ผลแห่งการปฏิบัติรอดเป็นรอดตายมา
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ผลแห่งการปฏิบัติรอดเป็นรอดตายมา

ก่อนจังหัน

พระเท่าไร (๓๐ ครับผม) ออกพรรษาแล้วไม่แน่ ไหลเข้าไหลออก นี่ก็ลาไปเที่ยวหลายองค์ ส่วนมากไปภาคเหนือ เราเห็นดีด้วย ถ้าเป็นภาคกลางก็ไปทางเมืองกาญจน์ ดี ภาคเหนือที่ภาวนาสะดวกสบายดีมาก ภาคกลางก็เมืองกาญจน์เข้าไปลึกๆ ดี คำว่าภาวนาๆ นี้พวกชาวพุทธเราไม่ได้เรื่องนะ บางคนไม่รู้ว่าภาวนาเป็นยังไง อดสลดสังเวชไม่ได้นะ ดูตลอดนะอย่าว่าไม่ดู หัวอกอันนี้ดูตลอด แต่มันไม่กดไม่ถ่วง ดูตามสภาพความเป็นจริงๆ เมื่อถึงคราวที่จะแนะจะเตือนก็นำออกมาเตือนอย่างนี้แหละ จิตใจมืดดำมากทีเดียว ว่าชาวพุทธๆ มันชาวเปรตชาวผี ไม่ใช่ชาวพุทธ ในเมืองไทยเรานี่มีแต่ชื่อนะ ความที่จะสนใจในอรรถในธรรมพอมีวี่แววภายในใจให้ได้เป็นที่ยึดที่เกาะหรือเป็นที่อบอุ่นอย่างนั้นมันจะไม่มีแล้วนะเวลานี้

กิเลสมันหนาเข้าทุกวันๆ เห็นกิเลสเป็นทองคำทั้งแท่ง เห็นธรรมเป็นมูตรเป็นคูถไปแล้ว เป็นอยู่ในตัวของจิต จิตชอบอะไรหนักอะไรมาก มันหนักเรื่องกิเลสมากที่สุด เรื่องธรรมไม่ค่อยจะสนใจ นอกจากผู้เคยปฏิบัติ เฉพาะที่ได้เห็นผลจากการภาวนามาแล้วอันนี้ไม่จืด ผู้ภาวนาเห็นผลประจักษ์ใจแล้วจะแจ๋วตลอด มีรสมีชาติตลอด ยืนเดินนั่งนอน ผู้นั้นแลมีค่ามีราคาสง่างามตลอดเวลา มีจิตตภาวนาเป็นเครื่องประดับอยู่ในใจ

เรื่องภาวนาเป็นเรื่องเล็กน้อยเหรอ ศาสนาพุทธเราปรากฏขึ้นจากการภาวนาของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไรเราถึงจะมานอนใจๆ ไม่สนใจกับการภาวนา แม้มาในวัดแล้วก็มานอนเกลื่อนอยู่เหมือนขอนซุง ไม่สนใจภาวนาอะไร เพราะกิเลสตัวมีค่ามีราคามันเหยียบตลอด โงหัวไม่ขึ้น กิเลสจะว่ามันต่ำๆ มันต่ำแต่มันเหยียบอยู่บนหัวคน หัวคนต่ำกว่ากิเลส กิเลสเหยียบเอาๆ

จวนจะตายเท่าไรยิ่งพิจารณาเรื่องโลก มีความเมตตาสงสารมากโดยลำดับลำดา ที่จะให้มาสงสารตนเองนี้เรียกว่าเม็ดหินเม็ดทรายไม่มี หมดโดยประการทั้งปวง ไม่มีห่วงใยตนเอง แม้ที่สุดเวลาชีวิตจะขาดสะบั้นไปจากร่างนี้ ก็ไม่เคยเป็นห่วงเป็นอารมณ์ มันขาดไปอะไร เพียงลมหายใจหยุดเท่านั้น ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลมเป็นปรกติของเขา แล้วกระจายลงไปธาตุเดิมของเขาเท่านั้น จิตขอให้บริสุทธิ์เถอะ ดีดผึงเดียว ตั้งแต่อยู่ข้างในก็บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว พอจิตขาดความรับผิดชอบจากลมหายใจคือธาตุขันธ์เท่านั้นดีดผึงเลยที่นี่

นั่นละที่พระอนุรุทธะตามเสด็จพระพุทธเจ้าเวลาจะปรินิพพาน ทรงเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน.... เรื่อยๆ ถอยหน้าถอยหลัง ทางนี้ตามติด เห็นไหมธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่พระอนุรุทธะท่านตามติด ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นั้นน่ะ เวลานี้เข้าถึงฌานนั้นๆ ขึ้นนั้นถอยไปถอยมา คือจิตที่บริสุทธิ์นั่นน่ะ พระจิตของพระพุทธเจ้าที่บริสุทธิ์ เป็นยังไงสูญหรือไม่สูญดูซิน่ะ พวกฌานพวกอะไรสมาบัติเหล่านี้เป็นสมมุติ อันนั้นเป็นวิมุตติ วิมุตติไต่เต้าไปตามสมมุติในวาระสุดท้ายที่จะดีดกัน ขาดจากกันโดยสิ้นเชิงไม่ต้องรับผิดชอบกันเลย

เวลาจะปรินิพพานเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จากนั้นอากาสานัญจายตนะ จนกระทั่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ดับสัญญา เวทนา สัญญาความจำโน้นจำนี้ไม่มีในจิตขั้นนี้ เวลาเข้าขั้นนี้แล้วไม่มี สัญญาเวทยิตนิโรธ ดับสัญญาและเวทนา เวทนานี้หมายถึงเวทนาส่วนร่างกาย ส่วนเวทนาทางจิตนั้นไม่มีตั้งแต่ขณะท่านตรัสรู้หรือบรรลุธรรม เวทนาทางจิตหมดโดยสิ้นเชิง ก็มีอยู่ในส่วนสมมุตินี้เท่านั้น จนกระทั่งพระอานนท์ถามว่า ไม่ใช่พระองค์ปรินิพพานแล้วหรือ พระอนุรุทธะตอบทันที ยัง เวลานี้กำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ดับสงบไปหมด พระอาการของพระพุทธเจ้าสงบไปหมด

พระอนุรุทธะติดตามตลอด ติดตามพระจิตที่บริสุทธิ์ พอถอยออกมาๆ แล้วเข้า พอเข้าแล้วสุดท้ายก็ออกระหว่างรูปฌาน อรูปฌาน ต่อกัน ดีดผึง ทีนี้ปรินิพพานแล้ว คำว่าสมมุติทั้งหมดนี้หมดทางเกี่ยวข้องกันแล้วกับจิตที่บริสุทธิ์แล้ว นั่นละนิพพานแล้ว ใครจะพูดว่าอย่างไรไม่ได้ แต่สำหรับผู้เป็นท่านไม่มีปัญหาอะไร ผู้ที่จะไปคาดไปคิดนี้คาดไม่ได้ แม้แต่พระอนุรุทธะจะนำมาพูดก็ไม่ได้ บอกว่าปรินิพพานแล้ว คือหมดสมมุติที่จะนำไปใช้อีกต่อไป

นี่ละธรรมที่เลิศเลอ ธรรมที่กล่าวเหล่านี้ออกมาจากพุทธศาสนา ใครอยากทราบพุทธศาสนาเป็นธรรมชาติที่ลึกซึ้งขนาดไหน เอ้า ให้สนใจภาวนาดูซิ ให้สนใจภาวนาตามทางของศาสดา อย่างไรต้องรายใดรายหนึ่งจะต้องเจอแดนอัศจรรย์ขึ้นที่ใจของตัวเองน้นแหละจากจิตตภาวนา จำให้ดีนะ เดี๋ยวนี้กิเลสเหยียบอรรถเหยียบธรรมไปหมดแล้ว ว่าเป็นของครึของล้าสมัย ทันสมัยล้ำยุคล้ำสมัยคือกิเลสเวลานี้ กำลังล้ำยุคล้ำสมัยเป็นไฟเผากันทั่วโลกมันก็ไม่ยอมเห็นโทษ เป็นยังไงมันโง่ขนาดไหนหนาขนาดไหนมนุษย์ เราอยากถามอย่างนี้น่ะ เราไม่ได้เป็นจอมปราชญ์มาจากที่ไหน หากอยากถามอย่างนี้น่ะ มันเป็นยังไง

กินไปวันหนึ่งๆ พอลมหายใจฝอดๆ อันนั้นก็มีค่าอันนี้ก็มีค่า ตัวเป็นบ้ากับสิ่งทั้งหลายไม่เห็นดูใจดวงนี้ หวังอันนั้นหวังอันนี้ มีแต่หวังๆ มันไม่มีอะไรสำเร็จตามความหวังแหละ มีแต่หวังกันไปอย่างนั้น หวังลมๆ แล้งๆ เอา บำเพ็ญธรรมเข้าไปซิน่ะ เวลาธรรมได้ปรากฏขึ้นที่ใจนี้เด่นที่นี่ ไม่หวังอะไรละ อันนี้พอแล้วๆ พอเป็นขั้นๆ ตามขั้นตามภูมิ จนกระทั่งถึงจิตหลุดพ้นปึ๋ง พอหมดโดยประการทั้งปวง คำว่าพอหมดนี้พออย่างเลิศเลอ ไม่ใช่พอเหมือนอย่างเราอิ่มข้าวอิ่มน้ำ พออย่างเลิศเลอ นั่นละพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านพอ ท่านพออย่างนั้น

โธ้ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดจริงๆ พิสูจน์กันด้วยจิตตภาวนา นักบวชก็ให้เดินตามทางที่ทรงสอนไว้แล้วตามหลักธรรมหลักวินัย ซึ่งเป็นองค์ศาสดาแทนพระพุทธเจ้า ที่ท่านรับสั่งกับพระอานนท์ ดูก่อน อานนท์ พระธรรมก็ดี พระวินัยก็ดี นั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ว่าภาษาเรา ใครยึดหลักธรรมหลักวินัย นั้นคือตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ก็เท่ากับตามเสด็จมรรคผลนิพพานนั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ผิดที่ตรงไหน ถ้าผิดจะเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วได้ยังไง

คำของศาสดามีผิดเพี้ยนที่ไหน ไม่มีผิดนะ ที่ผิดเพี้ยนก็พวกเรานี่แหละ ปลอมที่สุด ความคิดมันปลอม ออกมากิริยามารยาทมีแต่ของปลอม ออกมาจากปากก็ปลอม ปลอมตลอดเวลา ของปลอมเป็นของดีแล้วเหรอ ธนบัตรกองเท่าภูเขามีความหมายอะไรเมื่อมันปลอม ธนบัตรจริงใบเดียวพอ ใบละร้อยบาทพันบาทพอหมด พอดีหมด ถ้าปลอมแล้วไม่เป็นท่าละ ทีนี้ให้พร

หลังจังหัน

         (ลูกศิษย์กราบเรียนขออนุญาตสร้างสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นับเป็นสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ แห่งที่สองในจังหวัดตาก) ที่ว่าแม่สอดนี้เจริญจริงๆ กว้างขวาง ประชาชนมาก เราได้เห็นก็เพราะเราไปเทศน์ที่นั่น อยู่ในจังหวัดตาก อำเภอแม่สอด ติดต่อกับพม่า ได้ไปเห็น เป็นอำเภอใหญ่โตมาก ทั่วประเทศเดี๋ยวนี้นะ นี่เห็นไหมพิจารณาเรียบร้อยแล้วออก คำนี้พึ่งจะมาพูดออกเปิดเผยวันนี้ คือที่เราจะช่วยชาติ คนเราต้องคิดถึงด้านวัตถุเป็นที่หนึ่งเลย วัตถุเงินทองข้าวของต่างๆ ที่จะช่วยชาติๆ คนทั้งประเทศเขาจะออกช่องนี้ทั้งนั้น แต่เรื่องธรรมจะไม่มีใครคิด ทีนี้เราออกช่องธรรมทั้งนั้นเลย คราวนี้ละคราวธรรมะจะได้ออกกระจายสู่หัวใจประชาชนชาวพุทธเราในเมืองไทย จะได้ออกในเวลาเราออกช่วยชาตินี้แหละ ทีนี้ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

เดี๋ยวนี้ธรรมะเห็นไหมล่ะ ไม่ได้หยุด ส่วนด้านวัตถุก็ช่วยไป เดี๋ยวนี้จะเรียกว่าหยุดก็ได้อยู่ คือไม่เปิดเผยเหมือนแต่ก่อน แต่ธรรมะนี้เปิดเผยตลอดเวลา ตั้งร้อยกว่าสถานีแล้ว ก็สมใจที่เราเทศน์ถอดออกมาจากหัวใจจริงๆ ให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เราจวนจะตายแล้วเราก็เปิดออกเรื่อยละที่นี่ เปิดออกเรื่อย เดี๋ยวเวลาตายแล้วจะมาเสียดายภายหลัง อย่าให้ได้คิดอย่างนั้น เราเปิดเผยตั้งแต่เราปฏิบัติมานี้ เราพูดให้ฟังแล้วว่า น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาก็พูด สู้กิเลสไม่ได้ จนกระทั่งถึงได้ผูกโกรธผูกแค้นกันกับกิเลส นี่เราก็ได้ยกออกมาพูดว่า การผูกโกรธผูกแค้นกับบุคคลใดหรือสัตว์ตัวใดก็ตามเป็นบาปเป็นกรรมเป็นโทษทั้งนั้น แต่ผูกโกรธผูกแค้นกับกิเลสที่เป็นภัยแก่ตัวเองนี้เป็นธรรม

นี่ละที่เราได้มุมานะมา มันเอาเราน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขา ออกอุทานในใจนะด้วยความเคียดแค้นให้กิเลส โถ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ มันออกอย่างถึงใจเลย มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ คือน้ำตาร่วงเลยเชียวสู้มันไม่ได้ ตั้งสติพับล้มผล็อยๆ มีแต่ตั้งเพื่อล้ม สติเป็นสำคัญมากนะ กิเลสจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตาม ถ้าใครมีสติดีกิเลสจะเกิดไม่ได้ กิเลสเกิดทางสังขาร สังขารคือความคิดปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ออกมาจากอวิชชา ท่านจึงเรียกว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ต่อจากนั้นก็ต่อแขนงไป ทีนี้สังขารเกิดไม่ได้นะ เมื่อสติดีอยู่แล้วเกิดไม่ได้ มันจะแน่นอยู่ในหัวอกก็แน่นแต่ออกไม่ได้ นี่ละได้เคียดแค้นมาตั้งแต่บัดนั้น ฟัดกันเต็มเหนี่ยวเลย

ตั้งตัวได้ด้วยการต้งสติ พี่น้องทั้งหลายจำเอา เราตั้งตัวได้นี้เพราะตั้งสติ จิตเจริญแล้วเสื่อมๆ ที่มาจากโคราชจิตแน่นปึ๋งเหมือนภูเขา สมาธิแน่นปึ๋ง สิ่งที่เราไม่เคยรู้เคยเห็นไม่เคยเป็นแล้วก็ไม่เคยรักษา เราจึงตายใจว่ามันจะไม่เสื่อม มาบ้านตาดนี้มาทำกลดหลังหนึ่งเท่านั้น เข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง สงบบ้างไม่สงบบ้าง อ้าว แปลกแล้วที่นี่ ออกเลย นี่เสื่อมถึงปีกับห้าเดือน เหมือนตกนรกทั้งเป็น จิตเสื่อมนี่ทุกข์มากที่สุด เพราะความเสียดายจิต

จากนั้นจึงได้มาพิจารณาทบทวน บำเพ็ญไปถึง ๑๔-๑๕ วันแทบเป็นแทบตาย เหมือนเราไสครกขึ้นภูเขา พอไปอยู่ได้สักสองคืนเท่านั้น เวลามันกลิ้งลงนี้ขาดสะบั้นไปเลย มันรวดเร็ว เวลาไสขึ้น ๑๔-๑๕ วันขึ้น อยู่ได้สองคืนเท่านั้นกลิ้งตกลงมาอย่างรวดเร็วเลย จึงได้เอามาพิสูจน์พิจารณามันเป็นเพราะอะไร เราก็พยายามแทบล้มแทบตายเป็นอย่างนี้มาได้ปีกับห้าเดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกาเดือนนี้ ไปถึงเดือนเมษาปีหน้า ปีกับห้าเดือนที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ภายในหัวอก ทุกข์มากนะ จิตเสื่อมนี้ทุกข์มากที่สุด ไม่ยินดีกับอะไรเลย เสียดายตั้งแต่จิตที่มีความแน่นหนามั่นคงอัศจรรย์ตามภูมิของจิตนี้ได้เสื่อมลงไปโดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือ ได้ปีกับห้าเดือน

จึงได้มาทดสอบอีก จะเป็นเพราะ...คือเราตั้งสติๆ ขึ้นไปนั้นแล้วสองคืนแล้วเสื่อม ยังไงก็เสื่อมอยู่อย่างนั้น จะเป็นเพราะเหตุไร มันจะเป็นเพราะเราขาดคำบริกรรมนี้ละมัง ขาดคำบริกรรม สติติดแนบกับคำบริกรรมไม่ติดต่อกัน นี้ละจิตเราจะเสื่อมไปตรงนี้ละ ทีนี้ตั้งใหม่ เอ้า ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะเอาคำบริกรรมติดกับหัวใจ และสติติดกับคำบริกรรมไม่ยอมให้เผลอ มันจะเสื่อมไปที่ตรงไหน เอ้า เสื่อม ปล่อยความอาลัยตายอยากทั้งหมด จะเสื่อมก็เสื่อม จะเจริญเจริญไป แต่พุทโธ คำบริกรรมซึ่งเราชอบพุทโธกับสตินี้ติดกัน อันนี้ไม่ให้เสื่อมไม่ให้หลุดไปได้เลย ติดปั๊บเลย ไม่ให้คิดจริงๆ

เรื่องสังขารความคิดปรุงเป็นเรื่องของกิเลส สติครอบสังขารความคิดปรุงเอาไว้ๆ วันแรกเหมือนอกจะแตก คือมันดันขึ้นมา แต่มันขึ้นไม่ได้เพราะสติมีกำลังรุนแรงมาก จากนั้นก็ตั้งได้ พอไปถึงขั้นที่เจริญขึ้น ๑๔-๑๕ วันเจริญ ถึง ๒ คืน ๓ คืนเสื่อม ไปถึงนั้น เอา ปล่อย เอ้าๆ จะเสื่อมก็เสื่อมไป แต่พุทโธกับสตินี้จะไม่ยอมปล่อย ปล่อยอาลัยตายอยากทั้งหมด จับพุทโธติดแนบ พอถึงขั้นนั้น เอ้า เสื่อม อยากเสื่อมเสื่อมไป ปีหนึ่งกับ ๕ เดือนแล้วเรา ปล่อย ไม่เสื่อมนะ สติติดแนบๆ ไม่เสื่อม แล้วค่อยพุ่งขึ้นๆ

จึงแน่ใจว่า โอ๋ สตินี้สำคัญมากนะ สติทำให้จิตขึ้นเรื่อยๆ ไม่เสื่อม จากนั้นแล้วก็ฟาดหามรุ่งหามค่ำละ พอได้หลักฐานนี้แล้วก็เอาเลย นั่งตลอดรุ่งๆ หามรุ่งหามค่ำ ต้องขออภัยพูดตามความเป็นจริง ก้นแตก ฟังซิเก่งหรือไม่เก่ง เอาจนก้นแตก ทีแรกออกร้อนก้น นั่งตลอดรุ่งนี้เหมือนเอาน้ำร้อนลวกก้นนะ เป็นไฟทั้งหมดเลยก้นเรา คืนแรก แต่ได้ความอัศจรรย์ในคืนวันนั่งตลอดรุ่ง อันนี้ท่วมความออกร้อนก้นมากๆ ผลอันนี้ท่วม พอต่อไปนั่งไม่ถอยละที่นี่ เอาจริงเอาจังนี่นะ ออกจากร้อนแล้วมันก็พอง เพราะเว้นคืนเว้นสองคืนนั่งตลอดรุ่งๆ เลย จากออกร้อนแล้วก็พอง จากพองแล้วก็แตก ก้นแตก

ไปเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังนี้แหม เหมือนนักมวยแชมเปี้ยนนะ บทเวลามันได้เป็นขึ้นมามันอาจหาญมาก ทีแรกท่านก็ชมเชย เราไม่ได้ลืมคำชมเชยของท่าน พอเวลาเราเล่าถวายท่านมันเหมือนนักมวยแชมเปี้ยนนะ อาจหาญชาญชัย อยากจะเล่าถวายให้ท่านฟังทุกกิทุกกี ผิดถูกประการใดท่านจะได้แนะให้เต็มสัดเต็มส่วน เราจะได้เอาให้เต็มเหนี่ยวความหมายว่างั้น พอจบลงแล้วก็หมอบฟังเสียงท่าน ท่านก็ออกผางเลยทันที เรียกว่ามันถึงใจท่าน เอาละที่นี่ได้หลักแล้วเราลืมเมื่อไร เอ้า เอาเลยที่นี่ได้หลักแล้ว อัตภาพร่างกายนี้มันไม่ได้ตายถึงห้าหนละ มันตายหนเดียวเท่านั้น เวลานี้ได้หลักแล้วเอาเลยนะ

โอ๋ย หมาตัวนี้ทั้งจะเห่าจะกัด ใบไม้ร่วงลงมานี้นึกว่าข้าศึก ทั้งจะเห่าจะกัด จิตใจมันมีกำลังมากว่าถูกต้องแล้วที่ท่านเสริมให้ จากนั้นก็เอาละที่นี่ ฟาดนั่งตลอดรุ่งๆ นั่นละที่ว่าก้นแตก คือมันไม่พอดีนิสัยเรา มันผาดโผนเพราะความรุนแรงของจิต ความมุ่งมั่นของจิตรุนแรงมากไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคได้ เช่นว่านั่งตลอดรุ่ง เอามันจะตายก็ตายไปเลย ที่จะให้ลุกจากที่ถอยความตั้งใจอธิษฐานไว้แล้วนี้ไม่มี เอา ตายก็ตายไปด้วยกันเลย นั่น ตลอดรุ่ง บางคืนจนตะวันโผล่ขึ้นมายังไม่ลุกนะ มันเพลินของมันฟัดกันอยู่นั้น

พอนานเข้าๆ ท่านได้รั้งเอาไว้ นี่เราก็ไม่ลืม เพราะเว้น ๒ คืนบ้าง ๓ คืนบ้างไปเล่าถวายท่านเรื่อย เล่าทีไรมันเข้มข้นทุกที เพราะเกิดความอัศจรรย์จากการนั่งตลอดรุ่งทุกคืนๆ ทีนี้ท่านรู้จักประมาณพอดี ก็จอมปราชญ์ เรามันจอมโง่ พอขึ้นไปกราบลงแล้วท่านว่า สารถีฝึกม้าท่านว่าอย่างนี้เลย เรายังไม่ได้พูดคำใด เพราะท่านทราบแล้วว่าเราจะขึ้นไปเล่าถวายธรรมะจากการปฏิบัติของตนให้ท่านฟัง สารถีฝึกม้านั้น ม้าตัวไหนที่คึกคะนองมากไม่ฟังเสียงการฝึกทรมาน สารถีเขาจะฝึกม้าอย่างรุนแรง ไม่ควรกินน้ำเขาไม่ให้กิน ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน การฝึกเขาจะฝึกอย่างหนักว่างี้เลย ท่านพูดอย่างถึงใจด้วยนะ จนกระทั่งม้านี้ค่อยลดพยศลงๆ การฝึกเขาก็ค่อยลดลงๆ จนกระทั่งม้านี้ใช้การใช้งานได้ตามธรรมดาไม่ดีดไม่ดิ้นไม่พยศ แล้วเขาก็ปฏิบัติต่อม้าโดยธรรมดา

ท่านพูดเท่านั้นละ อันนี้ก็มีในพระไตรปิฎกแล้วนี่ พอท่านพูดเท่านั้นเราก็รู้ทันที แต่เรายังเสียดายที่ว่า ยังไม่ลืมนะ คืออยากให้มันถึงใจเจ้าของนั้นแหละ พอท่านพูดถึงม้าแล้วอยากให้ท่านหันมานี้ว่า ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกยังไงอยากให้ท่านว่างั้น มันฝึกยังไงเอาจนก้นแตก แต่ไม่ได้บอกนะ มันฝึกยังไงถึงไม่รู้จักประมาณอยากให้ท่านว่า ท่านพูดเท่านั้นละหยุด ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่นั่งตลอดรุ่ง คือจิตเวลามันผาดโผนโจนทะยานเอาอย่างหนักก็ถูก ทีนี้มันลดลงๆ ยอมฟังเสียงอรรถเสียงธรรมการฝึกทรมานแล้ว ก็ควรจะปฏิบัติธรรมดาของคนมีหลักเกณฑ์ แต่นี้มันไม่ยอมมันไม่ถอยมันฟัดเรื่อย ท่านก็ได้เตือน นี่ละท่านต้องรั้งเอาไว้ สำหรับเรานิสัยผาดโผน จากนั้นมาก็ขึ้นเรื่อยละ

นี่พูดเรื่องการประพฤติปฏิบัติ ที่ได้นำธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้นำมาด้วยความโกหกตนเองและโกหกพี่น้องทั้งหลายนะ นำมาแบบเดนตายมารอดตายมา ชีวิตรอดตายแล้วถึงได้มาสอนพี่น้องทั้งหลาย ถึงคราวเป็นเป็น ถึงคราวตายเอาตาย ถึงขนาดนั้นนะ คือจิตนี้มันเด็ดจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา ว่าอะไรเป็นอันนั้นเลย จนกระทั่งได้มาสอนบรรดาพี่น้องทั้งหลายได้มาจากนี้ละ ได้มาจากถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกันนี้ แล้วจิตค่อยดีขึ้นๆ ก็พุ่งๆ

จนกระทั่งถึงขั้น หือ มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยแล้วเหรอ คือมันละเอียดสุด จนกระทั่งกิเลสไม่มีตัวใดแสดงออกสักนิดหนึ่ง มีแต่สติปัญญาอย่างเกรียงไกรเชื่อมโยงกันกับมหาสติมหาปัญญาหมุนตัวอยู่บนกิเลส กิเลสตัวไหนโผล่ออกมานี้ขาดทันที ขาดสะบั้นทันที นี่เรียกว่าสติปัญญาแก่กล้ากิเลสตั้งตัวไม่ได้ เหมือนกับเราตั้งสติเป็นฝ่ายธรรมไม่ได้กิเลสตีเอาแหลกๆ จนน้ำตาร่วง ทีนี้พอถึงขั้นนี้แล้วกิเลสโผล่ไม่ได้นะ ขาดสะบั้นไปเลยโดยอัตโนมัติของมัน เพราะมันเชื่อมโยง สติปัญญาอัตโนมัติแล้วยังมีมหาสติมหาปัญญาช่วยกันหนุนกันไป เวลามันได้ฆ่ากิเลสฆ่าไม่หยุดไม่ถอยนะ ไม่มีที่ว่ายับยั้งชั่งตัวพักผ่อน การฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติ บางคืนนอนไม่หลับ คือนอนจิตมันไม่ได้นอน เพราะกิเลสไม่นอน กิเลสกับจิตกับธรรมฟัดกันอยู่ภายใน เมื่อกิเลสไม่ถอยธรรมถอยได้ยังไงมันก็ฟัดกัน จากนั้นก็ลุกขึ้นนั่ง นั่งก็นั่งภาวนา ลงเดินจงกรมก็ภาวนาตลอดรุ่งไม่หลับเลย เพราะกิเลสกับธรรมฟัดกัน

ถึงขั้นมันหมุนของมัน หมุนตลอด ไปอยู่ที่ไหนไปที่ไหนสติปัญญานี้มันจะหมุนของมัน ระหว่างสติปัญญากับกิเลสทำลายกันฆ่ากัน นี่ละถึงขั้นมันรุนแรงมันเฉียบแหลมมันแกล้วกล้าสามารถสติปัญญาเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจำเอานะ เป็นจากหัวใจดวงนี้ ที่ล้มผล็อยๆ น้ำตาร่วงบนภูเขาก็ใจดวงนี้แหละสู้กิเลสไม่ได้ พอถึงขั้นมันหนักแน่นหนาแน่นขึ้นมา เชี่ยวชาญคล่องแคล่วทุกอย่างขึ้นมาแล้วกิเลสโผล่ขึ้นมาไม่ได้ขาดสะบั้นๆ

จนกระทั่งถึงขั้นกิเลสไม่แสดงเลย คุ้ยเขี่ยขุดค้นที่ไหนว่างเปล่าไปหมด แล้วก็นึกในใจแต่ไม่เป็นความสำคัญนะนึกเฉยๆ เห็นกิเลสมันสงบ หือ นี่ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ กิเลสตัวไหนมันไปไหนหมดไม่เห็นมีเลย ว่าเฉยๆ ไม่ได้สำคัญ พอโผล่ขึ้นมาปั๊บขาดสะบั้นๆ เอาจนกระทั่งฟ้าดินถล่มดังที่เคยพูดให้ฟัง หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ นั้นละเป็นครั้งสุดท้ายตัดสินกันระหว่างกิเลสกับธรรม แพ้แบบน็อกตายเลย ไม่ใช่ตายฟื้นนะตายไปเลย ธรรมะฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงบนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์เหมือนฟ้าดินถล่ม

ตั้งแต่บัดนั้นมาไม่มีอะไรมาแสลงแทงใจจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พอที่จะให้เกิดเรื่องเกิดราวว่า กิเลสกูก็นึกว่ามึงตายแล้วตั้งแต่นั้นๆๆ มึงยังโผล่หน้ามาต่อสู้กับกูได้เหรอไม่เคยมี แล้วมันก็ปัจจุบันรู้ชัดเจนอยู่แล้วว่าขาดสะบั้นไปโดยสิ้นเชิงแล้วด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ครั้งสุดท้าย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มี หมด ทีนี้เมื่อกิเลสหมดแล้วสิ่งก่อกวนใจหมด มีกิเลสเท่านั้นเป็นเครื่องก่อกวนใจ ไม่ว่าส่วนหยาบส่วนกลางส่วนละเอียดก่อกวน เป็นหอกเป็นหลาวเป็นเสี้ยนเป็นหนาม เป็นผงเหมือนผงเข้าตามันก็เป็นภัยทั้งนั้นละกิเลส พอมันขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง นี่ละธรรมที่ปฏิบัติครั้งสุดท้ายได้มาสอนพี่น้องทั้งหลาย มันจวนจะตายแล้วเปิดให้เห็น

ธรรมะนี้เป็นธรรมะของจริง ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านว่าสอนพี่น้องทั้งหลายนี้ได้ผิดไป ไม่ว่าธรรมขั้นใดภูมิใด จนกระทั่งถึงนิพพาน เอาให้ชัดเจนเลยว่าบรรจุไว้ในจิตนี้หมดแล้ว การสอนจึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน ในโลกใดเทวดาอินทร์พรหมเหล่านี้มายอมรับกราบไหว้บูชาไม่เคยพูดเฉยๆ นี่ เข้าใจไหม เกี่ยวกับเรื่องเทพ มาเกี่ยวกับคนทำไม เกี่ยวกับคนพูดเรื่องเทพทำไม เวลามาสัมผัสกันพูด เข้าใจไหมล่ะ นั่น มาว่าอะไรมนุษย์เรานี้ เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมกราบธรรมทั้งนั้นแหละ พากันจำเอานะ เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตายได้มาสอนโลก สอนด้วยความแน่ใจทุกสัดทุกส่วนของธรรมทั้งหลาย จึงไม่เป็นที่ระแวงแคลงใจว่าสอนพี่น้องทั้งหลายจะผิดไป ในธรรมขั้นใดก็ตามสอนด้วยความแม่นยำ

ท่านทั้งหลายจะนำออกทางวิทยุกระจายเสียง จะออกกี่สถานีก็ออกเถอะ ธรรมของจริงให้ได้ปรากฏเสีย เวลานี้ส่วนมากออกจากปากหลวงตาบัว ออกทั่วประเทศไทยแล้วออกเถอะว่างั้นเลย เราปฏิบัติมารอดเป็นรอดตายมันสมควรที่จะออกเถอะ ผลแห่งการปฏิบัติของเรารอดเป็นรอดตายมานี้ เอ้า ออกเถอะ ผิดไปไหม การนำธรรมมาสอนนี่สอนด้วยความถูกต้องแม่นยำ สมกับเราสละตายมาแล้ว ออกกี่สถานีก็ออก เอาละนะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก