อย่าเห็นสมบัติใดเลิศกว่าวิมุตติสมบัติ
วันที่ 1 กรกฎาคม. 2549 เวลา 13:00 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส

เนื่องในโอกาสพระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น

ภาคกลางและภาคตะวันออก กราบคารวะ และ

ถวายผ้าป่าสงเคราะห์โลกตามอัธยาศัย

ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อบ่ายวันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

อย่าเห็นสมบัติใดเลิศกว่าวิมุตติสมบัติ

 

วันนี้เป็นวันมหามงคลสำหรับพี่น้องทั้งหลายทั้งฝ่ายพระและฆราวาส ได้สละเวล่ำเวลา หน้าที่การงานทุกสิ่งมา แม้ที่สุดชีวิตก็ยอมเสียสละได้ มาเพื่ออรรถเพื่อธรรม นานๆ จะมีสักครั้งหนึ่งที่จะได้ฟังอรรถฟังธรรมสำหรับพระและประชาชนจำนวนมากอย่างนี้ ไม่ค่อยมีบ่อยหนัก วันนี้เป็นโอกาสอันดีงามที่บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ เรียกว่าพระลูกพระหลานมาเพื่อได้ยินได้ฟังข้ออรรถข้อธรรม นำไปประพฤติปฏิบติ สำหรับประชาชนก็เป็นลูกของพระ คอยสดับตรับฟังเสียงอรรถเสียงธรรม อันใดที่ควรแก่ตัวเองที่จะปฏิบัติได้ก็ให้นำไปประพฤติปฏิบัติ เพราะฆราวาสกับพระนั้นมีข้าศึกอยู่ในหัวใจด้วยกัน พระก็มีข้าศึก คือกิเลสทั้งหลายอยู่ในหัวใจพระ อยู่ในหัวใจฆราวาสด้วยกัน นี่เรียกว่ามีข้าศึก

วันนี้เราตั้งใจจะมาชำระสะสางล้างสิ่งมัวหมองทั้งหลายเหล่านั้น ให้ค่อยจางไปๆ ด้วยอรรถด้วยธรรม ซึ่งเป็นเหมือนกับน้ำดับไฟ ไฟคือ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา นี่เป็นไฟสามกองใหญ่ๆไหม้อยู่ในหัวใจสัตว์โลก ไม่เคยจืดจางลงเลย เผาไหม้อยู่ตลอดเวลามาตั้งกัปตั้งกัลป์จนปัจจุบันนี้ก็เช่นเดียวกับอนาคตที่จะเป็นมาข้างหน้า จะไม่มีวันดับวันสิ้นลงไปได้เลย โดยอาศัยเพียงธรรมะเท่านั้น ซึ่งเป็นน้ำดับไฟ ท่านผู้ใดนำอรรถนำธรรมเข้าไปชำระล้างสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟในหัวใจของตน คือราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ไฟสามกองนี้ให้ระงับดับลง อย่างน้อยให้พออยู่ได้เป็นสุข พอซุกหัวนอนได้ก็ยังดี

นอกจากอื่นไม่มีสิ่งใดที่จะชำระล้างสิ่งเหล่านี้ได้ จึงมีธรรมเรียกว่าศาสนธรรม ในปัจจุบันนี้ก็คือพุทธศาสนาของเรา ได้นำธรรมมาประกาศสอนโลกเป็นเวลา ๒,๕๐๐ กว่าปีนี้แล้ว เราทั้งหลายก็เกิดมาพบปะด้วยความมีวาสนาบุญญาภิสมภารพอประมาณ ได้มาพบพระพุทธศาสนา พร้อมกับความเชื่อความเลื่อมใส ความเคารพนับถือ พอใจประพฤติปฏิบัติตามโดยแสดงตนความเป็นคนดีหลายประเภท เช่นว่าอุบาสกคือผู้ชาย อุบาสิกาคือผู้หญิง เรียกว่าผู้เข้าใกล้ชิดติดพันกับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วภิกษุอีก อันนี้เป็นแนวหน้า

 วันนี้ท่านทั้งหลายมาเพื่อฟังอรรถฟังธรรม ฟังการอบรมคำสั่งสอน จึงขอให้ตั้งอกตั้งใจนำไปปฏิบัติ ในฐานะที่ผมเองมีอายุพรรษาแก่กว่ามาก เป็นรุ่นปู่รุ่นย่าพระลูกพระหลานทั้งหลายก็ไม่ผิด แล้วได้ผ่านเหตุการณ์มา นับตั้งแต่วันบวชมานี้เป็นเวลา ๗๓ ปีนี้แล้ว ผ่านเหตุการณ์ทางโลกทางธรรมมาโดยสม่ำเสมอ ตั้งแต่ก่อนที่ยังไม่ได้บวชก็อายุ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน ผ่านแบบชุลมุนวุ่นวาย ไม่ได้ใช้ความคิดความไตร่ตรองอะไรเลย แต่ก้าวเข้ามาบวชในพุทธศาสนา เริ่มต้นตั้งแต่วันบวชเป็นพระแล้ว นั้นแลตั้งหน้ามาเป็นผู้กลับตัว เป็นชีวิตใหม่ขึ้นมาจากชีวิตของฆราวาส มาเป็นชีวิตของพระ รักษาธรรมวินัยเป็นชีวิตจิตใจตลอดมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ เป็นเวลา ๗๓ ปี

นี่เรียกว่าผ่านเรื่องดีเรื่องชั่วทุกอย่างมาด้วยความสำรวมระวังตลอดมา จนกระทั่งได้ออกปฏิบัติ เรียนหนังสืออยู่ก็เป็นเวลา ๗ ปีเต็มๆ หลังจากนั้นแล้วก็ได้ออกประพฤติปฏิบัติโดยธุดงควัตร ดังครั้งพระพุทธเจ้าท่านพาดำเนินมา ที่ท่านแสดงไว้แก่พระทุกๆ องค์ที่เราทั้งหลายบวชแล้วได้รับพระโอวาทข้อนี้ทั่วหน้า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใครไม่ได้รับพระโอวาทสำคัญข้อนี้ไว้ ไม่มีเลย เรียกว่าทุกองค์ไปเลย พระองค์ทรงประทานมรดกอันยิ่งใหญ่ที่มีคุณค่ามหาศาล สามารถยังผู้ที่บำเพ็ญตามพระโอวาทข้อนี้ให้ถึงพระนิพพานได้

โดยพระวาจารับสั่งว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถโว ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย พออุปสมบทแล้ว พระองค์ประทานพระโอวาทข้อนี้ให้ ทุกๆ องค์ไม่มีเว้นเลย ว่าเมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นสถานที่เหมาะสมในการประกอบความพากเพียร ปราศจากสิ่งรบกวนต่างๆ การบำเพ็ญก็เป็นไปด้วยความสะดวกราบรื่นดีงาม ทางความพากเพียรก็ได้รับผลเป็นที่พอใจโดยลำดับ กับสถานที่เช่นนี้ จึงขอให้พากันอยู่และบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิติเถิด

นี่เป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ไม่มีลบเลือนสดๆร้อนๆก็คือพระโอวาทข้อนี้เอง เราทั้งหลายบวชมาเฉพาะอย่างยิ่งวงกรรมฐานที่ให้ชื่อให้นามว่าวงนั้นวงนี้ ความจริงเป็นลูกตถาคตอันเดียวกันนั้นแหละ เวลาออกมาอยู่ในป่าในเขาตามพระพุทธเจ้า ทรงประทานพระโอวาทนี้ไว้แล้ว ให้พากันตั้งหน้าตั้งตาชอบ ในที่สงบสงัด อันเป็นสถานที่ในการกำจัดกิเลสด้วยความเพียรได้เป็นอย่างดี จึงขอให้มีความตระหนักในธรรมข้อนี้คือรุกฺขมูลเสนาสนํ นี้ยังสดๆร้อนๆ อย่าให้จืดๆจางๆ

ถ้าหัวใจยังมีความสัมผัสสัมพันธ์เพื่อจะเป็นมรรคเป็นผล หรือไปเพื่อมรรคผลนิพพานอยู่แล้ว ขอให้ถือธรรมะข้อนี้เป็นธรรมะๆสดๆร้อนๆกระตุ้นเตือนใจอยู่เสมอ เพราะสถานที่ดังกล่าวนี้ บรรดาผู้ประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นได้ผ่านพ้นไปถึงพรหมโลก-นิพพานเป็นจำนวนมากมาย เพราะพระโอวาทข้อนี้เอง ให้พากันจำเอาไว้ การอยู่ในป่าในเขา ในถ้ำเงื้อมผา เป็นสถานที่ไม่มีสิ่งรบกวน  เราจะได้มองเห็นวิถีจิตที่คิดอยู่ทั้งวันทั้งคืนตลอดเวลาได้ชัดเจนเป็นลำดับ ด้วยสติของผู้มีความเพียร ไปอยู่ที่ไหนให้มีสติระมัดระวัง

สตินี้ขอให้ท่านทั้งหลายวางเป็นพื้นฐานไว้ประจำตน เรื่องสติเป็นเรื่องสำคัญ ในวงพระพุทธศาสนาการฆ่ากิเลสตั้งแต่ขั้นล้มลุกคลุกคลานจนถึงพระนิพพาน จะไม่พ้นจากสติและปัญญานี้ไปได้เลย สติท่านจึงแสดงไว้เป็นพุทธพจน์ว่าสติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน ให้มีสติประจำตัวอยู่ทั้งนั้น ทีนี้การประกอบความพากเพียรของท่านผู้มีสติสตัง จะเป็นความเพียรด้วยดีและราบรื่นดีงาม ถ้าขาดสติเสียอย่างเดียวความเพียรจะไม่ก้าวหน้า เรียกว่าความเพียรหยุดชะงัก เพราะสติเป็นผู้พาดำเนินได้ขาดวรรคขาดตอนไป ความเพียรก็ขาดในตอนนั้น กิเลสก็มีทางออกทำลายตัวเองในเวลาเผลอสตินั้นแหละ

จึงขอให้ทุกๆท่านจับสติไว้ให้ดีในการประกอบความเพียร การประกอบความเพียรมีหลายขั้นหลายภูมิของผู้ปฏิบัติ ขั้นเริ่มต้นนั้นเรายังไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรเลย นี่พูดเฉพาะพระผู้ตั้งหน้าตั้งตาออกแนวรบจริงๆ ขอให้มีสติติดแนบอยู่กับใจของตน ถ้าใจนั้นยังไม่มีอะไรเป็นที่ยึดที่เกาะให้นำคำบริกรรมเข้ามา คำบริกรรมตามแต่จริตนิสัยที่ชอบในคำใด เช่น พุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ มรณัสสติก็ได้ หรืออานาปานสติได้ทั้งนั้น ตามแต่จริตนิสัยชอบ แล้วเอาสติจับกับคำบริกรรม คำบริกรรมจับกับจิตไว้ให้ดี แล้วสติควบคุมงานอยู่นั้นแล้วกิเลสจะไม่เกิด

ท่านทั้งหลายสังเกตุดูนะ ถ้าสติควบคุมอยู่แล้วกิเลสจะมีหนาแน่นขนาดไหนก็ตามจะเกิดไม่ได้ สตินี้เป็นเหมือนฝั่งมหาสมมุติมหานิยม ถ้าเป็นน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงก็ฝั่งมหาสมุทรทะเลหลวงนั้นเป็นสำคัญมาก น้ำมหาสมุทรทะเลจะล้นฝั่งไปไม่ได้ นี่ฉันใดก็ดี กิเลสในแดนมหาสมมุติมหานิยมนี้มีสติเป็นเครื่องกั้นเป็นฝั่งเป็นฝาเอาไว้ กิเลสมากน้อยเพียงไรจะไม่ล้นฝั่งคือสตินี้ไปได้เลย จงพากันตั้งสติให้ดี เรื่องสติเราจะเห็นได้ชัดขณะที่เราตั้งสติจริงๆ ต่อสู้กับกิเลสจริงๆ กิเลสจะผลักดันออกมาในหัวใจของเราทุกขณะทุกเวลา ผลักดันไม่หยุดไม่ถอย ถึงขนาดหัวอกจะแตก

ฟังให้ดีนะท่านนักปฏิบัติ คำบริกรรมที่เราถูกกับจริตนิสัยของเรานั้นแหละ กับสติให้จับติดไว้กับช่องทางที่สังขารได้แก่ความคิดปรุงจะเกิดขึ้น สังขารอันนี้เป็นสังขารสมุทัย เป็นสังขารของกิเลสออกมาจากอวิชชา อวิชชาเป็นคลังใหญ่ของกิเลสวัฏวนทั้งหลายอยู่กับอวิชชา อวิชชาอยู่กับใจของแต่ละท่านละคน ฝังอยู่ในหัวใจนั้น อันนี้จะผลักดันออกมาให้คิดให้ปรุงทางสังขาร ออกจากนั้นก็อยากคิดอยากปรุง อยากรู้อยากเห็น คำว่าอยากรอบตัว เหล่านี้เป็นเครื่องผลักดันออกมาให้กิเลสได้คิดได้ปรุง ได้ทำงานตามความต้องการของมัน ถ้าเราเผลอสติก็เรียกว่าปล่อยให้กิเลสนี้ออกไปทำงาน นำฟืนนำไฟมาเผาเราให้เดือดร้อนวุ่นวาย ภาวนาก็หาความสงบไม่ได้ เพราะกิเลสออกทำงานด้วยสังขารความคิดปรุงเป็นสำคัญ

เพราะฉะนั้นเราเป็นนักภาวนาออกแนวรบ แล้วจงเป็นผู้ตั้งสติให้ดี สติเมื่อติดแนบอยู่กับคำบริกรรม นี่หมายถึงผู้เริ่มฝึกหัดเบื้องต้น ถือคำบริกรรมเป็นที่ยึดที่เกาะของจิต แล้วสติติดแนบอยู่กับคำบริกรรม คำบริกรรมนั้นเป็นงานของธรรม ความคิดปรุงต่างๆเป็นงานของกิเลส ความคิดปรุงที่เป็นคำบริกรรมนี้เรียกว่าเป็นงานของธรรม มีสติควบคุมอยู่ภายในคำบริกรรมของตนแล้วกิเลสจะเกิดไม่ได้นะ มันจะมีหนาแน่นขนาดไหนเกิดไม่ได้ ถ้าสติไม่เผลอเสียอย่างเดียวกิเลสประเภทไหน มันจะเป็นน้ำล้นฝั่งมาจากไหน แต่จะล้นฝั่งแห่งสติไปไม่ได้ สติจึงเป็นของสำคัญมาก

ให้ท่านทั้งหลายตั้งสติให้ดี ถ้าอยากตั้งรากตั้งฐาน คือความสงบเย็นใจ จนกระทั่งถึงความแน่นหนามั่นคงของใจที่เรียกสมาธิ ไม่ไปจากไหน ไปจากความตั้งสติเป็นพื้นฐานนี้แล ให้ตั้งให้ดีนะ ถ้าตั้งแล้วกิเลสจะไม่เกิด จะมีมากขนาดไหนก็ทำงานไม่ได้ เพราะสติเป็นเจ้าอำนาจบังคับบัญชาไม่ให้กิเลสทำงานคือความคิดปรุงต่างๆ อันเป็นเรื่องของกิเลส สติครอบเอาไว้แล้วจะไม่ทำงาน แต่คำบริกรรมของเรานั้นทำงานตลอด กับสติควบคุมกันไป  ไม่กี่วันท่านทั้งหลายจะเห็นความสงบเย็นใจภายในตัวของผู้บำเพ็ญ ไม่เผลอสติ เอาให้ดีนะจุดนี้เอาให้ดี

ยิ่งตั้งใจต่อมรรคผลนิพพานด้วยแล้ว ยิ่งเข้มงวดกวดขันทางสติสตังเป็นสำคัญมาก แล้วให้เจริญ ผู้ที่ยังตั้งรากฐานไม่ได้ คือจิตใจยังหาความสงบไม่ได้ก็จะสงบขึ้นมา พอสงบแล้วเมื่อได้รับการบำรุงรักษาอยู่เสมอด้วยสติ ความสงบนี้จะแน่นหนามั่นคงละเอียดลออมากเข้า จนก้าวเข้าสู่สมาธิคือวามแน่นหนามั่นคงแห่งความสงบของใจ นี่ละสติ เมื่อเข้าสู่สมาธิสติไม่ปล่อยไม่วาง ความรู้เด่นดวงอยู่ในสมาธิ จะไม่บริกรรมก็ได้ เพราะจิตเด่นดวงอยู่แล้ว แต่สติพรากไม่ได้ ต้องให้อยู่กับความรู้เด่นนั้น นี่เป็นภาคพื้นแห่งการดำเนินเพื่อจะเลื่อนฐานะของใจเราขึ้นสู่ความละเอียดเรื่อยๆ ไป ให้ตั้งสติอย่างนี้

 ทีนี้พอถึงขั้นปัญญา เมื่อถึงขั้นปัญญาแล้วความคิดความปรุงนี้จะไม่รบกวน ความสงบเย็นใจมีกำลังมากกว่า นั่งอยู่ที่ไหนอยู่ที่ใดก็ตาม ยืน เดิน นั่ง นอน ความคิดความปรุงจะไม่มารบกวน มีแต่ความสงบเย็นใจแน่วอยู่เป็นความรู้เอกจิตเอกธรรม ท่านเรียกว่ามีความรู้อันเดียว ท่านว่า เอกัคคตาจิต นี่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิแท้เป็นอย่างนี้ พอจิตมีความสงบบ้างพอประมาณแล้วเรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ จิตอิ่มอารมณ์แล้วจะไม่วอกแวกคลอนแคลน พาก้าวเดินทางด้านปัญญาก็จะทำงานตามคำสั่งของเจ้าของ ได้แก่สติควบคุมอยู่ แล้วก็จะทำงานพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์

นี้เดินตามทางของศาสดาเพื่อมรรคผลนิพพาน ให้ได้สมใจหวัง สมกับว่าพุทธศาสนาเป็นธรรมที่..... (ไมค์โครโฟนตก) อันนี้กวนแล้ว

ทีนี้ให้ก้าวทางด้านปัญญา พิจารณาตามพระโอวาทที่ทรงสั่งสอนไว้ว่า วันบวชนั้นท่านสอนอย่างไร กรรมฐานห้าคืออะไร เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เกสาคือผม โลมาคือขน นขาคือเล็บ ทันตาคือฟัน ตโจคือหนัง พอไปถึงนั้นแล้วท่านก็หยุด เพราะหนังนี้ครอบหมดในสกลกายของคนของสัตว์ พอไปถึงหนังแล้วท่านให้หยุด ถ้าพูดถึงเวล่ำเวลาก็เวลานั้นเป็นเวลาเฉพาะ แต่อย่างไรเมื่อเราได้พิจารณากรรมฐานทั้งห้านี้ไปถึงหนังแล้ว มันจะกระจายเข้าไปข้างใน เพราะหนังนี่ละทำให้โลกได้หลงงมงายไม่จืดไม่จางว่างเปล่า พาเกิดพาตายมากี่กัปกี่กัลป์ เพราะหนังหุ้มห่อเอาไว้ กลายเป็นของสวยของงามไปหมด มันไม่ได้สวยได้งาม

แม้แต่ผิวหนังจริงๆก็มีขี้เหงื่อขี้ไคลอยู่ในนั้น เรียกว่าขี้เต็มตัว แล้วพิจารณาเข้าไปถึงภายใน จากหนังเข้าไปแล้วเป็นอย่างไร เป็นเนื้อแดงโร่  เข้าไปข้างในเท่าไรมีตั้งแต่ความสกปรกโสมมเต็มเนื้อเต็มตัว อะไรที่เข้ามาเกี่ยวข้องนี้ต้องได้ชะได้ล้างกัน ไม่ล้างไม่ได้ เพราะตัวนี้เป็นป่าช้าผีดิบ มันสกปรกเต็มตัวของมัน ตั้งแต่วันเกิดมาก็ต้องชะล้างกันเรื่อยมา ทีนี้เวลาเอาหนังอันนี้ออกแล้วพิจารณาเข้าไปข้างใน เป็นอย่างไร หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ภายในนั้นก็มีตับ ไต ไส้ พุง อาหารใหม่ อาหารเก่า พิจารณาค้นคว้าด้วยทางปัญญา ปัญญาจะค่อยสอดแทรกเข้าไป สอดแทรกเข้าไปตามหลักเป็นจริง จะรู้เห็นตามเป็นจริงโดยลำดับลำดา จนกลายเป็นปัญญาที่เพลินต่อการแก้กิเลสไปโดยลำดับ

นี่เรียกว่าการก้าวเดินทางด้านปัญญา เพียงสมาธินั้นแก้กิเลสไม่ได้ เพียงตีตะล่อม กิเลสให้เข้าสู่ความสงบเป็นบางเวลา ถ้าเราเพลินอยู่ในความสงบก็ไม่มีวันถอดถอนกิเลส จะติดความสงบนี้จนกระทั่งวันตาย เพราะฉะนั้นจึงต้องออกทางด้านปัญญา เมื่อจิตเข้าสู่ความสงบได้พอประมาณแล้วจิตอิ่มอารมณ์แล้ว ให้นำออกพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ของเขาของเรา ทั้งใกล้ทั้งไกล ทั้งในทั้งนอก พิจารณาให้เป็นแบบเดียวกันหมด เรียกว่าป่าช้าผีดิบ ในร่างกายของเรานี้น่ะมันมีของดิบของดีที่ไหน เอาพิจารณา ให้ดู ดูให้ดี

ท่านจึงสอนลงจุดนี้ จุดนี้ละเป็นจุดที่สัตว์โลกติดเอามากมาย สัตว์โลกทั่วโลกธาตุติดอันนี้ทั้งนั้น ท่านจึงสอนลงไปในจุดที่ติด ให้รู้ด้วยปัญญาพิจารณา ผมก็สักแต่ว่าผม ขนสักแต่ว่าขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ มันมีแต่ปฏิกูลโสโครกเป็นป่าช้าผีดิบ ความสกปรกรกรุงรังทั้งหลายเต็มอยู่ในร่างกายของท่านของเรานี้หมด เพราะฉะนั้นมนุษย์ไปอยู่ที่ไหนต้องชะต้องล้าง ต้องทำความสะอาดเช็ดถูกันหมด อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตัวสกปรกนี้ต้องได้ชะได้ล้าง ไม่ว่าจะเข้าไปอยู่สถานที่ใดต้องได้ชำระสะสาง เพราะตัวสำคัญตัวสกปรกนี้มันเข้าไปเกี่ยวข้อง สุดท้ายในร่างกายตัวเองนี้เรานุ่งห่มชนิดใดก็ตามต้องซักต้องฟอกอยู่ตลอดเวลา นี่คือความสกปรกโสมม

ให้พิจารณาอย่างนี้ พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า อย่าหยุดอย่าถอยด้วยปัญญา พอถึงกาลเวลาที่ควรจะพักทางสมาธิแล้ว ให้ถอยจิตเข้ามาพักสมาธิคือความสงบใจ เรียกว่าพักงาน งานคือการก้าวเดินด้วยปัญญา เรียกว่าทำงาน เมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าภายใน พูดให้ชัดเจนก็เหน็ดเหนื่อยที่หัวอกนั้นแหละ เวลามันทำงานมันทำอยู่ที่กลางอกนะ สติปัญญาทำงาน ไม่ได้ไปทำงานอยู่บนสมองเหมือนกับความจำ ทางด้านจิตตภาวนาแล้วจะเป็นอยู่ภายในทรวงอกของเรา มันจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วให้พักเสียก่อน ย้อนจิตเข้ามาสู่สมาธิเพื่อพักอารมณ์ ได้แก่การก้าวเดินของปัญญา ไม่ให้ทำงาน ให้อยู่ด้วยความสงบเย็นใจ

ทีนี้เมื่อจิตมีความสงบเย็นใจ มีกำลังวังชาพอสมควรแล้วถอยออกมาจากสมาธินี้ให้ก้าวเดินทางด้านปัญญา เรียกว่าสมาธินี้เป็นหินลับปัญญาก็ได้ เมื่อได้พักสมาธิแล้วปัญญาก็เฉียบขาด เฉียบแหลม คล่องตัว กำลังวังชาทุกอย่างจะเกิดจากสมาธิที่ได้พักตัวพอสมควรแล้วทั้งนั้น ทีนี้ออกก้าวเดินทางด้านปัญญา ส่วนใดที่เคยพิจารณา พิจารณาซ้ำๆซากๆ สกลกายของเรานี้มันเป็นสภาพอันนี้อยู่ทุกอิริยาบถ ยืนก็สกปรก นอนสกปรก นั่งสกปรก อิริยาบถทั้งสี่มีแต่ความสกปรกเต็มตัวของเราเอง

การพิจารณาของเราจึงไม่จำเป็นต้องนับเที่ยว นับเวล่ำเวลา เอาจนกระทั่งสติปัญญามีความฉลาดรอบคอบในสิ่งเหล่านี้คล่องตัว คล่องตัวลงไปแล้วก็ยิ่งเพลินในการพิจารณา  ทีนี้อุปาทานในความยึดมั่นถือมันนั้นมันจะปล่อยของมันเอง ที่มันยึดก็คือมันไม่รู้ ทีนี้ปัญญาเปิดทางให้แล้ว ต้องรู้ๆเป็นลำดับ แล้วค่อยปล่อยตัวลงไป ปล่อยตัวออกไป อุปาทานก็เบาลง การพิจารณาร่างกายถึงขั้นอิ่มพอแล้วอิ่ม เหมือนกับเรารับประทานอาหาร เวลาพิจารณาร่างกายนี้ถึงขั้นชุลมุนวุ่นวายนี้ชุลมุนจริงๆ เพลิดเพลินต่อการพิจารณาเรื่องอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ตั้งขึ้นแล้วดับไป ตั้งขึ้นแล้วทำลาย ตั้งขึ้นแล้วทำลาย รวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งมันพอ

ฟังนะท่านผู้มาปฏิบัติธรรม ให้ฟัง เมื่อพิจารณาสติปัญญามีความแกล้วกล้าสามารถแล้ว พิจารณาสิ่งเหล่านี้ขาดสะบั้นลงไปจากใจ เรื่องสุภะอสุภะขาดไปพร้อมๆ กัน นี่เรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ อิ่มทางด้านวัตถุ วัถตุธาตุได้เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ทั้งสกลกายเรา ได้พิจารณาถึงความรอบคอบ จนอิ่มพอแล้วปล่อยวาง ทีนี้คำว่าอสุภะอสุภังอันนี้หมดไป จิตใจอิ่ม อิ่มแล้ว เรียกว่ารู้ชัดแล้วไม่ยอมพิจารณา เหมือนเรารับประทานอาหาร เมื่ออิ่มแล้วก็หยุดเอง อันนี้เมื่อพิจารณาสภาพเหล่านี้พอตัวแล้วก็หยุดเอง ปล่อยเอง หยุดเอง

จากนี้จะก้าวขึ้นสู่ทางนามธรรม โดยอาศัยทางร่ายกายนี้เป็นภาคพื้นไปก่อน พิจารณาจนช่ำชองๆ แล้วปล่อยร่างกายนี้ นามธรรมจะปรากฏขึ้นมา พอปรากฏขึ้นมาก็ดับ ตั้งขึ้นมาจะว่าเป็นอสุภะอสุภังไม่ทัน ดับลงไปแล้ว ตั้งขึ้นแล้วดับไป ทุกฺขํ อนตฺตา เต็มหัวใจ เรียกว่าปัญญา พิจารณาผ่านสกลกาย การผ่านสกกายก็คือผ่านราคะตัณหานั่นเอง  ราคะตัณหาเรือนร่างแห่งวัฏจักรอยู่ที่ราคะตัณหา ราคะตัณหาอยู่ที่ร่างกายของสัตว์ของบุคคล เมื่อพิจารณาอันนี้รอบไปหมดแล้วมันอิ่มตัวแล้วมันก็ปล่อย เมื่อปล่อยอันนี้แล้วราคะตัณหา ก็ปล่อยไปด้วยกัน ไม่มี หมด

จากนั้นก็ฝึกซ้อมทางนามธรรม ได้แก่อารมณ์ของใจ โดยอาศัยอสุภะอสุภัง จนกระทั่งตั้งขึ้นแล้วดับ พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์แยกอสุภะอสุภังไม่ทัน เพราะความรวดเร็วของความว่างของจิต พิจารณาไปดับไป ว่างไปเรื่อยๆ ทีนี้ก็พิจารณาอาการของจิต  อาการของจิตท่านเรียกว่านามธรรม ตัวสังขารเป็นสำคัญ สังขารกับสัญญามันเกิดขึ้นมาจากจิต เวลาเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไปที่จิต ฝึกซ้อมกันที่จิตด้วยนามธรรมนี้ละเป็นสิ่งฝึกซ้อม   ตามเข้าไป

จิตมันว่างนะ พอหมดสกลกาย พิจารณาสกลกายหมด ปล่อยวางสกลกายนี้หมดแล้วจิตก็ว่างไปเลย ทีนี้ว่างแล้วเราจะพิจารณาอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หรืออสุภะอสุภังไม่ทัน พอปรากฏพับดับพร้อมๆ นี่เรียกว่าจิตอิ่มตัว เป็นอย่างนั้น จากนั้นก็พิจารณาอาการทั้งหลายที่มันเกิดกับจิต ดับไปกับจิต ตามเข้าไปถึงรังใหญ่ของมันคืออวิชชา พิจารณาอาการของจิต ไม่ว่าดีว่าชั่ว เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ตามเข้าไป ตามเข้าไปไม่หยุดไม่ถอย ในขั้นนี้จะเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ เป็นสติปัญญาเป็นเองนะ พอผ่านสกลกายนี้ไปแล้วจะเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ

ในส่วนร่างกายนี้เป็นการพิจารณาด้วยความชุลมุนวุ่นวาย จะเรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติไม่ได้ ผ่านนี้ไปแล้วก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วค่อยหมุนไปเอง ฝึกซ้อมความ เกิดความดับของจิตที่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ไม่ว่าดีว่าชั่วเกิดแล้วดับ ตามเข้าไป ตามเข้าไป เพราะสิ่งเหล่านั้นปล่อยหมดแล้ว ร่างกายนี้ปล่อย โลกนี้กลายเป็นโลกว่างไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ ต้นไม้ภูเขาเขาก็เป็นของเขาเอง แต่มันว่างอยู่ที่จิต วางอยู่ที่จิต มันว่างไปหมด นี่เรียกว่าว่างขึ้นหนึ่งของการพิจารณา จนกระทั่งเข้าไปถึงจิต เมื่อเข้าไปจิตพอตัวแล้วมันก็รู้เอง

นี้เราพูดย่อๆ ให้บรรดาพระลูกพระหลานทั้งหลายฟัง ในการปฏิบัติตัวเองให้ดำเนินอย่างนี้แน่นอนไม่ผิด พิจารณาตามอาการของจิต แล้วจะเข้าไปสู่เค้ามูลของมัน คืออวิชชามันอยู่กับจิต ตามเข้าไป ตามเข้าไป เกิดดับๆ ตามเข้าไปจนกระทั่งถึงอวิชชา ตัวสง่างามสุดยอด หลอกลวงโลกได้สุดยอดก็คือตัวนั้น เรียกว่าจอมกษัตริย์วัฏจักร อยู่ที่อวิชชา แสดงตัวเป็นผู้วิเศษศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้มีความสว่างไสว แกล้วกล้าทุกอย่าง สง่างามอยู่กับอวิชชานั้นหมด พิจารณาให้ดีตรงนี้

 เหล่านี้เป็นเครื่องหลอกของอวิชชาทั้งนั้น เมื่อสติปัญญาตามเข้าไปสิ่งเหล่านี้จะขาดสะบั้นลงไป พอสิ่งเหล่านี้ขาดสะบั้นลงไปอวิชชาขาดลงไปแล้ว ทีนี้สิ่งที่ว่าเลิศเลอนั้นน่ะ  ที่ว่าแดนนิพพานคืออะไร คือสิ่งที่อันนี้ปิดเอาไว้นั้นแหละ อวิชชาเหล่านี้มันปิดเอาไว้ พออวิชชาอันเป็นรากเหง้าเค้ามูลของการเกิดแก่เจ็บตายขาดสะบั้นไปจากใจแล้ว ธรรมชาติวิมุตติหลุดพ้นหรือวิชชาที่ยอดเยี่ยม ได้แก่ความบริสุทธิ์จะปรากฏเด่นขึ้นที่นั่น เพราะถูกปิดไว้เท่านั้น ธรรมชาตินั้นอยู่ข้างใต้ อวิชชานี้ปิดไว้ข้างบน พอพิจารณาอันนี้ขาดสะบั้นลงไปหมดแล้ว ธรรมชาติที่ไม่เคยคิดเคยคาดเคยฝันจะปรากฏเป็นแดนอัศจรรย์ขึ้นมาภายในจิตใจของเรา นี่ท่านว่าการบำเพ็ญเพียร

วันนี้พูดสรุปความย่อๆ ให้บรรดาพระลูกพระหลานทั้งหลายฟัง แล้วพิจารณาไปตามนี้ จนกระทั่งเข้าถึงจุดที่ว่านี้ เมื่อเข้าถึงอวิชชา อวิชชาขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้วทีนี้จิตก็บริสุทธิ์เต็มที่ขึ้นมา นั่นท่านเรียกว่าบรรลุธรรม ถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้น ธรรมธาตุไม่ต้องเสกต้องสรร เป็นขึ้นที่ใจดวงบริสุทธิ์ล้วนๆแล้วนั้นแล นี่คือผลแห่งการปฏิบัติของผู้บำเพ็ญ เฉพาะอย่างยิ่งคือนักปฏิบัติเรา พระที่ออกแนวรบแล้วให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติอย่างนี้ อย่าเห็นว่าสมบัติใดในโลกนี้จะดีจะเลิศเลอยิ่งกว่าธรรมสมบัติ เฉพาะอย่างยิ่งคือวิมุตติสมบัติ คือความหลุดพ้นของใจ อันเป็นธรรมธาตุล้วนๆ นี่เลิศเลอสุดยอดแล้ว

เมื่อถึงสมบัติขั้นนี้แล้วปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง บรรดาวัฏจักรวัฏวนอันเป็นแดนสมมุติทั้งหลายนี้ขาดสะบั้นไปหมด มีแต่ธรรมชาติที่ว่าวิมุตติหลุดพ้นเรียกว่าธรรมธาตุๆ อย่างเดียวเท่านั้น นี่คือผลแห่งงานที่เราบำเพ็ญ เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็รู้เอง ว่าวุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ พรหมจรรย์คือการรบข้าศึก ได้แก่กิเลสตัณหา ซึ่งเป็นของยากเย็นเข็ญใจ สุดยากนั้นได้สิ้นสุดลงไปแล้ว งานที่ควรทำคืองานแก้กิเลส นี่ก็ได้แก้ลงไปเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี

นี่ละเรียกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ เป็นงานสุดท้ายประมวลความพากเพียรของเราในการฆ่ากิเลสลงมาถึงขั้นนี้ อวิชชาก็พัง นิพพานก็ปรากฏขึ้นสดๆร้อนๆ เป็นธรรมธาตุภายในจิตใจ โดยไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์ใดทั้งนั้น สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอดประกาศก้องขึ้นมาในใจของท่านผู้บริสุทธิ์ จะปรากฏเด่นชัดเป็นธรรมสดๆร้อนๆเช่นเดียวกันหมด เราอย่าไปเข้าใจว่า พระพุทธเจ้านิพพานแล้วมรรคผลนิพพานจะจืดจางไป ไม่จืดจาง มรรคผลนิพพานก็ไม่มีจืดจาง กิเลสก็ไม่เคยจืดจาง เมื่อสั่งสมกิเลสมากน้อยเพียงไรมันจะเกิดได้สดๆร้อนๆ เช่นเดียวกันกับธรรม

ธรรมเมื่อเราบำเพ็ญสดๆร้อนๆ ขวนขวายอยู่ด้วยความพากเพียร ธรรมก็เกิดขึ้นมาสดๆร้อนๆเช่นเดียวกัน สุดท้ายก็ถึงมรรคผลนิพพานได้สดๆร้อนๆเช่นเดียวกัน เมื่อกิเลสเครื่องหุ้มห่อปิดบังนี้ออกหมดแล้ว นิพพานคืออะไร จะไปถามใครที่ไหน นี่ละเป็นธรรมสมบัติ เป็นสมบัติที่เลิศเลอ พระพุทธเจ้าสอนโลกสอนเพื่อสมบัติอันนี้ แม้จะเป็นกษัตริย์เสด็จออกมาจะผนวช มาบวชกับพระพุทธเจ้า ก็ทรงสั่งสอนนี้ปล่อยวางหมดสมบัติภายนอก เอาเข้าสู่สมบัติภายในคือธรรมสมบัติ จนกระทั่งถึงนิพพานสมบัติ สอนลงไปจุดนี้ เมื่อถึงจุดนี้แล้วไม่ถามหาอะไร

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกินธรรมสมบัติ หรือธรรมธาตุที่จิตใจได้บำเพ็ญแล้วจนถึงขั้นบริสุทธิ์เต็มดวงแล้ว นี่คือธรรมอันเลิศเลอสุดยอด เกิดก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ตายไม่ต้องตาย ความทุกข์ยากลำบากก็ไม่มีอีกแล้ว ท่านว่า นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ใครถึงธรรมประเภทนี้แล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาติสุดท้ายก็จะประกาศขึ้นด้วย สนฺทิฏฺฐิโก แห่งความบริสุทธิ์ของใจที่บำเพ็ญมาเต็มดวงแล้วนั้นแล

นี่ละท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก จะประกาศป้างขึ้นมาที่นั่น ถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์ ได้แล้วซึ่งสมบัติอันเลิศเลอ สมบัติอันเลิศเลอคือนิพพานสมบัติ สมกันกับผู้ประกอบความพากเพียร หาสมบัติอันล้นค่า ดังพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วสมบัติอันล้นค่า ประกาศธรรมสอนโลกจนกระเทือนมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ประกาศเพื่อสมบัติอันล้นค่านี้เป็นอันดับหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นอันดับต่อไปๆ แล้วสมบัติเหล่านี้ไม่เคยครึเคยล้าสมัย เป็นแต่เพียงว่ากิเลสปิดบังหุ้มห่อไว้เท่านั้น ให้ไปเหยียบย่ำทำลายสมบัติอันล้นค่า ให้กลายเป็นของไม่มี ราค่ำราคา ยกมูตรยกคูถคือขี้โลภขี้โกรธขี้หลงนี่ขึ้นไปทับสมบัติอันล้นค่า คือธรรมอันเลิศเลอนั้นไว้เสีย ไม่ให้มองเห็น แล้วเอามูตรเอาคูถคือขี้โลภขี้โกรธขี้หลงนี้ออกโชว์ทั่วโลกดินแดน

ผลแห่งความโลภความโกรธราคะตัณหานี้ออกโชว์ ทำความเดือดร้อนแก่โลกทั้งโลกเลย ทั่วดินแดน ไม่มีใครได้รับความสุข ถ้าไม่แก้อันนี้ออกจากใจแล้วหาความสุขไม่ได้ เพราะอย่างนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนให้สลัดปัดทุกข์ออกจากสิ่งเหล่านี้ ที่กำลังเสกสรรปั้นยอ ว่ามันเป็นของดิบของดีให้สลัดออก ให้ธรรมอันนี้ได้เกิดแทนซิ เราจะไปเสียดายอีกไหมว่าขี้โลภขี้โกรธขี้หลงนั่นน่ะ ว่ามันเลิศมันเลอ มันเลิศเลอที่ไหน จะเสียดายอีกไหม ขอให้ธรรมนี้ได้ผุดมาภายในใจ เรียกธรรมธาตุ ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง ไม่มีสิ่งใดที่เลิศเลอสุดยอดเหมือนธรรมธาตุที่บริสุทธิ์เต็มดวงนี้แล้วเลย นี่เป็นธรรม เป็นสมบัติล้นโลก สมบัติที่มีราค่ำราคาล้นโลก คือสมบัติที่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติได้

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนพระสงฆ์ เวลาบวชแล้วให้รุกฺขมูลเสนาสนํ ไล่ให้เข้าไปอยู่ในป่าในเขาตามถ้ำเงื้อมผา เพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมเหล่านี้ให้ด้วยความสะดวกสบาย ปราศจากสิ่งรบกวน เราจะได้เห็นความเคลื่อนไหวของจิต จิตนี้มันหมุนตัวตลอดเวลา ต้องมีสติติดตามดูตลอด ในสถานที่สงัดๆเช่นนั้น เราจะได้ติดตามดูเรื่องความคิดความปรุงของจิตที่กิเลสผลักดันออกมาได้อย่างชัดเจนๆ แล้วฆ่ากันโดยลำดับลำดาไป สถานที่เช่นนั้นเหมาะสมกับผู้ที่จะนำธรรมะที่เลิศเลอเข้ามาครองหัวใจ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ ธรรมะนี้สดๆร้อนๆ ตลอดมา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนกระทั่งบัดนี้ ยังจะสดๆร้อนๆ ไปสำหรับผู้ปฏิบัติจะได้ธรรมะเหล่านี้มาครองหัวใจตลอดไปเช่นเดียวกัน

จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ เราเป็นห่วงพระลูกพระหลานของเรา บวชมานี้การปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคเพื่อผลค่อยจืดไปจางไป จางไป จนจะไม่มีอะไรปรากฏ วงกรรมฐานเราก็จะมีแต่ชื่อว่าวงกรรมฐาน เวลานี้ยังปรากฏชัดเจนอยู่ก็คือวงกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น เพราะเป็นวงที่เอาจริงเอาจังมาดั้งเดิม ตั้งแต่หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่าในเขาบำเพ็ญอย่างนั้นตลอดมา ตั้งแต่วันท่านบวชท่านไม่เคยไปสนใจกับสิ่งใดผู้ใดเลย จนกระทั่งถึงวันท่านนิพพานที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ท่านอยู่แต่ในป่าในเขาด้วยธรรมอัศรรย์นี้ทั้งนั้น ท่านครองแล้ว ท่านก็อยู่สบายๆ นี่ธรรมอันเลิศเลอ

นี่ในวงกรรมฐานสายพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็ประพฤติปฏิบัติตามท่าน ปรากฏเป็นเพชรน้ำหนึ่งมาน้อยเมื่อไร ล้วนแล้วตั้งแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าธรรมยุตไม่ว่ามหานิกายเป็นศากยบุตรอันเดียวกันหมด กิเลสกับธรรมเป็นข้าศึกต่อกันใครแก้ได้ คนนั้นเลิศเลอเหมือนกันหมด เวลานี้ยังปรากฏอยู่สำหรับผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ขอให้ท่านทั้งหลายดำรงไว้ซึ่งความพากความเพียร สติสตัง ชอบอยู่ในป่าในเขา อย่าจุ้นจ้าน อย่าออกไป เดี๋ยวคอขาด กิเลสมันดาบคมนักนะ ดาบกิเลสคอขาดไปเลยละ ใครก็ชอบยื่นคอให้มันตัดเอาๆ มันไม่ได้เห็นภัย พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นภัยทั้งหลายมันไม่ยอมเห็น

ให้จำให้ดีนะพระลูกพระหลาน ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ถ้าอยากได้ธรรมสมบัติอันเลิศเลอมาครองหัวใจให้ปฏิบัติตามแนวที่สั่งสอนมานี้ จะไม่เป็นอื่น ธรรมสมบัติที่เลิศเลอนั้นก็คือวิมุตติสมบัติเต็มหัวใจ หรือธรรมธาตุเต็มหัวใจ นี่ละเป็นธรรมอันล้นค่า จากนั้นแล้วก็เรียกว่านิพพานเที่ยง นิพพานเที่ยงคืออะไร คือธรรมธาตุนี้แหละ ที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วเที่ยงตลอดไป ไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป เหมือนโลกทั่วๆ ไป ท่านจึงให้เสาะแสวงหาธรรมประเภทนี้ด้วยความตั้งอกตั้งใจ

บวชมาแล้วท่านไล่เข้าป่าเข้าเขา ให้เราฟังตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้า ธรรมะเหล่านี้เราจะได้มาครองหัวใจเรา เมื่อธรรมะที่เราไปปฏิบัติอยู่ในป่าในเขาด้วยความพากเพียรจริงๆแล้วได้มาเป็นสมบัติของเราแล้ว เราอยู่ที่ไหนก็รื่นเริงบันเทิง สบาย จ้าอยู่ภายในใจนะ เข้าไปอยู่ในส้วมในถานก็ไปจ้าอยู่ในส้วมในถาน นี่ละธรรมที่เลิศเลอ เข้าไปอยู่ในส้วมในถานที่ว่าเป็นที่สกปรก ธรรมชาติใจที่บริสุทธิ์นี้เลิศเลออยู่ในส้วมในถานนั้นแหละ ไม่ได้เป็นส้วมเป็นถานไปตามสิ่งเหล่านั้นนะ เลิศเลออยู่อย่างนี้ เราจึงฟอกใจของเราให้เป็นใจที่สง่างามอยู่ตลอดเวลา

ยืนก็ให้งาม เดินให้งาม นั่งให้งาม นอนให้งามด้วยความพากเพียร มีสติเป็นเครื่องรักษาจิตใจของเราให้มีความสงบร่มเย็นอยู่ตลอดไป วงกรรมฐานของเราคือเราเองจะเป็นเครื่องยืนยันตนเองว่ามรรคผลนิพพานมีหรือไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาโกหกโลกเหรอ   เอามาปฏิบัติตามศาสนธรรม ที่ทรงสั่งสอนไว้แล้ว ดูเป็นอย่างไร เรื่องธรรมจะปรากฏขึ้นตามสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนั้นแล จะไม่เป็นอื่น ถ้านอนจมอยู่กับตำรับตำราที่ได้ยินได้ฟังเฉยๆ จิตใจไม่สนใจไม่ว่าท่านว่าเราจมไปตลอดนะ ผู้เรียนมากก็ดี ผู้เรียนน้อยก็ดี  ถ้าไม่สนใจไม่เกิดประโยชน์อะไร เรียนธรรมก็เหมือนเรียนโลกนั่นแหละไม่ผิดกัน ถ้าเรียนธรรมเป็นธรรม เพื่อความตั้งอกตั้งใจแล้วเป็นธรรมไปเรื่อยๆ เรียนแล้วน้อมใจเข้ามาประพฤติปฏิบัติตนตามทางของศาสดาแล้วจะไปไหน

ธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ที่หัวใจของเราทุกคน แต่เวลานี้กิเลสตัณหาประเภทต่างๆ ซึ่งเปรียบเหมือนส้วมเหมือนถานมันปกคลุมหุ้มห่อไว้นี้เท่านั้น จึงไม่มองเห็นสิ่งเลิศเลอ ภายในหัวใจของเรา จึงให้เปิดสิ่งเหล่านี้ออก ความสกปรก ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ราคะตัณหา เปิดออกด้วยความพากเพียร เอาใจให้ดี การตั้งสติบังคับจิตใจของตนเป็นของสำคัญมากนะ ท่านทั้งหลายอย่าลืมนะ การตั้งสตินี้ก็มีหลายประเภทนะ การตั้งสติตั้งธรรมดาๆ มักจะหลุดจะลอยผิดพลาดไปได้ เผลอไปได้ ให้สังเกตุดูการอยู่การกินการหลับการนอนของเราเป็นอย่างไร กินมากตั้งสติเป็นอย่างไร กินน้อยตั้งสติเป็นอย่างไร ให้สังเกตุอันนี้อีกนะ

อย่ามีแต่ว่าตั้งสติแล้วดีๆ สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อสติยังมี เช่นเวลาเราฉันมากๆ มันอืดอาดเนือยนาย นอนก็มาก ขี้เกียจก็มาก ตั้งสติผิดพลาดทั้งนั้น เอาถอยอาหารออกมา นี่ละการฝึกตนเพื่อความเลิศเลอ ต้องมีทุกข์ยากลำบากเข็ญใจเป็นธรรมดา อดบ้างอิ่มบ้างเอายอมรับ เรามุ่งต่อธรรมอันเลิศเลอ เอาทำลงไป สังเกตุกันไป กินน้อยเป็นอย่างไร กินมากเป็นอย่างไร ตั้งสติได้ผลอย่างไรบ้าง ให้สังเกตุการหลับการนอนมากนอนน้อยเป็นอย่างไร  ให้พิจารณา

นี่ละวิธีการประกอบความเพียร ไม่ใช่ว่าตั้งสติจะตั้งเอาเฉยๆ สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อสติยังมี ตั้งเท่าไรก็ไม่ได้นะ ต้องได้พิจารณาสิ่งที่มันเกาะเกี่ยวกันอยู่นั้นอีก เราต้องพิจารณา ทีนี้ก้าวเดินไม่สงสัย ให้ใช้ความพินิจพิจารณานักปฏิบัติ อย่าสักแต่ว่าทำ อย่าสักแต่ว่าภาวนาเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ แล้วกรรมฐานเราอย่าพากันดีดดิ้นไปหาการก่อการสร้างมากมายนักนะ ไม่ถูกทางของศาสดาเลย พอบวชแล้วไล่เข้าในป่าในเขา ไม่ใช่ไล่ให้ไปก่อสร้างนะ  สร้างตึกสร้างร้าน สร้างศาลาหลังใหญ่ๆ โตๆ สร้างความกังวล สร้างความกังวลใส่ตัวแล้วยังไปรบกวนประชาชนญาติโยมเขาอีก

นี่ศาสนากวนบ้านกวนเมือง ให้พากันจำให้ดีนะ ศาสนาแท้ไม่กวนใครนะ กวนตั้งแต่กิเลสที่มันกวนเรานี้แหละ มันกวนในหัวใจเรา เราก็กวนมัน เอามันให้พังๆ อยู่ตรงนี้ ศาสนธรรมแท้เป็นอย่างนี้ ศาสนวัตถุบวชมาแล้ววุ่นตั้งแต่กับวัตถุ เหมือนโลกสงสารเขา  มันก็เป็นเรื่องโลกไปหมด มันไม่ได้เป็นเรื่องธรรม เรื่องธรรมแท้ดูกิเลสตัวมันดีดมันดิ้นอยู่ในหัวใจมันดิ้นเพราะเหตุไร สติปัญญามีฟาดมันลงไปตรงนี้ แล้วกิเลสตัวดีดดิ้นนี้สงบลงๆ ความดีดความดิ้นอยากทำนู้นทำนี้ไม่มี อันนี้มันไปหาเกาในที่ไม่คัน จ่อหัวเข้าไปนี้กิเลสตีหน้าผากหงายออกมา เลยไปหาทำนั้นทำนี้เพื่อแก้รำคาญ มันไม่ใช่แก้รำคาญ มันเพิ่มรำคาญ

ให้ฟาดมันลงไป มันจะร้อนขนาดไหน มันจะเป็นไฟกองไหนน่ะ กิเลสตัวราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อยู่ในหัวใจนี้ เอาสติจับเข้าไป มันจะพังวันหนึ่งจนได้ พออันนี้พังแล้วอยู่ไหนสบายหมด สร้างไม่สร้างไม่เห็นสำคัญอะไร สร้างหัวใจให้สมบูรณ์แบบเสียอย่างเดียวเท่านั้นพอ ให้ท่านทั้งหลายจำเอานะ ผมวิตกวิจารณ์กับพระลูกพระหลานอยู่ในที่ต่างๆ ห่างเหินจากความพากความเพียรมากเวลานี้นะ ตามกิริยาที่แสดงออกผ่านไปๆ ในวัดต่างๆ ดูหมดเห็นหมดนะ กิริยาของจิตหยาบ แสดงว่าห่างต่อความพากความเพียร

ถ้ากิริยาของจิตละเอียดลออมาจากความเพียร มีสติสตังระมัดระวังตน เกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์องค์ใดกิริยามารยาททุกอย่างจะเรียบร้อยสวยงามออกมาจากใจ นี่มันจะด้านไปแล้วนะเวลานี้กรรมฐานเรา มันด้านที่หัวใจ กิริยาแสดงออกเลยด้านไม่รู้สึกตัว นี่แสดงให้เห็นว่าไม่มีทางจงกรมเดิน ไม่ได้ดูหัวใจตัวเองเลย ใช้ไม่ได้นะ ดูตั้งแต่ภายนอกเหมือนโลกเขามันวิเศษวิโสอะไร ให้ดูหัวใจตัวเองซิ ไปไหนดูหัวใจตัวเอง กิเลสมันนจะเก่งขนาดไหนศาสดาองค์เอกสอนไว้แล้ว ธรรมมอบให้แล้วเครื่องปราบกิเลส เอามาปราบซิ อย่าให้แต่กิเลสปราบธรรมเสียอย่างเดียว ไม่มีเหลือ ตั้งอกตั้งใจนะ

ศาสนาจะร่อยหรอไปทุกวันๆ ถ้าพวกเราไม่สนใจปฏิบัติตนเอง ศาสนาจะสิ้นไปต่อหน้าต่อตาของเราที่ครองผ้าหัวโล้นๆ นี้แหละ ผ้านี่ใครเอามาจากไหนก็ได้ ถ้าไม่มีความพากเพียรฆ่ากิเลส กิเลสไม่กลัว กิเลสกลัวแต่ผู้มีความพากเพียร มีสติปัญญาดังที่อธิบายมาแล้วนี้ พากันตั้งอกตั้งใจ ไปถึงสำนักแล้วอย่าลืมความพากเพียร อย่าจืดอย่าจาง ให้สดๆร้อนๆ อยู่กับความพากเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาอย่าห่างเหิน งานนี้เป็นงานประจำพระโดยแท้ งานนอกนั้นไม่เป็นประโยชน์อะไร แต่กิเลสมันชอบไปติดพันกับงานนอกๆ วัตถุนั้นวัตถุนี้ อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี หัวใจมันเลวมันไม่ดู อันนี้ละสำคัญมาก

ให้ดูหัวใจตัวมันเลวๆ ฟาดลงไปด้วยสติปัญญา พอตัวเลวๆอยู่ในหัวใจนี้ขาดลงไปแล้วอยู่ไหนสบายหมด ทีนี้ไม่เลวแล้วใจ อยู่ไหนสบายหมด ให้สนใจ เรียกว่าศาสนธรรม อยู่ที่ใจนะ ศาสนวัตถุอยู่กับการก่อสร้างนั้นสร้างนี้ ยุ่งไปหมด ในครั้งพุทธกาลท่านไม่นิยม พระพุทธเจ้าเองทรงแสดงไว้ นี่ก็เรียนมาแล้วถึงได้มาสอนลูกสอนหลาน ดูหมดทุกแง่ทุกมุมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ ค้นพระไตรปิฎกเสียแหลก พูดให้ชัดเสียวันนี้นะ เป็นสาระไม่เป็นสาระจึงได้นำมาสอนพระลูกพระหลาน ที่เป็นสาระอันสำคัญๆสดๆร้อนๆ ก็คือ รุกฺขมูลเสนาสนํ บวชแล้วให้ไปอยู่ในป่าในเขา ประกอบความพากเพียร อย่าคุ้นกับสิ่งใดผู้ใดยิ่งกว่าการประกอบความเพียรด้วยสติ อย่าให้เผลอตัวลืมตัว นี่เรียกว่าผู้มีความเพียร

เอาละวันนี้การแสดงธรรมให้ลูกให้หลานทั้งหลายฟัง ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ กาลเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลายทั้งประชาชนญาติโยม และพระเณรโดยทั่วกันเทอญ (สาธุ) ทีนี้จะให้พรทั่วหน้ากัน

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 

 

 

 

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก