ฤทธิ์คำสัตย์คำจริง
วันที่ 18 สิงหาคม 2549 เวลา 8:10 น. ความยาว 52.3 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ฤทธิ์คำสัตย์คำจริง

ก่อนจังหัน

         (ทำบุญครบรอบหลวงปู่ปัญญา ๓,๐๐๐ บาทครับ) ท่านปัญญาทำประโยชน์ให้วัดนี้มากนะ เรายังไม่ลืมท่านมาขอ ท่านพูดฉลาด เราโง่กว่าฝรั่งเรายอมรับ แม้เราเองก็โง่กว่าฝรั่ง ท่านปัญญานะมาขออยู่วัดนี้ ครั้งแรกเรายังไม่รับ พอครั้งที่สองไม่รับ ขอครั้งที่สามที่สี่ไม่รับ ครั้งที่ห้ามาขออยู่ชั่วคราว เห็นไหมแยกไปนั้นอีก ทีนี้เราก็เผลอละซี มาอยู่ชั่วคราวท่านก็เป็นพระดี เราก็หาของดี คนดี พระดี นี้ท่านก็ดีแล้ว ทำอย่างไร ก็อยู่ชั่วคราวตั้งแต่นั้นมาจนตาย ได้ ๔๑ กว่าปี นั่นละท่านทำประโยชน์ได้ดี เราโง่กว่าท่าน ครั้งสุดท้ายขอมาพักชั่วคราว เห็นไหมเราเสียกล แต่กลนี้ท่านเป็นพระดีก็เรียกว่าเสียกล ก็กลดี ไม่เป็นไร

         คือผู้ใดมาอยู่ที่นี่เฉพาะพระแล้วต้องแบบฉบับเดียวกัน ให้เคลื่อนคลาดจากหลักธรรมหลักวินัยไม่ได้สำหรับวัดนี้ เคยปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมา เคลื่อนคลาดในหลักธรรมวินัยไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ปฏิบัติประจำวันอยู่แล้ว ให้เคลื่อนคลาดจากเรื่องหลักธรรมวินัยนี้ไม่ได้ ยิ่งพระวินัยด้วยแล้วยิ่งร้าย ต้องได้เข้มงวดกวดขันมากทีเดียว วัดนี้จะว่าเป็นตัวอย่างไม่เป็นตัวอย่างก็เอาแบบธรรมแบบวินัยมากางแล้วนี่ ที่ไหนกางแบบธรรมแบบวินัยแล้วก็เป็นตัวอย่างทั้งนั้นละ ศาสดาองค์เอกไม่เป็นตัวอย่างของโลกจะเป็นตัวอย่างของใครได้วะ

อันนี้ก็ปฏิบัติอย่างนั้นมาตลอด ไม่เคยเคลื่อนคลาด จนตายตัวตายใจตลอดเวลา อะไรผิดนิดรู้ทันทีเลย มันแสลงความถูกต้องดีงาม พอมันแสลงนิดหนึ่งรู้ทันที ทีนี้ก็สวยงามตลอด นี่ละหลักธรรมหลักวินัยของพระพุทธศาสนาเป็นตัวอย่างของโลกได้เป็นอย่างดี แล้วแต่ใครจะนำไปปฏิบัติให้เหมาะสมแก่เพศของตน สำคัญที่เพศ เพศฆราวาสเพศพระที่จะนำไปปฏิบัติ ท่านมีกฎมีเกณฑ์ นี่ละพุทธศาสนาเป็นศาสนามีหลักมีเกณฑ์มาโดยลำดับลำดา ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าคว้าเอานั้นมาเป็นศาสดา คว้านี้มาเป็นศาสดา แล้วหาหลักเกณฑ์ไม่ได้

พุทธศาสนาเป็นหลักเกณฑ์โดยตลอดมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สมว่าเจ้าของศาสนาเป็นผู้บริสุทธิ์ทรงเล็งญาณดูตลอด เล็งญาณดูองค์เก่าองค์ใหม่ ท่านเดินตามแถวแนวกัน ท่านดำเนินตามนี้ พระพุทธเจ้าครั้งพุทธกาลหรือครั้งก่อนท่านดำเนินอย่างไร แล้วเราจะดำเนินอย่างไรต้องเล็งกัน ญาณต่อญาณรับกันปั๊บๆๆ ยอมรับกันด้วยไปตลอด

พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่มีหลักมีเกณฑ์ทุกอย่าง ยิ่งค้นคว้าเข้าไปทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนาด้วยแล้วยิ่งพิสดารมาก กราบพระพุทธเจ้าราบเลยเรา คือรู้ตรงไหนๆ ที่เราไม่เคยรู้มันรู้ขึ้นมาจากภาคปฏิบัติ อันนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว อันนี้แสดงไว้แล้ว มันจะทะนงไปไหนใช่ไหมล่ะ มีแต่ยอดเยี่ยมๆ ทั้งนั้นเรื่องพระพุทธศาสนา ไม่ตำหนิติเตียนศาสนาใด หลักเกณฑ์ที่ดีงาม ก็คนเราหาความดีงามด้วยแล้ว เราแสดงไว้เป็นกลางๆ เอา ยึด พุทธศาสนานี้ยึดเถิด เป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลส ชี้แจงออกด้วยสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบๆ ทั้งนั้นๆ

ศาสนาของคลังกิเลสมันต่างกันนะ ที่ชอบใจอะไรก็หมุนเข้ามาๆ อันนั้นถูกต้อง อันนี้ถูกต้อง ถูกต้องกิเลส ไม่ได้ถูกต้องธรรม ส่วนพระพุทธเจ้าต้องถือธรรมเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่ถูกต้องธรรมไม่เอาๆ ไม่เอนไม่เอียง ตรงแน่วๆ นี่ละเป็นศาสนาที่ไม่มีคำว่าอคติ เป็นธรรมล้วนๆ แต่การปฏิบัติเหล่านี้มาอยู่กับพระจำนวนมากก็ต้องมีแบบมีฉบับอันเดียวกัน เคลื่อนคลาดไม่ได้เลย ยิ่งหลักพระวินัยด้วยแล้วไม่ได้นะ สำหรับวัดนี้ไม่ได้ บอกตรงๆ เลย ขับเลยทันที เพราะเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว รู้อยู่แล้ว ถ้าไม่รู้ทำโดยความผิดพลาด เพราะไม่รู้ไม่เห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ให้อภัยกันได้ แต่อลัชชิตานี่ไม่ได้นะ หิริโอตตัปปะไม่มีในใจนี้เลวมาก ไม่ควรอยู่กับหมู่เพื่อน เป็นเนื้อร้าย ตัดออกทันที

ขอให้ท่านทั้งหลายได้นำหลักพุทธศาสนาไปปฏิบัติตามเพศของตน ที่เป็นฆราวาสให้มีศีลธรรมประจำครอบครัวเหย้าเรือนของตน จะสดสวยงดงาม พระก็งามแบบพระที่มีธรรมมีวินัยเป็นเครื่องประดับสวยงามมาก ฆราวาสก็มีธรรมเป็นเครื่องประดับ ครอบครัวเหย้าเรือนก็สงบร่มเย็น ผัวเมียไม่ทะเลาะกัน ผัวกินไม่อิ่ม เมียกินไม่พอแล้วกลับมาทะเลาะกัน อย่างนี้ไม่มี บังคับให้อยู่ในความพอดีๆ คือธรรม ความพอดีนี้ทำโลกให้สงบ ความดีดดิ้นนี้ทำโลกให้เป็นฟืนเป็นไฟ กินไม่พอ ไม่มีอิ่มมีพอ ตาย ตายทิ้งเปล่าๆ

ส่วนศาสนาท่านสอนให้มีความพอเหมาะพอดี จึงว่ามัชฌิมา คำว่ามัชฌิมา ไม่เผ็ดเกินไป ไม่เค็มเกินไป ไม่หวานเกินไป ไม่เปรี้ยวเกินไป พอดีๆ เรียกว่ามัชฌิมา นำไปใช้ได้ตลอด อะไรถ้าอยู่ในความพอดีเรียกว่ามัชฌิมาแล้วนำไปใช้ได้ ถ้าขัดจากมัชฌิมาแล้วขวางกันๆ วันนี้มีพระเท่าไร (๒๙ ครับ) ถามแล้วใช่ไหม มันเป็นอย่างนั้นละทุกวันนี้ ระวังนะเดี๋ยวถามอีก ความจำไม่เป็นท่า เหลวไหลความจำ ไปมาเมื่อวาน วันนี้ย้อนหลัง ไปไหนน้าเมื่อวาน จำไม่ได้

นี่เรียกว่าขันธ์ ขันธ์ห้า รูปคือร่างกายก็แปรตลอด เวทนา ความสุขความทุกข์ในร่างกายมันก็แปรตลอด สัญญาความจำได้หมายรู้แปรตลอด สังขารความคิดความปรุงก็เหมือนกัน วิญญาณความรับทราบแปรตลอดๆ จึงเรียกว่าขันธ์ห้า ห้ากอง ถ้าเป็นหนังสือแปลว่าหมวด ถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป เป็นวัตถุเรียกว่ากอง ขันธ์ห้า ห้ากองๆ ห้าหมวด ให้พากันจำเอาไว้ พระให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เอาจริงเอาจัง อย่ามาเหลาะแหละ พระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสดาเหลาะแหละ สอนจริงสอนจังทุกอย่าง

ความเป็นอยู่ปูวายสำหรับนักบวช อย่าถือเอาเรื่องของฆราวาส ความหรูหราฟู่ฟ่าโก้เก๋มาใช้ในวัด ขัดกันกับธรรมซึ่งเป็นของสวยงามตามหลักธรรมชาติ กิเลสจะตกแต่งกันตลอดเวลา อันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ดี มีแต่ของไม่ดีทั้งนั้นอยู่ข้างนอก กิเลสมันตกแต่ง แล้วไม่มีอะไรดีเลย หากตกแต่งอยู่อย่างนั้น ส่วนธรรมเป็นหลักธรรมชาติ อยู่ที่ไหนดีหมด ขอให้ปฏิบัติธรรม ให้ธรรมเสมอต้นเสมอปลายภายในใจอยู่ไหนสบายหมด อยู่โดยหลักธรรมชาติ กินโดยหลักธรรมชาติ มีอะไรๆ กินอยู่ปูวายได้อย่างสะดวกสบาย เพราะธรรมพอดีอยู่แล้ว

ถ้ากิเลสนี้ไม่พอดี เดี๋ยวเอาอันนั้นมากระทบอันนี้ อันนี้มากระทบอันนั้น ไปอยู่บ้านกระทบวัด ไปอยู่วัดกระทบบ้าน เอานั้นมาเหยียบย่ำทำลายเทียบเคียง บีบบี้สีไฟแข่งกันละซี  แล้วก็มากระทบกันระหว่างกิเลสกับธรรม เราอยู่บ้านสะดวกสบาย เรามาวัดมาวา เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตำหนิติเตียนวัดแล้ว ยกกองขี้ขึ้นมาละเข้าใจไหม ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ไม่อยู่กับบ้านจะอยู่ที่ไหน มันอยู่กับหัวใจคนชาวบ้านนั่นละ หัวใจพระท่านชำระเสมอ หมายถึงพระผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมนะ แต่พระสั่งสมกิเลสนั้นอย่าเอามาพูด

นั่นเห็นไหมติดไว้ที่ศาลา เขาเขียนไว้ว่าเปรต แล้วหัวหน้าเปรตไปดูซินั่น มันเลอะขนาดไหน เลวที่สุด มีแต่หัวโล้นๆ เปรตหัวโล้น เอาผ้าเหลืองมาอวด ความเลวเลวยิ่งกว่าหมา ไปดูเอาหน้าศาลา ติดไว้เพื่ออะไร เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจ เขาก็เขียนไว้อีกด้วยว่า เปรตเป็นฆราวาสเป็นหัวหน้าพวกอันธพาล เขาเขียนว่าเปรต ที่เป็นพระ พวกอันธพาลพระ เขียนว่าหัวหน้าเปรต ไปอ่านดู เปรต หัวหน้าเปรต เข้าใจไหม ให้คนได้อ่าน นี่ตัวเปรต มันมาอวดดีอวดเก่ง ทั้งๆ ที่มันเลวที่สุด มาอวดคนดี มันน่าหัวเราะ น่าสลดสังเวชนะ คนดียังมีอยู่มาก ไม่ใช่มีแต่คนเลวๆ ที่มาแสดงฤทธิ์เดชความเลวของตัวเองให้โลกผู้ดีดูนี้มันดูไม่ได้นะ คนดีมีอยู่ในโลกนี้ ไม่ใช่เลวไปด้วยกันเสียทั้งหมด ดียังมีอยู่ จึงคัดเลือกได้

ตั้งใจปฏิบัติพระ การภาวนาถือสติเป็นสำคัญ เคยย้ำแล้วย้ำเล่า จะเป็นธรรมขั้นใดก็ตาม สตินี้ตั้งแต่พื้นจนกระทั่งถึงนิพพาน ถึงก้าวขึ้นนู้นแล้วเป็นมหาสติ-มหานิพพาน  นี้ละเครื่องมือสังหารกิเลสอันยอดเยี่ยม ได้แก่มหาสติ-มหาปัญญา ถึงขั้นนั้นแล้วสติปัญญาเป็นอันเดียวกันไปเลย สติจึงเป็นของสำคัญมาก ให้ฝึกหัดด้วยสติ อย่าเผลอ คนไม่เผลอสติไม่ค่อยผิดพลาด งามตาตลอด ถ้าเผลอสติแล้วหากมีนั่นแหละ มันหากขวาง ตัวเองไม่ขวางเพราะตัวเองมันดำเหมือนหลังหมีแล้ว คนอื่นขวางละซิ เพราะหมาขาวมี หมีดำมี หมีขาวหมี อย่างไอ้หมีเรานี่มันดำ หลังหมีเป็นอย่างนั้น ไอ้คนดำแบบสกปรกนี้ดูไม่ได้นะ หลังหมาหลังหมีน่ะมันดำโดยหลักธรรมชาติของมัน ไม่เป็นไร อย่างไอ้หมีใครจะไปรังเกียจมัน ถ้าคนดำด้วยความประพฤติเลวร้ายนี่ดำมาก สกปรกกระทบกระเทือนมาก ทำความเสียหายได้มากจากความเลวของคนใจดำนะ จำเอานะ เอาละจะให้พร

หลังจังหัน

เวลามาฉันจังหันนั่งพับเพียบ คือตอนกลางคืนนั่งตลอดรุ่ง เวลานั่งตลอดรุ่งนี้จับมัดเลย กระดุกกระดิกให้เคลื่อนจากหลักความจริงไม่ได้ นั่งแบบไหนต้องแบบนั้น ทีนี้เวลามาฉันจังหันนี้มานั่งขัดสมาธิเหมือนนั่งสมาธิภาวนาตอนกลางคืนไม่ได้นะ ต้องนั่งพับเพียบ นี่เวลาอนุโลมนั่งพับเพียบฉันจังหัน เวลาจับมัดใส่นี้เอาตายเข้าว่าเลย เป็นอย่างนั้น มาฉันจังหันตอนเช้านี่นั่งพับเพียบฉัน กลางคืนนั่งตลอดรุ่งเรียกว่าจับมัดเลย กระดุกกระดิกไปไหนไม่ได้

ข้อยกเว้นมีข้อเดียว เว้นแต่ครูบาอาจารย์หรือพระเณรในวัด เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาภายในวัด เราจะถอนคำอธิษฐานนี้ออกไปช่วยเหตุการณ์ ยกเว้นข้อเดียว นอกจากนั้นไม่ให้มี แม้เราเป็นอะไรก็ถึงไหนถึงกัน ตายไปเลย ที่จะให้เปลี่ยนแปลงเป็นไม่ได้ นี่ละคำสัตย์เข้าใจไหม วันไหนนั่งตลอดรุ่งนี้ วันนั้นจะมีข้อแม้ข้อเดียว ยกเว้นครูบาอาจารย์และพระเณรในวัดเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมาภายในวัด จะลุกไปช่วยเหตุการณ์ ให้ลุกได้เท่านั้น ที่จะย้อนเข้ามาหาเจ้าของไม่มีเลย ตายก็ไปเลย เป็นอย่างนั้นจึงเรียกว่าคำสัตย์

คำสัตย์คำจริงนี้ลงที่ไหนขาดสะบั้นไปเลย กิเลสกลัวมาก คำสัตย์คำจริงนี้กิเลสกลัวมาก เหลาะแหละนี้หมอนรักมาก เหลาะแหละโลเลหมอนรักมาก เสื่อรักมาก กลางวี่กลางวันก้มหน้าลงไปนี้ ก้มอะไร เย็บเสื่อเย็บหมอนมันขาด เมื่อคืนนอนตลอดรุ่งไม่ได้ภาวนา เสื่อขาดหมอนขาด เห็นแต่ก้มเย็บอยู่ นี่ละคำว่าคำสัตย์คำจริงดังที่เคยพูดนี้ เวลาออกมาตอนเช้ามาฉันจังหันนั่งขัดสมาธิไม่ได้ คือปล่อยให้มันก็เลยไม่ได้ นั่งพับเพียบฉันจังหัน

ทีนี้ถึงเวลาจะมัดมัน เอาเลยที่นี่กลางคืน เวลานั่งตลอดรุ่งเอาแบบนี้เลยเคลื่อนไม่ได้ นี่เรียกว่าคำสัตย์คำจริง คนเราดีด้วยคำสัตย์คำจริง เวลาจะเป็นจะตายจริงๆ นี้มันต้องหาทางออกให้ถูกทางถูกธรรม เวลาทุกข์มากมันหาทางออกด้วยสติปัญญาพิจารณานี้ จนกระทั่งรอบแล้วจิตลงผึง นั่นหาทางออกได้แล้ว ไม่ใช่หาทางออกไปทางเสื่อทางหมอน หาทางออกด้วยสติปัญญา เป็นอย่างนั้น เราจึงได้เห็นฤทธิ์สัตย์คำจริง เห็นฤทธิ์มากทีเดียว คือคำสัตย์คำจริงนี้ลงจุดไหนขาดสะบั้นไปเลย อะไรมาแตะไม่ได้ อันนี้ต้องพุ่งๆ ไปได้ เวลาจะเป็นจะตายจริงๆ สติปัญญามันออกนะ คนเราไม่ได้โง่อยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาจนตรอกจนมุมสติปัญญาจะออกช่วยตัวเองๆ เดี๋ยวก็ผ่านได้ๆ จึงได้นำมาสอนหมู่เพื่อน

เราผ่านมาแล้วทั้งนั้น คือร่างกายของเราที่นั่งอยู่นี้เหมือนหัวตอ ทุกขเวทนาที่โหมร่างกายนี้เหมือนไฟไหม้หัวตอ ทีนี้สติปัญญาอยู่ภายในเป็นน้ำดับไฟ ซัดกันอยู่ภายใน ทุกข์มากเท่าไรยิ่งหมุนสติปัญญา ไม่อยู่เฉยๆ ทนเฉยๆ ใช้ไม่ได้ ต้องทนด้วยสติปัญญาพิจารณา ขาดสะบั้นไปได้ ผ่านได้ จึงเอามาพูดได้เลยว่า คนเราไม่ได้โง่อยู่ตลอดเวลานะ เวลาจนตรอกจนมุมมันหาทางออกจนได้นั่นแหละ คือเราดำเนินมาแล้ว เป็นอย่างนั้น ใครจะไปยอมตายอยู่เฉยๆ ต้องหาทางออกด้วยสติปัญญาแล้วผ่านได้ๆ เป็นอย่างนั้นนะ

วันนี้ก็จะไปโรงพยาบาลบึงกาฬ โรงพยาบาลบึงกาฬตึกหลายหลัง ที่มุงพังหมดว่างั้น ขอคราวที่แล้วเราบอกให้รอไว้ก่อน เพราะขอรถยนต์ขอเครื่องมุงด้วย เราเลยให้แต่รถยนต์ คราวนี้จะติดตามเครื่องมุงแหละ ตั้งหลายล้านนะ ดูเหมือนตึกสามหลังพังหมด วันนี้จะตามไปดู ตกลงแล้วก็เอาเลยๆ เวลานี้บึงกาฬเครื่องมุงตั้งสามตึกสามหลังพังหมดเลย วันนี้จะไปดู ไปดูก็คือไปให้นั่นเอง เพราะพิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยไป ไม่ใช่ไปสุ่มสี่สุ่มห้า คราวก่อนได้พิจารณายังไม่แน่นัก คราวนี้มาพิจารณาอีก คราวนี้แน่แล้วกลับไปละ ตกลงปึ๋งปั๋งเลย

(ชายปั๋มแจ้งมาว่าได้นำทองคำไปหลอมเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๙ ได้ทองคำ ๙๙.๙๙% จำนวนหนึ่งแท่ง ๑๒ กิโลครึ่ง เหลือเศษ ๒ กิโลกับ ๔ บาท สรุปทองคำที่หลอมไปแล้ว ๙๙.๙๙% ทั้งหมด ๒๕ แท่งๆ ละ ๑๒ กิโลครึ่ง เป็นน้ำหนักทั้งหมด ๓๑๒.กิโลครึ่ง) เออ นี่เป็นน้ำไหลซึมนะ ประเภทใหญ่ที่ว่า ๑๑ ตันกับ ๓๗ กิโลมอบเรียบร้อยแล้วในคลังหลวง อันนี้ประเภทน้ำไหลซึม ที่เราขอพี่น้องทั้งหลายต่อไป ให้เป็นหางไปหน่อย อย่าให้หางกุด หมาหางกุดเรายังไม่น่าดู หมาน้อยตัวนั้น  แล้วจะไปหางกุดอันนี้อีก มันดูไม่ได้ เราจะเอาอีกอันนี้ ให้ต่อกันเสีย นี่เป็น ๓๐๐ กิโลกว่าแล้ว

เราคิดไว้ทุกแง่ทุกมุมนะ ทุกอย่างมีใครคิดเมื่อไร เราคิดคนเดียวเรา แล้วก็ไม่เคยผิด กำหนดๆ คิดไว้เพื่อชาติของเรา เรานี้ตายเมื่อไรก็ตายได้ยากอะไร เราพูดจริงๆ ไม่ยากการเป็นการตายของเรา เราบอกจริงๆ จึงสอนโลกด้วยความแน่นหนามั่นคงของธรรม ของใจ ไม่ได้เหลาะแหละการสอน จริงจังมาก ความเป็นจริงอยู่ในหัวใจนี้หมดแล้ว พูดอะไรออกมาเป๋งเลยๆ ถ้าพิจารณาเรียบร้อยแล้วออกมาขาดสะบั้นไปเลย นอกจากเก็บความรู้สึกไว้ ยังไม่แน่นักละ พิจารณาเสียก่อน พอเรียบร้อยแล้วออก ออกแล้วใช้ได้เลยๆ

นี่ทองคำประเภทน้ำไหลซึมก็ได้ตั้ง ๓๑๒ กิโลกว่า (๓๑๒ กิโลครึ่ง มาบวกกับ ๓๗ กิโลครึ่งเดิม เป็น ๑๑ ตันกับ ๓๕๐ กิโลครับ) นู่นน่ะได้เยอะแล้ว ๑๑ ตันกับ ๓๕๐ กิโลแล้ว นี่เราประเภทต่อหางมัน มันจะกุดด้วนทีเดียวไม่สนิทใจ เราจึงรบกวนบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ขอเล็กขอน้อย ขอหัวแล้วขอตัว เดี๋ยวนี้กำลังขอหาง ให้มันมีหางบ้างซิ นี่ละขอหางเสริมเข้าคลังหลวงของเราจะเป็นที่แน่นหนามั่นคง เมื่อทองคำเข้าสู่คลังหลวงแล้วจะมีค่ามีราคาแข็งแกร่งขึ้นทุกอย่าง เราคิดหมด คิดคนเดียวเรา จะทำอะไรนี้เราไม่ปรึกษาใครละ

บรรดาลูกศิษย์ลูกหาบางคนก็อาจทะนงว่า.ทำไมไม่ปรึกษาหารือเราบ้าง เราปรึกษาเราแล้วธรรมเหนือสิ่งใด เราเอาตรงนี้ เราปรึกษาเราแล้ว พิจารณาในธรรมทั้งหลาย สมควรแล้วออกเลยๆ ใหญ่กว่าคนที่ว่าตัวใหญ่ๆ เข้าใจไหม แต่ธรรมใหญ่กว่านั้น เป็นอย่างนั้นละ ช่วยมาเรื่อยๆ นี่ก็กำลังพยายามเอาหางทองคำให้เพิ่มเข้าไปๆ ก่อนเราตาย เพื่อให้ได้สมบัติสำคัญที่มีค่ามากในเมืองไทยเรา เข้าสู่คลังหลวงเป็นหัวใจของชาติ เราคิดไว้หมด ไม่ใช่ว่าสั่งอะไรลงไปไม่คิด คิดเรียบร้อยแล้วค่อยออก ออกแล้วไม่ผิดๆ

เวลานี้ทองคำก็ได้ตั้ง ๑๑ ตันกับ ๓๕๐ กิโล เพิ่มหางเข้าไป (ลูกศิษย์ข้างหลังเขากระซิบมา เอาให้ได้อีกเยอะๆ ครับ ที่พูดเมื่อกี้ยกเลิก ที่หลวงตาว่าเราจะตายอะไรยกเลิกไป ให้เอาทองคำเยอะ ยังไม่ให้ตายครับ) ไม่ให้ตาย โอ๊ย พูดไม่ฟังเสียงผู้พิพากษา พวกบ้านี่ เข้าใจไหมพวกบ้าพูดไม่ฟังเสียงผู้พิพากษาที่ตัดสิน ผู้พิพากษาลมหายใจเข้าใจรึเปล่าล่ะ ไปปรึกษากันเสียก่อนซิ ไม่มีอะไร เรามีแต่หายใจเข้าออกเท่านั้น

(หมอสานิตย์และครอบครัวทำบุญ ๑,๐๐๐ บาทครับ) หมอสานิตย์นี้พัวพันเรื่องศาสนามากอยู่ เกี่ยวข้องเรื่อย เรายังเคยเตือนหมอทั้งหลาย ชี้ไปหมดเลย หมอรู้สึกจะห่างเหินจากศาสนามากต่อมาก เราว่าอย่างนั้น แล้วพูดตรงไป นี่ละธรรมสอนโลกสอนอย่างนี้ จะไปลูบหน้าปะจมูกสูงๆ ต่ำๆ ไม่ได้ ไม่ใช่ธรรม ธรรมเหนือหมด อะไรบกพร่องตรงไหนว่าไปตามจุดๆ ไปเลย นี่ก็เรียกว่าทางหมอเรารู้สึกจะห่างเหินศาสนามากอยู่เวลานี้ ควรจะหันหน้าเข้าศาสนา

เรียนสรีรศาสตร์เพื่อแก้โรคแก้ภัย นี่ทางหมอนะ เรียนสรีรศาสตร์นี้เพื่อแก้โรคแก้ภัย สายของโรคของภัยเป็นอย่างไรๆ จะควรแก้ไขอย่างไร นี่เป็นสรีรศาสตร์ของฝ่ายหมอ สรีรศาสตร์ของฝ่ายธรรมแก้กิเลสตัณหาออกจากใจ โล่งไปหมดเลยพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน นี่เป็นพุทธศาสตร์ ความรู้ของศาสนาแก้กิเลสได้ ความรู้ของทางแพทย์แก้โรคแก้ภัยได้ ต่างกันอย่างนี้ ให้พากันเข้าใจ ไม่ใช่อันเดียวกัน เรียนทางหมอมาเป็นสรีรศาสตร์ แล้วก็แก้โรคแก้ภัย เรียนทางธรรม ทางสรีรศาสตร์เหมือนกันแต่แก้กิเลสตัณหาได้ ต่างกันอย่างนี้ รวมแล้วเรียกว่าสรีรศาสตร์ทางพุทธศาสนาเหนือหมด เหนือกว่าทุกอย่างหมดเลย เอาละให้พร

(รูปแรกนั่นไม่ใช่หลวงปู่มั่นค่ะ เป็นรูปท่านอาจารย์ชอบ) ปรกติท่านไม่ค่อยได้ถ่ายรูปง่ายๆ นะพ่อแม่ครูจารย์มั่น จำได้ที่มาสกลนครถ่ายที่ธรรมาสน์แห่งหนึ่ง แล้วก็ไปถ่ายที่บ้านฝั่งแดงนั้นแห่งหนึ่งที่มีต้นค้อ ท่านยืนพาดสังฆาฏิ ท่านสงเคราะห์ลูกศิษย์ท่าน ชื่อโยมทองอยู่ นครพนม เขาอยู่พระธาตุพนม เขามาจังหันที่นั่นกับลูกๆ เขา เพราะเขาเป็นลูกศิษย์เก่าแก่ ท่านมาพักอยู่ที่บ้านฝั่งแดงกับเรา เราไปรอรับท่าน แล้วไปนิมนต์ท่านมาจากวัดเกาะแก้วนั่น ที่นี่ไม่สะดวกเราว่า ที่สะดวกคือที่นั่น คือที่เราพักอยู่นั้นสะดวกสบาย ท่านถามเป็นยังไงๆ สะดวกหมดเราว่า เลยพากันเดินมานะนั่นกับท่าน เรากับท่านเดินมา แล้วก็มาอยู่ที่นั่น

ทีนี้พวกโยมทองอยู่เขาเป็นลูกศิษย์เก่าของท่าน เขาก็มาจังหันตอนเช้า พอเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ขอถ่ายรูปท่าน ท่านอนุโลมลูกศิษย์เก่าของท่านนะ ที่ไม้ค้อ ท่านยืนถ่ายพาดผ้าสังฆาฏิอะไรนี้ เราอยู่ที่นั่น นั่นละท่านถ่ายนั้นหนหนึ่ง ท่านอนุโลมให้ลูกศิษย์เก่าท่าน ให้ท่าขัดสมาธิหรือท่ายืนพาดสังฆา ท่านทำให้ทั้งนั้นนะ จากนั้นไม่ค่อยได้มีใครมาถ่ายท่านง่ายๆ นะ เราจำได้เท่านั้น

(วันนี้เป็นวันคล้ายวันมรณภาพท่านอาจารย์ปัญญา ลูกศิษย์ถวายเช็คหนึ่งหมื่นเจ้าค่ะ) วันนี้หรือวันท่านปัญญามรณภาพ วันที่ ๑๘ เดือนสิงหาเหรอ แน่ะ เราลืมแล้ว ท่านปัญญาท่านสุขุมมาก เราพูดถึงว่าท่านมาขออยู่ถึงห้าหนเลยยังไม่จบนะ หนที่ห้าเสียท่าท่าน ท่านมาขอพักชั่วคราว จนกระทั่งท่านจากไป ๔๑ ปีมาพักชั่วคราว ท่านเขียนอะไรอยู่ที่ครัวนั่น ท่านกำลังทำอะไรๆ เราก็เดินไปนั้น เรามันเป็นนิสัยลิง ท่านนิสัยแมวนิสัยราชสีห์สุขุมมาก เรามันนิสัยลิง ไปก็แหย่โน้นแหย่นี้ไป แล้วก็พอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เห็นรูปอันหนึ่ง ตัวหนังสือแผ่นกระดาษแข็งๆ เขียนไว้ว่า อย่ายุ่ง เขาเขียนไว้ข้างล่าง

เราไปเห็นอันนั้นมันก็เข้ากับเรื่องตลกได้ดี เราเลยจับขึ้นมา นี่อะไร ท่านอ่านได้ไหม ถามท่านปัญญา ท่านฉลาดนะ เราจับขึ้นมาให้ ตัวหนังสือแผ่นกระดาษหนาๆ นี่อ่านได้ไหม อ่านว่าไง อ่านได้ไหม ท่านตอบว่า คิดว่าอ่านได้ ดูซิน่ะท่านฉลาด คิดว่าอ่านได้ แล้วอ่านดูซิ เอ้า อ่านว่าไง ว่าอย่ายุ่ง ใช่ไหมว่างั้นนะ ท่านว่าคิดว่าอ่านได้ ท่านฉลาดพูด แล้วอ่านว่าไง อ่านว่าอย่ายุ่ง อย่ายุ่งมันหมายความว่าไงเราถามอีก อย่าอย่างนี้ ขบขันดีนะ อย่าอย่างนี้ๆ ใช่ไหมท่านว่า อ่านแล้วเราก็ทิ้งไว้นั้นละ ทีนี้เด็กมันมาเห็นอย่ายุ่ง มันเอาไปติดหน้าวัดประตูต้นเสาใหญ่เท่าขานี่น่ะ ไปติดป้ายไว้นู้น แล้วคนมายุ่งเราทั้งวันเลย มาอะไร ว่าอย่ายุ่ง อย่ายุ่งอะไร เลยยุ่งใหญ่เลย แล้วยุ่งอะไรนี่ ก็ติดป้ายไว้ที่หน้าวัดว่างั้น ไปถามดู เด็กมันเอาไปติดไว้นู้น อย่ายุ่งคืออันนั้นเองเขามายุ่งเรา นั่นละเรื่องราวเราก็เลยไม่ลืม ว่าอย่ายุ่งนี้มันไปอยู่โน้น อย่ายุ่งโน้นเลยกลับมายุ่งเรา

เอ๊ นี่รูปใครถ้าว่าไม่ใช่รูปหลวงปู่มั่น ใครเอามาไว้สุ่มสี่สุ่มห้า ว่ารูปเรา มันรูปยังไงนา เราไม่เคยอาจเอื้อมที่จะไปถ่ายรูปกับหลวงปู่มั่นนี่นะ ใครมาทำ (ไม่ใช่หลวงปู่มั่น เป็นหลวงปู่ชอบเจ้าค่ะ พ่อแม่ครูจารย์ไปดูใกล้ๆ) แล้วเขียนว่าหลวงปู่มั่นทำไม เขียนว่าหลวงปู่มั่น หลวงปู่หลุย แล้วหลวงตาบัว เราเลยไม่แน่ใจทั้งนั้น (พระท่านเคยเห็นรูปขาวดำ ท่านบอกไม่ใช่หลวงปู่มั่นเหมือนกันครับ ท่านบอกเป็นหลวงปู่ชอบครับ) ก็นั่นซี ก็ไม่เคยเห็นท่านถือไม้เท้า เราไปอยู่กับท่านจนกระทั่งท่านมรณภาพไม่เห็นท่านถือไม้เท้าเลย และรูปท่านก็ไม่ได้ถ่ายง่ายๆ นะ ท่านไม่ให้ถ่าย ที่ธาตุพนมนั่นท่านอนุญาตให้ลูกศิษย์เก่าของท่าน โยมทองอยู่ ธาตุพนม ถ่าย ท่านอนุญาตให้แล้วก็ท่านให้ทุกท่าเลย นั่งขัดสมาธิ ไม้ค้ออยู่ที่ศาลาวัดป่า แล้วก็ยืน ท่านให้ทั้งนั้นละ เราก็อยู่ที่นั่นนี่

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก