เสียงธรรมเป็นเสียงที่ถูกต้องแม่นยำ
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

เสียงธรรมเป็นเสียงที่ถูกต้องแม่นยำ

         ทองคำเป็นหัวใจของชาติ เป็นของเล่นเมื่อไร เพราะฉะนั้นจึงต้องได้เสาะแสวงหาทองคำมาเข้าสู่คลังหลวงซึ่งเป็นหัวใจของชาติไทยเรา ให้มีความแน่นหนามั่นคง การช่วยชาติคราวนี้ก็รู้สึกว่าเด่นอยู่ได้ทองคำตั้ง ๑๑,๐๐๐ กิโล กับ ๓๘๓ กิโล อย่างนั้นแหละ ต่างคนต่างเสาะแสวงหามาเพื่อกำลังในชาติของเรา ชาติของเราทั้งชาติอยู่ที่ทองคำ เราคิดหมดทุกอย่าง พาพี่น้องทั้งหลายก้าวเดินๆ ได้คิดเรียบร้อยๆ มันหากเป็นอยู่ในจิต ไม่สงสัยว่าจะไปถามคนนั้นคนนี้อะไร พิจารณานี้เหมาะเท่าไรออกเท่านั้น เดินตามนั้นตามความเหมาะ เราจึงไม่เคยปรึกษาหารือใคร พอว่าช่วยชาติ เอ้า จะนำ จากนั้นก็พิจารณาเรื่อยนำเรื่อยมา ทองคำก็ได้ตั้ง ๑๑ ตันกับ ๓๘๐ กิโลกว่าแล้ว และยังจะได้อีกเรื่อยๆ

ส่วนดอลลาร์คงจะเท่านั้นแหละ ได้ ๑๐,๒๑๔,๖๐๐ ดอลลาร์ ที่เข้าคลังหลวงแล้ว อันนี้เราก็บอกแล้ว เพราะเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงดอลลาร์นี้มีอยู่ เราก็บอกตามเหตุการณ์ ส่วนทองคำนี้คงเส้นคงวา ได้เท่าไรเข้าหมดเลย ดอลลาร์นี้มันเกี่ยวโยงกับเงินไทยเราที่จะช่วยชาติบ้านเมืองของเรา ดอลลาร์นี้เป็นส่วนสำคัญจึงต้องแยกออกมา ต่อไปนี้จะไม่ได้เอาดอลลาร์เข้าคลังหลวงแล้ว จะต้องหมุนไปช่วยเงินไทยเงินสดเราเพื่อช่วยชาติบ้านเมือง ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จึงว่าพิจารณาแล้วถึงก้าวเดิน

นี่ก็พูดออกมาแล้ว จากการพิจารณาแล้วว่า ต่อไปนี้ดอลลาร์นี้จะไม่ได้เข้าคลังหลวงนะ ไม่เข้าแล้วไปไหน มันก็ไปช่วยเงินไทยหนุนออกช่วยชาติ แน่ะ ที่จะเปลี่ยนก็บอกว่าจะเปลี่ยน ส่วนทองคำนั้นไม่มีเปลี่ยนเลย คงเส้นคงวาหนาแน่น มีเท่าไรๆ เข้าหมดเลย ดอลลาร์เวลาเข้าก็เข้า ต่อไปนี้จะไม่ได้เข้านะเพราะเงินไทยร่อยหรอลงมาก เนื่องจากหยุดการเทศนาว่าการช่วยชาติ เงินที่จะมาช่วยชาติก็ไม่มี จึงต้องเอาเงินดอลลาร์มาช่วยเงินไทย หนุนไปเรื่อยๆ อย่างนั้น เรียกว่าช่วยชาติคราวนี้พอเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ก็คือทองคำได้ ๑๑ ตันหรือ๑๑,๐๐๐ กิโล กับเศษ ๓๘๓ กิโลอีก ที่จะเข้าคลังหลวง ที่ได้มาทั้งหมดจะเข้าตามๆ กันไป

         หม่อมอุ๋ยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังใช่ไหม (รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าแบงก์ชาติไม่ได้เป็นแล้วครับ) รัฐมนตรีคลังก็ครอบใช่ไหมล่ะ เป็นรัฐมนตรีคลังมันก็ครอบแบงก์ชาติอีกแหละ ก็ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก (เขาบอกเขาเป็นลูกศิษย์หลวงตานะครับ) จะมาเป็นอาจารย์เราไม่ได้ เขาพูดถูกต้อง เป็นลูกศิษย์หลวงตา จะมาเป็นอาจารย์เราไม่ได้ ก็เป็นลูกศิษย์

         นี่ก็ได้กำชับกำชาตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งตัวขึ้นมาใหม่ เอากันกับหม่อมอุ๋ยเรานี่ลูกศิษย์บวชอยู่วัดนี้นะ เอาให้ดิบให้ดีนะ ให้เป็นที่ไว้ใจ เราดีดดิ้นจะเป็นจะตายเพื่อชาติบ้านเมืองของเรานี้ ได้มาเท่าไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน อย่าให้รั่วไหลแตกซึมไปไหน  ได้พูดเวลามาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ มาพูดกันจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา แล้วก็ดีเรื่อยมา เดี๋ยวนี้ก็เป็น (รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ) เออ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง

         (นายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ลูกศิษย์กรรมฐานนะครับ ลูกศิษย์ท่านอาจารย์ทุย วัดดงศรีชมพู แล้วโยงมาท่านอาจารย์ทุยเป็นลูกศิษย์หลวงตา ท่านนายกฯก็เท่ากับเป็นลูกศิษย์หลวงตาด้วย) นั่นละถ้ามีธรรมเข้าไปแทรกตรงไหนความสงบร่มเย็นมีๆ เข้าไป ธรรมแทรกเข้ามากน้อยมีมากโดยลำดับลำดา ถ้าไม่มีธรรมแหลกว่างั้นเลย อย่างเราพูดกับทักษิณนั่นน่ะ เราเอาจริงๆ นี่ คือพูดตามหลักตามเกณฑ์ ตามอรรถตามธรรม ไม่ได้มีคำว่าลูบหน้าปะจมูกเราไม่มี เราพูดอย่างตรงไปตรงมา

         ทักษิณนี่เราอุ้มแทบเป็นแทบตาย วิ่งมาหาเราสองหนสามหน ถูกเขาโจมตี เราถึงได้ออกปากพูดจริงๆ นี่นะ เอา นักมวยเขาไม่ได้กลัวกัน เราทำไมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมืองจะกลัวโจรกลัวมารได้อย่างไร อย่างนั้นก็แพ้ซี นักมวยเขาไม่ได้กลัวกัน ใครก็จะหวังเอาชนะๆ เราก็ต้องเป็นอย่างนั้นซี มาหาสองหนสามหน หน้าซีดมา..มาทีไรเราก็ยก แล้วก็ได้เป็นจริงๆ อย่ากลัว นักมวยเขาไม่ได้กลัวกัน ใครก็มีแต่หวังจะเอาชนะๆ อย่างเดียว ความกลัวเขาไม่มีนะ อันนี้เราอย่าไปกลัว มันขัดกัน จะยกบ้านเมืองชาติของเราขึ้น เอา จะช่วย ก็ช่วยจริงๆ

         เหตุที่จะช่วยนี้ ก็เรามองดูฐานะการเงินการทอง ให้ผู้ใดมาเป็นผู้ใหญ่ๆ ก็มีแต่กระจอกงอกง่อยมา สุดท้ายเอาตับเอาปอดของประชาชนมากินเลี้ยงกัน เมื่อประชาชนหมดตับหมดปอดแล้วเอาคนใหม่ขึ้นมาก็มากินอีกๆ ทีนี้ก็มองเห็นทักษิณเรานี้ละ ว่าฐานะการเงินการทอง กับพวกที่ยอบแยบมาแล้วกินตับกินปอดประชาชนมันต่างกัน ผู้นี้มีฐานะสูง เราไม่ได้ไปคิดเรื่องธรรม เราคิดเรื่องการเงินการทองฐานะของคน เห็นว่าทักษิณนี้เป็นคนที่มั่งมีศรีสุข หลักเกณฑ์ดีมากทีเดียวที่จะมาเป็นนายกฯ สมควรที่จะช่วยบ้านช่วยเมืองได้จากฐานะการเงินการทอง จะไม่รบกวนกินตับกินปอดประชาชน  เราก็ว่าอย่างนี้แหละ

         พวกนั้นมันยอบแยบๆ คนนี้ฐานะดีทุกอย่าง เอา เป็นเพื่อจะได้ยกชาติบ้านเมืองของเราขึ้นไป ที่ไหนได้เป็นแล้วยิ่งพุงใหญ่ขึ้นอีกนี่ซี โถ เราดูคนผิดไป แน่ะเราก็ยอมรับว่าเราดูคนผิด เพราะเราดูการเงินการทอง เราไม่ได้ดูเข้าไปสู่ธรรมภายในจิตใจคน ดูฐานะการเงินการทองที่โลกยอมรับกัน ดูมาแล้วมันพลิกไปเป็นอย่างนั้น นี่เราก็บอกว่าเราดูคนผิด แน่ะ จะให้ว่าอย่างไร เรายอมรับทุกอย่าง อะไรดูผิดเราบอกว่าเราดูผิด

         อย่างดูทักษิณ พูดง่ายๆ อย่างนี้เลย ก็เรายกขึ้นนี่นะทักษิณ ทำไมเราจะพูดไม่ได้วะ ขึ้นไปแล้วก็มากินตับกินปอด เหยียบคนทั้งชาติจะให้ล่มจมไปหมด ก็เราอยู่ในท่ามกลางของชาติ และเป็นอาจารย์ของนายทักษิณด้วย ทำไมจะไม่ว่าคุณทักษิณได้ล่ะ มันก็เอากันละซี ฟาดจริงๆ นะเรา เราก็ยอมรับว่าเราดูคนผิด เพราะไปดูทางการเงินการทองที่โลกเขายอมรับกัน

         ฟังนะท่านทั้งหลาย เสียงธรรมจะไม่สะทกสะท้านกับใครเลย เสียงธรรมเป็นเสียงที่ถูกต้องแม่นยำ โลกตายใจได้แต่ไหนแต่ไรมา เรานำธรรมมานำพี่น้องทั้งหลาย เราจึงตายใจได้ในการนำพี่น้องทั้งหลาย คิดดูซิทองคำเท่าไร เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่เคยแตะ เราเชื่อเราแล้ว ยิ่งกว่าท่านทั้งหลายจะมาเชื่อเรานะ เราเชื่อความบริสุทธิ์ของเรา สะอาดผ่องใส อะไรที่แปดเปื้อนที่เป็นมลทินมาปัดทันทีเลย เป็นหลักธรรมชาตินะ ไม่ได้มาคิดมาอ่านอะไร มันจะปัดของมันทันทีเลย

         นี่เราช่วยชาติเราช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจทุกอย่าง ได้อะไรมาหมด ไม่มีที่จะมาเข้า เรากำอย่างนี้ไม่มี บอกตรงๆ เลย เงินทองข้าวของนับเป็นสักกี่พันล้านหรือหมื่นล้าน ออกช่วยชาติบ้านเมืองทั้งหมดเลย ไปหาซิหาผู้นำอย่างนี้ ไม่ใช่ยกยอตัวเองนะ เอาการปฏิบัติของตัวเองนี้ออกยืนยันกัน ใครค้านมาถ้าว่าเราพูดนี้ผิด การปฏิบัติเป็นอย่างหนึ่งคำพูดเป็นอย่างหนึ่งนี้ผิด ขัดกันอย่างนี้ เอา ตรงไหนว่ามา ไม่มี เราเอาจริงเอาจังทุกอย่าง

         เพราะฉะนั้นอะไรมาขัดเรามันถึงซัดกันเลยกับเรา ไม่ได้รอใครนะ ธรรมไม่รอใคร เป็นธรรมล้วนๆ ตรงไปตรงมาเลย จึงเรียกว่าภาษาธรรม นี่นำภาษาธรรมออกมาใช้ นำกิริยาของธรรม-รากเหง้าเค้ามูลของธรรมออกมาช่วยพี่น้องทั้งหลาย เราไม่เคยกำ มีเท่าไรออกหมดๆ มีเงินอะไรติดตัวที่ไหน ในวัดป่าบ้านตาดตั้งแต่สร้างวัดมา เราไม่เคยเก็บ กระจายออกตั้งแต่คนทุกข์คนจนก้าวเข้าสู่โรงร่ำโรงเรียน ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดนะ โรงร่ำโรงเรียนนี้ขึ้นมาด้วยกัน จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่โรงพยาบาล ที่มาเปิดเผยทุกวันนี้เท่านั้น เราช่วยมาตั้งแต่ดั้งเดิมนะโรงพยาบาล

         ช่วยมาอย่างนี้ตลอด เราไม่มีมลทินในหัวใจเรา เพราะเราพอทุกอย่างแล้ว ความพอของธรรมตายใจได้เลย ไม่มีอะไรที่จะมาแข่งคำว่าพอนี้ได้ พอนี้พออย่างเลิศเลอ พอในหัวใจ อะไรที่จะเอามาเพิ่มเติมมาแข่ง แข่งไม่ได้ เราเอานี้ออกใช้ต่อพี่น้องทั้งหลาย สำหรับเราเราไม่เอาอะไร เราก็บอกว่าพอแล้วทุกอย่าง หาก็หาแทบเป็นแทบตาย ก้าวเข้าถึงขั้นสลบไสลมีไม่รู้กี่ครั้ง ฟัดกับกิเลสละซิ เอาจริงๆ นี่นะ

         เวลาช่วยตัวเองก็ช่วย อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์นี้เพราะท่านรู้นิสัยว่านิสัยจริงจังมากมีความตั้งอกตั้งใจอย่างแรงกล้า ท่านต้องรั้งเอาไว้ ได้รั้งนะ เช่นอย่างนั่งนี้ฟาดตลอดรุ่งๆ จนก้นแตกไม่ถอยเลย ท่านก็ยกม้ามาเราไม่ลืม เพราะไปทีแรกคุย วันไหนนั่งตลอดรุ่งวันนั้นได้ความอัศจรรย์ในจิตใจทุกคืนไม่มีเคลื่อนคลาดเลย ได้ทุกคืนๆ เล่าถวายท่านทีแรกท่านก็ชมเชยสรรเสริญ ไอ้หมาตัวนี้ก็พอท่านชมเชยบ้างใบไม้แห้งหล่นลงมาจากขั้วของมันก็ทั้งจะเห่าจะกัดใบไม้ พอใจว่าเราดำเนินนี้ถูกต้องแล้วมีกำลังใจซัดเรื่อยๆ นั่งตลอดรุ่งๆ เลย

ครั้นต่อไปท่านรั้ง นั่นเห็นไหมล่ะ ม้าตัวคึกตัวคะนองมากๆ ไม่ฟังเสียงการฝึกของเจ้าของนายสารถีแล้ว เจ้าของเขาต้องฝึกเอาอย่างแรง ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน พอขึ้นไปกราบท่านเท่านั้นละ เพราะขึ้นไปก็จะไปเล่าอันนี้ถวายท่านเพราะเคยเล่าเสมอ ฝึก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน ฝึกกันอย่างหนัก เอาจนม้านี้มันลดพยศลงๆ การฝึกเขาก็ลดลงๆ จนกว่าว่าม้านี้ใช้การใช้งานได้ตามปรกติ การฝึกฝนอย่างนั้นเขาก็หยุดไป แน่ะปฏิบัติต่อม้าธรรมดาว่างั้น นี่เราเข้าใจทันที

ท่านไม่ได้ย้อนมา ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกเจ้าของยังไง ท่านไม่ได้ว่าก็ตามแต่มันเข้าใจ ตั้งแต่บัดนั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งนะ นี่ก็คือท่านรั้งเอาไว้ ถ้าว่าออกทางด้านปัญญาก็เหมือนกัน ทางสมาธิก็ไม่พอดี คือสมาธิมันเป็นจริงๆ นี่ แน่นเหมือนหินเลย สมาธิเต็มภูมิ ท่านถาม เป็นยังไงท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดีบอกตรงๆ เลยเรา ท่านก็ถามเรื่อย เราตอบท่านก็นิ่งไป ทีนี้พอถึงกาลอันควรแล้ว เป็นยังไงท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดีอยู่ ท่านจะนอนตายอยู่นั่นหรือขึ้นเลยที่นี่ สมาธิมันหมูขึ้นเขียง เอาแล้วนะใส่แล้ว สุขในสมาธิเท่ากับเนื้อติดฟัน เนื้อติดฟันมีความสุขยังไงบ้าง สุขในสมาธิก็เท่ากันนั่นละ

ท่านทุ่มหมดเลยนะ สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง ท่านยกสมาธินี้ทิ้งหนีหมดให้หาใหม่ สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่งท่านรู้ไหม ท่านไม่ยอมรับเลยที่นี่ ท่านจะให้เอาอันใหม่ดีกว่านั้น ยังเถียงท่านว้อๆ นะ ถ้าสมาธิเป็นสมุทัยแล้วสัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหน สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าท่านรู้จักกาลเวลาการเข้าการออก นั่น สมาธินี้มันสมาธิหมูขึ้นเขียง นี่เหรอสมาธิที่เอามาอวดอยู่นี้น่ะ นั่นเห็นไหมท่านซัดเข้าเลย จากนั้นมันก็ออกทางด้านปัญญา ท่านไล่ออกทางด้านปัญญา แก้กิเลสแก้ด้วยปัญญาต่างหากนะไม่ได้แก้ด้วยสมาธิ สมาธินี้เป็นแต่ตีกิเลสเข้ามาให้มันรวมตัวสงบไม่เพ่นพ่าน แล้วออกทางด้านปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องแก้กิเลส สมาธิไม่ได้แก้ นั่นเอาละนะ ทีนี้พอออกทางด้านปัญญาออกๆ ใหญ่เลยที่นี่ เพราะสมาธิมันพร้อมแล้ว

พอออกทางด้านปัญญาฟาดนี้ไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน ขึ้นไปหาท่านอีก ที่พ่อแม่ครูจารย์ให้ออกทางด้านปัญญาเวลานี้มันออกแล้วนะ มันออกยังไงท่านว่า ก็มันไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืนเลยเราก็พูดตรงๆ เวลามันหมุนทางด้านปัญญามันหมุนจริงๆ นี่ นั่นละมันหลงสังขาร คือสังขารทางด้านปัญญาก็เป็นสังขาร ถ้าใช้ไม่รู้จักประมาณสังขารทางด้านปัญญามันเป็นสังขารสมุทัยได้ความหมายว่างั้น ให้พักผ่อนถึงกาลเวลาที่ควรจะพักสู่ความสงบก็ให้พัก แต่นี้มันไม่พัก หมุนทางด้านปัญญาตลอด ท่านก็เขกเอาอย่างนี้ละ มีแต่ท่านรั้งเอาไว้ละเรา จากนั้นก็ออกทางด้านปัญญา

ท่านยังไม่ได้ป่วยนะนั่น ปัญญาออกแล้วตั้งแต่นู้นแหละ สติปัญญาอัตโนมัติหมุนติ้วๆ ไม่ได้หลับได้นอนกลางคืน ต้องบังคับเอาไว้ ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักออกจากทางจงกรม จนจะก้าวขาไม่ออกมันเพลียพอ เอ้อ ไปไม่ไหวแล้วหยุด หยุดด้วยก้าวขาไม่ออก คือมันเหนื่อย ถ้าได้ลงแล้วลืมวันลืมคืน มันหมุนของมันอยู่ภายในนี่ จนกระทั่งขาจะก้าวไม่ออก เอาขาเป็นเครื่องตัดสิน โอ้ ไปไม่ไหวแล้วนะนี่ มา มานั่ง ทีนี้ฝ่าเท้าเรานี้เหมือนไฟลนนะ ออกร้อนเหมือนไฟลนฝ่าเท้า เอ๊ ฝ่าเท้าเรานี่มันแตกเหรอ จับมาดูไม่แตก แต่เวลาลูบคลำฝ่าเท้ามันเสียวแล้วนะ คือมันบางมากแล้วมันจะเข้าถึงเนื้อ นี่เขาเรียกว่าแตก ความจริงมันกัดเข้าไปๆ ถึงเนื้อนะนั่น

อย่างพระโสณะท่านประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตก ฝ่าเท้าแตกเราก็มาทราบว่า โอ๊ะ แตกอย่างนี้ คือเดินไม่หยุดมันก็บางเข้าไปๆ ก็ไปถึงเนื้อที่ฝ่าเท้า แต่เรายังไม่ถึงแตกยังไม่ถึงทะลุ มาลูบคลำดูนี้เสียว ทั้งเจ็บทั้งเสียว ฝ่าเท้ายังไม่แตก พูดสรุปความกิเลสแตกเสียก่อน ถ้าหากกิเลสไม่แตกนี้ฝ่าเท้าแตกแน่ๆ โอ๋ ที่ท่านว่าทำความเพียรจนฝ่าเท้าแตกลงกันแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆ บังคับเจ้าของเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เป็นไปไม่ได้นะ ถ้าเป็นไปด้วยความดูดดื่มของจิต จิตหมุนจิตพาเดินเป็นได้เลย

ถ้าลงได้ก้าวลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักหยุด จนจะก้าวขาไม่ออกถึงจะหยุดได้นะ เอาก้าวขาไม่ออกเป็นเครื่องตัดสิน นี่มันก็รู้ โอ๋ ฝ่าเท้าแตกแตกอย่างนี้ มาลูบคลำดูนี้เสียวหมดฝ่าเท้ายังไม่แตก คือยังไม่ทะลุถึงเนื้อ หากจวนแล้วนะนั่น ถ้ากิเลสยังรอไปกว่านั้นอีกฝ่าเท้าแตกได้เลย เชื่อ นั่น ให้มันมีหลักฐานอย่างนั้นซิเชื่อ เช่นพระโสณะท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก คือมันทะลุถึงเนื้อ ของเรามันก็ทะลุเข้าไปจวนจะถึงเนื้อแล้ว เราเอามือลูบคลำนี้เสียวแล้ว แต่พอดีกิเลสแตกเสียก่อนฝ่าก็เลยยังไม่แตก

เอาจริงเอาจังอย่างนั้นนะ การประกอบความพากเพียรเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง เพราะความมุ่งหวังอย่างแรงกล้าก็คือขอให้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ อย่างอื่นอย่างใดไม่เอา เพราะฉะนั้นความลำบากลำบนอันไหนจึงเป็นอุปสรรคไม่ได้ต่อความตั้งใจเพื่อมรรคผลนิพพาน อันนี้รุนแรงมากทีเดียวมันก็ทะลุได้ นั่นเห็นไหมล่ะ เวลาทำเจ้าของก็ทำเจ้าของอย่างนั้น ไม่ได้ทำเหลาะๆ แหละๆ กินแล้วนอนกอนแล้วนิน ไปอยู่ที่ไหนเอาโต๊ะเอาเก้าอี้ไปวางไว้หัวจงกรมเราดูเราดูไม่ได้นะ เราเคยเห็น หัวจงกรมทางนั้นมีเก้าอี้ เวลาเหนื่อยนั่งเก้าอี้ มันดูไม่ได้จริงๆ นะ

ถ้าลงได้ฟัดกันแล้วจะไปหาเก้าอี้ที่ไหน นักมวยเขาขึ้นต่อยกันเขาหาเอาเก้าอี้ไปต่อยกันที่ไหน มีแต่ฟัดกันเลย อันนี้ก็ต่อยกับกิเลสเอาเก้าอี้ไปนั่งไปตั้งไว้ที่หัวจงกรม เราเห็นมันสะเทือนใจเลย หือ มาทำความเพียรอย่างนี้เหรอ เอาเก้าอี้มาวางเวลาเหน็ดเหนื่อยก็ไปนั่งเก้าอี้ มันก็ไม่รู้จักเป็นจักตายไม่รู้จักหนักจักเบา ไม่รู้จักเหตุจักผลละซิ ฟัดกันให้มันถึงขีดถึงแดนนั่นซิ นั่น นี่ไม่เคยไอ้ที่มีเก้าอี้ไปวางไว้ข้างหน้าข้างหลัง ถ้าลงได้ลงแล้วซัดกันเลย มันจะตายแล้วมันหนีเองหยุดเอง นี่เวลาทำความเพียรเราก็ทำมาอย่างนี้

ผ่านตรงนั้นมาแล้วหมู่เพื่อนก็รุมมา ตั้งแต่พ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพพระเณรรุมเราแต่นู้นแล้ว เราก็หลบเหมือนผู้ต้องหาเหมือนขโมยหลบโน้นหลบนี้ ไปคนเดียวๆ เพราะมันหมุนทั้งวันอยู่กับใครไม่ได้ ถึงกาลเวลาจิตที่มันหมุนตัวเป็นธรรมจักร ความเพียรโดยอัตโนมัติแล้วจะอยู่กับใครไม่ได้ ต้องอยู่คนเดียว ตื่นนอนปั๊บซัดกันแล้ว จนกระทั่งหลับ ดีไม่ดีหลับมันก็ไม่ยอมหลับ นั่นเวลามันเร่งของมัน นี่เรียกว่าความเพียรอัตโนมัติฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ ทีนี้มันก็ย้อนไปรู้ซิว่ากิเลสทำลายใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติเหมือนกันกับธรรมมีกำลังกล้าแล้วฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัตินี้เหมือนกัน นั่น มันก็ยอมรับกัน

นี้ได้ทำมาแล้วถึงนำมาพูด ไม่ใช่มาพูดเดาๆ เฉยๆ เป็นมาแล้ว ถึงขั้นธรรมฆ่ากิเลสนี่ฆ่าอัตโนมัติอย่างนั้นแหละ ทีนี้มันก็ย้อนไปรู้ว่า เอ้อ กิเลสทำลายหัวใจสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมันมันทำอย่างนั้นทั้งใจเขาใจเรา แต่พอมาถึงขั้นสติปัญญามีกำลังกล้าแล้วทีนี้หมุนฆ่ากิเลสก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปเลย ไม่มีอะไรที่จะหมุนมันหยุดเอง พากันจำเอานะ ทำความพากความเพียร ทำเหยาะๆ แหยะๆ อย่ามาทำนะ เราอกจะแตกเราไม่พูดเฉยๆ นะ มานี้อืดอาดเนือยนายเป็นเรือพ่วง ทั้งวัดนี้มีสักกี่ร้อยคน อืดอาดๆ ไปที่ไหนเหยียบแต่เสื่อแต่หมอนพวกนี้ไปวางดาดาษไว้ เวลาเหนื่อยก็ได้นอนที่นั่น แล้วเอาเก้าอี้ไปวางไว้หัวจงกรมไหมล่ะ เวลาเหนื่อยไปนั่งที่นั่น เวลานอนอยากนอนก็เอาหมอนไปไว้อีกไหมล่ะ มันฟังไม่ได้นะ

ได้ผ่านมาพอแล้วก่อนจะได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์สอนโลกนี้ เราเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ เอาละที่นี่นะ ให้พากันตั้งใจทุกคนๆ อย่าไปหาดูใจคนอื่นดูกิริยาอาการคนอื่น นี่มันพวกหิวโหยพวกหิวกระหาย หายกโทษคนนั้นยกโทษคนนี้ โทษตัวเองเต็มหัวใจไม่ดู หิวกระหายไปหายกโทษคนนั้นคนนี้ อันนี้ใช้ไม่ได้อย่านำมาใช้ในวัดนี้ ร้ายช่างชีดีช่างเขา ควรจะเตือนก็เตือนกันโดยธรรม ไปยกโทษคนนั้นไม่ดีอย่างนั้น คนนั้นละคนไม่ดี ใจมันเปราะใจมันบอน ปากเปราะปากบอน ยุ่งแต่เรื่องคนอื่น เจ้าของเป็นยังไงไม่ดู คนนั้นไม่ดีอย่างนั้น คนนี้ไม่ดีอย่างนี้ เจ้าของไม่ดีไม่ดู ภาวนาต้องมาดูเจ้าของซิ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก