นอกคัมภีร์แต่ไม่นอกธรรม
วันที่ 14 กรกฎาคม. 2549 เวลา 8:00 น. ความยาว 43.45 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

นอกคัมภีร์แต่ไม่นอกธรรม

         ....ถ้ามีแก่ใจมันก็เข้มแข็งคนเราใช่ไหมล่ะ ถ้าอ่อนแอก็ให้เขาเหยียบไปๆ เงินมาจากสกุลไหนเหยียบหัวเมืองไทยไป เหล่านี้คิดหมดนะเรา ถ้าเป็นแบบโลกคิดมาก แต่แบบธรรมก็ไปอีกแบบหนึ่ง แยกมาทางแบบโลกนี้ทำให้คิดอยู่มาก อะไรๆ มาเหยียบหัวเราไปๆ ตีนเขาสูงมาเหยียบหัวเมืองไทยได้ เราก็คนๆ หนึ่ง นี่ละที่ทำให้คิด เพราะฉะนั้นจึงต้องได้เตือน ดุก็มี ของดิบๆ ดีๆ ไปเอามาจากเมืองนอกเมืองนา โอ๋ย ดีอกดีใจ ของเมืองตัวเองเป็นยังไง ตรงนี้ละเหยียบหัวเมืองตัวเอง ไปเอาของเขามาอวด ที่ว่าตัวดีเข้าใจไหม ได้ช็อกโกแล็ตมาเขาดีใจ ได้ช็อกโกแล็ตมาถวายหลวงพ่อของเขา หลวงพ่อก็เป็นหลวงพ่ออย่างนี้ ช็อกโกแล็ตนี้มาจากฝรั่งเศส เหอ เท่านั้นก็ใส่เปรี้ยงเลย อยู่ที่อยุธยาเราลืมเมื่อไร นายกเทศมนตรีอยู่ที่นั่น ใครก็อยู่ที่นั่น ใส่เปรี้ยงๆ เลย จากนั้นมาก็ตบท้ายว่า ตัวดี เลยติดมาจนทุกวันนี้ อย่างนี้ละเราคิดทุกอย่าง

คนเราถ้ามีแก่ใจแล้วฟิตตัวได้ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ก็เป็นอย่างนั้น ใครมาก็เหยียบหัวไปเรื่อย ตีนใครๆ มาเหยียบหัวไปเรื่อย แม้แต่ตีนหมายังเหยียบได้ หมามาจากเมืองนอกแล้ว อู๊ย เป็นบ้า หลวงตาบัวนี้หมาก็เหยียบหัวไปเหมือนกัน มันตีนสูง ตั้งแต่ตีนหมามันก็สูงเหยียบหัวคนได้ เหยียบหัวพระได้ แม้แต่หัวหลวงตามันยังเหยียบ ไอ้ขอดมันเหยียบนะเล่นกับมันละซี เข้าใจไหม พิจารณาไหมพวกนี้ นี่พิจารณาทุกแง่ทุกมุมนอกจากจะพูดหรือไม่พูด อะไรผ่านๆ พิจารณาหมด ไม่ใช่อยู่ไปกินไป ใครเอาอะไรมาถวายก็เจริญพรๆ นี่ไม่เป็นอย่างนั้น คิดทุกอย่าง

เพราะฉะนั้นจึงได้เตือนพี่น้องชาวไทยเสมอให้สงวนเนื้อสงวนตัว อย่าให้อ่อนเปียกเกินไป ใครมาจากที่ไหนๆ ก็เหยียบหัวไปๆ แสดงว่าเราอ่อนเปียกไม่เอาไหน เขาก็ยิ่งสนุกเหยียบหัวไป การทำมาค้าขายทุกสิ่งทุกอย่าง วัตถุที่ผลิตออกมาขายก็มาเหยียบหัวเมืองไทยๆ เมืองไทยจะไปเหยียบหัวเขาบ้างไม่ได้เหยียบ เป็นยังไง มันอดคิดไม่ได้นะ นี่คิดหมดนอกจากไม่พูด เรื่องอะไรผ่านมาปั๊บมันจะจับปุ๊บ พิจารณาๆ ปล่อย พิจารณาปล่อย ไม่ใช่ธรรมดานะ

นี่ละที่ว่าทบทวนเจ้าของดังที่เคยพูด ภาวนาเจริญแล้วเสื่อมๆ มันเป็นยังไง หาเหตุหาผลของมัน ก็มาข้องใจที่คำบริกรรม ไม่มีคำบริกรรมจ่อติดจิต สติเผลอได้ๆ เจริญขึ้นไปๆ พอถึงที่มันเคยอยู่และเคยเสื่อมมันก็เสื่อม อยู่ได้สองคืนหรือสามคืนเสื่อม เสื่อมต่อหน้าต่อตา จึงได้พิจารณาทดสอบหาเหตุหาผล มันจะเป็นเพราะขาดคำบริกรรมนี้กระมัง ถึงสติจ่อ สติก็อาจเผลอได้ ถ้ามีคำบริกรรมมัดติด สติมัดเข้าไปอีกแล้วอาจจะไม่เสื่อม นี่ละมาข้องใจจุดนี้ มาเอาจุดนี้ ที่ว่า เอา ลงใจ จะเอาคำบริกรรมกับสติติดกัน จะไม่ยอมให้เผลอเลย มันจะเสื่อมได้เหรอ เอาตรงนี้

แต่นิสัยเรามันจริงจังมาก ถ้าว่าลงจุดไหนลงจริงๆ  เอาจริงเอาจังจนเห็นเหตุเห็นผลถึงจะปล่อย อันนี้ก็มาเอาที่ว่าคำบริกรรมกับพุทโธติดกันเลย ใส่เข้าไปๆ จึงได้เห็นฤทธิ์ของกิเลสที่มันหนุนออกมา มันอยากคิดอยากปรุงมีแต่เรื่องของกิเลส ที่คำบริกรรมกับสติปิดช่องมันออกมาปิดไว้เลย ปิดด้วยพุทโธ ปิดด้วยสติ ไม่ให้มันออก มันดันนี่ โถ เหมือนอกจะแตก ถึงได้รู้เรื่องกันว่ากิเลสรุนแรงมาก เมื่อมันไม่ได้ออกตามความต้องการของมัน บังคับไว้จนอกจะแตก ไม่ยอมถอยกันคือไม่ยอมให้เผลอ ไม่ยอมให้คิด เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูดว่า ถ้ามีสติอยู่กิเลสจะมากน้อยเพียงไรออกไม่ได้ ออกไม่ได้จริงๆ จนอกจะแตก ออกไม่ได้สติบังคับไว้ สติจึงเป็นเรื่องใหญ่โตมากทีเดียว

ดังพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวงไม่มีเว้นที่สติจะไม่เกี่ยวข้อง นั่นเห็นไหมล่ะ พอสติจับคำบริกรรมจับเข้าไม่ให้ออก เราไม่ได้ลืมนะ ทำอะไรมันทำจริงทำจังถึงใจ ถ้าได้ถึงใจไม่ลืม เอาตรงนั้น ทีนี้พอเจริญขึ้นขึ้นเรื่อยที่นี่ ไม่เสื่อม นั่นเห็นไหม นี่ก็คือความไม่ขาดสติเลยไม่เสื่อม พอถึงขั้นขึ้นไปแล้วมันเคยเสื่อม เอ้า เสื่อม ปล่อยเลย เรื่องความเสื่อมนี่เราเสียดายอาลัยอาวรณ์กับมันจนอกจะแตกแล้ว ทีนี้ปล่อยเลย แต่พุทโธคำบริกรรมกับสตินี้จะไม่ปล่อย ให้มัดอยู่ในใจเลย ใจได้รับอารักขาดีก็เจริญ นั่นเป็นอย่างนั้น

นี่ทำแล้วที่มาสอน จึงแน่ใจคำสอนนี้ไม่ผิด ผ่านมาแล้วทั้งนั้นๆ บวกลบคูณหารมาหมดทุกอย่าง อะไรใช้ได้เป็นประโยชน์ถูกต้องๆ แล้วนำมาสอน อะไรผิดก็บอกเพราะเราผิดมาก่อนแล้ว แน่ะเป็นอย่างนั้นจิตจึงได้ตั้งขึ้นได้ด้วยสติไม่ให้เผลอ ขึ้นได้ ขึ้นถึงขั้นมันจะเสื่อม มันรู้นี่ขึ้นไปถึงนั้นแล้วเสื่อม พอถึงนั้นแล้วเปิดทาง เอ้าๆ เสื่อม แต่พุทโธคำบริกรรมกับสตินี้ไม่ปล่อย เอ้า เสื่อมไปไหนเสื่อม ไม่เสื่อม เห็นไหมล่ะ ขึ้นเรื่อยเลย จากนั้นก็เตลิด ไม่มีเสื่อมอีกเลย ก็เป็นคติอันหนึ่งที่นำมาสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ผ่านมาแล้วทั้งนั้น

แต่สำคัญให้มีความจริงใจ แน่ใจตรงไหนแล้วเด็ดขาดลงไปเลย อย่าเหลาะๆ แหละๆ ถ้าเหลาะๆ แหละๆ ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าจริงจังแล้วใช้ได้ นี่ว่าอะไรเป็นอย่างนั้น ถ้าลงใจตรงไหนแล้ว เอาละเอาตรงนี้นะ ใส่ปั๊วะเลย พุ่งเลย การภาวนานี่ของง่ายเมื่อไร กิเลสมันผาดโผนโจนทะยานมาก เวลาธรรมเข้าไปต้านทานกันจึงรู้ว่ากิเลสผาดโผนมาก ปล่อยให้มันไหลอยู่เรื่อยๆ มันก็ไปตามเรื่องของมัน ไม่มีอะไรคัดค้านต้านทานมันก็ไหลของมันไปเรื่อยต่ำลงเรื่อย สุดท้ายคนทั้งคนหาค่าหาราคาไม่ได้เลย ทีนี้พอสกัดลัดกั้น มีการต้านทานกันรบกัน ทีนี้ก็มีแพ้มีชนะขึ้นมา

เบื้องต้นนี่สำคัญ จิตตั้งเบื้องต้นล้มลุกคลุกคลานๆ เพราะสติไม่ดีไม่ใช่อะไร พลังของกิเลสมันรุนแรง กระแสของกิเลสใส่ทีเดียวล้มผล็อย สติตั้งปั๊บล้มพร้อมเลย ตั้งเพื่อล้มไม่ได้ตั้งเพื่ออยู่ เวลาเข้มงวดกวดขันสติเข้าให้ดีแล้ว ทีนี้บังคับไม่ให้เผลอเลย แต่การบังคับของเราจะมีแต่บังคับอย่างนี้ไม่พอ ต้องสังเกตดูสิ่งแวดล้อม สิ่งเกี่ยวข้อง ก็มาลงที่ฉันมากฉันน้อย สติมาลงจุดนี้ ถ้าฉันมากตั้งเท่าไรตั้งเถอะล้มทั้งนั้น นั่นเอาแล้วนะ ฉันมากตั้งสติไม่ได้เลย ผ่อนลงๆ สติค่อยดีๆ อดสติตั้งแน่ว จับได้ นั่น เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็ต้องมีอดมีอิ่มกันไป ถ้าอดเสียทีเดียวมันก็ตาย ถ้ามีแต่อิ่มก็สติไม่มีเหลือ ก็มีแต่หมูขึ้นเขียงๆ มันต้องแบ่งกัน มันขึ้นเขียงก็ปัดมันลงบ้าง ขึ้นบ้างปัดลงบ้าง สุดท้ายไม่ให้ขึ้น หมูขึ้นเขียง เข้าใจไหม ต้องสังเกต

ที่ว่ามานี้ทำมาแล้วทั้งนั้น เพราะความมุ่งหวังอย่างแรงกล้ามันรุนแรงจริงๆ คือฟังธรรมของพ่อแม่ครูจารย์มั่นถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน ท่านก็ใส่เปรี้ยงๆ เหมือนท่านกางเรดาร์นั่นแหละไว้ พอไปท่านเปรี้ยงเลย ท่านมาหาอะไร ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่กิเลส กิเลสก็ไม่ใช่ ธรรมก็ไม่ใช่ ธรรมแท้ กิเลสแท้ อยู่ที่ใจ เกิดที่ใจ จะแก้มันวิธีไหน เอาด้วยจิตตภาวนา นั่นเห็นไหม อย่างอื่นแก้ไม่ได้แก้ไม่ตก มีจิตตภาวนาจะแก้กิเลสได้ เอาลงจุดนี้ ทีนี้มันก็ลงใจ มรรคผลนิพพานอยู่ที่นี่ ถูกปิดถูกบังไว้หมดด้วยกิเลสทั้งหลาย เอา เปิดออกด้วยจิตตภาวนา มันจะจ้าขึ้นมาที่นี่แหละ เราไม่ลืมนะเพราะตั้งใจไปศึกษาจริงๆ  ท่านว่าอะไรตั้งใจศึกษา จับทุกแง่ทุกมุม

เอาจริงอย่างนั้น เมื่อลงใจแล้วก็ทุ่มเลยๆ เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่ลงใจจึงต้องได้ถกได้เถียงกับท่าน บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ถกเถียงกับท่านเป็นเวทีแชมเปี้ยนก็คือเรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่มีครูบาอาจารย์องค์ใดบรรดาที่เป็นลูกศิษย์มา จะโต้กันขนาดนักมวยแชมเปี้ยนเหมือนเรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่น คือหาความจริง ไม่ได้มีคำว่าแพ้ว่าชนะ ไม่มี ก็ไปมอบกายถวายตัวต่อท่านแล้ว ทีนี้ขัดตรงไหนก็เอากันแหละเพื่อให้ลงใจ ถ้าลงใจแล้วลงอย่างนั้นเรา ถ้าไม่ลงใจมันคาราคาซังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าลงใจตรงไหนแล้วทุ่มเลยๆ นี่ละที่ว่าถกเถียงกันหาความลงใจ พอลงใจแล้วก็ทุ่มเลยอย่างว่านั่นละ ทุ่มเลยมันก็ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ความมุ่งเรื่องมรรคผลนิพพานมุ่งเต็มหัวใจเลยไม่เคยอ่อน ตั้งแต่ได้รับโอวาทจากท่าน แต่ก่อนตำรับตำราอ่าน อ่านถึงมรรคผลนิพพานยังสงสัยนิพพาน ส่วนใหญ่เชื่อ ส่วนย่อยมันแบ่งไปกินเสีย ว่ามรรคผลนิพพานจะยังมีอยู่หรือไม่นา นี่ส่วนย่อยมันแบ่งไปกิน ส่วนใหญ่เชื่อ ทีนี้พอไปฟังโอวาทพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้ว ส่วนย่อยทั้งหลายนี่ล้มระนาวหมด ส่วนใหญ่ก็พุ่งเลย นี่ละที่ได้เอากันอย่างหนัก เมื่อลงใจแล้วก็ใส่ตูมเลยเทียว เพราะฉะนั้นจึงถกเถียงกันกับท่าน เอาจริงเอาจังนะเรา บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายที่ไปเป็นลูกศิษย์ท่าน ที่จะขึ้นเวทีต่อยกันเหมือนเรากับท่านนี้ไม่มี เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อไม่ลงใจตรงไหนจิตมันก็คาราคาซัง ถ้าลงใจตรงไหนแล้วทุ่มเลยนะ ที่กราบเรียนถามเพื่อเอาความลงใจแน่ใจ พอแน่ใจจากท่านแล้วก็ทุ่มเลยไม่มีหย่อน ว่ามรรคผลนิพพานมีเท่านั้นละจิตมันอยู่กับมรรคผลนิพพานเลย

ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนมันจะไม่สนใจ มันจะพุ่งๆ กำลังอันนี้มันรุนแรง กำลังจิตใจพุ่งต่อมรรคผลนิพพานรุนแรงมาก เพราะฉะนั้นอะไรจะทุกข์ยากลำบากจึงมากีดขวางไม่ได้ เวลาจะเป็นจะตายจริงๆ ไปบิณฑบาตไม่ถึงบ้านเขา เพราะอดข้าวนั่นเองไม่ใช่อะไร บิณฑบาตไปในหมู่บ้านเขาไม่ถึง กะว่าจะพอถึงเพราะเราอดมาหลายวัน ทีนี้จะไปหมู่บ้านเขามันไกลนี่นา ทางสามกิโลสี่กิโลของง่ายเมื่อไร ลงจากภูเขาไปหมู่บ้านเขา ไปนั่งพักอยู่กลางทาง คือก้าวขาไม่ออกมันหมดกำลัง นั่งอยู่นั้นแต่จิตมันสง่านะ มันอ่อนแต่ร่างกาย จิตใจสง่างาม ไม่ได้มีที่ต้องติจิตน่ะ

่งพอได้กำลังก้าวออกแล้วไป พอออกมาบิณฑบาตได้เท่าไรก็เท่านั้นแหละ มันจะตายจริงๆ เพราะไปเยียวยาไม่ให้มันตาย เรื่องรสชาติอาหารดีไม่ดีไม่สนใจ พอได้ยังอัตภาพให้เป็นไปเป็นที่พอใจเท่านั้นพอ แม้เช่นนั้นเวลาฉันจังหันแล้วเดินนี้เหมือนม้าแข่ง เห็นไหมกำลังเวลาไปอ่อนเปียกๆ ไปไม่ถึงหมู่บ้านเขา พอฉันเสร็จแล้วออกมาดีดผึงเลย นั่น กำลังทางกายมันหาง่าย แต่กำลังทางใจหายาก จึงต้องได้พยุงทางใจให้มากทีเดียว อดบ้างอิ่มบ้างแหละดีนักปฏิบัติ ถ้าอิ่มหมีพีหมาไปแล้วใช้ไม่ได้นะ เลว นั่งภาวนาก็มีแต่ง่วงเหงาหาวนอน ความขี้เกียจขี้คร้านก็มาก

ทดสอบให้มันรู้ทุกแง่ทุกมุมมันถึงมีทางก้าวเดิน ถ้าไม่ทดสอบสักแต่ว่าทำไม่ได้เรื่อง นี่ได้ทดสอบมาแล้วถึงได้นำมาสอนหมู่เพื่อน นิสัยเรามันหนักไปทางอาหาร ถ้าผ่อนอาหารอดอาหารเท่าไรจิตยิ่งดีสติยิ่งแน่ๆ พอมาฉันให้อิ่มนี้ไม่ได้นะ นี่ตอนตั้งต้นล้มลุกคลุกคลาน ต้องได้ระวังทางอาหารให้มากทีเดียว จนกระทั่งจิตได้หลักได้ฐาน แม้จิตได้หลักได้ฐานแล้วมันก็ยังรู้นะ เวลาเราฉันวันไหนอิ่มหนำสำราญ คือจิตมันเป็นอัตโนมัตินะ อัตโนมัติคือฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติไม่ต้องบังคับ สติปัญญาเป็นอัตโนมัติหมุนตัวไปเองแล้ว แม้เช่นนั้นเวลาเราฉันมากนี้ก็เป็นอัตโนมัติของมันรู้สึกว่าอืดอาด ไม่คล่องตัว ทั้งๆ ที่มันเป็นของมันเอง แต่มันรู้สึกเอื่อยอ่ายๆ อะไรชอบกล แต่พอผ่อนอาหารปุ๊บลงไปทีนี้ดีดผึงๆ แล้วคล่องตัว นั่น

แม้ตั้งแต่จิตที่ได้หลักได้ฐานจนเป็นอัตโนมัติแล้วมันก็ยังอืดอาดได้ อำนาจของอาหารของร่างกายที่มันทับธรรม จึงต้องได้ระวังๆ เพราะฉะนั้นการผ่อนอาหารอดอาหารสำหรับนิสัยแล้ว ตั้งแต่พื้นจนถึงที่สุดของธรรมปล่อยไม่ได้ อดไปตลอดอิ่มไปตลอดแต่ไม่ให้อิ่มมาก ไอ้เรื่องที่จะอิ่มธรรมดานี้ โอ๋ย อย่าไปหวังเลย ก็ไม่ให้มันอิ่มนี่ มันอิ่มมันทับจิต ไม่ให้อิ่ม พออยู่ได้ๆ เท่านั้น บังคับตลอด เวลาเราผ่อนมากเท่าไรจิตยิ่งคล่อง ทีนี้เราภาวนาเพื่อจิตเพื่อธรรมเราไม่ได้เพื่ออาหาร อาหารพอฉันเสร็จแล้วเดินไปเหมือนม้าแข่งเห็นไหม กำลังทางร่างกายมาอย่างรวดเร็ว แต่กำลังทางด้านจิตใจนี้มายาก จึงต้องได้พยุงทางนี้ให้มากที่สุด การฝึกทรมานเป็นอย่างนั้น

นี่หมายถึงผู้ที่หวังความหลุดพ้นจริงๆ ต้องเป็นคนจริงจังทุกอย่าง แม่นยำๆ ทุกอย่างแน่ แล้วกิเลสอ่อนละถ้าอย่างนั้น ถ้าทางนี้อ่อนกิเลสเหยียบหัวเลย ได้ปฏิบัติมาแล้ว อย่างพระวัดป่าบ้านตาดนี้ส่วนมากจะเป็นแบบเรา ท่านไม่ค่อยฉันนะ ถึงฉันก็ดูซินั่งฉันป๊อบแป๊บๆ สองสามคำไปแล้วๆ ท่านจะอิ่มอะไร ไม่อิ่ม ท่านบอกว่าพอบรรเทาแล้วเอาละ พอ นั่น ท่านมุ่งธรรมท่านฉันแต่น้อยๆ มุ่งธรรม ถ้าไม่ฉันมันก็จะตายจะทำไง มันจำเป็นต้องได้ฉัน ฉันก็ต้องฉันพอบรรเทาเพื่อธรรมก้าวเดินได้สะดวกเท่านั้นเอง

ในวัดนี้ฉันจังหันครบองค์เมื่อไรไม่เคยมี ขาดไปวันละมากมายนะ เช่นอย่าง ๓๕ องค์ พระทั้งวัดนี้มีจำนวนเท่าไร นอกนั้นไม่ฉัน อย่างนั้นละ ท่านหนักทางด้านจิตตภาวนา สำหรับวัดเรามีอย่างนั้นไม่เคยเห็นพระมาฉันจังหันครบองค์เลยตั้งแต่สร้างวัด ขาดอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา อันนี้เราก็เล่าให้ฟัง บอกหมู่เพื่อนว่าเป็นคำบอกเล่า ไม่ใช่เป็นคำสั่ง ไม่ใช่เป็นคำสอน เป็นคำบอกเล่า แล้วแต่ใครจะถูกจริตนิสัยแล้วนำไปปฏิบัติต่อตนเอง ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์เจ้าของก็รู้ตัวเองเท่านั้นเอง นี่พูดถึงเรื่องการฝึกทรมาน สำหรับนิสัยเราชอบทางผ่อนอาหารอดอาหาร ด้านธรรมะถึงก้าวเดินได้เราก็ว่าอย่างนี้ เราไม่ได้บอกให้ทำอย่างเรานะ เป็นเพียงคำบอกเล่า

ทีนี้พระทั้งหลายเลยปฏิบัติตามคำบอกเล่านั้น คำบอกเล่านี้เลยเป็นคำสอนขึ้นมาสำหรับพระองค์ผ่อนอาหารอดอาหารนั้นๆ เป็นคำสอนขึ้นมาแล้ว ดีไม่ดีเป็นคำสั่งอีก เจ้าของต้องฝึกเจ้าของดัดเจ้าของอยู่ในนั้น เป็นคำสั่งเจ้าของในนั้น แต่ที่ครูบาอาจารย์สอนนี้บอกว่าเป็นคำบอกเล่าแล้วแต่ใครจะยึดไปปฏิบัติยังไง เพราะอันนี้เหมือนว่านอกคัมภีร์ก็ไม่ผิดการทำอย่างนี้ แต่ไม่นอกธรรมนะ คำว่านอกคัมภีร์ที่จะเอามายืนยันจริงๆ อันนี้ท่านไม่แสดงไว้ในคัมภีร์ แต่ธรรมมันมีอยู่กับทุกคน ใครปฏิบัติยังไงได้ผลเอาไปปฏิบัติ

อย่างพระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ว่า การอดอาหารนี้ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดเพื่อผยองพองตนแล้ว ปรับอาบัติทุกอาการที่เคลื่อนไหว นี่ละพระบัญญัติ ถ้าอดอาหารเพื่อผยองพองตนเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้วปรับอาบัติทุกอาการที่เคลื่อนไหว คือห้ามไม่ให้อดนั่นเอง แต่ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วอดเถิดเราตถาคตอนุญาต นั่นท่านมีอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการอดของเราไม่ได้อดเพื่อโอ้เพื่ออวด เราอดเพื่อฆ่ากิเลส ก็อดเถิดเราตถาคตอนุญาตมันก็เข้าข้อนี้ได้อย่างนี้ละ แล้วแต่จะถูกกับจริตนิสัยของใคร สำหรับเรานี้เป็นอย่างนั้นตั้งแต่ต้นเลย การอดอาหารผ่อนอาหารพรากกันไม่ได้ตลอดไป ก็มาหยุดเอาตอนนี้แหละ พูดให้มันเต็มยศก็คือตอนลงเวที พรรษากำลังจะ ๓๗ ละมั้ง ลงเวทีก็ฉันธรรมดา ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยอดนะ นอกจากธาตุขันธ์ไม่ดีไม่ฉันเฉยๆ แต่ที่จะอดเพื่อความเพียรนี้ไม่มี ตั้งแต่ต้นออกปฏิบัติจนกระทั่งถึงพรรษา ๑๖ นี้เอาจริงเอาจังมากทีเดียว

พวกเด็กนักเรียนมาก็ให้พากันดู ดูวัดดูวา ดูเป็นคติตัวอย่างนะ ในวัดท่านมีแบบมีฉบับอะไรบ้าง เป็นแบบฉบับของมนุษย์เราที่ดีงามปฏิบัติต่อกัน เอาธรรมกางออกไปจะเป็นแบบแปลนแผนผังที่ดีงาม สงบเสงี่ยมงามตา ถ้านอกจากแปลนของธรรมแล้วเป็นแปลนของลิง ลิงเป็นยังไงเราดูก็รู้ หลุกหลิกๆ คึกคะนองไม่มีอะไรเกินลิง กิริยาของคนที่ไม่มีอรรถมีธรรมก็เป็นกิริยาของลิง หลุกหลิกๆ ทั้งภายในทั้งภายนอก ภายในความโลภก็มาก ความโกรธก็มาก ราคะตัณหาก็มากในหัวใจของลิง คือมนุษย์ไม่มีธรรม ถ้ามนุษย์มีธรรม ธรรมเข้าไประงับดับมันไว้ไม่ให้เลยเถิด ถึงจะมีคึกคะนองบ้างก็ให้มีธรรมเป็นเบรกห้ามล้อเอาไว้มันก็ไม่เลยเถิด นั่น จึงต้องมีธรรมบังคับไว้เสมอ

รถทั้งคันเขามีทั้งคันเร่งมีทั้งพวงมาลัยมีทั้งเบรก เห็นไหมล่ะ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยนั้นเอง เราขับขี่เราก็เป็นแบบเดียวกัน คันเร่งอะไรที่หน้าที่การงานที่เป็นผลเป็นประโยชน์ เอา พากเพียร อดทนไปในหน้าที่การงานนั้นๆ อย่าขี้เกียจขี้คร้าน นี่เรียกว่าเหยียบคันเร่ง เร่งต่อหน้าที่การงาน การเรียนก็ เอา เรียน ตั้งใจเรียนจริงๆ เวลาเล่นก็มี ครูเขาก็เปิดเวลาให้แล้วการเล่นมีเวลาเท่าไร นอกนั้นเป็นเวลาเรียนก็ให้เรียน ให้มีคันเร่งมีเบรกห้ามล้อถึงถูกถึงดี นี่ละกรอบแห่งความสะดวกราบรื่นให้นำไปปฏิบัติ ถ้าปล่อยเนื้อปล่อยตัวธรรมดาๆ แล้วมันเลยธรรมดา

คือกิเลสจะไม่มีความพอดี ปล่อยเท่าไรยิ่งเตลิดเปิดเปิง กิเลสไม่มีขอบเขต แม่น้ำมหาสมุทรเขามีฝั่ง กิเลสไม่มีฝั่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาธรรม ขึ้นต้นก็สติธรรมเป็นฝั่งห้ามกิเลสไม่ให้ผยองพองตนจนเกินไป ให้อยู่ในกรอบ ถึงจะมีกิเลสตัวคึกตัวคะนองก็ให้มีธรรมเบรกห้ามล้อเอาไว้เสมอจะดีคนเรา คนดีเพราะการฝึกฝนอบรมนะ ไม่ใช่ดีเพราะชื่อเฉยๆ ไม่ใช่ดีเพราะชาติ เกิดขึ้นมาจากชาติใดก็ตามแล้วดีไปเลยไม่ใช่ เหมือนต้นไม้ต้นมันจะมีเนื้อแข็งดีขนาดไหนก็ตามมันก็เป็นต้นไม้ดีอยู่นั้น แต่ไม่นำมาทำประโยชน์ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าเรานำมาทำประโยชน์ไม่ว่าไม้ประเภทใด เนื้อแข็งเนื้ออ่อนเอามาทำประโยชน์ ก็ได้ประโยชน์ตามกำลังของมันฐานะของมัน นั่น ถ้าทิ้งไว้เฉยๆ ไม้ดีขนาดไหนก็เป็นขอนซุงอยู่อย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์

คนเราจะดีขนาดไหนมีแต่ชื่อ ตัวเองไม่ทำความดีก็เป็นขอนซุง อย่าทำตัวให้เป็นขอนซุง ทำตัวให้เป็นคนดี ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นคนดีนี้ละทีนี้ดีขึ้นๆ เหมือนอย่างไม้นี้เป็นไม้เนื้อแข็งเขาเอามาเลื่อย เอามาเจียระไนแล้วคุณภาพของมันก็ดีตามเนื้อไม้ ถึงเป็นไม้เนื้ออ่อนมันก็ดีตามคุณภาพของมัน นอกจากทิ้งไว้ให้เป็นขอนซุงแล้วเลวทั้งนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร เราอย่าให้เป็นคนประเภทขอนซุง ให้เป็นประเภทที่ไม้นี้พร้อมแล้วที่จะนำไปทำประโยชน์ เป็นเลื่อยหรือเป็นเจียระไนอะไร ไสกบลบเหลี่ยมไปปลูกบ้านสร้างเรือนอะไรได้จากไม้ต้นนั้นๆ ลำนั้นๆ จะเป็นชาติชั้นวรรณะใด ดีเพราะการฝึกการอบรมนะ ไม่ได้ดีเพราะชื่อ ถ้ามีการฝึกฝนอบรมแล้วดีตามสัดตามส่วนของตน เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ให้พากันจำเอา

(หลวงตาเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยล้างไต ที่จังหวัดยโสธร จำนวน ๗ หมื่นบาทจากจำนวนที่ขอจริง ๖๑,๒๐๐ บาท) นี่ไม่ถูกต้ม เพราะเขามีโครงการของเขาที่จะต้องรักษาอยู่แล้ว ๓ เดือนนี้ ๖ หมื่น แล้วเราก็จะให้อีก ๓ เดือนต่อกันไปเลย นี่คงไม่ถูกต้ม เพราะเราถูกต้มมามากแล้ว เอาเงินไปแล้วเงียบเลยไม่รักษาตา อันนี้เขามีโครงการต่อกัน เราเลยให้

ทางลำปางเลยเงียบไปเลยนะ ๘ หมื่น (หายไปแล้วครับ ลำปาง) นั่นเป็นอย่างนั้น อยากผ่าตามาติดต่อเราว่า ๘ หมื่น เราให้เลย แล้วก็ลูกไปด้วย พอเอาไปแล้วลูกคงเอาไปต้มหมด ทีนี้ให้ติดตามถามเลยไม่ผ่าตา หายเงียบ เงินก็เอาไปกินเลย มันทำให้เข็ดอยู่อย่างนี้ละเรา เรายกมาเพียงรายเดียวนะที่เราถูกต้ม พอมอบเงินให้แล้วให้ไปทำตามที่เขาต้องการ กลับต้องการอย่างอื่นไปเสีย ไม่ทำตามที่เขาบอก เป็นอย่างนั้นละ อันนี้ให้ยโสธร โอนไปทางยโสธรเลย

ถูกต้มตลอดนะหลวงตานี่ เรื่องต้มต้มตลอด เพราะเราเป็นธรรม ว่ายังไงๆ ลงกันด้วยความสัตย์ความจริงๆ ให้ตามนั้นๆ ทีนี้มันพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหาอุบายมาขออีกอย่างนั้นอีกอย่างนี้ เราก็ เอาๆ สุดท้ายตับไม่มีเป็นอย่างนั้นนะ แต่มันก็เห็นเรื่องความชั่วของคน ก็เราไม่ได้ชั่ว เราให้ตามความสัตย์ความจริง ก็เป็นธรรมการให้ของเรา แต่ผู้รับไปไม่เป็นธรรมต่างหาก ก็เสียหายกับเขาเอง แต่สิ่งที่ควรนำมาพูดก็เพื่อให้คนเราทั้งหลายได้พิจารณาหลายแง่หลายทาง แม้แต่หลวงตาเองยังถูกต้ม เข้าใจไหมล่ะ คนอื่นๆ อย่าว่าเขาจะกลัวเขาจะต้มไม่ได้เลย ตั้งแต่หลวงตาบัวเขายังต้มว่างั้นเถอะ ให้พากันคิดเอาไว้ เท่านั้นละ จะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก