อัฐิกลายเป็นพระธาตุ
วันที่ 15 ตุลาคม 2549 เวลา 14:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมคณะสมุทรสาคร ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๙ (บ่าย)

อัฐิกลายเป็นพระธาตุ

สำหรับเทปในวัดนี้มีทุกขั้นๆ เลย มีแต่พื้นๆ ไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งถึงแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วทะลุเลย มีทุกขั้น เทศน์สอนพระนั่นละเข้มข้นมากทีเดียว ประหนึ่งว่าประชาชนจะฟังไม่ได้ ครั้นต่อมาๆ ฟังไปฟังมา กลับกลายเป็นว่าประชาชนเลยอยากฟังแต่เทศน์กัณฑ์อย่างนี้ เทศน์ตามขั้นของผู้ฟัง เทศน์พื้นๆ เทศน์ขึ้นเทศน์เรื่อยๆ ผู้ฟังมีระดับจิตต่างกัน พอเข้าไปธรรมะขั้นสูงๆ จิตขั้นสูงขึ้นไป ธรรมะกับขั้นสูงก็เข้ากันได้ๆ พุ่งเลย เป็นอย่างนั้นละ

เทศน์ของเรานี้บอกได้เต็มปากเลยว่า มีทุกขั้นของธรรม ตั้งแต่ธรรมขั้นพื้นๆ ถึงทะลุเลยเชียว ธรรมขั้นทะลุคือเทศน์สอนพระล้วนๆ ผู้มุ่งต่อมรรคผลนิพพานโดยตรง ปฏิบัติแน่วแน่ต่อมรรคผลนิพพาน ธรรมะจึงเป็นธรรมะประเภทไสกันเข้าเลย เข้าใจไหมล่ะ ก็ฟังกันได้สนิท

ทราบว่าเวลานี้เทศน์หลวงตานี้ออกทั่วประเทศไทยเลยนะ ดูไม่ค่อยมีครูบาอาจารย์องค์ใด ถ้ามีก็มีแต่ครูบาอาจารย์ เช่นอย่างฝ่ายกรรมฐาน ก็มีเพียงเล็กๆ น้อยๆ  ออกหน้าก็คือเรา เทศน์ทางวิทยุทางไหน เป็นเรื่องเราออกหน้าทั้งนั้นๆ ครูบาอาจารย์ท่านมีหลายท่านหลายองค์ ที่เป็นนักปราชญ์จอมปราชญ์ ท่านมีอยู่เยอะ แต่การเทศนาว่าการนั้น อาจจะเป็นไปตามนิสัยวาสนา ของผู้จะแสดงลึกตื้นหยาบละเอียด หนาบางแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับผู้เทศน์ อย่างครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งคือสายท่านอาจารย์มั่นนี้เป็นสำคัญมากทีเดียว เราไม่ได้เหยียบตรงนั้น ไม่ได้ยกตรงนี้ เราพูดเป็นภาษาของธรรม คือธรรมนี้ตรงไปตรงมา สูงบอกว่าสูง ต่ำบอกว่าต่ำ ดีบอกว่าดี ชั่วบอกว่าชั่ว อย่างตรงไปตรงมา

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น พวกประเภทเพชรน้ำหนึ่งๆ มีไม่น้อยนะ ท่านก็อยู่ตามนิสัยวาสนาของท่าน ควรจะเทศน์แสดงหนักเบามากน้อย ก็เป็นไปตามนิสัยวาสนาของท่านเอง เราก็เทศน์ไปตามนิสัยของเรา จะได้มากได้น้อยเพียงไร เราก็เทศน์ของเราอย่างนี้ละ ครั้นสุดท้ายก็เลยทั่วประเทศไทยนะ เทศน์เราออกทั่วประเทศไทย ทั้งทางเทป ทั้งเทศน์ด้วยปาก เพราะเรานำชาติพี่น้องชาวไทยเรา ตอนช่วยชาติไปเทศน์ทุกแห่งทุกหนทุกภาคเลย เราเทศน์ด้วยปากของเราเอง ฟังได้ทั่วหน้าๆ จากนั้นมาก็ติดเทปๆ แล้วก็ฟังกันไปเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ก็ออกทางเทปทุกวัน ตอนเช้าพูดที่นี่ก็ออกทั่วประเทศไทย ตอนเช้าที่เรานั่งนี้ พอฉันเสร็จแล้วก็เริ่มพูด เริ่มพูดก็เริ่มออกทางวิทยุนั่น ต่อกันอยู่นั้น ออกๆ กระจายเลย ฟังเป็นวิทยุทั่วประเทศไทย แต่ทีนี้เขาไปฟัง ซ้ำๆ ซากๆ ตอนจังหันแล้วหรือตอนไหนอีกๆ เขาเทศน์เป็นระยะๆ เทศน์ไปไหนก็เทศน์เถอะ เราพูดเสีย เกิดมาในชาตินี้ เราจะทำประโยชน์ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย สำหรับโลกทั่วๆ ไป เฉพาะเรานี้เราทำเต็มกำลังความสามารถมาเรียบร้อยแล้ว พูดให้ตรงไปเลยว่าเราหาที่ต้องติไม่ได้ในจิตดวงนี้ว่าบกพร่องอยู่ตรงไหน ไม่มี ธรรมชะล้างๆ จนถึงขั้นผ่องใสสง่างาม ก็จ้าขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย จะต่อเติมอะไรไม่ได้อีกแล้ว นี่เราก็ดำเนินมาเต็มกำลังของเรา ถึงขั้นพอแล้ว ไม่มีจะเอาอะไรมาต่อมาเติม หรือบกพร่องตรงไหน มาต่อมาเติมหรือมากตรงไหนจะตัดออกนี้ไม่มี มีแต่ความพอดีๆ ด้วยความเลิศเลอด้วย ไม่ใช่พอดีธรรมดา เรื่อยมา

นี่เราก็จวนตายแล้ว ๙๓ แล้วนะ ๙๔ เดือนสิงหา วันที่ ๑๒ สิงหา นี่ก็ผ่านมาเท่าไร สิงหา กันยา ตุลา นี่ ๙๔ กำลังย่างเข้ามา ดูเหมือนจะได้สัก ๒ เดือนแล้วมัง อายุของเราที่อยู่ในฆราวาส ๒๐ ปี กับ ๙ เดือน เป็นฆราวาสอายุ ๒๐ ปี กับ ๙ เดือน คือเราบวชเดือนพฤษภา เวลาเกิดเราเกิดเดือนสิงหา พฤษภา มิถุนา กรกฎา สิงหา ถ้าเต็ม ๓ เดือนนี้แล้วก็เรียกว่า ๒๑ ปี แต่นี้เราอายุ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน เราก็ออกบวช ตั้งแต่วันบวชมา เราไม่ได้เคยได้ต้องติการประพฤติปฏิบัติของตัวเอง ว่าขัดข้องตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าในข้อใด เราจึงเป็นที่ภาคภูมิใจ เพราะเรารักษาศีลธรรมด้วยความมีหิริโอตตัปปะ ระมัดระวังเต็มเนื้อเต็มตัวมาตั้งแต่วันบวช

เราเรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี พอ ๗ ปีแล้วก็มีจุดตั้งเอาไว้ว่า พอได้เปรียญ ๓ ประโยคแล้ว เป็นมหา ๓ ประโยค ก็พอเป็นปากเป็นทาง สำหรับแบบแปลนแผนผังที่จะพาก้าวเดิน ไม่จนตรอกจนมุม เพียงเท่านี้พอแล้ว เพราะฉะนั้นพอสอบได้เปรียญ ๓ ประโยคออกเลย ตั้งแต่บัดนั้นมา พรรษา ๗ ออกไม่ใช่ออกธรรมดา ออกเข้าป่าเข้าเขาเลยเชียว ก็มีหลวงปู่มั่นเรานี่ นี่ละเพชรน้ำหนึ่งที่สุดยอดในสมัยปัจจุบันนี้ก็คือหลวงปู่มั่น เป็นผู้บุกเบิกทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพาน ให้เราทั้งหลายได้กราบไหว้ครูบาอาจารย์มาตลอดทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นทั้งนั้น ที่ชื่อเสียงโด่งดังที่ไหนๆ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น จึงกระจายออกไปๆ

ประเภทเพชรน้ำหนึ่งนี้ก็มีน้อยเมื่อไร ที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนะ อย่างหลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ไหนต่อไหนที่มีชื่อเสียง หลวงปู่พรหม บ้านดงเย็น เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ พอมรณภาพแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุๆ ที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุนั้น เรียกว่าตีตราความเป็นพระอรหันต์โดยสมบูรณ์ ให้ตาโลกได้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนตาในจะทราบได้ภายใน สำหรับลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ใกล้ชิดติดพันกับท่าน จะทราบก่อนเพื่อน ว่าท่านอยู่ในธรรมะขั้นใดภูมิใด จะทราบก่อนเพื่อน ส่วนอัฐิที่ท่านมรณภาพไปแล้ว กลายเป็นพระธาตุนี่ทราบได้ทั่วไป ว่านี้คือตราของพระอรหันต์ ความหมายว่างั้น แล้วท่านเหล่านี้มีอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วทั้งนั้นนะ ส่วนพระที่อยู่ใกล้ชิดกัน ท่านทราบมาตั้งแต่ก่อน ตั้งแต่องค์ท่านยังมีชีวิตอยู่โน้น ท่านทราบไว้แล้ว พอท่านมรณภาพแล้ว อัฐิก็ตีตราเป็นพระธาตุ ประชาชนทั้งหลายก็ได้ทราบทั่วกันไป

(เพราะเหตุอะไรครับที่กระดูกท่านเป็นพระธาตุ) อ๋อ ไม่ใช่เพราะเหตุเสื่อกับหมอนมัดติดคอ นอนจมอยู่กับเสื่อกับหมอนอย่างนี้ อัฐินี้ดีไม่ดีกลายเป็นมูตรเป็นคูถไป ไม่ได้เป็นพระธาตุละ เข้าใจไหม ท่านผู้ที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุนี้ ท่านเข้มข้นทางความพากความเพียร ชำระกิเลสตลอดเวลา ไม่คุ้นกับสิ่งใดในโลกนี้ ถือเป็นข้าศึกเพราะเป็นเรื่องของกิเลส ท่านฟัดเอาจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ เป็นใจที่บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว

ฟังเสียวันนี้ ฟังให้ชัด พอใจบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว ความบริสุทธิ์ของใจนี้ล่ะ ฟอกธาตุฟอกขันธ์ของท่านโดยหลักธรรมชาติ ยิ่งเวลาท่านภาวนา จิตเข้าข้างในนี้ ฟอกร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านอยู่ธรรมดานี้ก็ฟอกไปธรรมดาเป็นอัตโนมัติ เมื่อฟอกแล้วฟอกเล่า พอมรณภาพไป อัฐิของท่านนั้นก็กลายเป็นอัฐิที่สะอาดไปตามส่วนของธรรม จึงกลายเป็นพระธาตุได้ เข้าใจไหมล่ะ คือมันฟอกกันอยู่ในตัว จิตที่บริสุทธิ์แล้วฟอกธาตุฟอกขันธ์ ให้บริสุทธิ์ไปตามส่วนของธาตุขันธ์ เพื่ออรรถเพื่อธรรมอันละเอียด จึงกลายเป็นพระธาตุได้ นี่ล่ะเรื่องราวเป็นอย่างนั้น

คือมีจิตเป็นผู้ครอบครองธาตุขันธ์ ถ้าจิตมัวหมองเศร้าหมองแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็สกปรกไปตามๆ กัน ถ้าจิตสะอาดแล้ว แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นร่างกายส่วนสกปรก แต่ส่วนละเอียดของธรรมที่แทรกอยู่ในร่างกายนั้นเป็นส่วนละเอียด อันนั้นละพาให้เป็นพระธาตุได้ ท่านผู้ปฏิบัติที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุ ล้วนแล้วตั้งแต่ เราอยากจะพูดว่าล้วนแล้วนะตั้งแต่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น เท่าที่ทราบมาโดยลำดับลำดา มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้นเช่น อย่างหลวงปู่แหวนนี่ก็ใช่ ก็อย่างนั้นละ นี่ก็กลายเป็นพระธาตุแล้วนะ ไปคุยกับท่าน

พอมาถึงตอนนี้มันอดคิดไม่ได้นะ เพราะมันกระเทือนกันอย่างหนัก เราตั้งหน้าตั้งตาเรียกว่าเตรียมพร้อมที่จะ ภาษาโลกเขาเรียกว่าที่จะฟัดกันให้เต็มเหนี่ยว พูดง่ายๆ คือจะพูดธรรมกันให้ถึงเหตุถึงผล ถึงพริกถึงขิง ถึงอรรถถึงธรรม ครั้นไปเมื่อไรแล้วคนเต็มอยู่นั่น รถบัสไม่ทราบว่ากี่คันเต็มรถ พอเราไปแล้วเขาก็รุม ถ้าอยู่ที่นั่นอีตาหนูผีบ้าน่ะ มันห้ามมันไม่ให้เขาเข้า เข้าไม่ได้ ทีนี้เวลาเราไป ตาหนูกับเรามันเหมือนแมวกับหนู ตาหนูนั้นกลัวแมว ถ้าเราไปแล้วเปิดโล่งหมดเลย ทีนี้ญาติโยมเขาก็ไหลเข้าไปๆ ก็พาเขาเข้าเฝ้า หลวงปู่แหวนท่าน เสร็จแล้วก็ออกมา ที่จะพูดธรรมะตามความมุ่งหมายนั้นไม่ได้พูด ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ผิดความคาดหมาย

ครั้งสุดท้ายนี้คิดใหม่เลยที่นี่ เตรียมพร้อมไปตั้งแต่นี้ ไปก็แน่นอยู่อย่างนั้น ไปเขาก็รุมมา เราก็พูด เอ้อ เอาอย่างนี้นะ ฟังนะ เราก็ว่างั้น ให้อาตมาขึ้นไปหาท่านเสียก่อน คุยกับท่านพอประมาณแล้ว เราออกมา แล้วจะให้พี่น้องทั้งหลายได้เข้าเฝ้าท่าน กราบเยี่ยมท่านให้สมใจทั่วหน้ากัน เวลานี้ให้รอเสียก่อน เพื่ออาตมาจะได้เข้าไปหาท่าน ตามกาลเวลาที่สมควรแล้ว และจะออกมา แล้วจะให้สัญญาณให้ท่านทั้งหลายเข้ากราบเยี่ยมท่าน พอใจ จากนั้นก็เลิกพรึ่บเลยออก เราก็เข้า

เข้าไปก็ฟัดจริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่ธรรมดา เพราะท่านก็เตรียมใส่เราอยู่แล้ว เพราะต่างคนก็ต่างมีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านอรรถด้านธรรม ท่านยิ่งโด่งดังมานานยิ่งกว่าเราไปอีกเป็นไหนๆ ที่นี่เราถึงจะตัวเท่าหนู เสียงหนูมันก็ดังเหมือนกัน ดังเท่าเสียงหนู ท่านก็เสียงราชสีห์ ก็ดังเสียงราชสีห์ หนูกับราชสีห์มันก็อยากฟัดกันซิที่นี่ อยากเห็นความจริงของกันและกัน เมื่อเข้าถึงแล้วจะปิดไม่อยู่ จะเปิดจ้าออกมารับกันทันทีเลย พอให้ญาติโยมลงไปแล้ว เข้าเลยๆ ก็ใส่เปรี้ยงเลยทันที ไม่รอ ท่านก็ขึ้นเต็มเหนี่ยวเลย

ถ้าเทียบอุปมาแล้วก็เหมือนกับถังน้ำใหญ่ๆ หัวใจของท่านนั้นน่ะ เหมือนกับถังน้ำใหญ่ๆ ที่บรรจุน้ำที่สะอาดสุดยอด ไม่สมควรที่จะนำไปชะล้างสิ่งใด ท่านก็ต้องเก็บไว้อย่างนั้นๆ เวลาแขกคนไปหาก็มีแต่คนขั้นนั้นภูมินั้น ไม่สมควรกับน้ำประเภทนี้ ท่านก็เก็บไว้ ท่านก็นำออกมาสั่งสอนตั้งแต่น้ำประเภทที่พอเหมาะสมกับแขกคนที่มาหา แต่เราไปมันไม่ได้ไปอย่างนั้นซี เพราะเตรียมพร้อมมาถึง ๓ หนแล้ว ไปก็ซัดถังใหญ่เลย พังถังใหญ่เลยเชียว เปรี้ยงเข้าเลยปัญหา

ปัญหานี้นะ พูดให้ชัดเจน ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ เอาๆ ถามไปแล้วถ้าไม่รู้ตอบไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาจากการปฏิบัติ รู้ขึ้นมาจากด้านปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้รู้ไปจากปริยัติตามตำรับตำรา แต่รู้ขึ้นมาจากภาคปฏิบัติ ถ้าไม่ตรงตามนี้แล้วยอมรับกันไม่ได้ เอาธรรมะนี้เข้าเลย พอใส่ผางไปนี้ ท่านก็เปรี้ยงออกมาเลย เรายังไม่ลืมนะ เพราะเรามีนาฬิกาวางไว้ ขึ้นปัญหาเบื้องต้นนี่ก็ใส่ ท่านก็เปรี้ยงๆ ออกมา เราหายสงสัยแล้ว ๑๐ นาที พอท่านสงบนิดนึง พร้อมกับเราหายสงสัยแล้ว ปัญหาที่สองอันเป็นปัญหาอันใหญ่หลวง ปัญหารื้อภพรื้อชาตินี้ก็ออกทันทีเลย ใส่เต็มเหนี่ยว ท่านก็ออกเต็มเหนี่ยวเลย โอ๊ย เหมือนกับพระทะเลาะกันในกุฏิของท่านนั่นน่ะ เสียงลั่นเลยเชียว ธรรมดาก็มีแต่ท่านกับพระอุปัฏฐากท่านองค์เดียวอยู่นั่น พอเราเข้าไป ๓ องค์เท่านั้น เหมือนวัดจะแตกเลย เสียงลั่นเลย มันถึงใจท่าน พูดง่ายๆ น้ำที่เก็บไว้นี้ไม่ได้ใช้เลย เพิ่งได้มาใช้ในวันนี้พูดง่ายๆ พระขี้ดื้อมันไปทำลายถังท่าน ใส่เสียเปรี้ยงๆ

ตัวแดงเลยนะตัวท่าน นี่ไม่ใช่อะไรละ พลังของธรรมท่าน เพิ่งจะได้เปิดใช้วันนี้ น้ำประเภทนี้ ในถังนั้นเพิ่งได้เปิดใช้ในวันนี้ เราก็เอากันอย่างให้ถึงเหตุถึงผลจริงๆ  พอจบลงแล้วนี้แหม ท่านหัวเราะลั่นเลย ตัวแดงเลย ท่านพอใจเต็มที่ อยู่นานเท่าไรไม่มีใครไปถามปัญหา พอจะให้ธรรมะประเภทนี้ออกมาต้อนรับกัน วันนั้นเอากันเต็มเหนี่ยวเลย โอ๊ย ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส พูดนี้เสียงเหมือนฟ้าลั่นนะ ตัวแดงเลย นี่ละพลังของธรรม ออกมาจากใจ พลังของใจ พุ่งๆๆ เลย เป็นอันว่าหายสงสัย

ท่านก็พูดอย่างเปิดเผยด้วยนะ พอจบปัญหาลงไปแล้ว ผมก็รอที่จะถามอะไรๆ กับท่านมหามานานแล้ว ครั้นเวลามามันก็ไม่มีโอกาส เหมือนกับเราไม่มีโอกาสจะถามท่านนั่นแหละ ก็ผ่านไปเสียๆ วันนี้โอกาสเราเหมาะที่สุด พูดแล้วหัวเราะลั่น คือเอาเต็มเหนี่ยวเลย นั่นเห็นไหมล่ะ เท่านั้นละ สนิทขนาดไหน สนิทกันพอแล้ว ถ้าว่าร้อยก็ร้อยเปอร์เซ็นต์ คือท่านลงกันถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นถึงขั้นบริสุทธิ์อรหันต์แล้วก็เรียกว่าถึงกันร้อยเปอร์เซ็นต์ หายสงสัยเท่านั้น ถ้ามีผู้ใดจะไปฟ้องท่านว่าเป็นสังฆา ปาราชิก อะไรนี้ไม่ฟังเลยนะ เพราะอันนี้เหนือกว่าหมดแล้ว เป็นอย่างนั้นละหลวงปู่แหวน พอมรณภาพแล้ว อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเลย

นี่ละเรื่องการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติจริงๆ มันก็รู้จริงๆ เห็นจริงๆ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ไม่ใช่เป็นธรรมโมฆะ ขอให้มีผู้ปฏิบัติตาม ท่านเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบตั้งแต่พื้นๆ ขึ้นไปถึงวิมุตติพระนิพพาน ไม่มีผิดมีพลาด ขอให้ปฏิบัติตามนั้นเถิด ผลจะได้เป็นที่พอใจโดยลำดับ จนกระทั่งทะลุถึงนิพพานเลย

ศาสนาของพระพุทธเจ้าคือพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่แม่นยำมากที่สุด ในโลกอันนี้มีกี่ศาสนา เป็นศาสนาของผู้มีกิเลส เจ้าของศาสนาเป็นคลังกิเลส สอนออกมาก็ไม่พ้นที่จะนำกิเลสออกมากระจายให้สกปรกโสมม ผู้ฟังทั้งหลายก็จะเห็นผิดเห็นพลาดไปตามๆ กัน แต่พุทธศาสนาคือศาสนาของท่านผู้บริสุทธิ์ ออกมาด้วยใจที่บริสุทธิ์ถูกต้องแม่นยำ ผู้ฟังถึงใจๆ สุดท้ายก็ถึงมรรคผลนิพพานด้วยกัน นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า ให้พิสูจน์กันทางภาคปฏิบัติ เพียงอ่านตำรับตำราเฉยๆ ไม่หายสงสัย ถ้าลงได้เข้าภาคปฏิบัติแล้ว เปิดออกๆ รู้ตรงไหนหายสงสัยๆ ไม่ต้องหาใครมาเป็นสักขีพยาน สันทิฏฐิโก รู้เองเห็นเอง ประกาศก้องขึ้นมา ดังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ท่านไปหาใครมาเป็นสักขีพยาน ไม่มี สาวกทั้งหลายตรัสรู้ธรรมอยู่ที่ไหน ถึงธรรมที่ไหนเรียกว่า สันทิฏฐิโกขั้นสุดยอดๆ ประกาศป้างๆ หายสงสัย ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะสันทิฏฐิโกเป็นพระโอวาทที่ทรงประทานไว้แล้วอย่างเฉียบขาด คือสันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะรู้ผลงานของตนไปโดยลำดับจนกระทั่งถึงสุดท้าย สันทิฏฐิโกขั้นสุดท้ายได้แก่เป็นพระอรหันต์ เป็นอย่างนั้นละ ให้พากันจำเอา

อย่าพากันขี้เกียจขี้คร้านการทำบุญให้ทาน เป็นทางก้าวเดินเพื่อความพ้นทุกข์ การรักษาศีล การภาวนา ให้พากันอบรมจิตใจ ถ้าจะปล่อยให้แต่กิเลสตัณหามันขยี้ขยำนี้ ก็ไม่มีวันดีคืนไหนแหละที่จะพ้นทุกข์ไปได้ ให้มีศีลมีธรรมเข้าไปเปิดไปชะไปล้าง แล้วจะค่อยบริสุทธิ์ขึ้นไป และมีทางที่จะผ่านพ้นจนกระทั่งถึงนิพพานได้ เข้าใจเหรอ เอ้า วันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ

ใครจะถวายอะไรก็ถวายเสีย ครั้นเสร็จแล้วจะให้พร นี่ละสายบุญสายกุศลของเรา จะฉุดจะลากเราให้หลุดพ้นจากทุกข์เป็นลำดับจนกระทั่งถึงพระนิพพาน ได้แก่ การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา นี้คือทางเพื่อความพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าพ้นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านี้ ให้จำเอาเดินตามร่องรอยของพระพุทธเจ้า อย่าตระหนี่ถี่เหนียว อย่าเห็นแก่ได้แก่เอา เห็นแก่กอบแก่โกย เห็นแก่รีดแก่ไถ ตายแล้วจม เข้าใจเหรอ อย่างนี้แล้วไม่จม เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก