เราพิมพ์ดีดเป็นอยู่นะ
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

เราพิมพ์ดีดเป็นอยู่นะ

         ทองคำเราค่อยไหลซึมเข้าคลังหลวงเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ได้เท่าไร ( ๑๑ ตันกับ ๓๘๐ กิโลเจ้าค่ะ)  นั่น ๑๑ ตันกับ ๓๗ กิโลครึ่งนี้เข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นมาอีกก็ได้เพิ่มเติมเข้าไป ที่เรียกว่าประเภทน้ำไหลซึม ค่อยไหลซึมเข้าเรื่อย ถ้าไม่คิดไม่ได้ สิ่งที่ควรคิดต้องคิด ชาติไทยของเราเป็นชาติเล็กน้อยเมื่อไร คนตั้งเกือบร้อยล้านแล้ว ทองคำได้หยิบเดียวมีอย่างเหรอ โลกอาศัยสิ่งภายนอกเป็นเครื่องประดับและแน่นหนามั่นคง เมืองไทยเราก็เป็นโลกอันหนึ่ง ควรจะได้หลักเกณฑ์เอาไว้เป็นเครื่องประดับตน

เราพยายามที่จะให้เมืองไทยเรามีความแน่นหนามั่นคงและอบอุ่น จึงพยายามหาทุกด้านทุกทางในเวลามีชีวิตอยู่ อย่างทองคำได้ตั้ง ๑๑ ตันกับ ๓๘๐ กิโลเป็นของง่ายเมื่อไร แล้วจะค่อยได้ไปเรื่อยๆ ดอลลาร์เข้าเพียง ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่าดอลล์ ส่วนเงินไทยกระจายทั่วประเทศ เดี๋ยวนี้เงินดอลลาร์ยังออกมาช่วยเงินไทยอีกนะ คือเราไม่เอาเข้าคลังหลวง เพราะที่นอกจากคลังหลวงไปแล้วมีความจำเป็นรอบตัวทั่วเมืองไทยเรา เราจึงเอาเงินจำนวนนี้ออกช่วยชาติของเรา เดี๋ยวนี้ดอลลาร์ไม่ได้เข้า มาหนุนช่วยเงินไทย

เราคิดทุกแบบนั่นแหละ แบบเป็นธรรม แบบโลกๆ ไม่ได้ พูดให้มันชัดๆ จิตดวงนี้อะไรเข้าไปแตะไม่ได้ถ้าเป็นของปลอม มันเป็นเอง ถ้าเป็นของปลอมปัดปุ๊บทันทีเลย จะเอาแต่ของจริงๆ ออกใช้ ด้วยเหตุนี้เองที่เราช่วยพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยนี้ เราจึงไม่เคยไปปรึกษาหารือกับผู้ใดเลย มีแต่บอกว่า เอ้า จะเป็นผู้นำเท่านั้น เราคิดของเราเอง พิจารณาๆ ในนี้ๆ ออกๆ ก็ไม่เคยเห็นผิดพลาด ไม่ผิด ควรออกแคบ-แคบ ออกกว้าง-กว้าง ด้วยการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว

ที่สำคัญก็คือธรรมจะออกสู่หัวใจประชาชนชาวพุทธในเมืองไทยของเรา ก็ออกจริงๆ พอว่าช่วยโลกคนก็ต้องมองทางด้านวัตถุ แต่ธรรมจะไม่มองทางด้านวัตถุอย่างเดียว มองให้สม่ำเสมอ นี้เป็นโอกาสที่ธรรมจะได้เข้าสู่จิตใจของชาวพุทธในเมืองไทยเราจากการช่วยชาติคราวนี้ วัตถุนั้นเข้ามา วัตถุนี้เข้ามา หนุนชาติๆ เช่น ทองคำ ดอลลาร์ เป็นต้น เข้าๆ จิตใจธรรมซึมซาบเข้าไปๆ อันนี้คนไม่ค่อยคิด เราคิดหมด คราวนี้คราวธรรมะจะได้เข้าสู่จิตใจของประชาชนชาวพุทธเรา ก็เข้าจริงๆ เวลานี้สถานีได้ร้อยกว่านะ (๑๐๔ สถานีครับ) นั่น ๑๐๔ สถานีออกทั่วไปหมด ก็ธรรมพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แล้วยังจะออกอีก ขยายออกไปเรื่อยๆ

แล้วธรรมที่แสดงเหล่านี้ เป็นธรรมที่ตายใจๆ ด้วยนะ ที่เราแสดงทั่วประเทศไทยหรือว่าทั่วโลก ไม่ได้มีระแคะระคายภายในจิตใจตัวเอง ออกด้วยความอบอุ่น ออกด้วยความแม่นยำของธรรมทั้งหลาย แล้วออกเรื่อยๆ นี่ก็ออกสู่โลก ธรรมออกสู่โลกแล้ว ออกสู่ประเทศไทยเรา เวลานี้ก็ตั้ง ๑๐๔ สถานีแล้ว ที่เป็นหนังแส่หนังสือเยอะ หนังสือของเรานี้จะเป็นหลายร้อยเล่มแล้วมัง มีแต่เล่มสำคัญๆ ทั้งนั้น ที่จะได้ก็ประวัติของพ่อแม่ครูจารย์มั่น และปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายพ่อแม่ครูจารย์มั่น สองเล่มนี่สำคัญมาก

ปฏิปทานี้หมายถึงวงกรรมฐานสายพ่อแม่ครูจารย์มั่น พระท่านปฏิบัติยังไงๆ อยู่ในนั้นเสร็จ นี่เราเป็นผู้เขียนเอง ประวัติหลวงปู่มั่นเรา อันนี้กระเทือนใจเรามาตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเริ่มป่วยนะนั่น เห็นไหมความห่วงใยของท่านห่วงใยต่อโลกสงสาร ท่านเริ่มป่วย อยู่หนองผือ วันนั้นเป็นวันที่พระเข้ามาประชุมในวัดหนองผือ ตอนกลางคืน เยอะ ที่กุฏิท่าน ปลูกกุฏิแล้วนี่ อยู่ๆ ท่านก็ยังไม่ได้เทศน์แหละ พระทั้งหลายมาฟังเทศน์เต็มกุฏิ บทเวลาท่านจะพูด เออ ผมได้แนะนำสั่งสอนบรรดาประชาชน พระเจ้าพระสงฆ์มามากต่อมาก นานแสนนาน มีใครคิดอะไรไว้บ้างไหม ตอนนี้ตอนสำคัญ มีใครได้คิดอะไรไว้บ้างไหม เราตอบออกมาทันทีเลย บอกว่าคิดเต็มหัวใจ แต่เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอก เราตอบทันทีเลย เพราะเราคิดไว้แล้ว งานเต็มหัวอกก็คืองานหมุน

         พอเราว่าคิดเต็มหัวใจ แต่เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอกเท่านั้น ท่านตอบขึ้นทันทีเลย เอาๆ เอางานหัวอกให้ได้ ฟังซิน่ะ ไม่มีงานใดใหญ่โตกว้างขวางยิ่งกว่างานอันนี้ ขอให้อันนี้มันแตกกระจัดกระจายลงเถอะธรรมทั้งหลายจะออกไปหมดว่างั้นนะ ทีนี้เรื่องของท่านว่าใครได้คิดอะไรไว้บ้างไหมเลยทิ้งเลย ท่านทิ้งเลยนะ ท่านยกงานนี้ขึ้นเลย งานของเราที่ว่างเต็มหัวอก เอางานนี้ให้ได้ ท่านรวดเร็ว พอว่างานของเรากำลังเต็มหัวอก คือมันหมุนตลอดระยะนั้น ธรรมะกำลังหมุนอยู่ที่หัวใจ ไม่มีเวลาว่าง

         นั่นละเรียกว่าธรรมะเกิด ธรรมะสังหารกิเลส เป็นเองเหมือนกับกิเลสทำลายหัวใจสัตว์โลก มันทำลายของมันเอง แต่มีสัตว์โลกรายใดคิดไว้บ้างไหมว่ากิเลสทำลายจิตใจของสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติของมันตลอดมาตั้งกัปตั้งกัลป์ และยังจะมีตลอดไปอีกมากมายไม่มีที่สิ้นสุด คือกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติของมัน ทีนี้พอธรรมมีกำลังมาก ทำงานฆ่ากิเลสบนหัวใจสัตว์อีกเหมือนกัน หมุนติ้วๆ ทั้งวันทั้งคืน

         เพราะฉะนั้นจึงได้เรื่องนี้มาเทียบกัน แต่ก่อนเราก็ไม่เคยคิดว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติ แต่เวลาธรรมมีกำลังภายในใจหมุนเอง ฆ่ากิเลสเองเป็นอัตโนมัติ เว้นแต่ขณะหลับ พอตื่นขึ้นมามันจะผางแล้ว เวทีฟัดกันแล้วๆ บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่ง คือร่างกายนอนแต่จิตใจมันไม่นอน มันหมุนกันอยู่ฆ่ากิเลส นี่เรียกว่าอัตโนมัติ เมื่อธรรมมีกำลังแล้วเป็นแบบเดียวกันกับกิเลสมีกำลังทำลายสัตว์โลก ธรรมมีกำลังแล้วทำลายกิเลสบนหัวใจสัตว์โลกเช่นเดียวกัน

         อ่านในหัวใจเจ้าของมันก็รู้ ไม่ต้องไปถามใคร นี้เราก็ไม่เคยได้คิด เรื่องอย่างที่ว่ามานี้ไม่เคยคิด แต่เวลามันมาเป็นในหัวใจเจ้าของเองแล้วมันก็วิ่งถึงเรื่องกิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติทันทีเลย เพราะเวลาธรรมมีกำลังหมุนตัวเองตลอด ตลอดรุ่ง บางคืนไม่ได้หลับเลย จะหลับมันไม่ยอมหลับ มันต่อยกันอยู่ในจิต นี่เวลาธรรมมีกำลังมันหมุนของมันติ้วๆๆ มันหากซอกแซกซิกแซ็ก เป็นเอง กิเลสตอนนั้นโผล่ไม่ได้ โผล่ขึ้นมาขาดสะบั้นๆ เวลาธรรมมีกำลัง สติปัญญารวดเร็วมากทีเดียว

         ท่านผู้ใดไม่เคยได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมสอนโลก ท่านสอนวิธีไหนเอามาคิดบ้างซิ ท่านรู้อรรถรู้ธรรม ท่านตรัสรู้ฆ่ากิเลสขาดสะบั้นลงไปท่านฆ่าวิธีไหน ตรัสรู้ธรรมท่านตรัสรู้วิธีใด พอก้าวเข้าสู่เวทีอันเดียวกันกับท่านแล้วมันก็รู้กันเอง ที่ว่ามานี้เราไม่ได้ไปเรียนจากใคร ในหลักธรรมชาติที่มันมากระทบกระเทือนแล้วเป็นเครื่องเทียบเคียงกันเอง ดังที่ว่ากิเลสทำลายหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติของมันมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วจะเป็นไปตลอด นี่ละเป็นอัตโนมัติของกิเลสทำลายหัวใจสัตว์โลก

         แล้วทีนี้เวลาธรรมมีกำลังแล้ว ธรรมทำลายกิเลสก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน เอาจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไม่มีเหลือแล้วถึงจะยุติได้นะ มันก็เป็นขึ้นในใจเอง แต่ก่อนเราก็ไม่เคยคิดว่ากิเลสทำลายสัตว์โลกอยู่บนหัวใจสัตว์เป็นอัตโนมัติของมัน เราไม่เคยคิด แต่เวลาธรรมได้เกิดขึ้นมามันตีกิเลสฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัตินี้ มันก็วิ่งมาเทียบกันปั๊บ อ๋อ นั่นมันเป็นอย่างนั้น เป็นจากหลักธรรมชาติที่กิเลสกับธรรมฟัดกัน พอพูดขึ้นมาก็พอดีกับจังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ใจของเรากำลังหมุนเป็นธรรมจักร ที่ท่านเริ่มป่วยใจเราหมุนแล้วนะนั่น หมุนเป็นธรรมจักรเป็นอัตโนมัติแล้ว

         เวลาประชุม เออ ใครคิดอะไรไว้บ้างไหม เราแนะนำสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาพระเจ้าพระสงฆ์-ประชาชนมาเป็นเวลานานแล้วมีใครคิดบ้างไหม ว่าเท่านั้นแหละ ทางนี้ตอบขึ้นทันทีเลย คิดเต็มหัวใจ แต่เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอก ก็คืองานอันนี้ละงานหมุนติ้วๆ เต็มหัวอก ท่านก็ผ่านมาแล้วท่านจะไม่รู้ได้ยังไง พอว่างานเต็มหัวอก เอ้อ ขึ้นเลย เอาๆ งานนี้ให้ได้นะ งานนอกนั้นไม่จำเป็นอะไร ขอให้งานนี้แตกเถอะ กระจายไปหมดนั่นแหละ ท่านว่าอย่างนั้น ทีนี้เรื่องว่าใครคิดอะไรไว้บ้างไหมท่านทิ้งเลย ท่านให้เอางานในหัวอกตัวเอง

         ฝังลึกด้วยนะเรา ที่จะเขียนประวัติท่านและเรื่องราวอรรถธรรมของท่านที่แสดงไว้หนักเบามากน้อยมีโอกาสเราจะมาเขียน ฝังลึก แต่เวลานั้นงานเต็มหัวอก ไปทำอะไรไม่ได้ ถึง ๒๕๑๔ ท่านเสียตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๓ พ.ศ. ๒๕๑๔ เรื่องราวประวัติของท่านจึงได้ขึ้น ฝังใจเรามานานขนาดนั้น ท่านรวดเร็วมากนะ พอท่านว่าใครได้คิดอะไรไว้บ้างไหม  คิดเต็มหัวใจเราตอบทันทีเลย แต่เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอก เอาๆ งานนี้ให้ได้ ขึ้นทันทีเลย งานของท่านท่านไม่ยุ่งเลย ให้เอางานนี้ งานเต็มหัวอกนี่ แตกกระจายแล้วมันจะเข้าใจหมดนั้นแหละ ท่านว่า

         ปี ๒๕๑๔ มั้งที่ออกเป็นเล่มออกมา เราพยายามอยู่หลายปี ๓-๔ ปีที่จะเป็นประวัติท่านขึ้นมา หารวบรวม ส่วนภายนอกครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่อยู่กับท่านในสมัยนั้นๆ เราก็ไปจดจารึก ไปฟังเสียงท่าน อัดเทปเอาบ้างอะไรบ้าง เอามารวบรวมแล้วก็เรียบเรียง  กว่าจะได้มาเป็นเล่มเป็นประวัติของหลวงปู่มั่นนั้นของง่ายเมื่อไร เพราะเราฝังลึกในหัวใจมานาน พอได้โอกาสก็ออกละที่นี่ จากนั้นก็ปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน

         นี่ถึงขนาดเรียนพิมพ์ดีดนะ เราพิมพ์ดีดเป็นนะ เหตุที่จะพิมพ์ดีดเป็นก็คือจะเขียนประวัติพ่อแม่ครูจารย์มั่น กับปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นเรา เรียนพิมพ์ดีด แต่เรียนอัตโนมัตินะ พระท่านเอามาให้พิมพ์ดีด เรียนอัตโนมัติ เราเรียนของเรา พอได้ถึง ๔๐ คำ พิมพ์ดีด ๔๐ คำต่อนาที พอได้ถึง ๔๐ คำต่อนาทีก็รู้สึกว่าเร็วพอประมาณ เอาละที่นี่พิมพ์ละ นั่นละถึงได้พิมพ์ มันก็เร็วไปเรื่อย

         พอจบประวัติเสร็จนำปฏิปทาออกมาพิมพ์ เพราะตั้งใจเรียนอันนี้จริงๆ พอจบสองเล่มนี้ทีนี้หมดภาระแล้วทิ้งพิมพ์ดีดเลย ตั้งแต่นั้นไม่เคยสนใจกัน ใครก็จะคิดว่าเราไม่เคยพิมพ์ดีด โอ๋ย เก่งอยู่นะ ทีแรกพิมพ์ดีดได้ ๔๐ คำ ต่อมามันก็ชำนาญ แต่พอจบนั้นทิ้งเลย ไม่เอา นี่ด้วยความสนใจจริงๆ กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น..ธรรมะของท่าน จากนั้นทิ้งพิมพ์ดีดไม่เอาเลย ไปไหนก็ไม่รู้ พอทิ้งพระก็เอาไป ไปไหนก็ไม่รู้ ไม่สนใจ

         ก็ได้หนังสือสองเล่ม ประวัติของพ่อแม่ครูจารย์มั่น และปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ปฏิปทานี่ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน คือการประพฤติปฏิบัติของพระสายกรรมฐานลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเราอยู่ในเล่มนั้น ที่มีจริตนิสัยต่างๆ กัน การประพฤติปฏิบัติเด็ดเดี่ยว อะไรไม่อะไรอยู่ในเล่มนั้นละ จากนั้นก็ทิ้งพิมพ์ดีดไม่เอา หยุดเลย เราก็ไม่เคยพูดถึงนะ คนอาจจะไม่ทราบก็ได้ว่าเราพิมพ์ดีดหนังสือเป็นอยู่นะ พิมพ์หนังสือเป็นเล่มๆ ได้ ทิ้งปั๊วะเลย

หลวงปู่มั่นเรานี้คือจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน ถึงใจเราทุกอย่าง จึงเรียกว่าจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน หาที่ต้องติไม่ได้ คิดดูซิตั้งแต่เราไปอยู่กับท่านเป็นเวลา ๘ ปีจนท่านมรณภาพจากไป หาจับตรงไหนๆ ที่ว่าท่านผิดพลาดไปไม่มีเลย จะไปหาที่ไหนล่ะ แล้วเราเข้าหาท่าน หาด้วยความสนใจอย่างจริงจังทีเดียว จะจับทุกแง่ทุกมุม กิริยาของท่านแสดงอะไรออกมาจะจับทุกแง่ทุกมุม เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวเองนั่นแหละ ส่วนไหนที่จะผิดจะพลาดไม่เคยเห็นเลย จึงเรียกว่าจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบันคือพ่อแม่ครูจารย์มั่น เวลาธรรมท่านออกกลางคืนนี้ โถ เทศน์ นั่นละธรรมเวลามันได้เกิดแล้วธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน ออกมาจากใจนี้ไหลเลยทีเดียว เหมือนแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงไม่รู้จักหมดจักสิ้นเลย พูดอะไรไหลตลอดๆ นี่เรียกว่าธรรมเกิด ใจได้เป็นแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงของธรรมไป ก็มีเท่านั้นละ ให้พร

(ที่หลวงตาถามเมื่อกี้นะครับ ๑๑ ตัน ๓๘๐ กิโล ตอนนี้กิโลละ ๗๑๕,๐๔๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด ๑๑ ตัน ๓๘๐ กิโลนี้ก็ ๘,๑๓๗,๑๕๕,๒๐๐ บาท) นู่นน่ะ ทองคำถ้าคิดเป็นเงินไทยในจำนวนที่เรามอบเข้าคลังหลวง ๘,๑๓๗,๑๕๕,๒๐๐ บาท นู่นน่ะไม่ใช่เล่นๆ นะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก