เป็นอยู่ในจิตพูดให้ใครฟังไม่ได้
วันที่ 2 ตุลาคม 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เป็นอยู่ในจิตพูดให้ใครฟังไม่ได้

         คณะสวนแสงธรรมจะมาสร้างวิทยุให้ที่เซกา จุดนั้นก็เหมาะ เมื่อวานซืนนี้เราก็เอาของไป วานซืนหรือวันไหนสองสามวันนี้ เราก็เอาของไปให้โรงพยาบาลเซกา ไปเป็นแห่งๆ มีแคตตาล็อก พอครบเดือนแล้วไปๆ ไปที่นั่นไปที่นี่ กำหนดครบเดือนหรือขาดบ้างเลยบ้างนิดหน่อยไป ระยะนี้ได้มอบเงินให้โรงละสองหมื่นๆ ประจำทุกโรง ต้นเหตุเป็นมาจากภูหลวง เขาก็พูดธรรมดาของเขาแหละ เราก็ฟังตามที่เขาพูด ถ้าหลวงตาเอาของมานี้แล้วรายจ่ายจะทุ่นลงตั้งสี่พัน ธรรมดาจ่ายเดือนละหมื่น สำหรับโรงพยาบาลภูหลวงเมื่อหลวงตาเอามาอย่างนี้แล้วจ่ายเพียงหกพัน เราก็จับเอามาพิจารณา ไปโรงไหนก็ถามละที่นี่ ไปโรงนั้นถามไปโรงนี้ถาม เฉลี่ย บางโรงถึงสองหมื่นกว่าก็มี สองหมื่น สองหมื่นกว่า หมื่นกว่า ส่วนมากอยู่ในหมื่นกว่า เราเลยให้เฉลี่ยไปเลย ให้โรงละสองหมื่นๆ ไปเลยทุกโรง ไปโรงไหนให้โรงละสองหมื่นๆ

จนตรอกจนมุมนะโรงพยาบาล งบประมาณก็ไม่พอ เราต้องช่วยทุกด้าน สำหรับโรงพยาบาลรู้สึกว่าเป็นอันดับหนึ่งที่ช่วยทั่วประเทศไทย โรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่งที่ช่วยมากที่สุด คือโรงพยาบาลมันมีหลายแง่หลายมุม ช่วยทั้งเครื่องมือแพทย์ ทั้งตึก รถยนต์ บางทีที่ พอขยายได้ก็ซื้อขยายให้ มีหลายอย่าง ไปทั่วไปหมด เราช่วยเสียให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย คือไม่มีอะไรนะในหัวใจนี้ ธรรมเต็มส่วนเข้าเต็มหัวใจแล้ว เมตตาก็เต็มส่วนเป็นอันเดียวกันเลย ธรรมกับเมตตาธรรมอ่อนนิ่มไปหมดในโลกอันนี้ อ่อนนิ่มไปหมดเลย ไม่ถือว่าใครเป็นกรรมเป็นเวรต่อเรา เป็นอะไรไม่เคยไม่สนใจ มีแต่ความเมตตาๆ โอ๋ๆ เรื่อย เหมือนเด็กพ่อแม่กับลูกนั่นแหละ แบบเดียวกัน

ทำเสียให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ของนี้เอาไว้ที่โกดังเต็มเอี๊ยดนะ โรงไหนจะมาให้มาเลย พระท่านอยู่ประจำที่ศาลานี้วาระหนึ่งอาทิตย์หนึ่ง พระที่มาคอยดูแล ทางไหนมาๆ พระที่รักษาศาลาเป็นคนจัดคนทำให้เรียบร้อยๆ ส่วนเราไปเราก็เอาไปของเรา ถ้าเราไปเองก็ได้พิเศษแหละ อย่างน้อยก็ต้องสองหมื่นให้ คือสิ่งของที่เราไปตามแต่สายไหนที่มีอาหารมากน้อย เช่น ทางเขาสวนกวางพวกไก่เขาขายเกลื่อน เอาหมดเลย มีเท่าไรเอาหมด แม่ค้านี่ยิ้มเลย พอเห็นรถเรานี่เขายิ้มเลย เขาเรียกรถมหาภัยหรือมหาคุณ มาแล้วเขาว่างั้น มีเท่าไรเอาหมด จนกระทั่งรถแน่นแล้วไปละ เป็นอย่างนั้น ให้สมใจที่มันอยากให้ด้วยความเมตตา

ที่ไฟเขียวไฟแดงก็เหมือนกัน พวกเขามาขายดอกไม้ ถ้าเป็นไฟเขียวผ่านอย่างนี้ก็เสียดาย เป็นไฟเขียวผ่านเลยรอไม่ได้ ถ้าเป็นไฟแดงก็โบกมือให้เขามา มาเท่าไรให้ๆ คนละสองร้อยๆ เป็นอย่างนั้นนะ ให้ตลอด ไปที่ไหนมีแต่ให้ๆ แต่ก็แปลกอยู่นะ ปัจจัยไม่ทราบมาจากไหน มันก็มาของมันเรื่อยๆ นะ เราไม่ได้คำนึงว่ามามากมาน้อย หมดหรือยัง ไม่คำนึง มีแต่จะให้ๆ พวกเขาขนมาให้เราเขาก็เตรียมพร้อมมาเรื่อยๆ ไปทีไรๆ ของเต็มกระเป๋าแหละปัจจัย แจกเรื่อยไปอย่างนั้นแหละ ไฟเขียวไฟแดงให้พวกขายดอกไม้ ให้ทุกแบบ ควรจะให้แบบไหนให้แบบนั้น นี่ละอำนาจเมตตาธรรม คือมันอ่อนไปหมดเลย นิ่มไปหมดเลย ไม่มีว่าใครเป็นข้าศึกต่อเรา มีแต่นิ่มไปหมด ใครจะเป็นข้าศึกศัตรูต่อเรามากน้อยเราไม่เคยสนใจ ธรรมนี้ไม่สนใจ มีแต่เมตตาธรรมอ่อนนิ่มไปหมดทั่วโลกเลย

เพราะฉะนั้นคำว่ากล้าว่ากลัวเราจึงไม่มี อย่างที่ได้ยินกันทั่วประเทศไทยว่า เรานี้เป็นข้าศึกต่อพวกอันธพาลทั้งหลาย เขาไม่พอใจ เขาเตรียมจะฆ่า หาอุบายวิธีจะฆ่าทุกแบบทุกฉบับ แต่เราไม่เคยกล้าไม่เคยกลัว เรียนจบแล้วเรื่องเกิดเรื่องตาย เราเรียนจบแล้ว มีแต่เมตตาธรรมออกตลอดไปเลย ใครจะเป็นจะตายอะไรเราไม่เคยสนใจ มาฆ่ามาอะไรเรา มันก็ตายด้วยกันทั้งโลก ก็เรียนจบแล้ว เท่านั้นพอ เราไม่มีอะไรกับใคร มีแต่ความเมตตา

ออกจากนี้ก็ไปละ วันนี้เป็นวันจันทร์-อังคาร-พุธ-พฤหัส-ศุกร์ เหล่านี้จะไปตามโรงพยาบาล ถ้าวันเสาร์-วันอาทิตย์มักจะไปตามวัด ได้ทำอย่างนี้แล้วมันเป็นอยู่ในจิต เป็นเอง พูดให้ใครฟังไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครจะมาขอร้องว่าอย่าไปที่นู่น อย่าไปที่นี่อะไร เขาขอร้อง เขาเห็นความลำบากลำบนของเรา ยิ่งแก่ก็ยิ่งไป เขาว่าอย่างนั้นนะ ยิ่งแก่ก็ยิ่งไปที่นู่นที่นี่ แล้วอยู่เราไม่แก่เหรอ..แน่ะเวลาตอบ อยู่เฉยๆ นั่งอยู่เฉยๆ ไม่แก่เหรอ นอนอยู่เฉยๆ ไม่แก่เหรอ ไล่เข้าไป บทเวลาจะตอบ ไม่ตอบก็เฉยเสีย

เราคิดของเราเรียบร้อยแล้ว เราไปของเรา ลูกศิษย์ลูกหาเขาเจตนาภักดี เขาสงสาร ไม่อยากให้ไป เฒ่าแก่เท่าไรยิ่งไป โอ๋ย เราอยู่เท่าไรมันยิ่งแก่ เราก็ว่าอย่างนั้น มันแก่มันทุกข์เหมือนกันหมด ยืนเดินนั่งนอนอยู่กับกองทุกข์ เอาทำประโยชน์เสีย เวลามันควรทำทำเสีย ถึงเวลาแล้วเหรอ อะไรใช้ไม่ได้หมดแล้วเหรอดีดผึงไปเลย เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วจะให้ว่าไง จิตนี่มันหมดทุกอย่าง ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ขึ้นชื่อว่าสมมุติไม่มีเลย มีแต่ความเมตตาครอบ เรียกว่าแทนสมมุติทั้งหลาย

ควรจะเยียวยารักษาได้ประการใด เอ้า รักษาไป เยียวยาไป เมื่อถึงกาลเวลาแล้วก็ดีดผึงเลย ไม่ได้สนใจเรื่องเป็นเรื่องตาย เรื่องที่อยู่ ตายนี้จะไปเกิดที่ไหน อยู่ที่ไหนมันหมดแล้วในหัวใจ หายสงสัย มันรู้ชัดๆ อยู่ที่ใจ ใจเป็นนักรู้ รู้หมด สิ้นสุดทุกอย่างก็รู้หมด คำว่าสิ้นสุดทุกอย่างคือพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์สิ้นสุดหมด ไม่มีอะไรมามีเงื่อนต่อ ก็มีแต่ขันธ์มันอยู่ลึกๆ พาใช้ทำประโยชน์ให้โลกไป เมื่อมันหมดสภาพลงทิ้งปั๊วะ ดีดเลย เท่านั้น

นี่ละการสร้างความดี มันเป็นความพอใจเต็มสัดเต็มส่วน เราคิดถึงเรื่องความพยายามประกอบความดีนี้ก็เอาจริงเอาจังมากนะ ไม่ใช่ธรรมดา นิสัยอันนี้รู้สึกจะเป็นนิสัยผาดโผน แม้แต่อยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านยังต้องได้รั้งๆ มันผาดโผนท่านต้องรั้งเอาไว้ ยกตัวอย่าง นั่งตลอดรุ่ง นี่ก็ท่านรั้ง เราก็รู้ เราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งอีกเลย พอขึ้นไปกราบปั๊บๆ จะไปเล่าถวายเรื่องธรรมของเรา ไปทีไรก็มีแต่ฟัดกันเลยเต็มเหนี่ยวจากหัวใจที่ทำเต็มเหนี่ยวได้ผลนี้มาถวายท่าน อะไรที่ยังบกพร่องให้ท่านเสริมให้ความหมายว่างั้น

ม้าตัวไหนที่มันคึกมันคะนองมากไม่ฟังเสียงเจ้าของ เจ้าของก็ต้องฝึกอย่างหนักว่างั้น ท่านขึ้นเองนะ ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน การฝึกฝึกไม่ถอย เอาจนกว่าม้านี้ค่อยลดพยศลงๆ การฝึกของเขาก็ค่อยลดลงๆ จนกระทั่งม้านี้ใช้ได้เต็มสัดเต็มส่วนแล้วการฝึกเช่นนั้นเขาก็ระงับไป ท่านพูดเท่านี้ละพอ เราเข้าใจแล้ว จากนั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง จึงเรียกว่าผาดโผน ท่านต้องรั้งรั้งอยู่เรื่อยๆ

พิจารณาก็เหมือนกัน เวลามันออกพิจารณานี้มันผาดโผนจริงๆ จิตถึงขั้นที่มันจะไปแล้วยังไงมันก็ไม่อยู่ กลางคืนนอนก็ไม่หลับ กลางวันยังจะไม่หลับอีก กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะอิริยาบถใด เว้นแต่ขณะหลับ นอกนั้นมีแต่กิเลสกับธรรมฟัดกันโดยอัตโนมัติ ถึงขั้นธรรมมีกำลังกล้าแล้ว มันก็ทำงานฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน กับกิเลสที่มันมีกำลังมันทำลายสัตว์โลกทรมานสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมันทุกหัวใจ ทีนี้เวลาทางนี้มีกำลังฟัดกันนี้ฆ่ากิเลสนี้ทุกระยะเลย เว้นแต่ขณะหลับ

มันก็จับมาเทียบกันได้ อ๋อ กิเลสทำลายสัตว์โลกบนหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติอย่างนี้เอง อย่างที่ธรรมกำลังทำลายกิเลส แน่ะเป็นอย่างนั้นนะ อยู่ที่ไหนมันเป็นของมันเอง จึงเรียกว่าอัตโนมัติ จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ มันต้องหมุนของมัน แม้ที่สุดเราฉันจังหันอยู่นี้ การขบการฉันมันไม่ได้สนใจนะ อันหนึ่งมันทำงานของมันอยู่นี่ หมุนอยู่กับกิเลสลึกๆ นี่เรียกว่าอัตโนมัติ เอาจนกิเลสขาดสะบั้นลงไปไม่มีเหลือแล้วหยุดเอง เรื่องจิตเป็นธรรมจักรนี้หยุดเอง แล้วจะไปทำอะไรกับสิ่งใดเมื่อมันสิ้นสุดลงไปมันก็รู้ชัดๆ นี่เป็นอย่างนั้นละ

เวลามันหมุนนี้เอาจริงๆ อย่างนั้นละ ตอนต้นก็ถูไถกันไป ล้มลุกคลุกคลาน ความขี้เกียจขี้คร้านเข้าเหยียบย่ำทำลาย ความขยันก็ค่อยไสขึ้นไป โดนเตะทีเดียวกลิ้งตกๆ ทีนี้เวลาเอาหลายครั้งหลายหนสู้กันไปๆ ทางนั้นมีกำลังมากก็ซัดกันเลย ทีนี้กิเลสกลิ้งตกๆ นั่นเห็นไหมล่ะ บางทีเรามันยังเป็น มันเป็นในจิตนะแต่ไม่ได้สำคัญ คือกิเลสมันเงียบหมดเลย เหมือนสิ้นแล้ว คุ้ยเขี่ยขุดค้นที่ไหนก็ไม่มี มีแต่ความสว่างจ้าอยู่ในจิต เหอ นี่ไม่ใช่มันเป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วหรือ แต่ไม่สำคัญนะ คือเป็นเวลามันว่าง กิเลสไม่โผล่ขึ้นมาให้ต่อสู้ เหอ ไม่ใช่มันเป็นพระอรหันต์น้อยขึ้นมาแล้วหรือ ว่าเฉยๆ เป็นอยู่ในจิตนะ มันยังไม่สำคัญ

ความสำคัญว่าตนสำเร็จอย่างนี้มีนะ อันนี้ว่าเฉยๆ ไม่ได้สำคัญ พอถึงขั้นผางเท่านี้ เลยไม่ถามอรหันต์ใหญ่อรหันต์น้อย ขาดสะบั้นเท่านั้น สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดท้ายตัดสินขาดสะบั้นลงไป เป็นอย่างนั้นละ สนฺทิฏฺฐิโก คือรู้เองในผลงานของตนเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งสิ้นสุดวิมุตติหลุดพ้นก็รู้เอง จึงเรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก ที่พูดเวลานี้มีที่ไหน เราอยากพูดชัดเจน เรื่องมรรคผลนิพพานจากพุทธศาสนาซึ่งเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานล้วนๆ นี้มีใครพูด ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามนะ ก็ไม่มีใครสนใจปฏิบัติ ก็อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ ทำก็ทำไปเท่านั้นละพอเป็นพิธี แต่กิเลสทำลายบนหัวใจทรมานหัวใจเราไม่ได้สักแต่ว่าทำนะ มันเอาจริงเอาจังตลอดมา แต่ธรรมที่จะไปทำลายกิเลสนี้เหยาะๆ แหยะๆ เมื่อยังไม่ถึงขั้นจริงจัง

พอถึงขั้นจริงจังก็ดังที่ว่านี้ อยู่ไม่ได้ แม้แต่เวลาจะนอนมันยังนอนไม่หลับ เจ้าของนอนจิตมันไม่ได้นอนมันหมุนติ้วๆ เอ้า ลุกขึ้นมานั่งก็นั่งเพื่อสู้มันก็หมุนติ้ว เอ้า ลงเดินจงกรม นอนให้มันหลับมันก็ไม่หลับ ลงเดินจงกรมหมุนติ้ว สุดท้ายสว่าง กลางวันยังจะไม่นอนอีก นั่นเห็นไหม นี่ละเวลามันหมุน จิตหมุนจะฟาดกิเลสให้ขาดสะบั้นเพื่อนิพพานความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง มันมีกำลังมาก ไม่รู้จักหลับจักนอน ถึงขั้นนี้เป็นเองเป็นอัตโนมัติ ให้พากันจำเอาไว้ เมื่อถึงขั้นอัตโนมัติหากรู้ตัวเอง วันนี้ไม่พูดอะไรละ เอาละให้พร

(วันนี้ทองคำได้ ๒ บาทครับผม) นี่ละได้ทุกวันทองคำ ได้ทุกวันๆ เดี๋ยวนี้มันตั้ง ๓๐๐ กว่า ๓๖๐ จาก ๑๑ ตัน เป็น ๓๖๐ กว่ากิโลนะ อย่างนี้มันค่อยไปๆ เราจะค่อยพยายามให้เป็นน้ำไหลซึม เอาทองคำเข้าสู่คลังหลวงในโอกาสที่ควรเป็นไปได้อยู่ จึงได้รบกวนบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เอ้า พากันพยายาม ชาตินี้เป็นชาติของเรา เมืองของเรา ความบกพร่องเป็นของเราที่จะรับความทุกข์จากความบกพร่อง เพราะฉะนั้นจึงพยายามหาให้สมบูรณ์ขึ้นโดยลำดับ ความแน่นหนามั่นคงอบอุ่นใจจะเป็นสมบัติของคนไทยเราทั้งประเทศ ให้จำเอานี้นะ เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก