเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดจากหัวใจ ว่าเป็นที่แน่ใจออกมาเล่าต่อเพื่อนต่อฝูง ตลอดถึงการเทศนาว่าการ คือใจนี้ขอให้รู้เถอะ ไม่ต้องหาอะไรมาเป็นพยาน ขึ้นในใจดวงเดียวนี้มันครอบไปหมดเลย อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นสอนโลกได้ทั้งสามโลกธาตุ เทวดา อินทร์ พรหม สอนได้หมด แล้วบรรดาสาวกท่านก็สอนเต็มภูมิของท่าน โดยไม่ต้องไปศึกษาต่อพระพุทธเจ้าอีกเลย เต็มภูมิของท่านที่รู้ขึ้นมาจากงานจิตตภาวนา ท่านก็สอนเต็มภูมิของท่านเรื่อยมา

ครั้นมาสมัยปัจจุบันมันไม่ค่อยมีผู้ที่มีความรู้ความเห็น อาจหาญชาญชัยแสดงออกมาจากความจริงที่รู้ที่เห็นอย่างจริงจังภายในใจตัวเองออกสู่มวลชน ไม่ค่อยมี ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันไม่จริงไม่จังในหัวใจ ใจนี้ถ้าลงได้รู้ได้เห็นแล้วไม่ต้องการอะไรมาเป็นพยานนะ ไม่ต้องการ แม่นยำๆอยู่ในนั้นหมดเลย จึงเรียกว่าธรรมกับใจ จะว่าปรึกษากันหรือก็ พิจารณาอยู่ในนั้นเสร็จออกเลยๆ แล้วไม่ผิดพลาดด้วย ยิ่งไปปรึกษาคนอื่น คนนั้นเห็นว่าอย่างนั้น คนนี้เห็นว่าอย่างนี้ เลยมาถกมาเถียงกัน แทนที่จะได้รับประโยชน์กลับไม่ได้นะ ส่วนที่พิจารณาตนเองออกนี้ไม่เห็นขัดข้องที่ตรงไหน

ดังที่เรานำพี่น้องทั้งหลายมาได้เป็นเวลา ๘ ปี ๙ ปีนี้แล้ว เราไม่ไปปรึกษากับใคร มากน้อยออกตามที่พิจารณาเรียบร้อยแล้วๆ ตลอดมาเลยนะ เป็นอย่างนั้น ก็ไม่เห็นผิดพลาดที่ตรงไหน จะทำความบอบช้ำแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่ตรงไหน เพราะการที่เราพาพี่น้องทั้งหลายดำเนินนี้ไม่มี ถ้าว่าสมบัติก็มีแต่ขนเข้าทั้งนั้น ไม่มีคำว่าขนออก ถ้าขนออกก็ขนออกช่วยชาติไปเสีย ก็เป็นส่วนรวมของคนทั้งประเทศ มันออกก็ออกเพื่อชาติของตนไปเสีย ที่จะให้ขนออกอย่างอื่นไม่มีสำหรับเราเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย

นี่ละเชื่อเจ้าของอย่างนี้เอง ไม่มีอะไรติด บาทสตางค์ไม่มี ในฝ่ามือเราสะอาดสุดยอดเลย มีเท่าไรออกหมดๆ เพื่อประโยชน์มากน้อยตามแต่เหตุผลที่จะอำนวย ควรจะจ่าย ควรจะใช้มากน้อยเพียงไร จะพิจารณาเรียบร้อยแล้วออก ออกอย่างนั้นนะ ตลอดมาทุกวันนี้ เราไม่เคยไปหยิบเอาอะไรๆของท่านผู้ใดมาเป็นสมบัติของเรา ให้เป็นมลทินติดใจนี้ ไม่มีเลย สะอาดขนาดนั้นละหัวใจดวงนี้นะ เพราะหัวใจดวงนี้เป็นที่สะอาดสุดยอดแล้ว พิจารณาออกไปจากนี้แล้วมันก็ไม่ผิดพลาดละซิ เรียบไปเลยๆ ไม่ว่าส่วนย่อยส่วนใหญ่

พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น คือแน่ใจแล้วพูดออกมาแล้วดำเนินตามนั้นๆ ดังที่ว่าทองคำทุกบาททุกสตางค์เข้าคลังหลวงทั้งนั้น นี่เข้าหมดเลย ไม่มีแยกไปไหน แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มี เข้าทั้งนั้น ถ้าว่าดอลลาร์จำนวนที่เข้าคลังหลวงก็เข้าอย่างนั้น เวลาที่แยกออกมาก็แยกอย่างที่ว่า เราดำเนินไปตามการพิจารณาของเราเรียบร้อยแล้ว คือดอลลาร์แต่ก่อนเอาเข้าคลังหลวง พึ่งได้เพียงสิบล้านสองแสนกว่าเท่านั้นละ ทีนี้เงินไทยเรามันบกบาง เพราะตอนนั้นเป็นเวลาที่เราจะหยุดเทศนาว่าการสั่งสอนประชาชนแล้ว ผลประโยชน์ที่จะได้มาเพื่อช่วยชาติมันก็ไม่มี แต่ความจนของคนนี้ห้อมล้อมเข้ามาทุกวันทุกคืน

สุดท้ายก็ต้องไปคว้าเอาเงินดอลลาร์มาช่วยกัน เอาเงินดอลลาร์มาหนุนเงินไทยออกช่วยชาติบานเมือง เงินดอลลาร์จึงไม่ได้เข้าคลังหลวงตามที่ประกาศไว้แล้วนั่น แต่นี้ต่อเงินดอลลาร์จะไม่เข้าคลังหลวง ก็ไม่เข้าจริงๆ ดำเนินไปตามที่เราพิจารณาเรียบร้อยแล้วเรื่อยมาจนทุกวันนี้ ดอลลาร์จึงไม่ได้เข้าคลังหลวง ไม่เข้า ออกมาช่วยเงินไทย เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง เราผ่านไปที่ไหน ที่ว่าไม่เห็นสิ่งก่อสร้างของเราแทบไม่มีนะ ไม่ว่าไปที่ไหนภาคใดมีผ่านจนได้ๆ คือช่วยขนาดนั้นละ ฟังเถอะ

เงินพี่น้องทั้งหลายที่รักแสนรักนั้นน่ะทุ่มมาให้เรา เราก็ทุ่มเพื่อชาติไปทั้งหมด เราไม่มีอะไรเก็บไว้เลย เราทำกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายนี้สะอาดขนาดนั้นละ ไม่มีที่จะให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บอบช้ำเพราะการดำเนินของเราโดยที่เจ้าของพิจารณาเรียบร้อยแล้วผิดไปไม่มี เราดำเนินอย่างนั้นตลอดมา เวลานี้ทองคำดูเหมือนทั้งหมด ทั้งประเภทน้ำไหลซึมจะได้ถึง ๑๑ ตันกับ ๓๐๐ กิโลแล้วมัง ถึง ๓๐๐ แล้วนะ ๑๑ ตัน แล้วประเภทน้ำไหลซึมต่อไปอีกก็ประมาณ ๓๐๐ กิโลแล้ว นี่มาอย่างนี้ ไม่ตกไปไหนนะนี่

เหมือนกับเราจำเอาด้วยมือของเรา ใครที่มาทำหน้าที่แทนเราต้องเป็นหัวใจเดียวกับเรา เป็นอื่นไปไม่ได้กับเรา คอขาดเลย ขนาดนั้นละ นี่ถึงคราวเด็ด เด็ดต่อความสัตย์ความจริง สุจริตยุติธรรมเต็มเหนี่ยวๆ ในหัวใจ จึงไม่มีอะไรที่จะด่างพร้อย ใครจะรับที่ไหนเขาก็เอามาหาเรา เสนอเรา ทองคำประเภทนี้ได้มาจากนั้นๆ เขามาเสนอ ให้เขาเก็บไว้ที่ตู้นิรภัย ที่อุดรก็มีตู้นิรภัยในธนาคาร ทางกรุงเทพฯก็มีตู้นิรภัย เก็บไว้ๆ พอควรจะมอบเราก็มอบ พอควรจะมอบเราก็มอบ เวลานี้ยังไม่พอ

ทองคำที่เราหลอมแล้วได้ ๑๙ แท่ง แท่งละ ๑๒ กิโลครึ่ง ได้ไปแล้ว ๑๙ แท่ง ส่วนยังเหล่านั้นยังไม่ได้หลอม เมื่อสมควรที่จะมอบเมื่อไรเราจะประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบเอง เวลานี้ยังไม่สมควรจะประกาศ เพราะทองคำไหลซึมมาเรื่อย ค่อยเก็บหอมรอมริบเรื่อยๆ แล้วต่อจากนั้นก็จะหลอมเป็นแท่งๆ ออกมา จนกระทั่งหมดความสามารถแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะทราบเอง เวลานี้ยังอยู่ในฐานะที่พอตะเกียกตะกายได้อยู่ ก็พาพี่น้องทั้งหลายตะเกียกตะกายเพื่อชาติไทยของเรา เราทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ร้อยเปอร์เซ็นต์

เราไม่ได้มีอะไรในตัวของเราเลย มีแต่ขนเข้าๆ ด้านไหนก็เหมือนกัน ถ้าว่าออกก็ออกช่วยชาติไปเสีย ออกก็ออกช่วยชาติ อวัยวะของตนไปเสีย ที่จะออกรั่วไหลแตกซึมไม่มี สำหรับเราดำเนินงานเป็นอย่างนั้นเรื่อยมา จริงจังทุกอย่าง ถ้าลงได้จริงแล้วไม่มีเหลาะแหละนะ แต่ถ้าเวลาเหลาะแหละแล้วมันก็เหมือนเล่นกับหมา ถ้าลองได้เล่นกับหมาใครอย่ามายุ่ง เข้าใจไหม นี่เล่นกับหมา เวลาหันหน้ามาหามนุษย์เรานี้หมาเขาไม่มายุ่งแหละ เขาขี้เกียจยุ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราก็ฟัดกันไปตามเรื่องของเรา อย่างนี้แหละความจริง

นี่ก็ได้ทองคำถึง ๑๑ ตันกับ ๓๐๐ กิโลแล้ว มันจะค่อยได้ไปอย่างนี้ละ ค่อยไหลซึมไปเรื่อย ตอนสุดท้ายเราก็ประกาศไว้แล้วทำพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว คือเวลาเราจะตายตั้งคณะกรรมการขึ้นเก็บรักษาสมบัติเงินทอง ที่บรรดาพี่น้องทั้งหลายมาบริจาคในการเผาศพเรา มีมากมีน้อยจะตั้งคณะกรรมการขึ้นเก็บรักษาอย่างเข้มงวดกวดขัน พอเสร็จเรียบร้อยแล้วเงินก้อนนี้จะยกซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงทั้งหมด ส่วนเราจะเผาด้วยไฟเท่านั้นเอง เอาไฟมาเผา สมบัติเงินทองที่เป็นประโยชน์แก่ผู้มีชีวิตอยู่ก็หนุนเข้าไปเพื่อผู้มีชีวิตจะได้มีความจีรังถาวรต่อไป

นั่นละเราถึงได้อุตส่าห์พยายามทุกด้านทุกทาง เราไม่เอาอะไรสำหรับช่วยโลก เราช่วยจริงๆ ไม่เอาเลย เราพอทุกอย่างแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมสมบัติในหัวใจนี้ก็เต็มหมดแล้ว ไม่เคยปรากฏว่าเสาะแสวงหาธรรมหรือหามรรคผลนิพพาน ว่าเราอวดหรือไม่อวด ท่านทั้งหลายฟังเอาซิ แต่ก่อนเราหาแทบเป็นแทบตาย เพื่อมรรคเพื่อผล เป็นตายสละชีวิตไว้เพื่อมรรคเพื่อผล แต่เวลาเสาะแสวงหามาได้เต็มหัวใจแล้วพอ ไม่หา ธรรมก็ไม่หา เป็นธรรมอยู่ทั้งดวงใจนี้แล้วหาอะไร แน่ะ จึงว่าไม่หาอะไร เราพอหมด มีแต่ความเมตตาสงสารโลกเท่านั้น อุตส่าห์พยายาม

อย่างทุกวันนี้เคลื่อนไปนู้นเคลื่อนไปนี้ ล้วนแล้วตั้งแต่ความเมตตาสงสารพาให้เป็นไป สำหรับเราเองเราไม่เอาอะไร วันนี้ก็จะไปช่วยทางขึ้นเขาใหญ่ ด่านนู้นไปแล้วด่านทางปราจีน ปราจีนก็ไปแล้ว ๑๔ ครอบครัว ด่านนี้ดูว่า ๑๕ ครอบครัว สั่งแล้ววันนี้ให้จัดซื้อสิ่งของไป เช่นเดียวกับทางด่านนู่น เราจะไปแจกด่านนี้ให้ได้ด้วยกัน เพราะท่านเหล่านี้รักษาสมบัติของชาติ เรารักษาไม่ได้ ท่านเหล่านี้เท่านั้นเป็นผู้รักษา เราจึงควรที่จะส่งเสริมอำนวยให้ทุกด้านทุกทางที่ท่านผู้รักษาสมบัติของชาติจะได้เป็นความสะดวกสบาย

นี่เราพิจารณาหมดแล้วเราจึงได้ช่วยอย่างนี้เรื่อยมา ทางอุดรก็เหมือนกัน อุดรก็จังหวัดเพชรบูรณ์ ทางน้ำหนาวนั้นมีอยู่สองด่าน อันนั้นส่งให้ทุกเดือนนะน้ำหนาว เป็นสองด่าน เวลาเราจะมานี้เราไปส่งเรียบร้อยแล้ว แล้วค่อยมา เดือนละหนๆ เรื่อยมา เป็น ๘ ปี ๙ ปีละมัง ตั้งแต่เราไปสร้างตึกโรงพยาบาลหล่มสัก ผ่านไปผ่านมา ดูเหตุการณ์ต่างๆ พอจากนั้นแล้วเราก็เอาของไปส่งให้ทุกเดือนๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ดูเหมือนจะ ๘-๙ ปีละมั้ง ตั้งแต่สร้างตึกเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่เคยลดละ ส่งให้อยู่ตลอด สงสาร นี้ละที่เราช่วยโลกเราช่วยอย่างนี้

สมบัติเงินทองพี่น้องทั้งหลายบริจาคมาไม่ไปไหน ออกช่วยส่วนรวมทั้งนั้นๆ เลย สำหรับเราเองเราไม่เคยมีในใจ ว่านี้เป็นของเรา นั้นเป็นของเรา สงวนไว้เพื่อเรา เราไม่ปรากฏ ได้มาเท่าไรก็เออะๆ จำเป็นที่ไหนก็เอา อันนั้นเท่านั้น อันนี้เท่านี้หมดเป็นอย่างนี้เรื่อยมา ที่จะให้เราเก็บไว้สำหรับวัดเราอย่างนี้ก็ไม่ปรากฏนะ เพราะวัดอยู่ในหัวอกของเรา เราไม่ตายวัดไม่ตาย ทีนี้วัดมันก็เหลือเฟือ ไปอยู่ที่ไหนก็เหลือเฟือ วัดป่าบ้านตาด อาหารการบริโภคทุกสิ่งทุกอย่างเหลือเฟือ แล้วมาสวนแสงธรรมนี้ก็ดูซิ พี่น้องทั้งหลายมาบริจาคทานตามอัธยาศัยของตนๆ มากขนาดไหน ดูซินี่ ของล้นเหลือ

พอเหลือจากนี้แล้วก็แจกละทีนี้ ใครมีความจำเป็นทุกข์จนข้นแค้นมากน้อยขนาดไหน เอาเฉลี่ยกันไปๆ ในวันหนึ่งๆ เราไม่เคยมาเกี่ยวข้อง นอกจากมาดู จัดอย่างไรๆ  สม่ำเสมอหรือไม่ ที่ด้อมๆ มา มาเพื่อความเสมอภาค ผู้ได้ได้แต่ได้ ผู้จนจะตายไม่ได้ก็มีเยอะ เราไม่ให้มี เราไม่อยากพบอยากเห็น มีมากมีน้อยให้เสมอกันไป เพราะฉะนั้นเวลาเราออกจากนี้ไปแล้ว ไปถึงกุฏิแล้วไม่นาน ประมาณพวกประชาชนที่เขาจะมารับของแจกนั้น เราก็มาดู แล้วก็ไปถามห้องที่จัดอะไรๆ แล้วพระท่านก็จัดได้ดีตลอดมา เรามาดู ถ้าเราไม่ไปไหนมาดูทุกวัน เพื่อความเสมอภาค ไม่ใช่เพื่ออะไรนะ นี่เราทำอย่างนี้ตลอดมา วันนี้เท่านั้นละนะ

สรุปทองคำน้ำไหลซึมวันที่ ๒๒ เมื่อวานนี้ ทองคำที่หลอมแล้ว ๒๓๗ กิโลครึ่ง เท่ากับ ๑๙ แท่ง แท่งหนึ่ง ๑๒ กิโลครึ่ง เป็น ๑๙ แท่ง ทองคำที่ยังไม่ได้หลอม ๔๙ กิโล ๑๔ บาท ๕๓ สตางค์ ถ้ารวมกับ ๓๗ กิโลครึ่งที่มอบแล้ว ก็เป็นทองคำ ๓๒๔ กิโล ๑๔ บาท ๕๓ สตางค์ นี่จากทองคำ ๑๑ ตันไปแล้ว มาเป็นทองคำประเภทนี้ เป็น ๓๒๔ กิโล ๑๔ บาท ๕๓ สตางค์

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก