มีแต่เรื่องโลกล้วนๆ เต็มอยู่ในวัดในวา
วันที่ 28 ตุลาคม 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อเช้าวันที่ ๒๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

มีแต่เรื่องโลกล้วนๆ เต็มอยู่ในวัดในวา

         (วัดสิริสมควรวนาราม ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ขอน้อมถวายสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนอำเภอบึงกาฬ จ.หนองคาย ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ทดลองออกอากาศตั้งแต่วันที่ ๑๑ ต.ค.๔๙ โดยรับสัญญาณจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนวัดป่าบ้านตาดร้อยเปอร์เซ็นต์ แด่องค์หลวงตาให้เป็นสมบัติของสงฆ์วัดป่าบ้านตาด) เดี๋ยวนี้วิทยุออกจำนวนเท่าไรแล้ว (๑๐๔ สถานีครับ) นั่น จำนวน ๑๐๔ สถานีทั่วประเทศไทย เป็นความสมัครใจของท่านเหล่านั้นเอง เราไม่ได้สนใจอะไรแหละ เทศน์แล้วผ่านไปๆ อันนี้เป็นความสมัครใจของศรัทธาทั้งหลายที่ให้มีขึ้นมา ๑๐๔ สถานี

เรื่องธรรมนี้เราแน่ใจ บอกตรงๆ เลย ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านหวั่นไหวว่าจะผิดไป ไม่ว่าธรรมขั้นใดที่เราออกแสดง ถอดออกจากหัวใจที่ปฏิบัติกลั่นกรองมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว จนถึงขั้นพอตัว นำธรรมะที่พอตัวออก จึงแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ผิด เอ้า ใครปฏิบัติเถอะ คือการนำมาแสดงนี้ออกมาจากภาคปฏิบัติของเราเอง เมื่อออกจากนี้แล้ว อันนี้ถูกต้องแล้วออกไปก็ถูกหมด

พุทธศาสนาคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ ถูกกลบอยู่ด้วยมูตรด้วยคูถคือกิเลสตัณหา แทบว่าจะไม่มีเหลือพุทธศาสนา มีแต่มูตรแต่คูถกิเลสตัณหามันปกปิด กลบไว้หมดเลย อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี ตัวเลวลงทุกวันๆ ไม่คิด อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี ตัวเลวลงทุกวัน เพราะเห็นสิ่งไม่ดีทั้งหลายว่าเป็นของดี เจ้าของเลยเลวลง ไม่ได้ดูเจ้าของ ธรรมนี้ท่านดูย้อนหน้าย้อนหลังตลอดทั่วถึง ท่านสม่ำเสมอ ไม่มีคำว่าเอนว่าเอียง ถ้ามีเอนมีเอียงไม่เรียกว่าธรรม ตรงแน่วเลย จึงเรียกว่าภาษาธรรม เป็นภาษาตายตัวเชื่อถือได้

พุทธศาสนานี่เป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารจริงๆ เราพูดอย่างนี้เราก็พูดด้วยความอาจหาญเสียด้วย คือพิสูจน์กันทางจิตตภาวนา พุทธศาสนานี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนาอานาปานสติ เป็นศาสดาเอกขึ้นมาด้วยจิตตภาวนา และบรรดาสาวกทั้งหลายโดยลำดับลำดา เกิดจากจิตตภาวนาทั้งนั้น มีพระเบญจวัคคีย์ทั้งห้าเป็นปฐมสาวกของพระพุทธเจ้า พระอัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ เกิดจากจิตตภาวนาทั้งนั้น ลงได้คุ้ยเขี่ยทางจิตตภาวนานี้กว้างขวางลึกซึ้งมาก เพียงเราเรียนตามตำรับตำรามันผิวๆ เผินๆ  อ่านไปอ่านหนังสือ หนังสือท่านถูกต้องแต่หัวใจเรามันผิด มีแต่ความสงสัย อ่านนิพพานมันยังว่านิพพานมีหรือไม่มีน้า ทั้งๆ ที่อ่านนิพพานอยู่ยังว่านิพพานมีหรือไม่มีน้า

เวลาเข้าภาคปฏิบัติ หนึ่งแน่นอนแล้ว สองแน่นอน สามขึ้นไปก็แน่นอนตลอดๆ ภาคปฏิบัติ เป็นสมบัติของตัวด้วยๆ ที่เราเรียนมานั้นเป็นความจำไม่ใช่สมบัติของตัวอะไร เป็นความจำ จำมาแล้วก็หลงลืมไป ถ้าเป็นความจริงเกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติ นั่นเป็นสมบัติของตัวๆ เรื่อยๆ แล้วแน่ใจเป็นลำดับลำดา การแสดงธรรมทั่วประเทศไทยเรานี้ที่เราแสดงเอง เรียกว่าแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ถอดออกจากหัวใจนี้เลยทีเดียว พิสูจน์บวกลบคูณหารกลั่นกรองเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะออกมาเทศนาว่าการให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกันทุกวันนี้ เรากลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว เป็นที่แน่ใจๆ จึงกล้าพูดว่า พุทธศาสนาคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ ว่างั้นเลย มันแน่ขนาดนั้นละ

ไม่มีใครแน่เกินศาสดาองค์เอก แน่ที่สุด จึงเรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม หรือ สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่ว่าธรรมขั้นใดๆ ชอบหมด ไม่มีที่จะได้ตัดออกและมาเพิ่มเพราะบกพร่องอย่างนี้ไม่มี นั่นละตรัสรู้โดยชอบ ผู้ตั้งใจปฏิบัติตามนั้นแล้วได้บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นลำดับลำดา จึงเรียกว่าพุทธศาสนาคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ ขอให้ปฏิบัติเถอะ อย่าเอาแต่กิเลสมาอวด แสดงออกมาอะไรมากน้อยเพียงไรชั้นนั้นชั้นนี้เป็นกิเลสไปหมดไม่ได้เป็นธรรม เรียนชั้นนั้นชั้นนี้เป็นกิเลสถ้าไม่มุ่งปฏิบัติ ก็เลยกลายเป็นกิเลส เหมือนเขาเรียนทางโลก เป็นกิเลสไปด้วยกัน ถ้าเรียนมุ่งหน้ามุ่งตาจะปฏิบัติ เป็นธรรม ท่านเรียกว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียน แล้วนำแบบแปลนแผนผังที่ศึกษามานั้นมาปฏิบัติ เช่นเขาปลูกบ้านสร้างเรือน แปลนว่าอย่างไรนั่นละปริยัติ เอาแปลนมากางปฏิบัติตามนั้น เหมือนเขาเอาแปลนมาปลูกบ้านสร้างเรือน จะเอาหลังขนาดไหนปลูกตามแปลน ก็ถูกต้องๆ ไปตามนั้นแล้วสมบูรณ์แบบ นี่ปริยัติ ปฏิบัติ จากนั้นก็เป็นปฏิเวธ คือประจักษ์เห็นผลงานของตัวเองเป็นลำดับลำดาไป ตั้งแต่เขาปลูกบ้านสร้างเรือน เริ่มต้นวางรากวางฐานก็เห็นผลมาเป็นลำดับ จนกระทั่งบ้านเรือนสำเร็จเรียบร้อยโดยสมบูรณ์ ก็เป็นปฏิเวธประจักษ์แล้ว บ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้ว

นี่ก็เหมือนกัน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เรียนแล้วนำมาปฏิบัติ ปรากฏผลขึ้นมาๆ ตั้งแต่สมถะถึงวิปัสสนา เรื่อยจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น เรียกว่าบ้านเรือนสำเร็จแล้วก็ไม่ผิด ปฏิเวธคือความรู้แจ้งในผลงานของตัวเอง ทำงานไปได้แค่ไหนๆ รู้โดยลำดับๆ เรียกว่าปฏิเวธ ความรู้แจ้งแทงทะลุไปเลย

ไม่มีใครจะพูดถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก รับสั่งมาคำไหนจับปั๊บเข้ามาพิจารณาถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ เพราะจิตบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ นำธรรมสอนโลกจึงเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกันหมด นี่ละพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลส ไม่มีกิเลสอยู่ภายในพระทัยของพระพุทธเจ้าเลย สอนโลกด้วยความบริสุทธิ์พระทัย รู้แจ้งแทงทะลุเรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งทั้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึง ไม่มีที่สงสัยในพระญาณของพระองค์ทรงทราบตลอดทั่วถึงหมด ออกมาเป็นธรรมก็สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วๆ ขอให้ปฏิบัติตามนี้เถิด เหมือนตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าว ถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยเหมือนกับตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าวเลย

ดังที่พระอานนท์ไปทูลอาราธนาพระองค์ให้อายุอยู่ยืนนาน ยังไม่ให้นิพพานง่าย มาหวังอะไรกับเราอีก อานนท์ เธอมาหวังอะไรกับเราอีก ธรรมและวินัยนั้นเราสอนเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว นั้นแลคือศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ถ้าใครปฏิบัติตามธรรมหลักหลักวินัยนี้ผู้นั้นชื่อว่าเดินตามเรา ท่านก็สอนว่าอย่างนั้น จะมาเอาอะไรจากเราอีก สอนหมดแล้ว ธรรมและวินัยนั้นคือศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว

ขอให้จิตกับธรรมได้สัมผัสกันโดยลำดับลำดาเถอะจากภาคปฏิบัติ พระพุทธเจ้านี้สดๆ ร้อนๆ สดๆ ร้อนๆ ตลอดไปเลย ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาว่าจะยืดยาวหรือครึหรือล้าสมัย อันนั้นกิเลสหลอกต่างหาก ธรรมแท้ไม่หลอก อกาลิโก ทั้งกิเลสทั้งธรรมเกิดมีผลเท่ากัน ทำชั่วเมื่อไรเป็นชั่ว ทำดีเมื่อไรเป็นดี จึงว่า อกาลิโก ไม่มีกาล สถานที่ เวล่ำเวลามาตัดได้เลยถ้าทำอยู่ ทำอยู่ทั้งดีทั้งชั่วเป็นผลตลอด ท่านก็บอกไว้แล้ว ภาคปฏิบัตินี้ละเป็นภาคที่ฟ้าขาวดาวกระจ่าง ว่าอย่างนั้นเลย พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะพูดออกมาจากความจริง ความรู้ที่ปฏิบัติมาเต็มความสามารถของเจ้าของ

สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมันเห็นจะให้ว่าไง ดังพระพุทธเจ้าสอนโลก ภูมิของศาสดาต่างกันอย่างไรบ้าง โลกวิทู รู้แจ้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึงหมด เรียกว่าโลกวิทู บรรดาสาวกทั้งหลายท่านก็รู้เต็มเหนี่ยวแห่งนิสัยวาสนาของท่าน ผู้ที่กระจ่างแจ้งก็แจ้งตามพระพุทธเจ้า ใกล้เคียงเข้าไปๆ อย่างพระสารีบุตร โมคคัลลาน์ พระอานนท์ เหล่านี้ใกล้เคียงพระพุทธเจ้าในการแสดงธรรม เทศน์สอนประชาชนได้ผลมาก จากนั้นก็เป็นไปตามนิสัยวาสนา บางองค์ท่านรู้แล้วท่านไม่สนใจสอนใครก็มี รู้แล้วสอนเต็มภูมิก็มี อย่างพระสารีบุตร โมคคัลลาน์ พระอานนท์ รู้แล้วสอนเต็มภูมิ พระกัสปปะเหล่านี้นะ

แต่พระกัสสปะท่านมักจะหนักทางภาคปฏิบัติ เคร่งครัดของท่านเป็นลำดับ ซึ่งเป็นการเทศนาสั่งสอนผู้อื่นผู้เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ให้ได้คติเป็นตัวอย่าง เป็นอีกเทศนาแบบหนึ่ง ส่วนพระสารีบุตรนี่เก่งมากการเทศนาว่าการ ตามนิสัยวาสนาของท่าน ส่วนองค์ที่ไม่เอาอะไรเลยก็มี นี่ก็เป็นตามนิสัย อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะก็เป็นปฐมสาวก พระอัญญาโกณฑัญญะก็อยู่ในเบญจวัคคีย์ทั้งห้า เวลาบรรลุธรรมแล้วก็เป็นปฐมสาวก แทนที่ท่านจะประกาศศาสนาสอนโลกทั่วๆ ไปท่านกลับไม่สอน ก็มีหลานชายคนหนึ่ง พระปุณณมันตานีบุตร เป็นธรรมกถึกเอก เป็นหลานชายของพระอัญญาโกณฑัญญะ

องค์ท่านเองท่านอยู่ในป่าในเขาไม่ออกมา มีช้าง ช้างก็เป็นช้างโพธิสัตว์อุปถัมภ์อุปัฏฐาก อยู่ฉัททันตสระ ๑๑ ปี ถึงกาลเวลาดูธาตุขันธ์ควรแก่กาลเวลาแล้วก็มาทูลลาพระพุทธเจ้าปรินิพพาน นี่ท่านไม่สอนใคร ทั้งๆ ที่ท่านเป็นปฐมสาวก มันก็ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนาเหมือนกัน อยู่ฉัททันตสระ ที่ช้างโพธิสัตว์อุปถัมภ์อุปัฏฐากอยู่ที่นั่น ๑๑ ปีแล้วออกมา ถึงกาลเวลาของธาตุขันธ์ที่จะปลดปล่อยแล้วทีนี้ก็ออกมาทูลลาพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พวกเณรตาใสเหมือนตาแมวมันไม่รู้เรื่องซิ พวกเณรเห็นท่านมา ผ้านี่ก็อยู่ในป่าในเขาจะได้แก่นขนุนที่ไหนไปย้อม ท่านก็ย้อมด้วยดินแดงออกมา เอาดินแดงมาสับมาตำให้ละเอียดแล้วก็ย้อมผ้าจีวรเป็นสีดินแดง

ครั้นออกมาทูลลาพระพุทธเจ้า พวกเณรก็ดูอยู่ ยังไม่รู้นะว่าเป็นพระอัญญาโกณฑัญญะ พอมาทูลพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานแล้ว ลงไปแล้วเณรก็มารุมถามพระพุทธเจ้า นี่เป็นหลวงตามาจากไหน ว่าอย่างนั้นนะพวกเณร นี่เป็นหลวงตามาจากไหน สีผ้าแดงเหมือนสียักษ์ ว่าให้พระอัญญาโกณฑัญญะ สีผ้าสีดินแดงเหมือนสียักษ์ อย่าพูดอย่างนั้นๆ ว่าอย่างนั้นนะพระพุทธเจ้า นี่คือพี่ชายใหญ่ของพวกเธอทั้งหลายรู้ไหม นี่พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ตรัสรู้ธรรมบรรลุธรรมเป็นปฐมสาวกของเราตถาคต บัดนี้ถึงกาลเวลาแล้วเธอมาลาไปจะนิพพาน ไม่ใช่ยักษ์ใช่ผีอะไร เณรไม่รู้เรื่อง ก็อย่างนั้นละท่านไม่ทำประโยชน์ให้ใครมาก

ที่เด่นในพุทธศาสนาก็คือพระสารีบุตร โมคคัลลาน์ พระอานนท์ พระกัสสปะมีอย่างสุขุมอันนี้นะ สุขุมลุ่มลึกมาก พระสาวกทั้งหลายก็ต่างกัน อันนี้ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา ที่จะแนะนำสั่งสอนใครต่อใคร หากรู้ในองค์ของท่านเอง ท่านที่ไม่ยุ่งกับใครอย่างพระอัญญาโกณฑัญญะไม่ยุ่งกับใครเลย บรรลุธรรมแล้วอยู่ในป่าๆ ตลอด ถึงเวลามาลาพระพุทธเจ้านิพพานเลย องค์เหล่านั้นทำประโยชน์มากมาย ต่างกันอย่างนั้น

ในครั้งพุทธกาลพระเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ามีแต่เรื่องมรรคเรื่องผล ใครเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ารับสั่งออกมาเป็นอย่างไรอยู่ในป่านั้น เขาลูกนั้น ถ้ำนั้น เงื้อมผานั้น การภาวนาเป็นอย่างไร ท่านว่าอย่างนั้นนะ ถามภาวนาก็คือถามถึงเรื่องมรรคเรื่องผลนั้นเอง ไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้มีแต่เรื่องโลกล้วนๆ เต็มอยู่ในวัดในวาในพระในเณร แทบไม่มีภาษาธรรมอยู่ในนั้นเลย

ถามถึงมรรคถึงผลหัวเราะเยาะเย้ยกันด้วยทุกวันนี้ กิเลสมันหน้าด้านพอ เหมือนว่าศาสนาของพระพุทธเจ้านี่เป็นกระดาษเศษอยู่ในคัมภีร์ใบลาน อ่านโก้ๆ ไปอย่างนั้น สอบได้ชั้นนั้นชั้นนี้เป็นเรื่องกิเลสไปหมด ไม่ได้เป็นเรื่องอรรถเรื่องธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานอะไรเลย เป็นอย่างนั้นนะถูกกิเลสกลบหมด พูดเรื่องมรรคเรื่องผลหัวเราะกัน เป็นอย่างนั้นละกิเลสมีอำนาจมากเวลานี้ หัวเราะอรรถหัวเราะธรรม ตัวมันเองเลวที่สุด มันก็ยกตัวมันว่ายอดที่สุด เป็นอย่างนั้นละทุกวันนี้

การปฏิบัติอรรถธรรมนี้ได้เที่ยวหาหลบๆ ซ่อนๆ ต่อไปนี้นะ ผู้ปฏิบัติอรรถธรรมไปวัดไปวาไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ จะไปอย่างเปิดเผยสะดวกสบายอย่างเดี๋ยวนี้ไม่ได้นะต่อไปนี้ กิเลสมันหนาเข้าๆ ไปวัดไปวาเหมือนโจรผู้ร้ายด้อมๆ มองๆ ไป เพราะกิเลสมีอำนาจมาก มันหัวเราะเยาะเย้ย พอเห็นเขาจะไปวัด เออ ดีแล้ว เขาไปวัดพวกนี้เขาจะไปสวรรค์นิพพาน ไม่มาแย่งปูแย่งปลาตามไร่ตามนาตามบึงตามบ่อ ให้เขาไปเสีย ไม่มีใครมาแย่งปลาเรา มันพูดเยาะเย้ย เป็นไปทุกวันละ เรื่องมรรคเรื่องผลเหมือนกัน แทบจะไม่มีใครพูดถึง หัวเราะกัน

สำหรับหลวงตา เอา มาถ้าอยากหน้าผากแตก โคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยปฏิบัติเหรอ มึงไม่เคยปฏิบัติมึงมาอวดทำไม พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติ พระสาวกทั้งหลายที่เป็นสาวก สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ท่านปฏิบัติทั้งนั้น รู้เห็นธรรมของจริงออกมาสอนโลก มึงเคยปฏิบัติไหม โคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยปฏิบัติไหม แล้วมึงมาอวดหาอะไร มึงก็คือมูตรคือคูถนั่นเอง จะเป็นอะไรไป ให้ธรรมตีกลับเข้าใจไหม ฟาดอย่างนั้นละ

ถ้าอย่างมาหาหลวงตาบัวนี่หน้าผากแตก ใส่โคตรพ่อโคตรแม่มันเลย โคตรพ่อโคตรแม่มึงก็ไม่เคยปฏิบัติ มึงก็ไม่เคยปฏิบัติ มึงมาอวดอะไร โคตรพ่อโคตรแม่กูไม่ปฏิบัติ กูปฏิบัติอยู่นี่น่ะ มึงมาอวดเหรอ ใส่เปรี้ยงนะ พูดคำไหนใส่เปรี้ยงๆ หลายหนต่อหลายหนหน้าผากมันแตก และหงายไม่ใช่หงายธรรมดา หงายหมาเลย หงายหมาไม่มีท่าสู้ หงายแมวมันยังตบได้นะ หงายหมาไม่มีท่าสู้ เข้าใจไหมล่ะ

เวลานี้มีแต่กิเลสเอาพวกเราหงายหมานะ เราไม่ได้ฟาดกิเลสให้มันหงายหมาบ้าง เอากิเลสให้หงายหมาบ้างซิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา มีแต่พวกกิเลสหงายหมาทั้งนั้น นี่ภาษาธรรมฟังเอา ใครจะมาว่าหยาบๆ โลนๆ ก็เป็นพวกที่หยาบโลนนั่นเองมันมาพูดได้ พูดตามหลักความจริงเป็นอย่างนั้น หงายไม่เป็นท่าเขาเรียกหงายหมา หงายเป็นท่ายังตบได้อยู่เขาเรียกหงายแมว แยกประเภทความหงายให้ ไอ้หงายตัวขี้เกียจขี้คร้าน หงายลงหมอนคือพวกเราเอง พวกนี้พวกหงายหมอนเข้าใจไหม ไปที่ไหนเห็นแต่หงายหมอนหงายหมาไป ไม่ได้หงายเป็นท่า

ภาษาที่พูดทั้งหมดนี่เป็นภาษาธรรม ไม่มีอารมณ์กับสิ่งใดว่าได้พูดหนักไปเบาไป เอาความจริงออกมาพูด ให้เน้นให้หนัก ให้ถึงเหตุถึงผล ถึงอรรถถึงธรรม ภาษาจึงเป็นภาษาธรรมอย่างนี้ ไม่มีลูบหน้าปะจมูก เห็นแก่หน้าแก่ตา ภาษากิเลสเป็นอย่างนั้น ภาษาธรรมไม่มี ผึงเลย ออกเลย

(คณะผ้าป่าจากอำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรีมากราบนมัสการหลวงตา) เออระลึกถึงอาจารย์มหาทองสุก ท่านอยู่สระบุรี ดูว่าบ้านหมอนะ ท่านติดพันกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นมานานท่านอาจารย์มหาทองสุก ดูว่าท่านอยู่บ้านหมอ สระบุรี ติดพันพ่อแม่ครูจารย์มั่นมา เข้าป่าเข้าเขาเข้าไหนสมบุกสมบันมาก เป็นคู่กันกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ที่เขาว่าเสือเย็น ก็นี้ท่านองค์หนึ่ง ที่เขาตำหนิท่านหลวงปู่มั่นว่าเป็นเสือเย็น ท่านมหาทองสุกท่านก็อยู่ด้วยกัน

นี่ท่านมหาเขากำลังตำหนิเราว่าเป็นเสือเย็นนะเดี๋ยวนี้ ถ้าเราไปเวลานี้ที่เขากำลังตำหนินี้พวกนี้ตายแล้วจะเป็นสัตว์เป็นเสือ ลงนรกกันหมด เราต้องทน เอา อดอยากขาดแคลนทนเอา เพื่อให้เขาได้แก้ความคิดเห็นของเขานี้ไปในทางที่ถูกที่ดีแล้วเราจะไปที่ไหนก็ได้ ทนเสียก่อนนะ ท่านเองพูด พ่อแม่ครูจารย์มั่นพูดเอง พูดเรื่องท่านมหาทองสุกที่บ้านหมอนี่ แล้วไปอยู่ก็เป็นจริงๆ พอตกกลางวันมี ตอนบ่ายๆ เย็นๆ มี ทีละสามสี่คน ห้าคนเดินดูลาดเลา ดูท่านั้นท่านี้ไปตรวจ ไปดูเสือเย็น

เสือเย็นคือจอมปราชญ์ พวกที่ไปตรวจราชการนั่นคือพวกจอมโง่ มาดูทุกวันท่านก็เฉย ท่านไม่สนใจ บางทีท่านก็เดินจงกรม บุกป่าไปอย่างนั้นละเขาไม่มาทำให้ แต่ท่านจะพยายามแก้ ที่เขาว่าท่านเป็นเสือเย็นเขาเป็นกรรมหนักแล้วนะ ให้แก้เขา ให้เขาพอลดหย่อนผ่อนผันเสียก่อน เราจะไปที่ไหนค่อยไปท่านมหา ท่านมหาทองสุก ที่อยู่บ้านหมอ เขาก็มาดูทุกวันๆ ดูไปนานพอสมควรแล้ว ผู้ใหญ่บ้านเขาเลยถาม เป็นอย่างไรที่ไปดูเสือเย็นสองตัว ได้ผลอย่างไร

มีรายหนึ่งมันคงจะรำคาญพอ จะเป็นอย่างไร ว่าอย่างนั้น ไปท่านไม่เคยสนใจกับเรา จะเป็นเสือเย็นเป็นภัยร้ายแก่บ้านแก่เมืองได้อย่างไร ดูลักษณะก็รู้คนที่จะเป็นภัยแก่บ้านแก่เมืองพอจะเรียกว่าเสือเย็นนั้นมองดูก็รู้ นี้ท่านไม่ได้มีอะไรเลย แล้วไปดูอะไร ดีไม่ดีพวกเราจะตกนรกนะ คนที่ไปดูมันไปดูนานเข้ามันรำคาญว่าอย่างนั้นเถอะน่ะ อย่างนั้นเหรอ ก็อย่างนั้นซี ท่านไม่ว่าอะไร ทีนี้ไปให้ไปถามท่านดู นั่นละเรื่องราวนะ ท่านเป็นยังไง ไปทีไรเห็นบางทีท่านนั่งหลับตาเฉยไม่สนใจกับใคร คือนั่งภาวนา บางทีท่านเดิน(จงกรม) บุกป่า เขาไม่ทำทางอะไรให้ ท่านจะแก้เขาที่ว่าท่านเป็นเสือเย็น เขาจะเป็นบาปเป็นกรรมมาก ทนเอาเสียก่อน จนเขากลับใจได้แล้วเราจะไปไหนค่อยไปท่านมหา ว่าอย่างนั้น นั่นท่านแก้

พอไปดูท่านหลายวันต่อหลายวัน หัวหน้าเขาเลยถาม เป็นยังไงที่ไปดูเสือเย็นสองตัวนั่น จะเป็นอะไร เขาโมโห ดีไม่ดีพวกเราจะตกนรกกัน เราไปท่านไม่ได้สนใจกับเราเลย เสือเย็นอะไรจะเป็นอย่างนั้น ผู้ที่จะเป็นภัยต่อบ้านต่อเมืองมองดูก็รู้ เขาว่าอย่างนี้ นี่ท่านไม่ได้เป็นอะไรกับใคร ท่านเฉย เอ้าทีนี้ให้ไปถามท่านดู ท่านมีความมุ่งหมายอะไร พอไปถามท่าน ตุ๊เจ้า ที่อยู่ที่นี่ ที่เดินไปเดินมาก็ดี ที่นั่งหลับตาอยู่ก็ดี ตุ๊เจ้าทำเพื่ออะไร อ๋อ พุทโธหาย นั่นเห็นไหมล่ะขึ้นแล้วจอมปราชญ์ หาพุทโธ ท่านว่า พุทโธหาย หาพุทโธ นั่งหานอนหา ทีนี้พวกเขาก็ย้อนเข้ามา พุทโธเป็นยังไง เป็นดวงสว่างไสวจ้า จะขึ้นที่หัวอกนะ ท่านว่า พุทโธ

แล้วพวกเราจะช่วยหาดูด้วยได้ไหม เออ ยิ่งดีๆ เอ้าให้นึกพุทโธอยู่ในนี้นะ นั่นสอนแล้ว สุดท้ายพุทโธหายไปปรากฏกับตุ๊เจ้ายี่ ตุ๊เจ้ายี่คือหัวหน้าบ้านเขา ไปภาวนามันสว่างจ้าขึ้นมาซิที่นี่ พอสว่างจ้าขึ้นมาเขาเห็นจิตท่าน คือเห็นจิตตุ๊เจ้าหลวงที่เขาว่าเป็นเสือเย็น เลยหมอบกราบเลยที่นี่ โอ้โห เสือเย็นยังไงถึงเป็นอย่างนี้ สว่างไสวจ้าหมดเลย กราบราบเลยเทียว จากนั้นมาก็เคารพที่นี่ ลงหมดบ้านเลย เป็นอย่างนั้น ถึงเวลาท่านจะไป นั่นก็เป็นเด็กเหมือนกัน ลาตั้งแต่ฉันจังหันเสร็จแล้วจนบ่ายถึงไปได้

เจ้าคุณธรรมเจดีย์นิมนต์ให้ท่านกลับมาอุดร ตกลงท่านก็กลับมาตามคำนิมนต์ ท่านพูดเหตุพูดผลให้เขาฟัง เขาก็ฟังแต่เขาไม่ให้ไป เขาบอก เฮาบ่ตายตุ๊เจ้าบ่ตาย ท่านก็ชี้แจงเหตุผลให้ทราบ เสร็จแล้วเขาก็ว่า เอ้อ ตุ๊เจ้าอู้นี่ก็ถูกอยู่นะ เอ้า ปล่อยให้ท่านไป เขานั่งอยู่ศาลาเล็กๆ นั่นละ พอท่านสะพายบาตรแบกกลดออกลงไปศาลา เขาก็รุมท่านอีก คนนั้นลากกลด คนนี้ลากกาน้ำ ลากท่านกลับมา เฮาบ่ให้ไปก้า ซัดตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงบ่าย เหมือนเด็ก ท่านว่างั้น เวลาเขาลงแล้ว

นี่ละพวกไปตำหนิท่าน ตู่ท่านว่าเป็นเสือเย็น หัวหน้าเขารู้ เขาเห็นใจของหลวงปู่มั่น โอ้โห สว่างไสวกระจ่างครอบไปหมดเลย เสือเย็นยังไง พวกเรานี่พวกจะตกนรก ว่างั้น ต้องแก้ตัวไม่งั้นไม่ได้ มันรู้จริงๆ แม้ที่สุดพวกหมูพวกสัตว์ป่ามากินพืชไร่พืชสวนที่เขาปลูกไว้ในป่าก็ไปมองเห็น เห็นไปหมด เขามาเล่าให้ท่านฟัง ว่ากำหนดไฟเผาท้องหมูป่า หมูป่ารากแตกออก อย่าไปทำเขาอย่างนั้น เขามาเล่าให้ท่านฟัง มองเห็นตัวมันอยู่ วาระจิตเขาเก่ง ท่านสอนลงหมด บทเวลาท่านจะมา ลาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งบ่ายถึงได้ออกเดินทาง พูดถึงเรื่องเสือเย็น เอาเท่านั้นละ จะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก