ยอดแห่งธรรมที่ควรปฏิบัติ
วันที่ 3 กรกฎาคม. 2549 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส

เนื่องในวโรกาสที่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

เสด็จมาบำเพ็ญกุศล

ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ยอดแห่งธรรมที่ควรปฏิบัติ

 

          วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องชาวพุทธทั้งหลายเรา โดยเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ หรือทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ กับพระสวามี เสด็จมาบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายกับวันประสูติของท่าน มีบุญกุศลเป็นสิริมงคลสำหรับวันเกิดทุกท่านทุกคน อย่าลืมวันเกิดของตน เกิดมาเพราะอะไร เกิดมาเพราะบุญเพราะกรรมของเรา เราจะตกแต่ง ให้เกิดเอาตามความต้องการไม่ได้ ต้องการด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมทั้งนั้น วันนี้ท่านมาบำเพ็ญกุศล ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของท่าน ที่มาบำเพ็ญกองการกุศลนับว่าเป็นมงคลอย่างมากทีเดียว ให้พี่น้องทั้งหลายระลึกจำเอาไว้เป็นคติตัวอย่างอันดีงามต่อไป

            วันเกิดเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ สัตว์เกิดเขาไม่รู้ว่าเขาเกิดวันไหน เดือนใด ปีใด เกิดขึ้นมาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นอะไร แต่เรานี้เกิดมารู้ว่าเป็นบุคคล เป็นคน มีชั้นวรรณะสูงต่ำ ไม่เหมือนสัตว์ทั้งหลาย คือรู้ชั้นวรรณะสูงต่ำ ซึ่งเกิดมาจากความดีงามของเรา ฉะนั้นบุญกุศลจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะหล่อหลอมจิตใจมนุษย์เราให้เป็นคนดี บาปนั้นทำลายจิตใจของเราให้ต่ำทรามลงไปโดยลำดับ จอมปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงประนามหรือตำหนิติเตียนว่าสัตว์ทั้งหลายไม่ควรทำบาป

ดังที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์แสดงเป็นเสียงเดียวกันว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังบุญกุศลให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริยทปนํ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ่วจนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์ ๑ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ นีเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ท่านทรงสอนไว้อย่างนี้ พวกเราเป็นชาวพุทธอย่าพากันแหวกแนว ถ้าว่าเหยียบพระเศียรก็ไม่เหมาะกับความต่ำทรามของเรา ถ้าว่าเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปด้วยความล่วงเกินฝ่าฝืนนั้นๆ เหมาะสมกับความชั่วช้าลามกของบุคคลผู้ไม่ละอายบาป นี้เราเป็นชาวพุทธ เป็นผู้ละอายบาปต้องระลึกข้อนี้ไว้สำคัญมากทีเดียว

สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังกุศลศีลทานให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริยทปนํ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ่วหรือผ่องใสจนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์นี้ ทั้งสามนี้เรียกว่าเป็นยอดแห่งธรรม ที่เราทั้งหลายควรนำมาปฏิบัติตามนั้น พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ท่านสอนเป็นแบบเดียวกันนี้ทั้งนั้น ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดสอนแหวกแนวไป ว่าให้พากันทำบาปมากๆ นะ ตั้งแต่ตกคลอดออกมาจากท้องแม่ คว้าศาสตราอาวุธไว้สำหรับสังหารซึ่งกันและกันให้พินาศฉิบหายตายกันทั่วโลกนี้  อย่าให้มีมนุษย์และสัตว์เหลืออยู่ในโลกนี้เลย อย่างนี้ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า

ท่านจึงสอนไม่ให้ทำบาป การทำความชั่วช้าลามกทั่วๆ ไป เรียกว่าเป็นบาปทั้งปวง ไม่ควรทำ เพราะการทำบาปนั้นก็คือการทำลายตัวเอง ไม่ใช่เป็นของดิบของดี การยังกุศลคือศีลทานให้ถึงพร้อมนี้ ๑ คือการบำเพ็ญกองการกุศลผลบุญทั้งหลายให้ไหลเข้าสู่ใจ เพื่อชำระซักฟอกใจและอุดหนุนใจให้ไปสู่สถานที่ดีคติที่เหมาะสมเป็นลำดับไป ๑ สจิตฺตปริยทปนํ การอบรมจิตของตนที่มัวหมองมืดตื้อนั้นให้ค่อยมีความสว่างไสวขึ้นมา จากการอบรมมีจิตตภาวนาเป็นธรรมชั้นเอก ที่ชำระจิตใจที่มัวหมองให้ผ่องใสขึ้นมา จนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์พุทธะเต็มดวงแล้วถึงนิพพานพ้นจากทุกข์ได้โดยประการทั้งปวง

สามภาษิตนี้เป็นพระวาจาของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงสั่งสอนสัตว์ ขอให้เราทั้งหลายได้นึกน้อมธรรมเหล่านี้มาพินิจพิจารณา ส่วนใดที่ไม่ดีให้แก้ไขดัดแปลงตนเองให้เป็นคนดีขึ้นๆ ส่วนใดที่ดีแล้วก็ส่งเสริมให้ดีโดยลำดับไป ความดีทั้งหลายนี้แหละที่จะหล่อหลอมมนุษย์เราให้เป็นคนดี อย่างน้อยเกิดมาเป็นมนุษย์ มีอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภาร มีความร่มเย็นเต็มไปด้วยเมตตา เห็นแก่จิตใจของสัตว์ทั่วโลกกัน ไม่กล้าที่จะเบียดเบียนทำลายซึ่งกันและกัน เพราะความเมตตาครอบไว้แล้วเป็นจิตใจที่อ่อนโยน

จิตใจที่อ่อนโยนนี้เข้ากันได้หมดไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคล เมื่อมีจิตใจอันอ่อนโยนต่อกันแล้ว ย่อมไม่ถือสูงถือต่ำ ถือความเมตตาเห็นใจเขาใจเรา หวังพึ่งซึ่งกันและกันแล้ว มีอะไรก็เฉลี่ยเผื่อแผ่ตามเกิดตามมี นี้เรียกว่าเมตตาธรรม มนุษย์เราจะสนิทสนมกันได้อย่างตายใจก็คือธรรม มีความเมตตาสงสาร เห็นแก่ใจของกันและกัน แม้สัตว์ก็ไม่เบียดเบียนทำลาย อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกันเลย เป็นจิตใจที่อ่อนนิ่มไปด้วยกัน เข้าที่ไหนเข้าได้หมด คบค้าสมาคมกันนี้ทำเป็นญาติเป็นมิตร เป็นที่พึ่งเป็นพึ่งตายด้วยความสุจริต อ่อนโยนต่อกันนี้เข้ากันได้หมด ไปที่ไหนเข้ากันได้สนิท

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวานนี้เราก็ไปวัดเสือ วัดนี้เขาถวายหลวงตา ที่เขาถวายหลวงตาให้เป็นวัด ก็ได้จัดหาพระมาเป็นผู้รับผิดชอบในวัดนั้น ให้ชื่อว่าวัดป่าหลวงตาบัว ในวัดนั้นมีตั้งแต่สัตว์เต็มไปหมดในวัด สัตว์เหล่านี้ส่วนมากมีแต่สัตว์ป่าออกมาอยู่ในวัดเต็มไปหมด นับแต่เสือ เสือเมื่อวานนี้ดูว่ามี ๑๖ ตัว เสือเป็นสัตว์ที่โหดร้ายทารุณทีเดียว สัตว์ทั้งหลายกลัวกันทั้งหมด บรรดาสัตว์ไม่มีใครกล้ากับเสือ แต่เสือนี้เลยกลายเป็นมิตรเป็นสหายกับสัตว์ในวัดนั้นทั้งหมด ไปที่ไหนเสือกับสัตว์เป็นเพื่อนเป็นฝูงอันเดียวกัน

เมื่อวานนี้ได้ไปเยี่ยมเสือ แล้วก็ได้ไปพบบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ได้ไต่ถามท่านว่าสัตว์เหล่านี้มาจากทางใดบ้าง ส่วนมากต่อมากมาจากในป่า เข้ามาอยู่ในวัดเอง โดยไม่มีใครไล่ต้อนให้มา เป็นความสมัครใจของสัตว์เหล่านี้ นี่ก็เพราะความเมตตาสงสารของพระ ที่ท่านปฏิบัติต่อสัตว์ประเภทต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในวัด ท่านนำอาหารไปเลี้ยงสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ แล้วเลี้ยงเป็นประจำ สัตว์นั้นมีหลายประเภท พวกเก้งก็มี  พวกกวาง พวกหมู พวกกระทิง วัวแดง แล้วยังมีอีกหลายประเภท ม้าป่า สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ป่า ลงมาเอง ลงมาอยู่ในวัดของท่าน หมูนี่เป็นร้อยๆ หลั่งไหลกันลงมา ท่านจัดอาหารเลี้ยงเขาให้อิ่มหนำสำราญกันทั่วถึง เสร็จแล้วเขาก็ยกพวกกลับไปๆ เป็นอย่างนี้เป็นประจำทุกเช้าทุกเย็น

พอตอนเช้าก็หลั่งไหลลงมา ท่านจัดอาหารเลี้ยงเขาอิ่มหนำสำราญทั่วหน้ากันแล้ว เขาไม่รบกวน กินอิ่มแล้วเขาก็ขึ้นภูเขา พวกนกยูงก็เป็นร้อยหลั่งไหลลงมา ท่านก็เลี้ยงดูเหมือนสัตว์ทั่วๆ ไป กินอิ่มแล้วเขาก็ขึ้นภูเขาไป พวกที่ไม่ขึ้นกินแล้วนอน กรแล้วนิน พวกขี้เกียจขี้คร้านเหมือนอย่างลูกศิษย์หลวงตาบัวนี้ มากินแล้วไม่ขึ้นก็มีและอยู่ในวัดนั้นมีเยอะนะ ประเภทลูกศิษย์หลวงตาบัว ขี้เกียจขี้คร้าน กินแล้วนอนกรแล้วนิน สัตว์พวกนี้มากินก็เลยนอนใจ ทีแรกมากินแล้วขึ้นเขาๆ ครั้นต่อมากินแล้วมองเห็นดูว่ามีเสื่อมีหมอน หรือไม่มีเสื่อมีหมอนนอนกันดาดาษก็ได้ ไม่ขัดข้องอะไร เขาก็เลยดาดาษอยู่ตามนั้น

เมื่อวานนี้ไปดู กระทิงก็มานอนอยู่ในนั้น วัวแดงมา พวกหมู ที่เห็นชัดเจนมีหลายประเภท ส่วนมากจะมีแต่สัตว์ป่าลงมาอยู่ที่นั่นเอง จากอำนาจแห่งความเมตตาของท่านเลี้ยงดูเขาทั่วถึงมาตลอด สัตว์เลยหลั่งไหลมาอยู่ที่นั่น เสือนี่ ๑๖ ตัว เสือเป็นสัตว์ที่โหดร้ายทารุณ กลับกลายเป็นเพื่อนเป็นฝูงกับสัตว์ทั้งหลายในวัดนั้นไปเสียหมดนะ เสือกับสัตว์ ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเพื่อนฝูงกัน เล่นกันอย่างสะดวกสบายเลย นี่เราเคยเห็นไหม คือเสือนี่เป็นสัตว์ที่มีอำนาจ สัตว์ทั้งหลายกลัวกันทั้งนั้น แต่สัตว์ในวัดป่าหลวงตาบัวนี้กลายเป็นเพื่อนฝูงกัน เสือไปที่ไหนกับสัตว์เหล่านั้นเล่นกันสนุกสนานทีเดียว พวกวัว พวกควาย พวกสัตว์ต่างๆ กับเสือนี่เป็นเพื่อนฝูงกัน

นี่เพราะอำนาจแห่งเมตตาธรรมเลี้ยงดูเข้ากันได้หมด เป็นมิตรเป็นสหายประหนึ่งว่าพึ่งเป็นพึ่งตายกันได้ เราก็เห็นได้ชัด อย่างที่วัดป่าหลวงตาบัว สัตว์ประเภทต่างๆ เมื่อถามดูแล้วมีตั้งแตสัตว์ป่า เขาลงมาเองนะ ลงมาเอง มาเต็มอยู่ในวัดนั้น ไม่ใช่ใครไปไล่ไปต้อนเขามานะ เขามาเอง ทีแรกก็ได้อาศัยกินอาหาร เห็นเพื่อนฝูงกินคงไปบอกไปเล่ากันฟังละท่า เหมือนพวกมนุษย์เราที่ปากเปราะๆ นี่แหละ พออะไรๆปั๊บนี้ปากเปราะพูดกัน คุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ส่งเสียงกระจาย ทุกวันนี้ยิ่งมีวิทยุ ดังที่อยู่ปากหลวงตาบัวเวลานี้ พูดนี้กระเทือนทั่วประเทศไทย

สัตว์เหล่านั้นเขาก็พูดกระซิบกระซาบกัน ว่าวัดป่าหลวงตาบัวดีนะ มีสมบูรณ์พูนผล  มีทุกสิ่งทุกอย่างเลี้ยงดู ใครหิวโหยให้ลงไป เขากระซิบกระซาบบอกกัน เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงหลั่งไหลลงมา หมูก็เป็นร้อยๆ นกยูงเป็นร้อยๆ ลงมากินอิ่มหนำสำราญแล้วขึ้นไป พวกขี้เกียจขี้คร้าน เหมือนลูกศิษย์หลวงตาบัวนี้กินแล้วนอนเกลื่อนอยู่ตามวัดมีเยอะนะ   นี่เพราะอำนาจแห่งความเมตตา เราสรุปความว่าธรรมนี้ไปที่ไหนสมานได้หมด ไม่มีข้าศึกศัตรูต่อกัน ข้าศึกศัตรูต่อกันนี้ได้แก่กิเลสตัวเป็นฟืนเป็นไฟ ตัวเป็นพิษอันร้ายแรง แม้แต่มนุษย์อยู่ด้วยกันก็เข้ากันได้ไม่สนิท เพราะอำนาจแห่งกิเลสตัวนี้ พาให้ระเวียงระแวง ไม่ระวังไม่ได้ ฆ่ากันฉิบหายป่นปี้ไปหมด แต่เมตตาธรรมไปที่ไหนเป็นเพื่อนเป็นฝูงซึ่งกันและกัน

ยกตัวอย่างอย่างวัดป่าหลวงตาบัว เมื่อวานไปแล้วได้พินิจพิจารณา เรายิ้มแย้มแจ่มใสกับเขา อนุโมทนา ท่านจันท่านเป็นท่านผู้มีนิสัยวาสนาประเภทหนึ่ง เข้ากันได้กับสัตว์ทุกประเภท ท่านเลี้ยงดูได้หมด วัดนั้นเลยเป็นวัดเลี้ยงสัตว์ไปหมดนะ แทนที่จะเป็นวัด บำเพ็ญกองการกุศล เดินจงกรมนั่งสมาธิ เลยกลายเป็นเดินดูสัตว์ นั่งก็นั่งดูสัตว์ สัตว์ตัวนั้นหิวหรือสัตว์ตัวนี้อิ่ม ตัวไหนมาก็ดูนั้นดูนี้ เลยเดินจงกรมเที่ยวทั่วทั้งวัด เดินดูสัตว์ดูสิงห์อะไรต่างๆ ตัวไหนอะไรขาดเขินอะไร บกพร่องอะไรให้อาหารกิน แทนที่จะนั่งสมาธิหลับตา กลายเป็นนั่งลืมตาดูแต่สัตว์ ตัวไหนบกพร่องหิวโหยอะไรก็มา หลั่งไหลมา วัดนั้นจึงเต็มไปแต่สัตว์ทั้งนั้นแหละ

นี่อำนาจแห่งความเมตตา สัตว์ป่าเราก็ไม่เคยได้เห็น เช่น ม้าป่า เราก็ไม่เคยได้ยิน  แต่ได้ไปเห็นแล้วเมื่อวานนี้อยู่ในวัด ม้าเหล่านี้มาอย่างไร บอกม้าป่าทั้งนั้น เขาลงมาอยู่ที่นั่น พวกแพะหรือพวกแกะอะไรเหล่านี้มีทั้งนั้น ถามแล้วว่ามาจากป่าทั้งหมด เขาลงมาเอง พวกหมูก็ยั้วเยี้ยๆ พวกกินแล้วไม่ขึ้นเขาพวกนี้ พวกขึ้นขึ้นไปจำนวนมากเป็นร้อย ๆ ขึ้นบนเขา พวกไม่ขึ้นก็ต้วมเตี้ยมๆป้วนเปี้ยนอยู่ตามนั้นแหละ อาศัยความเมตตาของพระ ท่านเลี้ยงดูเป็นอย่างดีๆ วันหนึ่งๆ ท่านก็เป็นภาระสำหรับเลี้ยงดูสัตว์เหมือนกัน แทนที่จะได้เดินจงกรมนั่งสมาธิ กลายเป็นเที่ยวดูสัตว์ไป

นี่ก็เป็นนิสัยวาสนาประเภทหนึ่งของแต่ละบุคคล ใครจะไปเสกสรรปั้นยอให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ มันหากเป็นตามนิสัยของแต่ละรายๆ ไป เช่นอย่างท่านจันนี้ท่านมีนิสัยวาสนาเกี่ยวข้องกับสัตว์ด้วยความเมตตาอย่างกว้างขวาง สัตว์ที่ไหนมาเข้ากันติดหมดๆ เสือกับสัตว์ซึ่งเคยเป็นข้าศึกต่อกันกลายเป็นมิตรเป็นสหายกันไปได้หมดทั่วทั้งวัด นี่ฟังซิอำนาจเมตตาธรรม ไม่ได้ถือกันแหละ พวกสัตว์ที่เคยเป็นข้าศึกต่อกันก็กลายเป็นมิตรเป็นสหาย เช่นอย่างเสือกับสัตว์ทั้งหลายนี้เข้ากันได้เมื่อไร แต่นี้เข้ากันได้สนิท ถึงกันไปหมดเลย ทั้งสัตว์ ทั้งเสือ ทั้งเนื้อเต็มไปหมด

นี่อำนาจแห่งธรรมแยกออกมาเป็นเมตตาธรรม ธรรมแท้กระจายทั่วโลกดินแดน  แยกออกมาเป็นแขนงก็เมตตาธรรมเป็นสำคัญ ถ้าคนเรามีเมตตาต่อกันแล้วไปที่ไหนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน เมตตาแล้วย่อมทำให้มีการเสียสละขึ้นมา สงสารเห็นเขาบกพร่องก็อยากสงเคราะห์สงหา นี่ละเมตตาธรรมออกมาแล้วการเสียสละ การเห็นแก่ใจการก็ออกมาตามๆ กัน สงเคราะห์สงหากัน ดังที่วัดป่าหลวงตาบัวนั้นมีตั้งแต่ ความเป็นอยู่ของสัตว์ เป็นอยู่ด้วยความเสียสละ จากความเมตตาของพระทั้งนั้นเต็มไปหมด

นี่เราดูเอา ธรรมไปไหนไม่มีคำว่าร้าวรานหรือแตกร้าว ไม่มี มีแต่ความสนิทสมัครสมานให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมีความแน่นหนามั่นคงต่อความเชื่อถือกันมากขึ้นๆ โดยลำดับ เราให้มาพิจารณา ถ้าเราไม่มีเมตตาธรรม มีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียว เห็นแก่ได้แก่เอา เห็นแก่คดแก่โกงแก่รีดแก่ไถแล้ว ให้ไปกราบสัตว์เหล่านั้นเสีย สัตว์อยู่ในป่านั้น  เขาเลี้ยงดูกัน พวกเสือพวกสัตว์เขาเป็นมิตรเป็นสหายกัน เราเป็นมนุษย์อยู่ร่วมกันไม่มีเป็นมิตรเป็นสหายได้ คอยตั้งแต่ที่จะเอารัดเอาเปรียบรีดไถคดโกงต่างๆ นี้เลวกว่าสัตว์เหล่านั้น ถ้าว่าหมาก็มีเมตตาต่อกัน มันเลวกว่าหมาไปอีก มันถึงเป็นอย่างนั้น

ใจของใครที่เลวกว่าหมาให้แก้ไขดัดแปลงตน ให้คืนมาสู่ร่างมนุษย์ตามเดิม เวลานี้มันเป็นมนุษย์แต่ร่าง จิตใจเป็นสัตว์สาลาสิงห์ ร้ายกว่าหมาไปอีก คอยเอารัดเอาเปรียบ นี่คนไม่มีธรรมในใจเป็นอย่างนี้ ไปอยู่ที่ไหนคับแคบตีบตัน เห็นแก่ได้แก่เอา แม้แต่มาวัดนิสัยอันนั้นก็ติดมา เข้ามาในวัดนี้แทนที่จะมาเสียสละทำบุญให้ทาน กลับกลายมากอบมาโกย มาย่องนั้นย่องนี้ มาอาศัยวัดเป็นที่หาอยู่หากิน คดโกงรีดไถประเภทต่างๆ ตามนิสัยคนเลวนั่นแหละ มันมีอยู่ทั่วๆ ไป ให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพิจารณา

นี่ละขึ้นชื่อว่าภัย กิเลสตัวนี้ไปไหนต้องเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้แก่เอา ได้ช่องไหนมีช่องว่างเอาเลยๆ นี่เรื่องของกิเลส ไปไหนไม่มองดูหน้าใคร จะมองดูตั้งแต่พุงของตัว ใจของตัวเท่านั้นเท่านั้น ถ้าเป็นธรรมแล้วมองไปที่ไหนเต็มด้วยเมตตา แล้วแนะนำสั่งสอนสงเคราะห์สงหากันเป็นลำดับลำดา จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธมีธรรมในจิตใจ จงเป็นผู้เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การเฉลี่ยเผื่อแผ่เป็นการสมัครสมานน้ำใจให้มีความสนิทสนมฝากเป็นฝากตายกันได้ ไม่ใช่ธรรมเล็กน้อย ให้นำไปปฏิบัติต่อตนและส่วนรวม ต่อๆ ไป โลกนี้ก็จะชุ่มเย็นไปด้วยความเมตตางสาร ความสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ไปที่ไหนจะชุ่มเย็นไปหมด

มนุษย์อยู่ที่ไหนมีความเมตตาเห็นอกเห็นใจกัน เป็นมนุษย์ที่พึ่งเป็นพึ่งตายกันได้ทั่วโลกดินแดนนั้นแหละ ถ้าไม่มีเมตตาเสียอย่างเดียว แม้แต่ผัวเมียก็ทะเลาะกัน ลูกเต้าหลานเหลนโคตรใดสกุลใดก็ตาม ถ้ามีแต่กิเลสความเห็นแก่ตัวอย่างเดียวแล้วทำลายกันได้ แม้ที่สุดสามีภรรยาอยู่ร่วมกัน มีเมียหนึ่ง พอเมียเผลอมันก็ไปหาอีสาวนั่นน่ะ อีสาวนี้งามอีสาวนี้สวย ด้อมๆมองๆ ไป กลับมาเมียก็ถาม ถามว่านี่ไปไหน เมื่อคืนนี้หายหน้าไป มันจะแกตัวทันทีว่า ไปฟังเทศน์ ไปฟังเทศน์อีสาวนั่นน่ะ

เมื่อหลายครั้งหลายหน คนต่อคนมันก็จับพิรุธกันได้คนเรา แล้วก็ร้าวรานกันขึ้นละทีนี้ ทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น มากกว่านั้นแตกจากกัน นี่คือความเห็นแก่ตัว เมียของเราก็มีแล้วเหมือนเมียทั่วๆ ไป ผัวของเรามีแล้วเหมือนผัวทั่วๆ ไป ทุกสิ่งทุกอย่างมีครบด้วยกัน ทั้งหญิงทั้ชาย มีครบสมบูรณ์แบบที่จะปฏิบัติต่อกันตามวิสัยของมนุษย์ผู้มีกิเลสตัณหาจะปฏิบัติต่อกันด้วยความมีธรรมเป็นเครื่องครอบงำจิตใจ ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ฝากเป็นฝากตายต่อกัน แต่มันกลับไปเป็นอย่างนั้น เพราะกิเลสมันแอบหากินตามธรรมนั้นแหละ กิเลสไปที่ไหนร้าวรานอย่างน้อย จากนั้นแตกแยกกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้พากันจำเอานะ

ใครก็มีลูกมีผัวมีเมียทุกคน ผัวใครใครก็รัก เมียใครใครก็รัก ให้เห็นน้ำใจว่ามีคุณค่ามาก เราเกิดมายังมีคนรักเรา เมียผัวก็ยัง ให้เห็นใจเมียที่รักผัว ให้เห็นใจผัวที่รักเมีย อย่าคดอย่าโกง อย่าหลบๆหลีกๆ ปลีกตัว หาทำความทุจริตเอาฟืนเอาไฟมาเผากัน ให้มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน  ฝากเป็นฝากตายต่อกัน แล้วจะเป็นสุขทุกครอบครัวนั้นแหละ ความมีความจนเราเกิดมากับโลกอนิจจังจะให้สม่ำเสมอกันไม่ได้ มันต้องเป็นธรรมดา แต่อย่าให้บอบช้ำทางน้ำใจ บอบช้ำทางน้ำใจนี้บอบมากช้ำมากทีเดียว ช้ำลึกที่สุด ถอนไม่ขึ้น คือบอบช้ำทางจิตใจ  เฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสามีภรรยา เมื่อไว้ใจกันไม่ได้แล้วเรียกว่าสร้างฟืนสร้างไฟเผาไหม้กันให้บอบช้ำจนกระทั่งวันตายก็ไม่มีวันลืม

จงพากันจำทุกคนไปปฏิบัติให้มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน เป็นอย่างไรก็เป็นเมียของเรา อย่างไรก็ผัวของเรา กรรมของเรานิยมมาอย่างนี้ ให้เรารักเราชอบเอง ไม่มีใครให้รักให้ชอบทั้งสามีภรรยา เป็นความสมัครใจต่อกันแล้วให้ปลูกฝังหลักใจอันนี้ไว้ อย่าให้จืดจาง ซื่อสัตย์สุจริตต่อกันจนกระทั่งถึงวันตายนั้นแหละ เป็นความดีงาม วันนี้ได้เทศนาว่าการให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายฟัง ขอได้นำไปประพฤติปฏิบัติ แล้วจะพากันมีความสงบร่มเย็น บัดนี้ก็แสดงธรรมเพียงเท่านี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 

         


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก