ปฏิบัติเต็มภูมิต่อพ่อแม่ครูจารย์มั่น
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ปฏิบัติเต็มภูมิต่อพ่อแม่ครูจารย์มั่น

         (วันนี้ครบรอบท่านอาจารย์มั่นนิพพานตอนตีสองเจ้าค่ะ) ท่านเสียดูเหมือนวันที่ ๑๐ ละมัง ตีสอง ๒๓ นาที (ท่านจะออกจากบ้านภู่ไปสกลฯ เจ้าค่ะ) เหมือนสดๆ ร้อนๆ นะ พ่อแม่ครูจารย์จากไปนี้สดๆ ร้อนๆ อยู่ตลอดมาสำหรับหัวใจเรา เพราะธาตุขันธ์เป็นสิ่งที่แปรสภาพลงตามธาตุเดิมของเขา แต่จิตนี้เป็นจิตตนิพพานละซี จิตท่านเป็นจิตตนิพพาน นิพพานเที่ยง ท่านสิ้นลมเวลาตีสอง ๒๓ นาที วันที่ ๑๐ ตกกลางคืนท่านก็นิพพาน ท่านเร่งในคืนนั้นแหละ แหม เร่งเอามาก

เราเองจะว่าอดไม่ได้ก็เหมือนอดไม่ได้ มันตามเคียดแค้นให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ไปดูแลท่าน เราเป็นผู้อยู่ในมุ้งกับท่าน ถูกสับถูกยำด้วยเหตุด้วยผลของท่านที่เป็นธรรมล้วนๆ  เอาถึงขนาดที่ว่าไม่ยอมนอน ให้จับท่านนั่งหันหน้าไปสกลฯ แล้วครูบาอาจารย์ทั้งหลายเต็มอยู่ข้างนอก พอออกจากมุ้งปั๊บก็วิ่งหาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ เห็นเป็นพระผู้ใหญ่ เราเคารพอาวุโสก็เท่ากับเคารพธรรม แต่ธรรมประเภทที่เราเข้าไปปรึกษาหารือมันไม่ได้ความเป็นธรรมออกมาละซีที่มันโมโหน่ะ เพราะเราจะตายอยู่แล้วไม่มีเวลาเลย ออกจากมุ้งปั๊บวิ่งหาครูบาอาจารย์ คือได้เรื่องราวอะไรจากท่านก็วิ่งหาครูบาอาจารย์ ท่านบอกให้นั่งหันหน้าไปสกลฯ ไม่นอน ท่านว่างั้น ถึงขนาดนั้นละ เข้มข้นที่สุดเลย

เมื่อท่านเป็นอย่างนั้นแล้วเราจะไม่เข้มข้นในหัวใจเราได้ยังไง วิ่งไปหาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อาจารย์องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ เราโมโหนะ เดี๋ยวนี้ยังปั้นขึ้นมาโมโหได้สบาย มันเป็นยังไงครูบาอาจารย์เหล่านี้น่ะ ยังเหลือคำเดียว คือเราจับได้เรื่องของเราที่จะระลึกย้อนหลังไปหาเรื่องของท่าน คือท่านเร่งให้ไปในคืนวันนั้นๆ แม้แต่นั่งก็ให้หันหน้าไปสกลนคร ทุกอย่างตั้งปัญหาทั้งตรงทั้งอ้อม ถ้าหากว่าท่านแย็บออกมาสักคำหนึ่ง นี่ผมรั้งเอาไว้นะเท่านั้น คืนวันนั้นจะแตกเลยทีเดียว เราเองจะเป็นผู้ออก เอาท่านไปในคืนวันนั้นเลย แต่ท่านไม่แย็บคำนี้ซิ มีแต่ว่าเอาผมไปเดี๋ยวนี้ๆ ตลอด หากท่านมีแย็บออกมาว่า นี่ผมรั้งเอาไว้นะ วัดนั้นจะแตกกระจายเลยในคืนวันนั้น จะไม่ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์เลย เราเองนี้จะดื้อ เข้าใจไหมล่ะ

ที่ว่านี่มันมาจับได้ตัวเจ้าของเอง โรคหัวใจ ถึงขั้นมันจะไปจริงๆ มันรู้ชัดๆ นี่นะ มีธรรมชาติหนึ่งที่เหนือกว่าที่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติได้ในเวลานั้น คือการรั้งเอาไว้ มันอยู่ในฐานะพอรั้งได้เราก็รั้ง หากมันเลยเถิดแม้พระพุทธเจ้าก็ยังตายจะว่าไง แต่นี้มันอยู่ในขอบเขตที่จะพอรั้งได้ก็รั้งไว้ มันก็ผ่านมาได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็เรารั้งเราเอง จึงได้ย้อนเอาเรื่องของเจ้าของไปพิจารณาเรื่องหลวงปู่มั่น ถ้าปล่อยไปแล้วนะนี่ แต่นี้เมื่อมันพอรั้งได้ก็รั้ง รั้งก็รั้งได้จริงๆ หลายหนอยู่ ๓ หนนะ โรคหัวใจเรา ความรั้งมันอยู่เหนือความจะพรากไปของขันธ์ มันยังเหนืออยู่ บังคับได้อยู่

จึงได้พิจารณาย้อนหลังหลวงปู่มั่นถ้าท่านพูดว่า นี่ผมรั้งเอาไว้นะ โอ๋ย คืนวันนั้นจะวัดแตกเลย วัดบ้านภู่ อำเภอพรรณา เอาท่านมาจากหนองผือก็มาพักที่บ้านภู่ มาพักก็พักหลายวัน จนกระทั่งคืนท่านเร่งท่านให้นั่งภาวนาหันหน้าไปสกลฯ ทุกแบบที่ท่านทำใส่ลูกศิษย์ลูกหา เรามันเป็นผู้น้อย ผู้ใหญ่กว่าเรายังมี ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย แต่ผู้ใกล้ชิดติดพันกับท่านตลอดเวลาคือเรานี่ซิ ท่านเหล่านั้นอยู่ห่างๆ เวลามีเหตุการณ์สำคัญๆ เข้าไปกราบเรียนท่าน เอาความจริงไปกราบเรียนท่าน องค์นี้ว่าอย่างนี้ องค์นั้นว่าอย่างนั้น มันก็โมโหละซิเรา นี่เราพูดเรื่องโมโห บอกจริงๆ มันเป็นจริงๆ ดีไม่ดีมันยังได้ตำหนิครูบาอาจารย์ได้อีก ความโง่ความฉลาดนะ มันเป็นในจิตนี่

พอตื่นเช้ารถเขาก็ไปถึง มันดลบันดาลไม่มีใครโทรไปนะ  รถหายาก ทางก็เป็นทางหินลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ แคบๆ รถไม่ได้เข้าวัดนะ จอดอยู่ถนนใหญ่ คนเดินเข้ามา เวลาเอาท่านออกไปก็หามใส่แคร่ออกไป ท่านก็ลงใจเพราะท่านเตรียมพร้อมแล้ว เป็นแต่เพียงว่า พระมีจำนวนมากรถจะพอกันไหมล่ะ เท่านั้นละท่านพูด เขาบอกว่าไม่พอจะขนทั้งวัน เขาว่างั้น ท่านก็ลงใจไป เขาฉีดยานอนหลับให้แล้วก็ไป หกทุ่มจึงฟื้น ยานอนหลับนะ จะเป็นเพราะอะไรเราก็ทราบไม่ได้ เวลาฉีดยาแล้วเอาท่านขึ้นใส่แคร่ ถึงหกทุ่มท่านฟื้น ฤทธิ์ของยาจะยาวสั้นขนาดไหนเราก็ไม่ทราบได้ ทราบได้แต่ว่าหกทุ่มท่านฟื้นตื่นนอน

พอตื่นนอนมาแล้วท่านไม่พูดอะไรเลย เอาท่านไปก็เอาไปกุฏิหลังนั้นแหละ หลังที่โยมทางสกลฯ เขา ก็บริษัทแม่นุ่มนั้นแหละเขาปลูกกุฏิไว้ถวายท่าน พอออกพรรษาแล้วเขาก็มานิมนต์ท่านที่วัดโนนนิเวศน์นี่แหละ ท่านมาจำพรรษาที่นั่นสองพรรษา ก็เพราะท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรานั่นแหละ ไปอาราธนาท่านมาจากเชียงใหม่มาจำพรรษานั้นสองพรรษา จึงออกเดินทางไป

พอหกทุ่มท่านตื่นนอน ฤทธิ์ของยาตั้งแต่ ๗ โมงกว่า เริ่ม ๘ โมงออก จนหกทุ่ม ไม่ทราบฤทธิ์ของยาจะหนักเบามากน้อยเพียงไร เราทราบได้แต่ว่าท่านฟื้นจากหลับ พอตื่นนอนขึ้นมานี้ท่านไม่พูดอะไรเลย ก็เราจ้ออยู่ตลอด พอลืมตาขึ้นมาท่านมองนั้นมองนี้ คือกุฏิวัดสุทธาวาสเป็นหลังที่ท่านเคยพักอยู่แล้ว ออกจากนั้นท่านก็ไปทางบ้านโคก นามนอะไรต่ออะไร เวลาจวนตัวท่านก็ออกจากหนองผือมาบ้านภู่ ออกจากบ้านภู่ก็ไปกุฏิหลังเก่า วัดสุทธาวาส เพราะฉะนั้นเวลาท่านตื่นนอนท่านถึงดู ดูรอบเลย เราจ้อท่านอยู่ตลอดเวลานี่ หายสงสัย คือจะเอาท่านมาสกลฯ รอนั้นรอนี้ นี่ละที่เรากับครูบาอาจารย์ทะเลาะกันอยู่ภายในที่ท่านเร่ง

คืนวันนั้นแหละท่านเร่งมาก เรานี้ถูกสับถูกยำแหลกเลยเทียว ไปหาครูบาอาจารย์องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ มันโมโหนะเรา ผู้รับเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ออกมานี้มาพูดตามเหตุการณ์ที่ได้รับจากท่าน ท่านว่ายังไงๆ แล้วพูดแทนที่จะเป็นไปตามเหตุการณ์กลับไปอย่างนั้นอย่างนี้ นี่มันโมโหนะ คิดโมโหให้ครูบาอาจารย์เหมือนกัน เราก็ได้มาย้อนหลังความคิดอันนี้ผิดถูกประการใดกับครูบาอาจารย์ท่านแก่อาวุโสกว่าเรา แต่เราอยู่ในเหตุการณ์นำไปพูด องค์นั้นพูดอย่างนั้น องค์นี้พูดอย่างนี้ ไม่ตรงกับความจริงที่เรารับมา มันก็โมโหใช่ไหม มันเป็นยังไงครูบาอาจารย์เหล่านี้น่ะ นู่นน่ะมันคิด

จะว่าโง่หรือฉลาดเราก็เต็มหัวใจเราแล้ว รับจากท่านออกไปไปหาครูบาอาจารย์ องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ นี่ละพอไปถึงปั๊บหกทุ่มท่านตื่นจากหลับท่านก็มองนั้นมองนี้ มองดูทิศทางทุกอย่างเลย ก็จอมปราชญ์ พระอรหันต์จะนิพพานจะมีอะไรบกพร่องมีได้เหรอ ไม่มี ลงถึงขั้นอรหันต์แล้วไม่มี บอกงั้นเลย เราจะโง่แสนโง่เราก็ยันแทนได้เลยว่าไม่มี ท่านดูนั้นคือว่า อย่างหนึ่งมาตามจุดที่หมายโดยสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว จากนั้นมาท่านพลิกพับมาสงบ ทีนี้ท่านก็เริ่มทำอาการนะ มีอาการละที่นี่ เริ่มๆ จนหกทุ่มกว่าล่วงไปแล้วค่อยเป็นค่อยไปลักษณะ ดู

เรานี้ภูมิใจที่ได้ปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์จอมปราชญ์ คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราปฏิบัติเต็มภูมิเราเลย ติดอยู่ตลอด ท่านก็ไม่เคยบอกว่าให้ไปเปลี่ยนตัวบ้างอะไรบ้าง เพราะอาการของท่านเป็นคนไข้ ความเป็นไข้บังคับท่าน เราเป็นผู้ปฏิบัติตามอาการของไข้ท่าน ไม่พอแยกหนีไปไหนเราจะหนีไปได้ยังไง ก็พันกันอยู่อย่างนั้นแหละ กลางคืนท่านไม่นอนเราก็ไม่นอน ในมุ้งมีท่านกับเราเท่านั้น องค์เหล่านั้นไม่มี ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ไม่ได้เข้าไป ท่านไปดูชั่วระยะท่านก็ออกไป สำหรับเรานี้ติดแนบตลอด พระเณรทั้งหลายรอบอยู่ข้างนอกมุ้ง เราได้ทำสุดหัวใจในการอุปถัมภ์อุปัฏฐากพ่อแม่ครูจารย์ม่นเรานี้สุดหัวใจเราโดยไม่มีใครบอก มันหากเป็นนิสัยสันดานเจ้าของเอง ด้วยเจตนาที่รักและเทิดทูนสุดหัวใจพาให้ทำได้ทุกอย่างเลย

เวลาถ่ายหนักถ่ายเบาเราเป็นคนจัดการเอง ไม่ให้ใครไปเห็นอวัยวะท่าน เรารักเราสงวนเทิดทูนขนาดนั้น เราทำหน้าที่คนเดียว เวลาถ่ายเบาก็มีกระป๋องปัสสาวะ เราจัดเอง ถ่ายหนักก็เราจัดการเอง เอามือรองเลย แต่ก่อนไม่มีถุงพลาสติก เราก็เอามือเรารองเลยให้ท่านถ่ายแล้วใส่กระโถน เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอาน้ำมา น้ำก็ให้พอดีไม่ให้ร้อนไม่ให้เย็นเกินไป เราทดลองทุกอย่างแล้วก็ล้างเช็ด เรียบร้อยแล้วก็ปิดอวัยวะ ส่งออกไป เราทำทั้งนั้น ไม่ยอมให้ใครไปทำ เพราะกลัวจิตมีกิเลสมันอาจคิดแย็บไปในทางใดทางหนึ่งที่เป็นอกุศลก็ได้ เราแม้จะมีกิเลสอยู่ก็ตามแต่มันบริสุทธิ์ด้วยความรักความเทิดทูนท่าน อันนี้เหนือสิ่งทั้งหลายที่จะมาคิดเป็นอกุศลต่อท่านไม่มี เราทำสุดกำลังของเรา เรียกว่าเราภูมิใจในการอุปถัมภ์อุปัฏฐากพ่อแม่ครูจารย์ม่นตอนวาระสุดท้ายนี้แหละที่ได้ทำเต็มที่

ท่านก็ไม่เคยบอกว่า ท่านมหาก็มาคลุกเคล้ากับผมทั้งวันทั้งคืน ถ้าวันไหนหนักท่านมหาก็หนัก ให้องค์อื่นมาแทนบ้าง ท่านมหาไปพักเสียบ้างไม่เคยมี ท่านก็ไม่เคยสั่ง เราก็ไม่เคยสนใจจะเอาใครมาเปลี่ยนมาแปลง ถึงจะให้มีเปลี่ยนเราก็ไม่ยอมไปใช่ไหมล่ะ เหตุการณ์มันบังคับอยู่นั้น พอลืมตาปั๊บท่านมหาไปไหน แน่ะเอาละนะ พอลืมตา บางทีท่านเคลิ้มหลับไป ท่านลืมตาขึ้นไม่เห็นเรา ท่านมหาไปไหน เราก็ออกไปอยู่ข้างๆ นั้น สั่งพระไว้หมดแล้ว คอยฟังอยู่ตลอด เดินจงกรมก็เดินฟัง จึงว่าเราได้ปฏิบัติอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านสุดหัวใจเรา เต็มความสามารถ โง่ฉลาดทุ่มลงหมดเลย

เวลาท่านจะไปนี้ โอ๊ย ละเอียดมากนะ พอถึงอาการที่ท่านจะไปเราก็หัวจ่อลงไป ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านอยู่วงใน เราเป็นอันดับสองอยู่วงนอก เอาหัวสอดเข้าไปข้างบ่าท่าน หัวสอดเข้าไป อยู่อย่างนั้นตลอดเลย จึงเรียกว่าเต็มภูมิที่เราได้อุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านด้วยความรักความเทิดทูนสุดหัวใจ ไม่มีอะไรบกพร่องในหัวใจ การปฏิบัติก็แบบเดียวกันเลย สละตายเข้าว่าเลย

ทีนี้เวลาท่านจะไปเราก็ดูนะ ไปอย่างลวดลายของจอมปราชญ์ ดูลมหายใจค่อยเปลี่ยนแปลงไปๆ ท่านก็สงบของท่านอยู่งั้น เปลี่ยนแปลงละเอียดลงๆ จนกระทั่งวาระสุดท้าย ละเอียดลงไปจนหมดเลย ไม่รู้ว่าท่านหมดท่านสิ้นขณะไหน ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ท่านดู เห็นผิดสังเกตไปนานพอสมควร นิ่งตลอดไปเลย นี่ไม่ใช่ท่านสิ้นแล้วเหรอ พอว่างั้นก็ดูนาฬิกา ตี ๒ ได้ ๒๓ นาที ดูเดาเอาเฉยๆ ท่านสิ้นก่อนนั้นก็ไม่รู้ คือไม่รู้ขณะที่ท่านสิ้นเลย ก็มาเอาตอนหายสงสัยนี้ ไม่ใช่ท่านสิ้นแล้วเหรอ ดูนาฬิกา ตีสอง.๒๓ นาที ถือเวลานั้นละว่าท่านมรณภาพ ความจริงไม่ทราบนะ ท่านละเอียดลงไปๆ แล้วเงียบไปเลย

เราได้ปฏิบัติจอมปราชญ์คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ เรียกว่าสุดหัวใจเราทุกอย่างเลยเชียว ความโง่ความฉลาดมีเท่าไรทุ่มลงหมดเลย ท่านก็แปลกนะท่านก็ไม่เคยได้ตำหนิเราตรงไหนๆ นะ จนกระทั่งท่านไม่ใช้คำพูดอะไรแล้วก็เป็นเรื่อยๆ ไปอย่างนั้น ท่ท่านไม่เคยพูดให้เราเปลี่ยนเนื้อเปลี่ยนตัวไปให้ผู้อื่นมาแทนบ้าง เพราะติดพันกับท่านตลอดเวลา ถ้าว่ากลางวันหนักกลางวันเราก็ไม่หนี ส่วนมากมักจะหนักตอนกลางคืนเพราะท่านเป็นวัณโรค หนาว ไอ เอาสำลีมาวางไว้ข้างๆ ในมุ้ง เราเป็นคนเอาสำลีกวาดออกจากคอท่าน เรียกว่าสุดหัวใจที่ได้ปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์มา คราวนี้ไม่มีที่ต้องติละ เต็มภูมิความโง่ความฉลาดของเรา

พูดถึงเรื่องท่านผู้สิ้นกิเลสนิพพานหาที่ต้องติไม่ได้เลย จนกระทั่งเวลาสิ้นก็ไม่รู้เลย ลมหายใจแผ่วเบาลงๆ แล้วเงียบไปเลย นี่เราก็ได้ปฏิบัติเต็มภูมิของเราต่อพ่อแม่ครูจารย์มั่นจนถึงขณะสุดท้ายสิ้นลม ตอนนั้นเป็นตอนที่เรากำลังเพียบทางจิตใจด้วยนะ ท่านเพียบทางธาตุทางขันธ์ เราเพียบทางด้านจิตใจ มันจะหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลา เพราะตอนนั้นจิตเป็นอัตโนมัติแล้ว เป็นมาตั้งแต่ยังไม่เข้าพรรษานู้น จิตมันหมุนติ้วๆ นะ ท่านก็ทราบเราตั้งแต่เวลาท่านมีชีวิตยังพอเป็นพอไปอยู่ ธรรมะเราเป็นยังไงภายในใจขึ้นกราบเรียนท่าน ท่านแก้ให้ๆ บางวันขึ้นถึงสองหนก็มี ท่านก็ทราบเรื่องของเรา

ตอนที่ท่านมรณภาพเป็นตอนที่เราหมุนตลอดเวลาเลย หมุนความเพียรระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ภายใน แล้วก็แย็บออกไปหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทั้งทางนี้ก็ฟัดกันอยู่ทางนี้ ทางนั้นก็ครูบาอาจารย์ มันไม่ได้ปล่อยทั้งสอง นี่ละเรื่องจิตเมื่อถึงขั้นมันไม่ถอยแล้วไม่ถอยนะ อันนี้แย็บออกไปหาครูบาอาจารย์ที่ทำต่อท่านก็ไม่ให้บกพร่อง กิริยาของเราที่เป็นมันเป็นของมันเอง จะว่าบกพร่องไม่บกพร่องมันก็หมุนของมันตลอดเวลาเลย ตอนนั้นหมุนเลยเชียว เพราะฉะนั้นเวลาท่านมรณภาพแล้วถึงอยู่กับใครไม่ได้นะ ดีดผึงเลยหนีไปอยู่คนเดียว

ตอนนั้นไปอยู่ในภูพาน นานๆ มากราบศพท่านทีหนึ่ง มาก็ด้อมๆ มาเข้ากราบศพท่านที่อยู่วัดสุทธาวาสซึ่งยังไม่ได้ถวายเพลิง พอกราบเสร็จแล้วปั๊บออก ไม่ให้ใครติดตามเลย ติดตามไม่ได้ ถึงขั้นติดตามไม่ได้ไม่ได้นะ มันจะหมุนของมันตลอดเวลาไม่ให้มีเวลาว่างเลย ถวายเพลิงท่านเสร็จเรียบร้อยแล้วอันนี้มันยิ่งหมุนใหญ่ ออกจากวัดดอยธรรมเจดีย์ก็ไปทางอำเภอบ้านผือ-ท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ตอนนั้นดูยังไม่เป็นอำเภอ มีแต่อำเภอท่าบ่อ-บ้านผือ เราอยู่ลึกๆ พอเดือนเมษาก็ย้อนกลับไป จึงไปปลงกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์

สามเดือนละมั้ง เดือนกุมภาออกจากวัดดอย เดือนเมษากำลังจะถึงพฤษภาก็ขึ้นไปวัดดอยธรรมเจดีย์ ก็ไปปลงกันที่นั่นพูดง่ายๆ ว่างั้นเถอะ ปลงกิเลส กิเลสกับธรรมที่ฟัดกันตลอดเวลานี้ขาดสะบั้นลงหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์สูงๆ สุดๆ นู่น เวลา ๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นั่นเป็นวันตัดสินกันอย่างใหญ่หลวงบนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ตั้งแต่นั้นมาก็เลิกไปเลยระหว่างกิเลสกับธรรม กิเลสเป็นยังไงหายเงียบแล้ว นั่นละที่ว่าสิ้นสิ้นอย่างนั้นละ จะทำยังไงๆ ให้มีกิเลสไม่มี ถ้ายังมีอยู่ไม่เรียกว่าหมด ถ้าลงได้หมดแล้วจะมีกิริยาอาการอะไรก็มีแต่พลังของธรรมออก จะดุด่าว่ากล่าวเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดขนาดไหนก็ตาม เป็นพลังของธรรมพุ่งๆ.กิเลสไม่มี จึงเรียกว่าสิ้นกิเลส ถ้าค้นหาความโกรธ หรือความเคียดแค้น ความไม่พอใจ ยังมีอยู่ในใจ แสดงว่าจิตนี้ยังไม่สิ้น เมื่อมันสิ้นแล้วมันไม่มี จะทำยังไงก็ไม่มี มีแต่ธรรมทำหน้าที่พุ่งๆๆ ให้ชัดๆ อย่างนั้นซิ นั่นละปลงตั้งแต่วันนั้นมา วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓

ปลงตั้งแต่วันนั้นมาแล้วก็ไม่เคยมีอะไรที่จะเกิดเรื่องแม้เม็ดหินเม็ดทรายว่า เอ้อ กิเลสกูนึกว่ามึงสิ้นซากไปแล้วตั้งแต่วันนั้น มึงยังมาโผล่ให้กูเห็นอยู่เหรอไม่เคย แล้วพร้อมกับเป็นการตัดสินใจด้วยโลกธาตุหวั่นไหวในคืนวันนั้นด้วยอย่างประจักษ์ แล้วอะไรจะมาคัดค้านกันได้ล่ะ นั่นละการปฏิบัติธรรม ธรรมะพระพุทธเจ้าท้าทายตลอดมรรคผลนิพพานอยู่กับผู้ปฏิบัติ ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่ามาเร่ๆ ร่อนๆ มาทะเลาะกันอยู่ข้างในไม่ได้นะ นี่ยังมีอยู่นะข้างในนั่น เดี๋ยวจะได้ขับออกอยู่นี่ มันมีอยู่เดี๋ยวนี้ ตัวแสบๆ อยู่ในนั้น วันนี้ยังรอไว้ก่อนยังไม่ขับ ให้เตรียมตัวนะ จับได้แล้ว

นี่พูดอย่างเป็นธรรมล้วนๆ ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านกับสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุเป็นสมมุติทั้งมวล ธรรมชาตินี้เป็นวิมุตติล้วนๆ ออกได้อย่างเต็มภูมิของธรรม นี่พากันมาศึกษาอบรมแล้วให้ตั้งใจ ให้ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ อย่าฟังเสียงแต่กิเลสตัณหาด้วยทิฐิมานะตัวเองว่าใหญ่ว่ายิ่งกว่าเพื่อนกว่าฝูง มันเลวกว่าเขาไม่รู้ตัว ถึงคนอื่นจะได้มาขับไล่ นี้จวนจะได้ขับไล่แล้วนะอยู่ในนั้นน่ะ จับตัวได้แล้วเวลานี้ ระวังให้ดี นี่ไม่เหมือนใคร ว่ายังไงเป็นยังงั้นเป็นอื่นไปไม่ได้ไม่เรียกว่าธรรม ลูบหน้าปะจมูกสูงๆ ต่ำๆ ไม่ได้ ตรงเป๋งๆ เลย

เราฆ่ากิเลสของเราก็อย่างนั้นเหมือนกัน เอา ขาดสะบั้นไปเลย คอกิเลสไม่ขาดคอเราต้องขาด เอาลงถึงขั้นนั้นแล้ว เห็นแต่คอกิเลสขาดถ้าลงจริงจังขนาดนั้นแล้ว ให้ตั้งใจปฏิบัติ อย่ามาทะเลาะเบาะแว้งอวดดิบอวดดี ทั้งๆ ที่สิ่งที่มาอวดมันคือความเลว อย่ามาอวดธรรม สถานที่นี่เป็นสถานที่บำเพ็ญธรรม ต้องน้อมใจเข้าสู่ธรรม ธรรมว่ายังไงให้ปฏิบัติตัวตามธรรม อย่าเอากิเลสขึ้นมาเป็นใหญ่เหยียบหัวศาสดา ต่อหน้าต่อตาพระเจ้าพระสงฆ์เพื่อนฝูงในวัดในวานี้ให้กระทบกระเทือนเลย จำให้ดีทุกคน

ใครมาๆ อย่าเอาตัวแสบๆ กิเลสเข้ามาไม่ได้นะ นี่ปฏิบัติโดยธรรมมาล้วนๆ ปฏิบัติต่อตัวเองก็เป็นอย่างนั้น กับหมู่กับเพื่อนก็ปฏิบัติอย่างนั้นเรื่อยมา ที่จะเอากิเลสเข้ามาแฝงในการปฏิบัติดุด่าว่ากล่าวหมู่เพื่อนเราบอกตรงๆ เราไม่มี จะเด็ดเผ็ดร้อนขนาดไหนมีแต่ธรรมล้วนๆ ออก กิเลสจะแทรกเข้ามาไม่ได้ จะแทรกอะไรมันมีกิเลสตัวไหนมาแทรก ก็มันไม่มีก็บอกว่าไม่มี มีแต่ธรรมทั้งนั้นละออก

เราก็เคยเล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่เหรอ ทิดหรวดนี่น่ะ ทิดหรวดมันเป็นลูกพระลูกวัดนี้ มันสึกมันไปมีเมียอยู่ในบ้านนี้แหละ มันก็มาอยู่ในวัดนี้ มันเฝ้าศาลา ไอ้เราก็ทำอะไรหรือเขียนหนังสืออะไรไม่รู้ กำหนดกันสี่โมง บ่ายสี่โมงปัดกวาดตายตัว องค์ไหนก็มีนาฬิกาถึงเวลาไม่ต้องบอกกัน ปัดกวาดเฉพาะสถานที่อยู่ของตัวเองแล้วกวาดออกมาสู่ส่วนรวมคือศาลา จากนั้นก็ขึ้นบนศาลาทำความสะอาดพร้อมเพรียงกัน วันนั้นบ้าเรามันขึ้นยังไงก็ไม่รู้ เรามองดูนาฬิกา ก็ทำข้อวัตรปฏิบัติพระเณรทันเราเมื่อไร ทั้งๆ ที่อยู่กับหมู่กับเพื่อนควรจะเป็นผู้ใหญ่ค่อยเป็นค่อยไปให้หมู่เพื่อนทำ ไม่เป็นนะ มักจะออกหน้าอยู่ตลอดเวลา

การทำข้อวัตรปฏิบัติคล่องตัวตลอด พึ่งมาเดี๋ยวนี้ละมันไปไหนไม่ได้ แต่ก่อนคล่องตัวจริงๆ พระเณรเรียกว่าไม่ทันเราง่ายๆ ละ เราจี้เอาเรื่อยๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นพระเณรจะไม่กลัวได้ยังไง มันก็ต้องกลัว กลัวด้วยเหตุนี้เองกลัวธรรม ไม่ใช่กลัวแบบเสือแบบสางอะไร กลัวแบบธรรม อยู่ๆ ก็ดูนาฬิกา โอ้ ได้เวลามันเลยเวลาไปแล้วนี่ ปุ๊บปั๊บลง ไม้กวาดซัดเลยตั้งแต่กุฏิ กุฏิเราแต่ก่อนเป็นกระต๊อบเล็กๆ อย่างที่เห็นนั้นแหละ ปัดกวาดออกมาๆ ออกมาที่ไหนในวัดหายเงียบไปหมดเลย ไม่เห็นมีพระเณรสักองค์ เห็นแต่เณรจรวดเณรเดียวมันเฝ้าศาลาอยู่นี้

เรากวาดออกมานั้น พอมองเห็น เณร พระวัดนี้มันตายกันหมดแล้วเหรอ ใครจะไปกุสลาใคร ก็มันตายกันหมดทั้งวัดนี่ว่าไง ถึงเวลาปัดกวาดแล้วไม่รู้กันเหรอ นี้จะยังไม่แล้วนะ ถ้าหากว่าเป็นไปตามที่เราว่าเราถูกต้องนะ กลางคืนจะประชุมละนั่น พระเณรจะแตกกระจัดกระจายละ ไม่ได้ทำเล่นทำอะไร แล้วถามเณร เวลาเท่าไรเณร พึ่งได้ ๓ โมง ๒๐ นาที ธรรมดา ๔ โมงปัดกวาด บ้าเราขึ้น ๓ โมง ๒๐ กวาดออกมา ไหนว่าอีกน่ะ นาฬิกาได้เท่าไร พึ่ง ๓ โมง ๒๐ หือ ถ้างั้นหยุดๆ ขึ้นทันทีเห็นไหมล่ะ หยุดๆ เดี๋ยวมันจะมาเป็นบ้ากันทั้งวัด บอกให้พระหยุดเดี๋ยวมันจะบ้ากันทั้งวัด เราจะไปแก้บ้าเรา กลับปุ๊บเลย อย่างนั้นเห็นไหมล่ะ เราจะไปแก้บ้าเรา ไปเลย

เณรมันคงจะหัวเราะจะตาย คงจะเล่าให้พระฟัง มานี้คึกคักขึงขังเหมือนจะกัดจะฉีกอยู่หน้าศาลานี้ พอว่าพึ่งบ่าย ๓ โมง ๒๐ นาที เหอ ขึ้นทันทีเลย พอรู้จักชัดเจนแล้วหยุดๆ เดี๋ยวพระเณรจะเป็นบ้ากันทั้งวัด เราจะไปแก้บ้าเราเราก็กลับ เณรคงเล่าให้พระฟัง นี่ละพูดคือเป็นธรรมล้วนๆ เรื่องโลกกิเลสมาแฝงไม่ได้ จะเด็ดจะเดี่ยวเฉียบขาดขนาดไหนเป็นธรรมทั้งหมดเลย ไม่เคยนำกิเลสมาใช้ต่อหมู่ต่อเพื่อน ให้เป็นธรรมล้วนๆ เลย เอาละที่นี่  พอสมควร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก