เปิดมรรคผลนิพพานที่จิต
วันที่ 21 ตุลาคม 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เปิดมรรคผลนิพพานที่จิต

ก่อนจังหัน

ท่านทั้งหลายมาวัดดูให้ดีนะ ตาตั้งแต่วันเกิดมา หูตั้งแต่วันเกิดมา จมูก ลิ้น กาย ใจ ตั้งแต่วันเกิดมา สัมผัสสัมพันธ์ยุ่งกันกับพวกมูตรพวกคูถ ให้แทรกเข้าหาธรรมบ้างจะเป็นสาระในตัวของเราเอง มาวัดก็ดูให้ดี อย่ามาเพ่นๆ พ่านๆ เก้อๆ กังๆ เถ่อนู้นเถ่อนี้มาเที่ยว ไม่เกิดประโยชน์อะไร ดูให้เกิดประโยชน์ซิไปที่ไหน เจ้าของไม่รู้นะ มาแบบเห่อๆ  นอกจากนั้นยังมีหยิ่งๆ ด้วย เราดูตับมัน โอ๋ย น่าทุเรศ พิลึกจริงๆ พูดให้มันชัด จ้าอยู่นี้ นอกจากไม่พูดเฉยๆ

ธรรมพระพุทธเจ้ามาเหยียบได้เหรอ กิเลสมันเหยียบธรรมทุกวันนี้ กิเลสนี้เหยียบธรรมๆ เย่อหยิ่งจองหองพองตัว เหยียบหัวธรรมไปเรื่อยๆ มันไม่รู้ตัว ให้ย้อนจิตเข้ามาดูใจตัวเองมันเป็นเหมือนไฟเห็นไหมล่ะ ถ้านำธรรมเข้าไปนี้แล้วจะชุ่มเย็นตลอดเวลา ขอให้พี่น้องทั้งหลายเอาไปพิจารณา

ไม่มีพระองค์ใดละพูดในประเทศไทยจะพูดแบบอีตาบัวนี่ อีตาบัวนี้พูดเป็นภาษาธรรมไปเลย ตรงไปตรงมา พูดอะไรก็พูดเถอะเรื่องชื่อของอีตาบัว เขาตั้งไว้นู้นชื่อ ฟาดตั้งแต่ชั้นราชชั้นอะไรมาถึงชั้นธรรม เราเลยบอกใครอยากไปกราบพระธรรมวิสุทธิมงคลหรือพระราชอะไรก็ไม่รู้แหละบนศาลานู้นให้ไปกราบ ถ้าใครอยากกราบหลวงตาบัวอยู่ใต้ถุนศาลาให้มากราบนี้ เลยมาตั้งแต่ใต้ถุนศาลา ข้างบนเขาเลยไม่ขึ้น

ขอให้พากันพิจารณาให้ดี วัดนี้มีกฎมีระเบียบทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นไหมเขียนไว้นั้น ท่านมีกฎมีระเบียบ ท่านรักษาความดีงามทั้งหลาย ท่านไม่ปล่อยให้เลอะๆ เทอะๆ ใครมาท่านก็เตือนไว้นั้น เตือนเพื่อความดีงาม ไม่ได้เตือนเพื่อความเสียหายแก่ผู้มาและผู้อ่านแต่อย่างใด ขอให้อ่านแล้วเอาไปพินิจพิจารณา ธรรมพระพุทธเจ้าทำโลกให้ล่มจมที่ไหนมี นอกจากกิเลสเท่านั้น จมเรื่อยๆ ไอ้กิเลสนี่ ไอ้ตัวพองๆ ตัวเก่งๆ นั่นแหละกิเลส กิเลสมันไม่ยอมตน มันพองตลอดๆ เหมือนอึ่งอ่างกับวัว วัวคือหลักธรรมชาติได้แก่ธรรม อึ่งอ่างได้แก่กิเลสมันชอบพองตัวๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร

วันเสาร์เป็นวันว่างให้เสาะแสวงหาความดีงามเข้าสู่ใจ อย่าปล่อยให้ใจฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปโดยถ่ายเดียวไม่ดี จะให้พร

หลังจังหัน

         (พระครูจิตตการโกวิท วัดสุวรรณจินดาราม ท่านถามปัญหามาว่า ปัจจยาการ หรือ ปฏิจจสมุปบาท มีธรรมขึ้นต้นว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณอภิสังขารา หนึ่ง ....ทั้งสามประการนี้จะมีขึ้นได้ต้องอาศัยรูป-นามเป็นเหตุใช่หรือไม่ครับ จึงจะมีบุญบาป ส่วนตัวอวิชชาคือความไม่รู้เป็นชื่อธรรมเฉยๆ ไม่มีรูป ไม่มีนาม ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ จะทำกรรมได้อย่างไร กราบเรียนแล้วแต่เมตตา ท่านรอฟังทางวิทยุอยู่ครับ) ไม่ทราบมีรูปมีนาม หรือไม่มีไม่รู้ อวิชฺชาปจฺจยา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สำหรับผู้ที่มาถามไม่ทราบว่าเคยปฏิบัติ หรือไม่เคยก็ไม่ทราบ การตอบจึงตอบยาก

         ความรู้นี้เป็นความรู้ของศาสดาองค์เอก ปฏิจจสมุปบาท หรือ อวิชฺชาปจฺจยา อวิชชาเป็นปัจจัย คือหนุนให้เกิดสังขาร สังขารก็คือสังขารสมุทัย สังขารธรรมดา สังขารของพระอรหันต์ สังขารของปุถุชนต่างกัน สังขารของปุถุชนนี่เป็นอวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สังขารของพระอรหันต์เป็นอวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สังขารไม่มีกิเลส ต่างกันอย่างนี้ ทีแรก อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ เรื่อยไป เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส,สมุทโย โหติ เหล่านี้เป็นสมุทัย เป็นวัฏวนเป็นลูกโซ่ต่อกันไปเลย

พออวิชชาดับเท่านั้นอวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ ดับๆ ๆ หมด กิเลสดับที่ใจแห่งเดียว กิ่งก้านสาขาดอกใบที่ออกมาจากใจดับหมด เหมือนกับต้นไม้ ถอนรากแก้วมันพรวดขึ้นมาเท่านั้นกิ่งก้านสาขาดอกใบ ใบก็ดีดอกก็ดีไม่ต้องไปพรรณนา แต่ท่านพรรณนาไปนั้นเพื่อจะให้เข้าใจ สมกับว่าเป็นศาสดา ถ้าธรรมดาแล้วถอนรากแก้วขึ้นมาแล้ว กิ่งก้านสาขาดอกใบไม่ต้องบอก ดับไปพร้อมๆ กันเลย อวิชฺชายเตฺวว พออวิชชาดับเหล่านั้นดับหมด สังขารก็ไม่มีสมุทัยแล้วที่นี่ เพราะสังขารสมุทัยได้แก่อวิชชาเป็นตัวหนุน  อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ทีนี้ก็ต่อเรื่อย สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ.  เรื่อย คือมันแตกเป็นต้นเป็นลำแล้วก็เป็นดอกเป็นใบไป เหมือนต้นไม้พอถอนรากแก้วขึ้นแล้ว ไม่ว่ากิ่งก้านสาขาดอกใบดับไปด้วยกันหมด

เราอยากให้ท่านผู้ถามปัญหาหรือท่านผู้ใดก็ดีได้ปฏิบัติต่อจิตใจ ตัวที่เกิดปัญหาถามอยู่เวลานี้บ้างจะดีนะ พระพุทธเจ้าเป็นต้นแห่งปัญหาจากภาคปฏิบัติ รู้ปัญหาจากภาคปฏิบัติ พระสงฆ์สาวกอรหันต์ท่านปฏิบัติรู้สิ่งเหล่านี้จากภาคปฏิบัติ ถามเฉยๆ ก็เป็นนกขุนทอง แก้วเจ้าขา พอพูดอย่างนี้ทำให้เราย้อนไปคิดถึงเราอ่านนิพพานอยู่นั่น นั่นเวลาเรียน อ่านนิพพานนั่นละในตำรา ตำราก็ออกจากศาสดาเป็นผู้ชี้บอกเรื่องนิพพานมี แต่คนมีกิเลสไปอ่านเช่นเรานี้ อ่านนิพพานอยู่นั่น นิพพานมีหรือไม่มีนา นั่นเห็นไหมล่ะ คือมันตาบอดมันไม่เห็นนิพพาน

จนกระทั่งได้ออกความคิดขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ถ้าท่านผู้ใดมาชี้แจงเรื่องว่านิพพานมีอยู่ ด้วยความสัตย์ความจริงเป็นที่แน่ใจแล้ว เราจะมอบกายถวายตัวต่อท่านผู้นั้น แล้วจะเอาตายเข้าว่า คือปฏิบัติเพื่อพระนิพพานโดยถ่ายเดียวเท่านั้น อ่านนิพพานอยู่นั้นมันยังเป็นไปได้ คิดดูซิ ยังถามหาท่านผู้ใดที่มีความสามารถมาชี้แจงบอกว่านิพพานมีอยู่ เราจะมอบกายถวายตัวต่อท่านนั้นแล้วจะปฏิบัติเอาตายเข้าว่าเลย เป็นอย่างนั้นละกิเลส อ่านพระนิพพานมันก็ลบพระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาว่าอย่างไร

พอไปหาหลวงปู่มั่นเท่านั้นละ ท่านกางเรดาร์ไว้แล้ว ใส่เปรี้ยงเลยนะ ท่านมาหาอะไร ขึ้นเลย จะเป็นคำพูดเด็ดขาดหรือเป็นคำพูดดุด่าว่ากล่าวอะไรก็แล้วแต่ นี่ละพลังของธรรมท่านแสดงออก เมตตาต่อผู้ตั้งอกตั้งใจฟังจริงๆ เพราะเราไปฟังด้วยความตั้งใจ ทุกกระเบียดเลย เราจะฟังให้ถึงที่ถึงฐานจากท่านผู้วิเศษ ท่านมาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานเหรอ นั่นขึ้นแล้ว ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม แล้วฟาดไปดินฟ้าอากาศจนกระทั่งรอบโลกธาตุไม่ใช่กิเลสตัณหา ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไล่เข้ามา กิเลสตัณหาจริงๆ มรรคผลนิพพานจริงๆ อยู่ที่ใจ ไล่เข้ามาๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใจ

เราจึงอยากให้ชาวพุทธเราได้ปฏิบัติธรรมบ้าง จะหายสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพาน พุทธศาสนานี้คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นอื่น เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ที่มานับถือพุทธศาสนานี้มันไม่จริงไม่จัง เหลาะๆ แหละๆ เป็นตลาดแห่งกิเลสตัณหา กลายเป็นตลาดมูตรคูถไปเสียทั้งๆ ที่เป็นชาวพุทธ มันจึงไม่ได้เรื่องได้ราว  ถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ที่เราออกยาวๆ ว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ไม่มีที่แก้ไขดัดแปลงตรงไหน จะเอาเพิ่มเติมก็ไม่ได้ จะดึงออกก็ไม่ได้ พอดี นั่นธรรมพระพุทธเจ้า

แต่พวกเรามันไม่พอดี อ่านสวากขาตธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วมันก็ไม่ชอบอยู่กับผู้อ่าน เพราะผู้อ่านมีแต่กิเลสเต็มตัว แบกส้วมแบกถานไปอ่านมันก็เป็นส้วมเป็นถานไปหมด ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร นี่พูดไปถึงไหนเราก็เลยไปใหญ่เลย (ขอโอกาสที่พระท่านถามหมายความว่า อวิชชานี้ไม่มีรูปมีนามก่อให้เกิดสังขารได้ เคยฟังจากท่านอาจารย์ฝั้นท่านบอกว่า จิตเดิมแท้เป็นพ่อแม่ของอวิชชา หมายความว่าอวิชชาอาศัยจิตเดิมก่อให้เกิดสังขารขึ้นมา) ก็ ฐีติภูตํ ท่านก็ว่าไว้แล้ว ฐีติภูตํ. อวิชฺชาปจฺจยา ถอดจากนี้ไป โห เวลามันมืดนี่ อ่านนิพพานอยู่นั้นแหละอ่านนิพพาน นิพพานมีหรือไม่มีน้า ทั้งๆ ที่อ่านนิพพานของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้ว บอกความจริงมา เราก็มาอ่าน อ่านก็คนมีกิเลสอ่าน หลับตาอ่าน นิพพานมีหรือไม่มีนา เป็นในเราเอง

เวลาไปหาท่านท่านก็ใส่เปรี้ยง หาหลวงปู่มั่น ท่านมาหาอะไร ขึ้นเลย ชี้ไปต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศไม่ใช่กิเลสตัณหา ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไล่ไปครอบแดนโลกธาตุไม่ใช่กิเลสตัณหา ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน กิเลสตัณหาแท้มรรคผลนิพพานแท้อยู่ที่จิต ท่านไล่เข้ามานี้เลย แล้วก็ไล่ให้ภาวนา เอาเปิดๆ ที่จิต พระพุทธเจ้าเปิดที่จิต พระสาวกอรหันต์เปิดมรรคผลนิพพานที่จิต ไม่ได้ไปเปิดที่ไหน ท่านจี้ลงๆ เอาไว้ อย่างนั้นละท่านผู้รู้แล้วพูดอะไรแม่นยำๆ เราพวกตาบอดอ่านนิพพานก็ยังสงสัยนิพพาน จะให้ว่าอย่างไร

เดี๋ยวนี้นิพพานหรือธรรมพระพุทธเจ้าจะเป็นกระดาษเศษนะ อยู่ตามตำรับตำรา พวกเราไปอ่านก็เป็นหนอนแทะกระดาษไป คือไม่สนใจจะปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า โลเลโลกเลกๆ ทั้งๆ ที่เป็นชาวพุทธ หาความจริงจากตัวเองที่เป็นลูกชาวพุทธไม่ได้เลย นี่ละมันเสีย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยภาคปฏิบัติ ก็เราไม่ปฏิบัติเลยจะเอาความจริงมาจากไหน ก็อ่านเหมือนนกขุนทอง อ่านไปเป็นหนอนแทะกระดาษไป เรียนจบชั้นไหนๆ ให้ชั้นให้ภูมิกันไป ชั้นนั้นชั้นนี้ นับแต่นักธรรมตรี โท เอก แล้วเปรียญตรี เปรียญโท เปรียญเอก สุดท้ายก็เอกตาข้างเดียว ถ้าอันนี้บอดด้วยแล้วบอดหมดเลย

โยม            ลูกมีปัญหาจะถามเจ้าค่ะ

หลวงตา        เอาถามมา ถ้าตอบได้จะตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ เอาว่ามา

โยม            ในการปฏิบัติธรรม เมื่อเราปฏิบัติได้ช่วงหนึ่งแล้วจะมีความรู้สึกว่าเบื่อ ถ้าปฏิบัติธรรมสัก ๑๐ วัน สมมุติว่าเราได้พบอะไรสักอย่างที่จิตใจเรามีความสุขมาก ทีนี้จิตใจเราเกิดเบื่อหน่าย แทนที่เราจะนั่งได้และปฏิบัติต่อไปจากที่เราได้แล้ว กลับเป็นนิ่งๆ ทำให้รู้สึกว่าเบื่อ เบื่อสักสองสามวัน มีวิธีแก้ไขอย่างไรเจ้าค่ะหลวงตา

หลวงตา        ความเบื่อเป็นธรรมแต่มีกิเลสแทรกอยู่ มันยังไม่หมดมันก็เบื่อ พอหมดแล้วมันก็ไม่เบื่อ แสดงว่ากิเลสหมด เอาพิจารณาไป พอพูดอย่างนี้มันคึกคักนะ พูดจริงๆ ก็มันจ้าครอบโลกธาตุอยู่นี่จะว่าไง ไปไหนไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอนมันจ้าอยู่ นั่นละนิพพานเที่ยง เป็นธรรมชาติ อาศัยขันธ์ที่เป็นสมมุติดินน้ำลมไฟ ธรรมชาตินั้นไม่ใช่สมมุติ  จ้าอยู่อย่างนั้น

พอใครพูดขึ้นมานี้มันดีดผึงทันที อยากให้รู้ให้เห็นดังที่ว่านี่บ้าง ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโมฆะแล้วเหรอ มันถึงลูบคลำกันอยู่พวกชาวพุทธเรา ไม่สนใจปฏิบัติมันก็ลูบคลำละซิ อ่านไปเหมือนหนอนแทะกระดาษ อยากให้ปฏิบัติ เอามันเบื่อก็เบื่อ เอาพิจารณาตรงนี้ละ เข้าใจเหรอ พิจารณาร่างกายหรือเปล่าทุกวันนี้ (พิจารณาค่ะ) เอาตรงนี้ละตรงมันจะเปิดโลกธาตุ ทีแรกทำจิตให้สงบ จะสงบด้วยธรรมบทใดก็ได้ เช่นพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ตาม มีสติจับอยู่นั้น ไม่ให้จิตส่งไปสู่ภายนอกอันเป็นเรื่องของกิเลส เอางานให้จิตทำ คืองานของธรรม

พุทโธเป็นงานของธรรม นอกจากนั้นเป็นงานของกิเลส คิดไปเรื่องใดมีแต่กิเลส ถ้าคิดเรื่องธรรมมีสติครอบอยู่เป็นเรื่องของธรรม แล้วจิตจะสงบไม่เป็นอื่น สงบได้ พอสงบแล้วก็จะแน่นหนามั่นคงขึ้นไปๆ ทีนี้พิจารณาออกทางด้านปัญญา เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ สกลกายของเขาของเรา สภาพทั้งหลายนี้ทั่วแดนโลกธาตุ พิจารณาเข้าไป มันเบื่อหน่ายมันจะปล่อย เบื่อแล้วก็ปล่อย ไม่ยึด เบื่อมากเท่าไรก็ปล่อยไป เข้าใจเหรอ

โยม            แสดงว่าถ้าเกิดอาการเบื่อ แล้วเราก็นั่งดูความเบื่ออยู่อย่างนั้นใช่ไหมเจ้าคะ คล้ายเราได้สิ่งหนึ่งแล้วเกิดปีติ (ใช่) แต่พอเกิดปีติก็เลยนิ่ง แทนที่จะเขยิบขึ้นไปอีก ปฏิบัติให้ได้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก กลับต้องรอระยะหนึ่ง

หลวงตา        ต้องอย่างนั้นซิ มาพูดให้ฟังสักหน่อย พูดวอกๆ อยู่คนเดียวไม่เป็นท่า พูดให้ฟังหน่อยซิผลปฏิบัติเป็นอย่างไร ผลปฏิบัตินี่มันจ้าออกจริงๆ เต็มภูมิแล้วจ้าไปหมดเลย จิตดวงนี้ไม่มีเบื่ออะไร หมดความเบื่อ ความรักความชังหมด เป็นธรรมชาติอันหนึ่งเท่านั้นเอง มันครอบโลกธาตุ เข้าใจแล้วเหรอที่พูด ให้ไปพิจารณา

โยม            คนธรรมดาไม่ได้บวช แต่ชอบปฏิบัติธรรม แล้วมีโอกาสได้ชิมพระนิพพานได้บ้างไหมเจ้าคะ

หลวงตา        เริ่มภาวนานี่เริ่มจะเข้าชิมละ แต่อย่าขี้เกียจ ถ้าขี้เกียจไม่ได้ชิม ให้พยายามหนักเข้าไปๆ จะได้ชิมเข้าไปๆ กินไปๆ จนอิ่มเข้าใจไหม อิ่มแล้วหมดความเบื่อ ทุกอย่างหมด มันเบื่อเพื่อจะปล่อย

โยม            การที่ชิมอยู่ได้นิดเดียว หรือได้นานขึ้นอยู่กับเพศของเราไหมเจ้าคะ

หลวงตา        ไม่ว่าพระว่าโยม จิตไม่มีเพศ ใครปฏิบัติธรรมแล้วจะได้ชิมธรรมเรื่อยๆ ถ้าปฏิบัติตามกิเลสเราไม่อยากพูดว่าชิมกิเลส มันงาบไปเลย เดี๋ยวนี้พวกเรามีแต่งาบเลยกับกิเลส ถ้าธรรมแล้วอย่างมากก็ชิม เข้าใจแล้วเหรอ เอาว่าไป

โยม            มีหลวงปู่บางท่านบอกว่า เหตุที่เราได้ชิมนิดหน่อยเพราะตัวเราหนัก ตัวเราหนักเกี่ยวกับการปฏิบัติในเรื่องของอาหาร หรือเกี่ยวกับว่าเรายังตัดยังต้องให้บริสุทธิ์กว่านี้อีกเจ้าคะ

หลวงตา        อย่าไปวินิจฉัยกับท่านผู้ใดมากนัก ยิ่งกว่าวินิจฉัยตัวเอง ให้ดูตัวเอง มันเบื่ออะไรไม่เบื่ออะไรพิจารณาอันนี้ ความรู้มันจะแตกออกไปๆ จะเข้าใจ มันจะคัดเลือกของมันออก อะไรปลอมมันจะปัดออก อะไรจริงมันจะยึดเข้าไปๆ เอาตรงนี้นะ อย่าไปเอาครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้เข้ามายึดเกินไป ให้ยึดชั่วเล็กน้อยที่จะเป็นคติจากนั้นก็มาปฏิบัติให้มันเป็นขึ้นในใจแล้วมันจะค่อยรู้ค่อยเห็นเข้าไป เข้าใจแล้วเหรอ เท่านั้นละ

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก