ลวดลายของท่านอาจารย์มั่น
วันที่ 9 ตุลาคม 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ลวดลายของท่านอาจารย์มั่น

ก่อนจังหัน

         พระมาฉันเท่าไรวันนี้ (๒๖ ครับผม) สำหรับพระวัดนี้เอาแน่ไม่ได้ อย่างภูวัวก็เหมือนกันท่านไม่ได้มาฉันหมด คล้ายกันกับวัดนี้ สำหรับวัดนี้ไม่เคยมีพระมาฉันจังหันครบองค์ ขาดบางทีครึ่งต่อครึ่ง หายเงียบๆ ท่านภาวนาของท่าน เร่งภาวนา หนักภาวนา อาหารตัดออกๆ เพื่อบรรจุธรรมเข้าสู่ใจๆ เมื่อธรรมเข้าสู่ใจ ใจนี้จะเบาหวิวๆ เรื่อยนะ อาหารเข้าสู่ท้องขึ้นเขียงไม่ยอมลง เห็นไหมหมูขึ้นเขียง เป็นอย่างนั้นแหละ

ธรรมะพระพุทธเจ้ามีพระองค์เดียวเปิดนี้ มันก็ไม่ทันกับกิเลส เต็มโลกเต็มสงสารมีแต่กิเลสเป็นศาสดาเต็มอยู่ในหัวใจของแต่ละคนๆ ส่วนพระพุทธเจ้าที่จะมาสอนโลกนี้มีเพียงพระองค์เดียวประกาศธรรมสอนโลก เทวโลก พรหมโลก มนุสสโลก ก็ไม่เพียงพอ กิเลสมันเป็นศาสดาสอนอยู่ทุกหัวใจ ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสแล้วเป็นบ้ากันเลย โห เราพูดจริงๆ จวนจะตายเท่าไรแทนที่จะมาเป็นห่วงเจ้าของ บอกเม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มีนะ มีแต่ความเป็นห่วงโลกเท่านั้น

มันนับวันหูหนวกตาบอด กิเลสตัณหาได้ไม่พอกินไม่พอ ตัวนี้ละตัวมันเผาเจ้าของจมอยู่ในแดนมนุษย์แล้วจมอยู่ในแดนนรกอีก สิ่งเหล่านี้ใครเป็นคนพูดไว้ ก็ศาสดาองค์เอกพูดไว้ ผิดที่ตรงไหน คำพูดของพระพุทธเจ้าจะไม่มีสอง หากจะพูดถึงเล็งญาณก็เหมือนกัน พระญาณหยั่งทราบๆ ตลอด เวลาพูดก็ไม่มีสอง จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ  มีเพียงพระองค์เดียว แต่กิเลสทุกหัวใจมันมีศาสดาของมันๆ หมดแล้วจะทันกันได้ยังไง

ให้พากันเปิดหูเปิดตาบ้างนะ อย่าลืมเนื้อลืมตัว กิเลสนี้ละพาให้คนลืมตัว ไปที่ไหนๆ มีแต่กิเลส มองหาตัวคนจนจะไม่เห็น แต่เจ้าของโอ่อ่าฟู่ฟ่า หยิ่งนะ ธรรมดูมันสลดสังเวชนะ กิเลสโอ่อ่าฟู่ฟ่า นึกว่าตัวนี้เลิศเลอแล้วในโลกอันนี้ แต่ธรรมดูนี้สลดสังเวช ธรรมท่านดูท่านดูอย่างกระจ่างแจ้ง กิเลสดูนี้ลวกคนต้มคนตลอดไปเลย พากันรู้เนื้อรู้ตัวบ้างพี่น้องทั้งหลาย ศาสนาพุทธนี้กระเทือนโลกมานาน แต่ผู้ที่จะปฏิบัติตามพุทธศาสนานี้มีน้อยมาก เอา แดนนรก นรกอัดแน่นๆ ทางแดนสวรรค์เบาบางๆ ทางก็เบาบาง ที่อยู่ก็เบาบาง สวรรค์แต่ละชั้นเบาบางๆ ทั้งนั้น แต่ลงไปทางแดนนรกอัดแน่นๆๆ เพราะใครก็เขียนแต่ใบสมัครไปลงนรกกันๆ

พวกนี้ใบสมัครมันเต็มกระเป๋าๆ เจ้าของไปเดินจงกรมใบสมัครมันไว้ในนี้ ตัวขี้เกียจขี้คร้านตัวไม่เอาไหน ภาวนาจิตมันวิ่งไปตามกิเลส ไม่ได้วิ่งไปตามธรรม พวกนี้พวกไม่เอาไหนนี้เต็มกระเป๋าละ พากันไปคิดนะ สลดสังเวชน่ะ โธ่ กิเลสมันหนาแน่นจริงๆ หนาแน่นขึ้นทุกวันๆ แล้วใครมาก็มีแต่ความรู้ของกิเลสๆๆ มา แล้วไฟเผาตัวเองกับเผาโลก ตัวเองก็เผาทั้งวันทั้งคืน มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมั่งความมีดีเด่นความรู้วิชาอะไร มันเป็นเรื่องของกิเลสผลิตให้ทั้งนั้น ถ้าเรื่องธรรมผลิตให้แล้วรู้จักประมาณรู้ตัวๆ นะ เรื่องธรรมนี่รู้ตัว ไม่ลืมตัว ถ้ากิเลสนี้มีแต่ความลืมตัวๆ แล้วก็จมไปๆ

เห็นไหมอยู่ที่หน้าวัดนั่น ใครเขียนอย่างนั้น มีแต่หลวงตาองค์เดียวนี้มาเขียน มันทนสลดสังเวชไม่ได้ แล้วเขาก็มาตามภาษาของเขาละ แต่เอาธรรมจับดูซิน่ะ มันไม่ใช่ภาษาของเขา มันภาษาของกิเลส กิเลสแห่มาๆ ไสเข้ามา เข้ามาในวัดนี้ก็เอากิเลสไสเข้ามา ทีนี้ทนดูไม่ได้ก็ขู่เอา ธรรมทนดูไม่ได้ขู่เอาๆ มาอะไร นั่น ถ้ายิ่งตอนเย็นแล้วเหมาะ  ถ้าเราออกมาแล้วเทวดาก็มาเถอะน่ะ ไม่มีอะไรเหนือธรรม ธรรมเลิศ มาอะไร ถาม ไล่ไปไล่มา ถ้าหาหลักเกณฑ์ไม่ได้ขนาบเลย ไล่เดี๋ยวนั้นเลย ไปออกไปเดี๋ยวนี้ ที่นี่ท่านบำเพ็ญธรรมไม่ใช่ที่อยู่ของหมาเดือนเก้าเดือนสิบสองนะ ใส่เลย ไปเดี๋ยวนี้ ไล่เลย

ถ้าเป็นเราแล้วเหมาะ แต่ส่วนมากเราจะออกมาตอนเย็นๆ กะว่าคนหมดไป คือเรากำหนดให้มีเวล่ำเวลา มีขอบมีเขต เข้าวัดเข้าวาจนมืดจนดำ ทั้งเข้าทั้งออก ทีนี้วัดเป็นสถานที่มีขอบเขตและปฏิบัติธรรมดูอย่างนั้นมันดูไม่ได้ซิ เพราะเรานี้ทนดูมานานแล้ว การเข้มงวดกวดขันทางข้อวัตรปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยเข้มงวดมาตลอด ทีนี้เวลามีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากเข้าๆ ความเลอะเทอะติดมาๆ เขาก็ภูมิใจเขาละที่เข้ามาวัดเขาภูมิใจเขา เขาไม่รู้ตัวนะเป็นอย่างไร แล้วมาก็อย่างว่าละ เก้งก้างๆ มาแล้วอ้าปากมา มันไม่งับปาก อ้าปาก มาแบบเซ่อๆ ซ่าๆ เข้ามา

ธรรมท่านดูหัวตับรู้ไหมล่ะ มันทนดูไม่ได้ท่านก็ว่าเอาบ้างๆ ซิ เรายังโอ่อ่าฟู่ฟ่าอยู่เหรอ ว่าเก่งอยู่เหรอ กิเลสนี้เก่งตลอด ทั้งๆ ที่มันเลวตลอด นี่ละมันถึงได้เหยียบธรรมๆ คนจมไปเพราะกิเลส ไม่มีธรรมในใจ ถ้ามีธรรมในใจมากน้อยจะรู้ตัวเอง รู้สึกตัวเอง วันหนึ่งระลึกพุทโธได้ไม่ต่ำกว่าห้าหน ถ้ามีธรรมได้ห้าหนก็ยังดีนะ เดี๋ยวนี้มีตั้งแต่กิเลส ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับมีแต่คำบริกรรมของกิเลสตัวฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ตัวดีดตัวดิ้น ตัวไม่รู้จักประมาณ มีแต่คำบริกรรมของกิเลส ใครก็บริกรรมตลอด

พวกนี้พวกนักภาวนาเต็มอยู่ที่ศาลานี้ นักภาวนาบริกรรมตามคำของกิเลส บอกว่าเป็นบ้าไม่ถอยๆ เฒ่าเท่าไรยิ่งเป็นบ้าหนักเข้า มันบริกรรมอยู่ในนั้น พวกนี้พวกนักภาวนานะ พวกบ้าไม่ถอย โอ๊ย พูดแล้วสลดสังเวช ให้พร

หลังจังหัน

(โรงพยาบาลโซ่พิสัย จ.หนองคาย มารับรถพยาบาลที่ตกมาถึงวันนี้) โซ่พิสัยดูไม่ค่อยได้ช่วยมากนัก ไปวันนั้นดูรถไม่เป็นท่าเลยให้เลย จึงให้มารับ วันหนึ่งไปโรงหนึ่งๆ ไปแต่ละโรงๆ ของเต็มรถๆ ไปเลย ดูอะไรบกพร่องที่ตรงไหน บางทีเขาก็ขอ บางทีเขายังไม่ขอเราทราบ มองเห็นก่อนให้ก่อนก็มี ถ้าเป็นความจำเป็นไม่ขอก็ให้ เมื่อเราพอมีพอถูไถได้อยู่ให้ทันทีๆ แหละ นอกจากมันไม่มี บางทีไม่มีจริงๆ หมด เพราะโรงพยาบาลเป็นร้อยๆ โรง เฉพาะที่ช่วยโลกเรียกว่าโรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่งที่ช่วยโลก มันเป็นร้อยๆ วันนี้ก็น่าจะเป็นโรงใดโรงหนึ่ง โรงพยาบาลวันนี้นะ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ มักไปโรงพยาบาล เสาร์อาทิตย์มักจะไปตามวัด ไปก็ไปสงเคราะห์ทั้งนั้น

ธรรมะไปที่ไหนๆ ก็เท่ากับน้ำดับไฟ ไฟคือเรื่องของกิเลสมันเผาหัวใจสัตว์โลก เผาหัวใจสัตว์โลกแล้วมันก็ผันกิริยาอาการให้ดีดให้ดิ้นไปในท่าต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องความเสียหายเสียมากต่อมาก เมื่อมีธรรมแล้วก็มีเบรกห้ามล้อก็ระงับดับทั้งๆ ที่อยากทำ แต่ก่อนอยากทำโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ว่าโทษของมันเป็นยังไงๆ พอธรรมแทรกเข้าไปเตือนๆ เหยียบเบรกห้ามล้อได้ นี่ละธรรมห้ามล้อกิเลสได้ นอกจากนั้นไม่มีอะไรจะห้ามกิเลสได้ มีธรรมเท่านั้นห้ามล้อกิเลสได้ เรียกว่าเหยียบเบรก น้ำดับไฟก็คือน้ำแห่งธรรม

ไฟคือกิเลส ราคคฺคินา ราคะก็เป็นไฟกองหนึ่ง โทสคฺคินา ความโมโหโทโสก็เป็นไฟกองหนึ่ง โมหคฺคินา นี้ไฟกองใหญ่เป็นกองหนึ่ง เหล่านี้จะเอาอะไรมาดับไม่ได้ทั้งนั้น ต้องเป็นธรรมโดยถ่ายเดียว อย่างอื่นดับไม่ได้ ต้องธรรมดับ นอกนั้นดับไม่ได้ แล้วมีธรรมไปที่ไหนเรื่องฟืนเรื่องไฟเหล่านี้จะค่อยระงับดับลงไป เกิดความสงบสุขร่มเย็น ธรรมมีที่ไหนร่มเย็น

ธรรมนี้จะได้มาสอนโลกก็มีเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามามีสามขั้น ขั้นหนึ่งปรารถนามา ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป แล้วใครก็ไม่ทราบด้วยว่าอสงไขย แปลว่านับไม่ได้ ถึง ๑๖ หน ถ้าเทียบทุกวันนี้ก็เรียกว่า เอาจุดล้านเป็นเกณฑ์ เท่านั้นเท่านี้ก็ไปอยู่ที่จุดล้าน หนึ่งล้าน สองล้าน สามล้าน สี่ล้านอยู่จุดล้าน ทีนี้อสงไขยๆ นี้ก็เหมือนกับว่าเท่ากับว่าหนึ่งล้านๆ ไป ๑๖ อสงไขยแล้วยังแสนมหากัป พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ปรารถนามาเป็นศาสดาสอนโลกเป็นของเล่นเมื่อไร ผู้ที่รับทุกข์รับยากลำบากแสนสาหัสเป็นเวลายืดยาวนานก็คือพระโพธิสัตว์ ที่ปรารถนาเป็นศาสดาสอนโลก แล้วขวนขวายตามทางของศาสดา ซึ่งเป็นทางที่ลำบากลำบนมากทีเดียว

ใครจึงปรารถนาเท่าไรความเป็นพระพุทธเจ้าล้มเหลวๆ นี่ก็พระองค์แสดงเสียเอง เวลาท่านเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ไปโปรดพระมารดา ลงมาเหมือนว่าท่านแสดงฤทธิ์ให้พวกนรกจกเปรต สวรรค์ชั้นพรหม มนุษย์มนาเห็นกันทั่วถึงหมดชั่วระยะนะ อำนาจแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าเปิดโลกให้โลกได้เห็นตามความสัตย์ความจริง ทั้งๆ ที่มีอยู่แต่ก่อน แต่ถูกกิเลสมันปิดไว้มองไม่เห็นก็เท่ากับไม่มี วันนั้นพระองค์เปิดให้เห็นตามความเป็นจริง ใครก็อยากปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าทั่วหน้ากัน ตามตำราบอกไว้ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าทั่วหน้า เป็นอัศจรรย์ที่สุด พระพุทธเจ้าเสด็จลงอัศจรรย์มากที่สุด ถึงขนาดที่ว่าใครก็ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าๆ

เวลาที่พระองค์รับสั่งว่า ที่โลกปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้านี่ดูเอา พระพุทธเจ้าว่างั้นนะ มากต่อมากอย่างนี้ละ แต่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงนี้ อย่างมากสักสามราย ฟังซิน่ะ ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเพราะความอัศจรรย์องค์ศาสดา ที่เสด็จลงมาจากชั้นดาวดึงส์ ใครได้เห็นทั่วหน้า แดนนรกสวรรค์เปิดจ้าขึ้นมา อำนาจฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า ฤทธิ์ของธรรมเปิดให้เห็นทั้งดีทั้งชั่ว เชื่อบุญเชื่อบาปเต็มหัวใจในวันนั้น

ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เคยมีมาดั้งเดิม เมื่อไม่เห็นมันก็ไม่กลัว คิดดูแต่กองไฟมันยังเดินเข้าไปเหยียบได้มันไม่เห็นใช่ไหมล่ะ ถ้าเห็นใครจะไปเหยียบ วันนั้นเปิดความจริงออกมา พระองค์เปิดธรรมเปิดโลกธาตุ ทีนี้ใครก็อยากปรารถนาเป็นศาสดาเป็นพระพุทธเจ้า ปรารถนาๆ เป็นโพธิสัตว์ๆ เวลาพระองค์รับสั่ง ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้านี้จำนวนมากมาย เวลาจะได้เป็นตัวจริงขึ้นมานั้นสักสองสามรายก็ทั้งยากท่านว่า นอกนั้นล้มเหลวไปหมด เพราะความเป็นศาสดานี้เป็นความปรารถนาที่หนักแน่นจริงๆ สละเป็นสละตายจริงๆ เป็นเวลานานกว่าจะเป็นได้สมบูรณ์แบบ

๑๖ อสงไขย นานนับไม่ได้ถึง ๑๖ อสงไขยแปลว่านับไม่ได้ ๑๖ อสงไขยแสนมหากัปบ้าง ๘ อสงไขยแสนมหากัปบ้าง ๔ อสงไขยแสนมหากัปบ้าง เวลาเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงฤทธาศักดานุภาพของศาสดาก็เป็นขั้นเป็นตอนลงมา  พวก ๑๖ อสงไขยนี้อัศจรรย์ล้นโลกล้นสงสาร เป็นศาสดาประเภทที่หนึ่ง ประเภทที่สองก็ ๘ อสงไขย ประเภทที่สาม ๔ อสงไขย ใครก็อยากเป็นพระพุทธเจ้าด้วยกันทั้งนั้น เวลาพระองค์เปิดให้เห็นความจริง ว่าความจริงนี้มีมาดั้งเดิม แต่อำนาจของกิเลสตัณหามันปิดให้สัตว์โลกทั้งหลายตาบอดหูหนวก เดินไปเหยียบย่ำไปมันก็ไม่เห็น แล้วเผาตัวเองนั่นละไปเรื่อยๆ

เวลาเปิดนี้สัตว์ทั้งหลายได้เห็น เชื่อบุญเชื่อบาปเชื่อนรกสวรรค์ ใครก็ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็สรุปลงว่า เอ้อ นี่ปรารถนามากมายขนาดนี้นะ เวลาจะได้เป็นพระพุทธเจ้าตามความสัตย์ความจริงแล้วสองสามรายเท่านั้น นอกนั้นล้มเหลวหมด เพราะมันก้าวไม่ไหว แล้วก็ปล่อยๆ ที่จะให้ถึงจุดหมายปลายทางจนเป็นศาสดาขึ้นมานี้ มีเพียงสองสามรายเท่านั้น นอกนั้นล้มเหลวหมดไม่เป็นท่าๆ พอพูดอย่างนี้ก็มาถึงหลวงปู่มั่นเรา เวลาท่านเล่าให้ฟังอัศจรรย์เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นลวดลายของศาสดาท่านจึงมี ไม่มากก็มีลวดลายของโพธิสัตว์ของศาสดา หลวงปู่มั่นเรา เวลาจิตจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไรความปรารถนาพุทธภูมิจะผ่านเข้ามาท่านว่างั้นนะ คือท่านปรารถนาพุทธภูมิ แต่ยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์ รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง

ถ้าลงได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วแก้ไม่ตก เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า เมื่อเล็งญาณดูปั๊บได้ทำนายออกมาแล้วต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะพระญาณนี้แม่นยำที่สุดไม่มีอะไรทำลายได้เลย ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงทำนายยังแก้ได้พลิกได้ ทีนี้พอท่านภาวนาจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไรสายโพธิญาณผ่านเข้ามา ถอยเสียท่านว่างั้นนะ ท่านเล่าให้ฟัง พอจิตจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไรนี้สายโพธิสัตว์โพธิญาณ เพราะท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ผ่านเข้ามาท่านถอยเสีย เพราะเห็นว่าสายศาสดาใหญ่กว่านี้มาก

แต่ทีนี้ความอยากหลุดพ้นจากทุกข์ก็มีเต็มกำลังๆ หนักเข้าทุกทีๆ สุดท้ายก็เลยประมวล พระพุทธเจ้าก็เป็นไปตามอำนาจวาสนาของศาสดาผู้สอนโลก ก็ต้องกว้างขวางมากมาย แต่เวลาสรุปแล้วความพ้นทุกข์เป็นจุดสำคัญ อันนี้เราไม่ได้เป็นศาสดาขนาดนั้น ขอให้ได้พ้นทุกข์เราก็พอแล้ว เพราะมันทุกข์เหลือประมาณในโลกนี้อยากพ้นทุกข์ไป แล้วขอเปลี่ยนคำปรารถนาจากความเป็นพระพุทธเจ้านั้นมาเป็นสาวกภูมิ ทีนี้พอพลิกนั้นปั๊บจิตก็เข้าพุ่งเลยท่านว่า เป็นอย่างนั้นนะ เพราะคำว่าโพธิสัตว์ไม่ผ่าน เพราะท่านขอทำความปรารถนาเนื่องจากยังไม่มีพระพุทธเจ้าทรงทำนาย เปลี่ยนได้ ถ้าทรงทำนายยังไงก็ไม่ตก จากนั้นเปลี่ยนจิตก็พลิกปุ๊บพุ่งเลยท่านว่า นั่นละที่ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นเพราะเหตุนี้เองท่านว่างั้น ท่านเล่าให้ฟัง

เพราะฉะนั้นนิสัยวาสนากิริยาอาการของท่านที่เป็นลวดลายของศาสดา จึงมีติดตัวอยู่ตลอด พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ความรู้หยั่งทราบลึกซึ้งต่างๆ สิ่งต่างๆ นี้ก็เป็นความรู้ในภูมิของศาสดานี้ท่านก็มี พวกเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมท่านรู้หมดเลย ท่านถือเป็นธรรมดา นี่ละที่ท่านรู้จริงๆ เหมือนเราตาดีมองไปเจออะไรๆ ก็มาเล่าสู่กันฟัง คนตาดีก็เชื่อกันธรรมดาๆ ไม่ได้มีระแคะระคาย แต่คนตาบอดมันไม่เชื่อวันยังค่ำ มาหาโกหกกันทำไมบ้าง เข้าใจไหม ทีนี้พวกเราตาบอดไม่เชื่อธรรมตาดีของศาสดา เพราะฉะนั้นพอไล่เข้าทางจงกรมมันแฉลบออกไปหาหมอน ไล่เข้าทางจงกรมมันแฉลบไปหาเสื่อหาหมอนไป เข้าใจไหม มันมีท่าออกอยู่ ออกไปเข้านรกอเวจีนั่นละ เป็นอย่างนั้นนะ

พูดถึงเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่น ความรู้แปลกๆ ต่างๆ นี้ อย่างที่อยู่หนองผือ อันนี้ความรู้ของท่านอาจารย์ฝั้นละซิ ท่านไปหาท่านวันนั้น คือครูบาอาจารย์องค์ใดไปนี้ตาเราจะจับตลอด ไม่ยอมละสายตาไปไหน เวลาครูบาอาจารย์องค์นี้ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านขึ้นไปหานี้ตาจะจับตลอดเลยเรา องค์นี้มาหาท่านท่านจะปฏิสันถารต้อนรับภายในภายนอกอย่างไรบ้าง กิริยาภายนอกเป็นอย่างหนึ่ง กิริยาภายในเรื่องอรรถเรื่องธรรมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ท่านปฏิสันถารต้อนรับลูกศิษย์ของท่านไม่เหมือนกันเลยนะไม่เหมือน องค์นี้ขึ้นไปท่านมีกิริยาอย่างนี้ต้อนรับกิริยาอย่างนั้นต้อนรับ ทั้งกิริยาอาการทั้งเรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่เหมือนกัน เป็นอย่างนั้นนะหลวงปู่มั่นเรา

พอดีวันนั้นขึ้นไป ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเก่งทางเทวดา พอขึ้นไปกราบ ไอ้เรายังตาบอดอยู่ หูหนวกด้วย พอขึ้นไป ก็เรานี้ไปเตรียมพร้อมไว้แล้ว เรื่องอย่างนี้มันเก่งอยู่ ควรยกให้ว่าเก่งก็ถูก ความสนใจ มีครูบาอาจารย์ทั้งหลายแปลกหน้าแปลกตามานี้เราจะไม่ละสายตา เราจะคอยจับดูระหว่างท่านกับครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มาหาท่าน ท่านจะปฏิบัติปฏิสันถารต้อนรับกันอย่างไรบ้าง เราจะไม่ยอมไปไหน

ทีนี้วันนั้นท่านอาจารย์ฝั้นไป พอกราบท่านพูดยิ้มๆ นะ เรานั่งรออยู่แล้วนี่ “เอ้อ วันนี้มันหอมอะไรนา” ท่านว่างั้นนะท่านอาจารย์ฝั้น “เออ วันนี้มันหอมอะไรนา แต่ไม่ใช่ธูปเทียน” “เอ้อ ใช่แล้ว” ท่านตอบเท่านั้น ท่านบอกว่า“ใช่แล้ว” ไอ้เรายังเป็นบ้า แต่จับอันนี้เอาไว้ พอขึ้นไปท่านกราบพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้ว ทั้งยิ้มทั้งพูด “เออ วันนี้มันหอมอะไรน้า แต่ไม่ใช่ธูปเทียน” “เอ้อ ใช่แล้ว” พ่อแม่ครูจารย์มั่นตอบว่า “เออ ใช่แล้ว” เราหูหนวกตาบอดก็ตามแต่มันจับเอาไว้ พอได้โอกาสท่านอาจารย์ฝั้นท่านกลับไปแล้วก็ถาม ที่พ่อแม่ครูจารย์กับท่านอาจารย์ฝั้นท่านพูดวันนั้น พูดว่าอย่างนั้นๆ ว่ามันหอมอะไรน้า แต่ไม่ใช่หอมธูปเทียน แล้วพ่อแม่ครูจารย์ตอบว่า เอ้อ ใช่แล้ว นั่นมันหมายความว่ายังไง

ไม่ใช่แล้วยังไง พวกรุกขเทพทั้งหลายมาเต็มอยู่แถวนี้หมดเลย มาคอยฟังเทศน์ ครูบาอาจารย์จะเทศนาว่าการให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหามีท่านอาจารย์ฝั้น เป็นต้น เต็มหมดแถวนี้ นี่เวลาท่านเปิดเห็นไหม ท่านว่าใช่แล้ว ท่านตอบว่าใช่แล้ว ท่านยิ้มกัน มันหอมอะไรน้า แต่ไม่ใช่ธูปเทียน ท่านว่าอย่างนั้น เออ ใช่แล้ว ท่านว่า ไอ้เราตาบอดก็บอด หูหนวกก็หนวก แต่จมูกมันยังตามจับอยู่นะ วันหลังไปถามท่านท่านก็เปิดออกมาเลย จะไม่ใช่ยังไง เมื่อคืนนี้พวกเทพทั้งหลายรุกขเทพเต็มหมดแถวนี้ แล้วพวกเทพทั้งหลายชั้นสูงอยู่ห่างๆ พวกนี้เต็มหมด เขาจะได้ยินได้ฟังเทศน์อันสำคัญในคืนวันนี้ ว่าอย่างนั้น ฟังซิท่านว่า เอ้อ ใช่แล้ว ท่านตอบกัน ไอ้เรายังเป็นบ้าอยู่ เราก็ไม่ลืมนะ

นี่ลวดลายของท่านอาจารย์มั่น เรื่องเทวบุตรเทวดาท่านถือเป็นธรรมดา ที่ท่านว่า อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหากํ ตอนเที่ยงคืนไปแล้วท่านแก้ปัญหาและเทศนาว่าการสอนพวกทวยเทพทั้งหลาย ในพุทธกิจห้าของพระพุทธเจ้ามีห้าประการ อันที่สามนี้เทศน์สอนพวกทวยเทพเทวดาทั้งหลาย เวลาพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านเล่าให้ฟัง อันนั้นท่านวางไว้เป็นกลางๆ ส่วนที่จะก่อนจะหลังอันนั้นมีอีก อันนี้เป็นจุดกลาง จะเห็นได้ชัดเวลาท่านอยู่ในป่าในเขา อยู่ในที่เงียบสลัด เพียงประมาณสี่ทุ่มมาแล้ว พวกเทพทั้งหลายเต็มหมดเลย

ท่านอยู่ในป่าในเขาท่านไม่ได้ว่าง ว่าอย่างนั้นนะ รับแขกพวกเทพ พวกรุกขเทพ อากาศเทพ แล้วพวกเทพชั้นต่างๆในสวรรค์จนกระทั่งถึงพรหมโลก ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ว่าง สอนพวกทวยเทพทั้งหลาย นี่ละทางนี้ท่านเชี่ยวชาญมาก ท่านพูดธรรมดาเลย แทบไม่เว้นแต่ละคืน ท่านว่า พวกทวยเทพทั้งหลายมา ชั้นสูงก็มา สวรรค์ชั้นพรหมมา ท่านเล่าให้ฟัง แล้วท่านเป็นผู้เทศนาว่าการ ท่านจึงบอกว่าท่านไม่ว่าง ไม่ได้เกี่ยวกับมนุษย์ก็ตาม แต่เกี่ยวกับพวกเทพนี่ยิ่งมากกว่ามนุษย์ ท่านว่าอย่างนั้น นี่ละความรู้ของท่าน

แล้วก็มีแม่ชีกั้งคนหนึ่งที่อยู่หนองผือ แกตามได้นี่นะ แต่ท่านไม่ได้พูดมากละ หากไม่ปฏิเสธ หากไม่พูดมาก โอ๋ย ทำไมญาท่าน เขาถือเป็นความเคารพมากญาท่าน เมื่อคืนนี้มันอะไรต่ออะไรก็ไม่ทราบ ที่ผ่านมาบนอากาศมาลงที่หนองผือนั้นหมด ว่างั้นนะ ผ่านมาบนอากาศๆ การแต่งเนื้อแต่งตัวผิวพรรณวรรณะไม่เหมือนกัน นั่นแกเอามาพูดได้ยังไง คณะนี้มาเป็นอย่างนี้ คณะนี้มาอย่างนี้ การแต่งเนื้อแต่งตัวผิวพรรณวรรณะต่างกันเป็นลำดับลำดา ที่มาสุดท้ายเหลืองอร่ามหมด มองไปทางไหนเป็นหน้าทั้งนั้นๆ นั้นมันคืออะไร ท่านตอบนิดๆ “ท้าวมหาพรหม” ท่านไม่พูดมาก ท้าวมหาพรหม ท่านพูด แกรู้นี่ เวลามารู้นี่แกรู้ ตามรู้หมด ญาณของแกเก่ง แกก็เสียแล้ว ฟังว่าอัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ ยอมรับทันที เพราะจิตของแกหมุนติ้วๆ ตั้งแต่เราอยู่ที่นั่น

อย่างนั้นละธรรม ถ้าใครปฏิบัติศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ขอให้มีผู้ปฏิบัติอยู่เถิด อย่าเหยียบย่ำไปมาเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ใต้ดินมีหลายประเภท ใครมีความเฉลียวฉลาดไปค้นแร่แปรธาตุออกมาใช้เป็นประโยชน์ นี้ธรรมของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งนักจิตตภาวนาจะเห็นได้อย่างชัดเจนประจักษ์ใจ ไม่ได้เชื่อใครง่ายๆ เจอปั๊บเข้าไปนี้ยอมรับทันทีในความรู้ความเห็นของตน โดยไม่ต้องไปถามใคร

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ให้ตามกันด้วยจิตตภาวนา เราเชื่อธรรมดาๆ นี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นมงคลตามขั้นภูมิของผู้เชื่อผู้นับถือ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามทางของศาสดาจริงๆ เกี่ยวกับทางด้านจิตตภาวนาอันนี้เยี่ยมๆๆ ไปโดยลำดับ จนหาที่ค้านธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย รู้ตรงไหนๆ เห็นตรงไหน เชื่อตัวเอง มั่นคงขนาดไหน พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว แล้วจะไปฝืนพระพุทธเจ้าได้ยังไง นั่น เรารู้เราเห็นเราเชื่อเราแม่นยำๆไม่ผิดพลาด แล้วเวลาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว  เป็นอย่างไรภูมิของศาสดากับภูมิพวกเราต่างกันอย่างไรบ้าง

นี่ละถ้ามีผู้คุ้ยเขี่ยขุดค้นมาก็ได้ธรรมมาใช้เป็นประโยชน์ ถ้าคุ้ยเขี่ยขุดค้นตั้งแต่มูตรแต่คูถนี้มันก็ได้แต่มูตรแต่คูถเต็มบ้านเต็มเรือน เต็มเสื่อเต็มหมอน เต็มตัวของบุคคล มองไปนี้ โอ๋ย แต่งตัวนี้หยดย้อยนะ มองไปนี้ แล้วมองข้างในมีแต่มูตรแต่คูถ ของสกปรกคือกิเลส ได้แก่พวกเราเอง พากันจำเอานะ ศาสนานี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว หากอยู่ใต้ดินถูกเหยียบย่ำไปมา กิเลสนั่นละเหยียบอรรถเหยียบธรรม ไม่เชื่ออรรถเชื่อธรรม ไม่สนใจในอรรถในธรรม เราก็เลยหมดค่าไปตามๆ กันหมด ทั้งๆ ที่เจ้าของภาคภูมิใจว่าเราเป็นคนมีค่ามีราคามาก นั่นละอำนาจของกิเลสมันเสกขึ้น มูตรคูถมันก็เสกขึ้นว่าเป็นของดิบของดี ธรรมไม่ต้องเสก ท่านเลิศเลออยู่แล้ว เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

วันนี้ก็ได้ฟังเทศน์ ผู้ที่ไม่เคยได้ฟังก็ได้ฟัง เรียกว่าเปิดไปเรื่อยๆ เราจวนจะตายแล้วนะ คำพูดที่เราเทศน์ทั้งหมดไม่มีข้อข้องใจสงสัยว่าจะผิดไป มั่นใจแน่ใจจากหัวใจนี้ เอาออกแสดง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สดๆ ร้อนๆ อยู่ที่หัวใจ ขอให้เปิดประตูเข้าไปเถอะ สดๆ ร้อนๆ อยู่นั้น

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก