ธรรมะในหัวใจไม่มีสิ้นสุด
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ธรรมะในหัวใจไม่มีสิ้นสุด

ก่อนจังหัน

พระมาเท่าไร (๒๙ ครับผม) พระนี่ไม่แน่นอน พอออกพรรษาแล้วส่วนมากกฐินแล้วไปละ เข้าป่าเข้าเขาๆ ใครมาลาถาม จะไปที่ไหน ที่ที่ภาวนาหรือไปตลาดกระดูกหมูกระดูกวัว มันมีหลายตลาด ตลาดอรรถตลาดธรรมอยู่ตามป่าตามเขา ไม่ยุ่งกับอะไรๆ ทั้งนั้น มีแต่ธรรมกับกิเลสฟัดกันบนหัวใจ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นดังพระพุทธเจ้า นั่นละตลาดของท่านอยู่ในป่าตำบลอุรุเวลาเสนานิคม รัฐมคธ พวกที่หลั่งไหลเข้าไปในตลาดกระดูกหมูกระดูกวัว ก็เอากระดูกหมูกระดูกวัวมาอวด ซึ่งที่ไหนก็มีไม่เป็นของอัศจรรย์ เอาละให้พร

หลังจังหัน

         (วัดถ้ำพวง อ.ส่องดาว จ.สกลนคร กราบถวายสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนแด่องค์หลวงตา เปิดสถานีเวลาตี ๕ ปิดสถานีเวลา ๒๒.๐๐ น.) วัดถ้ำพวงเราเคยไป ตอนหลังๆ นี้ก็ได้ไป ตอนต้นๆ ที่กำลังบำเพ็ญนั้นไปเป็นประจำ ผ่านเข้าผ่านออกแถวภูเขานั้น วัดถ้ำพวง รับทราบแล้วก็เท่านั้นละ

(โรงพยาบาลเนินสง่า จ.ชัยภูมิ มารับรถพยาบาลครับ) ฟัง อย่าให้มันหายนะลูกกุญแจนี่ ตะกี้นี้เขาประกาศอยู่กุญแจใครหาย คอยเก็บดอกเบี้ยเรื่อยแหละ อยู่นานไม่ได้เก็บดอก เอาค่ากุญแจหาย นี่ก็อย่าให้มันหายเราไม่อยากได้ดอกเบี้ย (ของใส่เต็มรถ น้ำมันเติมให้เต็มถังแล้วครับ) สิ่งของในโกดังให้เต็มรถ แล้วเติมน้ำมันให้ทุกคันรถที่มาเอาของในโกดังทุกแห่ง นี้สั่งตายตัว พระที่รักษาครัวนี้เป็นวาระเจ็ดวันๆ รับผิดชอบเหล่านี้ทั้งนั้น บริเวณศาลา พวกโรงพยาบาลมาเกี่ยวข้องเอาสิ่งของในโกดัง ให้รับผิดชอบ ตลอดเติมน้ำมันให้หมด

คือสิ่งของที่เขามาเอาก็มีอยู่สองประเภท ประเภทธรรมดากับประเภทพิเศษ ประเภทธรรมดาตั้งแต่อุดรออกไป ประเภทพิเศษก็โคราช ยโสธร อุบล ทางนี้ก็อุตรดิตถ์ออกไปๆ ให้พิเศษทั้งนั้น พิเศษให้ยังไงก็มีกฎเกณฑ์กำหนดตายตัวไว้เรียบร้อยแล้ว องค์ไหนมารักษาศาลาต้องปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัด เวลาจะออกไปรถทุกคันต้องเติมน้ำมันให้เต็มรถๆ เราปฏิบัติต่อโลกด้วยความเมตตา ตัวของเราหมุนติ้วตลอด นี่เพราะความเมตตาทั้งนั้น เงินนี่ไหลออกไหลเข้ามาอย่างนี้ ไหลเข้ามาก็ไหลออกๆ เราพูดตรงๆ วัดนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างมาไม่เคยเก็บเงิน มีเท่าไรออกๆ เริ่มต้นมาสร้างวัดนี้ก็พวกคนทุกข์คนจน จากนั้นก็โรงร่ำโรงเรียน สร้างให้โรงเรียนหลายๆ หลังเรื่อย จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่โรงพยาบาลติดต่อกันมาเรื่อย จนกระทั่งออกอย่างเปิดเผยนี้แหละ ความจริงเราสงเคราะห์มาแล้วตั้งแต่เริ่มสร้างวัดป่าบ้านตาด ช่วยโลกเราช่วยอย่างนั้น

อย่างเที่ยวกรรมฐานมันก็มีเป็นบางเวลา ปรกติเราจะไปคนเดียวๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เสริมนะ เรียกว่าส่งเสริมเต็มที่เลย คือก่อนที่จะไปนี้ต้องกราบเรียนถามเรื่องราวภายในวัดที่เราจะต้องดูแล ทำอะไรต่ออะไรในวัด เมื่อเบาบางแล้วถามท่าน ว่าไม่มีอะไรแล้ว ถ้าไม่มีอะไรก็อยากจะกราบนมัสการลาไปเที่ยวภาวนาสักชั่วระยะ นั่นเป็นระยะนะ เราบอกไปสักชั่วระยะ พอเรียนถวายท่านแล้วท่านก็นิ่ง เราก็คอยฟัง แล้วแต่ท่านจะให้โอกาสเมื่อไรท่านจะไปพิจารณาของท่าน พอกราบเรียนท่านเท่านั้นเราก็ปล่อยเลย ถ้าท่านไม่พูดถึงอีกก็เรียกว่าไม่ไป และไม่พูดถึงอีกเลย

ท่านเอาไปพินิจพิจารณาตามวันเวลาที่สมควรที่ท่านจะบอกก็ว่า เอ้อ ที่ท่านมหาอยากจะไปเที่ยวนั้นก็ไปได้ แล้วจะไปทางไหนล่ะ คราวนี้ว่าจะไปทางนั้นๆ ทางไหนท่านเห็นหมดแล้ว เอ้อ ดีนะ จากนั้นมา จะไปกี่องค์ เพราะปรกติเราไปองค์เดียว แล้วท่านเสริมตลอดด้วย พอว่าไปองค์เดียว เออ ท่านมหาไปองค์เดียวนะ มือส่ายไปเลย พระเณรฟังอยู่นี้ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านมหาไปองค์เดียว เราก็ไม่สนใจว่าใครจะจ้องมองเรา เพราะมีร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่อยู่นั้น พระเณรก็เต็ม เราก็ไปสบายๆ เป็นปรกติ ไม่สนใจว่าใครจะจดจ้องเรายังไงๆ บ้าง มาทราบเอาตอนพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพนี้แหม เกาะพรึบเลยเทียวนะ

แต่ก่อนก็ไปคนเดียวๆ สะดวกสบายไม่เป็นอารมณ์กับอะไร พอท่านล่วงไปเท่านั้นเกาะพรึบเลย เหมือนเป็นผู้ร้ายแหละเรา เพราะเวลานั้นก็เป็นเวลาที่กำลังหมุนติ้วๆ เลย จิตขั้นนี้จิตหมุนอัตโนมัติ ที่ว่าหมุนติ้วๆ เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ความเพียรอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ นี่ละเราจึงย้อนหลังไปพิจารณาถึงเรื่องกิเลสที่อยู่บนหัวใจสัตว์ ทำลายหัวใจสัตว์ให้ได้รับความทุกข์ความทรมานโดยอัตโนมัติของมัน แต่ก่อนเราไม่เคยคิด แต่เวลาธรรมมีกำลังแก่กล้าขึ้นมาโดยลำดับ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ แบบเดียวกันกับกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติของมันนั้นแหละ แต่การฆ่ากิเลสรู้สึกว่าจะเข้มข้นนะ

กิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์มันก็ทำตามประสาของมัน ควรเข้มข้นก็เข้มข้น ควรไสไปก็ไส ควรลากก็ลาก กิเลสมันมีหลายอย่าง เป็นอย่างนั้นตลอดมา ทีนี้เวลาธรรมะมีกำลัง ธรรมะฆ่ากิเลสหมุนติ้วเลยเทียว ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใดๆ บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่งเลย คือมันหมุนของมันอยู่ในนี้ เรานอนก็นอนแต่ร่าง จิตระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจนี้จะไม่มีเวลาหยุด หมุนติ้วๆ นอนไม่หลับลุกขึ้นนั่ง นั่งก็ฟัด ลงเดินจงกรมก็ฟัด สุดท้ายก็แจ้ง ต้องได้รั้งเอาไว้อันนี้ก็ดี รั้งความเพียรฆ่ากิเลส นี่ละเวลาความเพียรเป็นอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติแล้วเป็นอย่างนี้ แต่เข้มข้นกว่ากิเลสทำงานอยู่บนหัวใจสัตว์ มันทำงานตามประสาของมันตามสัตว์ตามบุคคลทั่วๆ ไปหมด มีแต่กิเลสทำงานอยู่บนหัวใจสัตว์ทั้งนั้นแหละ

แต่ก่อนเราไม่รู้ แต่มาถึงขั้นที่สติปัญญามีกำลังแล้วหมุนฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัตินี้เข้มข้นมากทีเดียว ถึงขนาดเจ้าของไม่ได้หลับได้นอน จึงได้มารู้ อ๋อ เวลาธรรมมีกำลังแล้ว ฆ่ากิเลสก็ฆ่าแบบอัตโนมัติเหมือนกันกับกิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมัน นั่นมันย้อนไปรู้กันเอง ธรรมะขั้นนี้ไม่มีถอย ถ้าลงเป็นความเพียรประเภทนี้แล้วไม่มีถอย เข้าทางจงกรมนี้ลืมวันลืมคืน จนกระทั่งจะก้าวขาไม่ออกนั้นละเป็นข้อตัดสินกัน เดินไปๆ มันไม่ไหวมันหมดกำลังแล้ว หมดกำลังแล้วหยุด หยุดตอนเดินจงกรมก้าวขาไม่ออก ไม่เช่นนั้นมันไม่รู้จักเวล่ำเวลา มันหมุนของมันอยู่ตลอด จนกระทั่งขาเครื่องมือนี้มันก้าวไม่ออกแล้ว เอ้า พัก

ถ้าลงได้ลงทางจงกรมก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่ากลางวันกลางคืนเวลาไหน ถ้าลงได้ลงแล้วอย่างนั้นเลยตลอด ไม่สนใจกับความร้อนความหนาว ความมืดความแจ้งความอะไรแหละตลอด นี่คือธรรมเวลามีกำลังแล้วฆ่ากิเลสก็แบบเดียวกัน เอาจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลยแล้ว ทีนี้ว่าง อย่างที่ท่านแสดงไว้แก่พระโมฆราชนั่นน่ะ ถึงใจเหลือเกิน ท่านแสดงว่า

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ      โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ            เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ            มจฺจุราชา น ปสฺสติ

ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ ความสำคัญว่าเขาว่าเราอันเป็นก้างขวางคอนั้นออกเสีย จะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทัน ผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ นั่น ทีนี้เวลาพิจารณาเข้าไปมันก็เข้าถึงขั้นโลกว่างเปล่า เมื่อว่างเปล่ามันก็เป็นเหมือนพระโมฆราชด้วยกัน องค์ไหนก็ตามพอเข้าถึงนั่นปุ๊บมันว่างของมันเองเลย ปล่อยวางโดยสิ้นเชิงในบรรดาสมมุติทั้งสามโลกธาตุนี้ จะไม่มีอะไรติดหัวใจเลย เหลือแต่วิมุตติหลุดพ้นหรือธรรมธาตุเต็มหัวใจเท่านั้น

ทีนี้หยุดเรื่องกิเลสตัวใดที่จะมาก่อกวน ไม่มีเลย นั่น จึงว่ากิเลสเท่านั้นที่เป็นข้าศึกต่อจิตใจของสัตว์โลก ไม่ว่าส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด มันลงถึงขั้นเสี้ยมขั้นหนาม ผงเข้าตาก็เจ็บรำคาญ กิเลสละเอียดก็เหมือนผงเข้าตา เอาจนหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ทีนี้โล่งหมด สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ มาเอง ว่างเปล่าหมดเลยโดยสิ้นเชิง ไม่มีคำว่ากำเริบ อกุปฺปา เม วิมุตฺติ คือความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบแล้ว ดังที่ท่านแสดงให้เบญจวัคคีย์ทั้งห้าฟัง

ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่มีการกำเริบอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ที่เคยตายกองกันมากี่กัปกี่กัลป์มายุติในเวลานี้ คือตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมานี้ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่นี้ต่อไปการมาเกิดมาตายกองกันอีกเหมือนโลกทั่วๆ ไปสิ้นสุดไม่มีเหลือแล้ว นี่แสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้า

ออกจากนั้นพระอัญญาโกณฑัญญะในจำนวนเบญจวัคคีย์ทั้งห้านั้น ก็ขึ้นอุทานเลย ท่านบรรลุโสดา โสตะแปลว่ากระแสพระนิพพานพาดพิงถึงแล้ว ไม่เป็นอื่น มีแต่จะก้าวเข้าสู่พระนิพพาน มีช้าบ้างเร็วบ้าง ขนาดช้าก็ ๗ ชาติกลับมาเกิดมาตายอีก ลงจากสวรรค์มาเกิดมนุษย์ จากมนุษย์ไปสวรรค์ เพียง ๗ ชาติ ปิดอบายภูมิทั้งหมดไม่ไปตกอีกแล้ว อย่างกลาง ๓ ชาติ โกลังโกละ เรียกว่ามาเกิดอีก ๓ ชาติ เอกพีชี เป็นชาติสุดท้าย หรือบรรลุโสดาในชาตินั้นแล้วบรรลุอรหันต์ในชาตินั้นเลยก็ได้ อย่างหนึ่งมาเกิดอีกชาติหนึ่งแล้วสิ้นสุด พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมกระจ่างแจ้งขึ้นภายในใจ

พอพระพุทธเจ้าแสดงว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิดตายของเราไม่มีอีกแล้ว พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺÿ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ  นิโรธธมฺมํ เรียกว่าธรรมที่เลิศเลอในขั้นเริ่มแรก กระแสแห่งพระนิพพาน ได้เข้าถึงใจของพระอัญญาโกณฑัญญะแล้ว ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ท่านแปลในปริยัติว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา นี่เป็นปริยัติท่านพูดกลางๆ แต่ที่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติของผู้ปฏิบัติเข้มข้นมากทีเดียว

พระอัญญาโกณฑัญญะก็ว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามในโลกนี้เกิดแล้วดับทั้งนั้น นั่นขึ้นเลย เด็ด เรียกว่าดับทั้งนั้น ไม่ได้ว่าธรรมดาๆ อะไรเกิดแล้วดับทั้งนั้น แล้วพระอุทานของพระพุทธเจ้าก็ขึ้นรับกันว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ, อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ ได้เห็นแล้วหนอ เข้ากันได้กับอุทานของพระอัญญาโกณฑัญญะที่เด็ดขาด นั่นละธรรมภาคปฏิบัติ ท่านไม่ได้ว่าธรรมดาๆ นะ มันถึงใจจริงๆ ออกผางเลยๆ เชียว พระอัญญาโกณฑัญญะก็ออกผาง พระพุทธเจ้าก็รับกันผางเลยเชียว

นั่นละธรรมที่เลิศเลอสุดยอด มีอยู่ในหัวใจของสัตว์ด้วยกัน ไม่มีอยู่ตามต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศ ขอแต่มีจิตวิญญาณครอง จิตวิญญาณนั้นแลเป็นที่ครองนรกอเวจีและครองมรรคผลนิพพาน ธรรมธาตุอยู่ที่จิตดวงเดียว จึงพากันอุตส่าห์พยายามฝึกหัดดัดแปลงใจดวงนี้ให้ดี ฝึกหัดได้จนกระทั่งถึงที่สุดแล้วก็ อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราไปเลย นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ขึ้นในพระทัยของพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ขึ้นในพระอรหันต์

ทีแรกพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม พอวันคำรบสองมานี้จึงแสดง อนัตตลักขณสูตร มีแต่เรื่องกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ที่เป็นส่วนละเอียด ผ่านจากร่างกายไปแล้ว ส่วนร่างกายจะต้องมีอสุภะอสุภังเดินผ่านตรงนี้ก่อน พออันนี้หมดปัญหาแล้วก็เป็นกฎอนิจจัง อะไรเกิดในจิต ดีก็ดับ ชั่วก็ดับ เกิดดีก็ดับ กฎอนิจจัง ความเคลื่อนไหวของจิตของวัฏจักรที่เป็นส่วนละเอียดแสดง ท่านจะดูตรงนั้นๆ พออันนี้เสร็จเรียบร้อยยุติลงแล้วผางเลยถึงนิพพานทั้งเป็น นั่นละท่านแสดงอนัตตลักขณสูตร กฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พระอัญญาโกณฑัญญะ และ เบญจวัคคีย์ทั้งห้าบรรลุธรรมพร้อมกันหมดเลย นี่ละเบญจวัคคีย์ทั้งห้าที่ว่าเป็นปฐมสาวกของพวกเราทั้งหลาย ก็คือเบญจวัคคีย์นี้ละ

ธรรมะพระพุทธเจ้าประกาศก้องมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ มันเป็นยังไงพวกเราเบญจวัคคีย์นี้ เบญจวัคคีย์ แปลว่าคณะมีห้า วัคคีย์ แปลว่าพรรคว่าพวก มีพวกห้า เบญจวัคคีย์ มีพวกห้า ถ้าย้อนเข้ามาหาลูกศิษย์นับแต่ตัวหลวงตาลงไปในศาลาวัดป่าบ้านตาด เบญจวัคขี้ เข้าใจไหม มันมีขี้กี่กองเต็มอยู่นี้หมดเลย มันไม่ใช่วัคคีย์แปลว่าพวกแปลว่าคณะ มันวัคขี้ เข้าใจไหม พวกกองมูตรกองคูถ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ราคะตัณหากองอยู่ในหัวใจนี้หมด เข้าใจไหม นี่เบญจวัคขี้ เบญจวัคคีย์ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น เบญจวัคขี้ของพวกเราเป็นอย่างนี้ จำเอานะจำให้ดี

นั่นละธรรมะพลิกได้ทุกแง่ทุกมุมร้อยสันพันคม พลิกได้ทั้งนั้น พอพูดอย่างนี้แล้วเราก็ระลึกได้ มีเด็กสองตัวมานี้ เขาเอาอะไรมาถวายกำลังน่ารักนะ เราตอบความน่ารักของเด็กนี้ตอบยังไง พอเขาถวายเสร็จแล้ว ไปไปเข้ากรง ไปเข้ากรงกับหมา มันตัวเท่าหมาน่ารักพอๆ กัน เลยไล่เข้ากรง เขาก็ยิ้มๆ เขาไม่รู้จักว่ากรงอยู่ที่ไหน ความจริงกรงอยู่ที่นั่น กรงขังหมา พอเสร็จแล้วไปไปเข้ากรง อย่างนั้นละเวลามันจะพูด พูดหยอกพูดเล่นมีขบขันอยู่ในตัวเสร็จ พวกเราจะเข้ากรงหรือจะไปไหน เด็กสองตัวนั้นไล่เข้ากรง ไอ้นี้มันจะไล่เข้าไหนนี่

ธรรมะในหัวใจนี้ไม่มีสิ้นสุด แม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงมีฝั่งมีแดน ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วครอบโลกธาตุ ในแดนสมมุติทั้งหมดครอบหมดเลย นั่นละพระพุทธเจ้าสอนโลกจึงสอนได้ทั้งสามโลก กามโลก รูปโลก อรูปโลก ออกจากพระทัยที่บริสุทธิ์นี้แห่งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็บรรดาพระสาวกทั้งหลายเป็นไปตามนิสัยวาสนากว้างแคบลึกตื้นหนาบางท่านจะออกของท่านเองๆ ทั้งแต่วันท่านบรรลุแล้วท่านจะไม่ไปศึกษากับพระพุทธเจ้า จะเป็นขึ้นในใจของท่านเองตามนิสัยวาสนาหนักเบามากน้อย กว้างแคบหยาบละเอียด ท่านจะเป็นขึ้นของท่านเอง ท่านจะแสดงเอง นี่ละธรรมแท้ ถ้าใจได้เปิดจากกิเลสแล้วธรรมจะเกิด เกิดมากเกิดน้อยจะเกิดขึ้นเต็มสัดเต็มส่วนที่กิเลสสูญไปหมดจากหัวใจ เกิดเต็มที่ตรงนั้น วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้ละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก