บวชมาหาแต่ธรรมอย่างเดียว
วันที่ 20 ตุลาคม 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

บวชมาหาแต่ธรรมอย่างเดียว

ก่อนจังหัน

         พี่น้องทั้งหลายที่ก้าวเข้ามาวัดนี้ให้ดูให้ดีทุกอย่าง วัดนี้เป็นวัดมีกฎมีระเบียบ พูดตรงไปตรงมา พระเณรจะมาปฏิบัติให้ผิดเพี้ยนจากหลักธรรมวินัยไม่ได้ ไล่จากวัดเลย  เอาจริงเอาจัง ไม่อย่างนั้นไม่ได้ เลอะเทอะหมด กิเลสกลืนมนุษย์นี่จนไม่มีเหลือแล้วนะ ธรรมไม่มีติดเนื้อติดตัวเลย โลกจะกว้างแสนกว้างมันก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กันหมด เพราะอำนาจของกิเลส ถ้าธรรมแทรกเข้าตรงไหนชุ่มเย็นๆ ว่าโลกเจริญๆ มันก็เจริญด้วยฟืนด้วยไฟเพราะมีแต่กิเลส ถ้าเจริญด้วยอรรถด้วยธรรมไปที่ไหนเย็นไปหมด

ประเทศใหญ่ยิ่งมีความร่มเย็นเป็นสุข ให้อภัยซึ่งกันและกัน มีความเมตตาแก่ประเทศเล็กประเทศน้อย ที่เรียกว่าธรรม ประเทศใหญ่เท่าไรจึงเป็นเหมือนพ่อใหญ่แม่ใหญ่ เลี้ยงดูประเทศชาติทั้งหลายให้มีความสงบร่มเย็นเป็นธรรมด้วยกัน นี่ใหญ่เท่าไรยิ่งเป็นยักษ์เป็นผี กินไม่หยุดกลืนไม่หยุด กิเลสเป็นอย่างนั้นท่านทั้งหลายดูเอา ไม่เคยเห็นธรรมให้ดูโลกร้อนๆ เวลานี้ เพราะอะไร เพราะขาดธรรม ถ้าธรรมมีที่ตรงไหนจะมองเห็นตัวเขาตัวเรา เห็นใจเขาใจเรา ไม่ได้มองดูแต่ใจตัวเอง พุงตัวเอง เห็นแก่รายได้อย่างเดียวๆ โกยเข้ามา รีดเข้ามา ไถเข้ามา นี่คือกิเลสกินไม่อิ่มพอ

         ยกตัวอย่างเอาที่ไหนได้ เอาเมืองไทยเรานี้แหละ เป็นเมืองพุทธ เหตุที่จะว่าเอาเมืองไทยเรานี้แหละเป็นตัวอย่างให้เห็น มันมีพุทธที่ไหน มีแต่เปรตแต่ผี ยกผู้ใดขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ก็ใหญ่ปากใหญ่ท้อง ใหญ่กินใหญ่กลืน ใหญ่รีดใหญ่ไถ ใหญ่บ้าอำนาจบาตรหลวงไปอย่างนั้น นี่ละอำนาจของกิเลส ไปที่ไหนมันกลืนไปหมด แทบไม่มี แม้แต่ในวัดธรรมจะไม่มีนะเวลานี้น่ะ กิเลสเข้าไปตีตลาดไว้หมด วัดก็เลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระเณรก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด ไม่มีพระเณรเป็นพระเป็นเณรเป็นศีลเป็นธรรม วัดเป็นวัดเป็นวาให้ความร่มเย็นแก่ผู้ปฏิบัติศีลธรรม มันไม่เป็นแล้วนะเวลานี้

วัดก็กลายเป็นส้วมเป็นถานไปแล้ว พระเณรก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด ทั้งเขาทั้งเรา ไม่ได้ตำหนิ ถ้าผิดเพี้ยนไปจากศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีชิ้นดี ใครอย่าอวดเก่ง กิเลสชอบอวดเก่งเสมอ ยกตัวอย่างไปถามนักโทษในเรือนจำซิ ทำไมจึงต้องมาติดคุกอย่างนี้ เขาหาว่า ฟังซิน่ะ หาว่าอะไรต่ออะไร แล้วความจริงเป็นจริงๆ เหรอ เป็นจริงๆ นั่นแหละ แน่ะ มีแต่เขาหาว่าๆ ไม่ยอมรับความจริง คนเราจึงหาความถูกต้องไม่ได้ มีแต่ความผิดเต็มตัวๆ

พี่น้องทั้งหลายเข้ามาในวัดดู สำหรับวัดนี้เอาธรรมสอนโลกนะ ธรรมสอนโลกคือว่าพูดเป็นธรรม ภาษาธรรม ที่โลกกิเลสตัณหาที่มันหวานปากหวานคอ หลอกลวงต้มตุ๋นเก่งๆ ประจบประแจงเลียแข้งเลียขามันว่าพูดอย่างนี้เป็นขวานผ่าซาก กิเลสไม่ชอบ ที่กิเลสชอบคือแบบต้มตุ๋นกันนั่นละ วัดนี้พูดอย่างตรงไปตรงมา เราพูดอย่างนี้พูดอย่างอื่นไปไม่ได้ แต่ก่อนก็เป็น คือไปเทศนาว่าการอะไรก็เทศน์เหมือนพระทั้งหลายท่านเทศน์ ตามตำรับตำรา ตำรับตำราว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ก็เจริญพรๆ ไปเรื่อย เขาว่าเจริญพรเราก็เจริญพรไป

ทีนี้เวลาออกปฏิบัตินี่ซี มันเข้ากันไม่ได้กับที่เจริญพรๆ มันประจบกันเฉยๆ เวลาเข้าปฏิบัติเป็นหลักความจริงแล้วพูดอย่างอื่นไปไม่ได้ ต้องตรงไปตรงมา สุดท้ายก็เป็นภาษาธรรม แล้วกิเลสมันก็บอกว่าเป็นขวานผ่าซาก นั่นละภาษาธรรม พูดอย่างตรงไปตรงมาให้รู้ผิดรู้ถูกจริงๆ นี่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติมาแทบเป็นแทบตายที่ได้ธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลายเวลานี้ ที่ว่าช่วยโลกเราช่วยจริงๆ เราไม่ได้เอาอะไรมาติดเนื้อติดตัวของเรา ทองคำก็พาพี่น้องหลายขนเข้าคลังหลวงนี้ตั้ง ๑๑ ตันกับ ๓๖๙ กิโล จะได้ไปเรื่อยๆ นี่เราขนเข้ามาเพื่อส่วนรวม เพื่อเป็นเนื้อเป็นหนังแห่งชาติไทยของเรา

เราไม่เอาอะไร ชิ้นเดียวเราก็ไม่เอา เราอบอุ่นภายในใจของเรา ว่าพาพี่น้องทั้งหลายปฏิบัติเป็นธรรม หัวใจเป็นธรรมแล้วจะเป็นฟืนเป็นไฟไปไม่ได้ ปฏิบัติเป็นธรรม ได้อะไรๆ มาเปิดเผยหมดๆ ไม่มีลี้ลับ นี่ปฏิบัติต่อโลกด้วยความเมตตา ทำอย่างนั้นนะ เงินทองข้าวของได้มาเท่าไรหมดๆ เพราะความเมตตา ยกตัวอย่างเช่นกฐินวันที่ ๑๔ นี่ ได้เงิน ๑๐ ล้าน หมดไปแล้วนะ หมดไปกี่วันแล้ว เงิน ๑๐ ล้านมันไปไหนนั่น เขาก็รู้ว่าเราเป็นผู้เสียสละด้วยความเมตตา พอได้เงินมาคนนั้นมาขอ คนนี้มาขอ บอกชัดๆ ว่าหมดแล้วเงิน ๑๐ ล้าน

วันที่ ๑๔ เขามาทอดกฐิน พอวันที่ ๑๕-๑๖ คนนั้นขาดนั้น คนนี้ขาดนี้ ฟาดไปเสียเงิน ๑๐ ล้านหายเงียบเลย มันก็ไปอยู่ที่ประโยชน์ของส่วนรวม เราพอใจ นี่ละเราปฏิบัติต่อโลก เราไม่เอาอะไรๆ ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้พิจารณาให้ดี มาที่นี่อย่ามาเก้งๆ ก้างๆ ตอนค่ำแล้วยังเก้งๆ ก้างๆ ถ้าเรามาแล้วเอาแหละ ส่วนมากมักจะมาตอนเห็นว่าคนเลิกไปแล้ว เพราะเราสั่งแล้วว่าตั้งแต่สี่โมงครึ่งแล้วห้ามไม่ให้มาจุ้นจ้านๆ ในวัดนี้ พอระยะนั้นไปแล้วมาแล้วออกมาดู มาพอเห็นไหลเข้ามา มาอะไร ถามดูเสียก่อน ถ้าไม่เป็นท่าไล่ออกเดี๋ยวนั้นเลยๆ

สถานที่นี่เป็นวัดเป็นวา มีขอบมีเขต ท่านรักษาความดีงามทั้งหลาย นี่มาอะไรเก้งๆ ก้างๆ เข้ากันไม่ได้ ออกไปเดี๋ยวนี้ หลวงตาเองเป็นคนไล่นะ ให้หลวงตาเจอเองนั่นละไม่มีสูงมีต่ำ ไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัว เอาธรรมสอนโลกต้องสอนอย่างนั้นซิ บอกตรงไปตรงมา ใครอย่ามาเก้งๆ ก้างๆ นะผิดเวล่ำเวลา หากมากิจธุระจำเป็นให้มา ก็ศาสนาเป็นของร่มเย็นเป็นที่ตายใจของโลกทั้งหลาย ทำไมจะมาไม่ได้ถ้าผู้มาเพื่อความเป็นธรรม แต่มาเก้งๆ ก้างๆ เลอะๆ เทอะๆ อย่ามา

วัดนี้ไม่ได้บวชมาหาสินจ้างรางวัล หาโลกามิส หาความร่ำความรวย หาแต่ธรรมอย่างเดียว ใครจะเอาเงินทองข้าวของมาอวด อวดวัดนี้นะ เฉพาะอย่างยิ่งบอกตรงๆ อย่ามาอวดหลวงตาบัว เขี่ยลงทะเลหมด ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรม พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกเลิศด้วยธรรมทั้งนั้นแหละ สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เลิศ มันหลอกหูหลอกตาคนให้ล่มจม ถ้าใครไม่มีสติปัญญาแล้วจมไปด้วยสิ่งเหล่านี้ละ โลกามิสๆ มันหลอก บวชมาเพื่อปฏิบัติธรรม นี้เราก็ปฏิบัติธรรมเป็นธรรมล้วนๆ

ใครอย่าเอาอะไรมาอวดเรานะ บอกตรงๆ สมบัติเงินทองข้าวของอย่าเอามาใหญ่กว่าธรรมไม่ได้ ไม่มีอะไรเหนือธรรม ธรรมนี้เลิศสุดยอดแล้ว ให้พากันไปปฏิบัติ อย่าเห็นแต่สิ่งอื่นๆ ที่เป็นเครื่องหลอกลวงดีกว่าธรรมนะ จะจม ให้พากันจำให้ดีทุกคน นานๆ ได้พูดให้ฟังสักทีหนึ่งๆ เข้าวัดเข้าวาก็ไม่ว่าท่านว่าเรา พอเข้าไปหาพระพระก็ไม่ไว้ใจตัวเอง โยมก็ไม่ไว้ใจพระ ทั้งไม่ไว้ใจตัวเองและเชื่อถือกันไม่ได้ นี่ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ตาม เราปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยที่ศาสดาสอนมาตรงเป๋งมาตลอดเลย

ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มน้อย ก็ยังมีทะเลาะกันอยู่บ้างกับพระหนุ่มน้อยทั้งหลายที่โกโรโกโสมาหาเรา เราปฏิบัติเอาจริงเอาจัง ศีลธรรมให้ถูกต้องดีงาม มาปฏิบัติเลอะๆ เทอะๆ เราว่าเอาบ้าง ยกพวกมาตีเราก็มี พวกเปรต เข้าใจไหม เราลืมเมื่อไร พวกเปรตนี้มันเป็นอย่างนั้น หน้าด้านสันดานหยาบ ล่วงเกินธรรมวินัย เตือนไม่ได้ นี่พวกทิฐิมานะ เราเคยเห็นมาแล้วเราเข็ดเราหลาบ สำหรับวัดนี้มีไม่ได้ องค์ไหนที่เป็นอย่างนั้นไล่ทันทีไม่ให้อยู่ มันเลอะเทอะศาสนา

ให้พากันปฏิบัติตามศีลตามธรรมบ้าง บ้านเมืองเราจะมีความสงบร่มเย็น นี้ไปที่ไหนมีตั้งแต่กิเลสออกหน้าออกตา ธรรมไม่มีแล้วจะหาความร่มเย็นมาจากไหน กิเลสพาใครให้ร่มเย็น มีแต่ฟืนแต่ไฟทั้งนั้นละเผาตลอด พากันจำเอา เอาละทีนี้ให้พร

หลังจังหัน

         ผู้กำกับ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๙ ลงว่า

“กรณีแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช”

         เห็น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเดินทางไปถวายสักการะและถวายพระพรสมเด็จพระสังฆราช ก่อนเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลก็อนุโมทนาสาธุ ยกย่องสรรเสริญ แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์จริงๆ นอกเหนือจากอามิสบูชาแล้ว ก็ควรที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 24 จะเร่งปฏิบัติบูชา รวม 2 ประการ

        เริ่มต้นแรกสุด ก็ด้วยการเสนอต่อมหาเถรสมาคม ให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

        ลำดับต่อมา ก็เสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประเด็นสำคัญที่สุดที่จะต้องแก้ไขเป็นลำดับแรก ก็คือบัญญัติแก้ไขให้พระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช กลับไปเป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ในลักษณะเปิดกว้าง ไม่ต้องถูกจำกัดถึง 2 ชั้น อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อันอาจจะทำให้พรรคการเมืองเข้าครอบงำและใช้คณะสงฆ์ หรือพระสงฆ์วิ่งเข้าหาพรรคการเมืองได้

        เดิมทีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ว่า “...พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง” หมายความว่าเป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ ครั้นเมื่อถึง ปี 2535 แก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปอีก 2 วรรค สำคัญที่สุดก็คือวรรคสอง บัญญัติว่า “...ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” (หลวงตา สูงสุดโดยสมณศักดิ์ก็เท่ากับเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป เอ้าว่าไป) เท่ากับจำกัดพระราชอำนาจให้อยู่ในกรอบถึง 2 ชั้น ด้วยกัน

        แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุดกรณีพระอาการประชวรนั้น “เซี่ยงเส้าหลง” (ผู้เขียน) ยืนยันมาตั้งแต่มกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2547 แล้วว่าถ้าจำเป็นจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระพระองค์ โดยไม่มีวาระซ่อนเร้นก็ต้องทำให้กระบวนการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นการลงนามในพระบัญชาโดยพระองค์เอง หรือถ้ามั่นใจว่าพระองค์ไม่อาจปฏิบัติศาสนกิจใด ๆ ได้เลยก็นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เรื่องก็จะงดงามได้

         สมเด็จพระสังฆราชทรงมีภูมิธรรมสูง เป็นเสมือนพลังหลักสำคัญทางฝ่ายศาสนจักร, พุทธจักร ให้กับรัชสมัยพระมหากษัตริย์ผู้มีภูมิธรรมอันประเสริฐรัชกาลปัจจุบัน ทรงเป็นพระพี่เลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวช เมื่อปี 2499 การปฏิบัติใด ๆ ต่อพระองค์ท่าน มิใช่เพียงแต่จะอ้างเหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว ว่าปฏิบัติตามกฎหมาย หากแต่จะต้องกระทำด้วยความเคารพ, ความยำเกรงในพระเกียรติ ที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา ด้วยพระราชอำนาจสมบูรณ์ตามกฎหมายเก่าก่อน ปี 2535 และไม่ควรก้าวล่วงโดยถือความชราภาพ หรืออาการประชวรแม้แต่น้อย “เซี่ยงเส้าหลง” (ผู้เขียน) เคยเขียนทั้งเตือนและติงรัฐบาลชุดที่แล้วไปหลายครั้งทำนองว่า “...ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ได้รับการสถาปนาโดยพระราชอำนาจเต็มในพระมหากษัตริย์ หากจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ก็ควรนำเรื่องแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนั้น เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบเสียก่อน” น่าเสียดายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, วิษณุ เครืองาม เลือกทางอื่น

        สรุปคือ จุดประสงค์ของประชาชนและผู้เขียน ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่นี้ได้เสนอต่อมหาเถรสมาคม ให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  และเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้พระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช กลับไปเป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์

หลวงตา มีเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ก็ไม่เห็นมีอะไร เรื่องนอกเหนือไปจากพระวินัยไปทำนี้ เป็นเรื่องนอกไปจากธรรมวินัย เราไม่ว่าอะไรละ ปล่อยตามเรื่อง ตั้งอันนู้นขึ้นมาลบอันนี้ แล้วตั้งอันนั้นขึ้นมา ตั้งเรื่อยๆ อันนี้ก็เรื่องของโลกเขาทำของเขาเอง แต่อย่ามาลบล้างธรรมวินัยก็แล้วกัน ถ้ามาตรงนี้เอากันใหญ่เลย เพราะอันนี้คือศาสดาองค์เอกอยู่ตรงนี้ นอกนั้นไม่ใช่ศาสดา จะตั้งอะไรๆ ขึ้นมาก็ไม่ใช่ศาสดา หลักธรรมหลักวินัยนี้คือศาสดา จะมาลบล้างมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขนี้ไม่ได้ นั่นเอาตรงนั้น

(ในกฏหมายสมณศักดิ์อยู่เหนืออาวุโสภันเตผิดจากธรรมวินัยไหมคะ) ผิด แม้แต่พระแสดงอาบัติกันก็ยังมีอาวุโสภันเต อาวุโสภันเตคือองค์ศาสดาไปยืนจังก้าอยู่นั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้ ยอมรับ แสดงอาบัติใครผิดอะไรยอมรับว่าผิด อาวุโสภันเตพรรษาแก่อ่อนต่างกัน ยอมรับๆ จะเอาสมณศักดิ์มาใส่ไม่ได้ (กฎหมายที่บัญญัติควรอนุวัตตามหลักธรรมวินัยด้วย) ก็ต้องเป็นไปตามหลักธรรมวินัย จะมาเหยียบหัวพระพุทธเจ้าคือหลักธรรมหลักวินัยนี้ไม่ได้ ที่เรามีอะไรๆ กันอยู่เรื่อยๆ มาก็คือมาเหยียบหัวศาสดาของเรา เราก็ตีขาเอาซี คือมันผิดปล่อยไปไม่ได้ เรื่องของเขาก็เป็นเรื่องของเขาไปแต่อย่ามาแตะศาสดาคือธรรมวินัยก็แล้วกัน ก็มีเท่านั้น เพราะอันนี้เป็นหลักตายตัว พระธรรมและพระวินัยที่เราบัญญัติไว้แล้วนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต นั่นบอก เพราะฉะนั้นหลักธรรมหลักวินัยคือองค์ศาสดาโดยแท้

วันนี้ก็ไม่มีอะไร ก็เทศน์แล้วเมื่อเช้าก่อนจังหัน หลังจังหันแล้วก็ยังจะให้เทศน์อีกมันเกินไปพวกนี้ ก่อนจังหันก็เทศน์แล้ว หลังจังหันก็ยังจะให้เทศน์อีก วันนี้เราก็จะได้ไปโรงพยาบาลลึกนะ สงสาร อยู่ในกลางภูเขา วันพรุ่งนี้ก็จะได้ไปโคราช ไปสองคืนแล้วกลับมา วันนี้จะเข้าไปภูเขาเอาของไปส่งโรงพยาบาล เมื่อวานนี้ไปหนองบัวระเหว เลยชัยภูมิไป ๓๒ กิโล ไกล ๓ ชั่วโมงเป๋งถึง กลับมาขาด ๓ ชั่วโมงดูเหมือน ๑๐ นาที คือมาไม่ได้แวะ ตรงเป๋ง เวลาไปแวะเอาของ เฉพาะที่เขาสวนกวางเขาขายไก่ ขนขึ้นใส่รถเต็มรถแล้วไปเลย เสียเวลาเท่านั้น นอกนั้นก็บึ่งเลย

พูดตรงๆ เราเปิดหัวอก เพราะเราจวนจะตายแล้ว เอาของจริงออกมาพูด เราไม่มีของปลอม มีแต่ของจริงเต็มหัวใจ เราเองก็หาที่ต้องติไม่ได้ มีแต่เทิดทูนยินดีอนุโมทนากับความเพียรของเจ้าของ ถึงขนาดที่ว่า โอ้โห ขนาดนั้นมันก็ทำได้ๆ คือวัยนั้นเป็นวัยหนุ่มน้อย และเป็นวัยที่มุ่งต่อมรรคผลนิพพานอย่างเต็มหัวใจ จึงไม่รู้จักเป็นจักตายความเพียร ทีนี้เวลามาในวัยนี้แล้วมองไปข้างหลัง โถ อย่างนั้นมันก็ทำได้ๆ เป็นอย่างนั้นนะกว่าจะได้ธรรมมาสอนโลก

เพราะฉะนั้นเราจึงสอนได้อย่างเปิดเผย เราไม่เคยสนใจกับใครจะมาติฉินนินทากาเลอะไรเราไม่เคยสนใจ ธรรมที่ออกนี้เหนือหมดแล้ว คือกลั่นกรองถึงขั้นบริสุทธิ์เต็มหัวใจ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วออกสอนโลก เราจึงไม่เคยหวั่นกับสิ่งใด ไอ้กองขี้หมูราขี้หมาแห้งมันเห่าว้อกๆ แว้กๆ ก็ช่างหัวมันซีก็ปากอมขี้ เข้าใจไหม นี้ปากอมธรรมออกมันต่างกัน ไม่มีใครพูดอย่างหลวงตาบัวพูดจริงๆ ในปัจจุบันนี้ เราไม่ได้ยกตนข่มท่านนะ เราพูดตามหลักความจริง เขาเรียกว่าขวานผ่าซาก นี่ไม่ใช่ขวานผ่าซากพูดอย่างตรงไปตรงมา

เราเคยแต่ก่อนที่เรียนปริยัติ เขานิมนต์ไปเทศน์ที่ไหนก็เทศน์ไปเรื่อยเจริญพรไปเรื่อย ทีนี้เวลามาปฏิบัติมันขัดกันที่กับเจริญพรไปเรื่อยนั่นน่ะ ความจริงเป็นอย่างนี้ ความปลอมเป็นอย่างนั้น มันปัดออกๆ ทีนี้มีแต่ความจริงๆ เลยกลายเป็นขวานผ่าซากไป คือเอาแต่ความจริงล้วนๆ มา ที่แน่ใจๆ ออกไปไม่ผิดว่างั้นเลย โวหารอันนี้มาจากภาคปฏิบัติ ไม่ได้มาจากภาคปริยัตินะ ปริยัติก็เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขา เทศน์ไปแบบเดียวกัน แต่ก่อนเป็นอย่างนั้น แต่พอมาปฏิบัตินี้มันขัดต่อความจริงคืออะไร มันขัดอย่างไรตัดออกๆ ตลอด ไปแต่หลักความจริงล้วนๆ ก็เลยกลายเป็นขวานผ่าซากไป แต่ไม่ผ่าธรรม ขวานผ่าซาก ซากผีดิบ เข้าใจไหม มันเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ ขวานผ่าซาก ซากผีดิบ มีแต่กองกิเลสเต็มอยู่นั้น

เราไม่เคยเป็นอารมณ์กับใคร การเทศนาว่าการทุกอย่างเราพูดได้เต็มอรรถเต็มธรรมทุกอย่าง เต็มหัวใจเรา แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพูดได้ แต่เวลามันเป็นขึ้นมาเมื่อมันรู้มันเห็นมันเป็นขึ้นมาเอาอันนี้มาพูดจะผิดไปไหน สะทกสะท้านไปไหน ไม่สะทกสะท้านเลย ศาสดาองค์เอกเพียงพระองค์เดียวสอนโลกได้ทั้งสามโลก กามโลก รูปโลก อรูปโลก สอนได้หมดเลย นั่นธรรม นั่นละเหนือไปหมดเลย เข้าอยู่ในหัวใจใดหัวใจนั้นก็เป็นธรรมแล้ว ก็ออกได้เช่นเดียวกัน เต็มภูมิแห่งวาสนาของตนๆ นั่นแหละ

เอาละวันนี้เพียงเท่านี้ เราจะมีธุระไปของเรา วันนี้ก็ไปไกลอยู่จะเข้าภูเขาวันนี้ เอาของไปส่งเข้าภูเขา ไปด้วยความเมตตา เหล่านี้ไปด้วยความเมตตาทั้งนั้น ทุกข์ขนาดไหนเราก็บืนๆ อำนาจแห่งความเมตตามันครอบโลกธาตุ ใครจะว่าอะไรๆ ก็ตาม เราก็ฟัง ฟังเจตนาของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เฒ่าแก่แล้วไปอะไรนักหนา นอนอยู่มันก็แก่ นั่งอยู่มันก็แก่  จะว่าอย่างไร แล้วมันก็ตายได้ด้วยกัน ในอิริยาบถทั้งสี่มันเป็นตายได้ เวลาเรายังไม่ตายเราทำประโยชน์อะไรเราทำของเราเอง เราก็ไปแบบเราเสีย ลูกศิษย์ลูกหามาขอร้อง ไม่อยากให้ไปอย่างนั้น ไม่ให้ไปอย่างนี้ ถ้าไม่ไปแล้วมันตายไหมล่ะ มันก็ตายเหมือนกัน อ้าวยังไม่ตายไปซิน่ะ เป็นอย่างนั้นละ เอาละให้พร

(หมอถวาย ๑,๐๐๐ บาท) หมอนี้เด่นมากอยู่ในวงหมอ เด่นทางศีลธรรม เด่นมาก คือการเรียนแพทย์ เรียนสรีรศาสตร์ ร่างกายส่วนไหนๆ ทำงานไปอย่างไรๆ ทางแพทย์เขาเรียน เรียนเพื่อแก้โรคแก้ภัย มันไปทางนั้น แต่สรีรศาสตร์ของพุทธศาสตร์นี้เรียนเพื่อแก้กิเลส มันติดมันขัดมันข้องตรงไหน มันยึดมันถือที่ตรงไหน ถือเขาถือเราตรงไหนแก้ออกๆ ตัดออก อันนี้แก้กิเลส พุทธศาสตร์นี้แก้กิเลส สรีรศาสตร์ของพุทธศาสตร์นี้แก้กิเลส สรีรศาสตร์ของหมอแก้โรคแก้ภัย ต่างกัน จึงจะเอาเข้ามาเป็นแผนกเดียวกันไม่ได้ ผู้เรียนหมอเรียนมากๆ มีเมียตั้ง ๑๐ คนก็มี พุทธศาสตร์นี้เปิดออกหมดเลย เอาละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก