อะไรจะหนักก็หนัก ใจไม่หนัก
วันที่ 1 ธันวาคม 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

อะไรจะหนักก็หนัก ใจไม่หนัก

ก่อนจังหัน

ผ้าห่มที่เอามาไว้โกดังนี้ พระเราจะรีบจัดการส่งไปทางไหนๆ ให้จัดการเสียนะ ผ้าห่ม ๒๗๑ ผืนอยู่โกดังเวลานี้ พระเราจะจัดการส่งไปทางไหนก็ไปเถอะ อย่าให้ชักช้า เวลานี้กำลังเป็นฤดูหนาว ที่ว่าผ้าห่ม ๒๗๑ ผืนแจกโน้นแจกนี้ เจ้าของเองไม่เคยใช้ผ้าห่มนะ จนพ่อแม่ครูจารย์มั่นเอาผ้าห่มของท่าน ถ้าหากว่าผ้าห่มใหม่ก็ไม่อด เอาไปบังสุกุลให้เราเราก็จะไม่เอา ท่านเลยเอาผ้าของท่านไปบังสุกุล ท่านไปเองนะไปบังสุกุล เราต้องรับ พูดถึงเรื่องผ้าห่มเราไม่ใช้ ดัดตลอดเวลา นอนไม่หลับไม่ต้องนอน มันมาสัมผัสเราก็พูดเฉยๆ จนพ่อแม่ครูจารย์มั่นเอาผ้าห่มของท่านไปบังสุกุล โอ๋ย ท่านพับไว้เรียบร้อยนะ เป็นคติตัวอย่างทุกอย่าง

กุฏิเราอยู่เตี้ยๆ ประมาณสักเมตรกว่า เดินไปนี่ก็มองเห็น เอ๊ ใครเอาผ้ามาบังสุกุล ขึ้นไปดู โอ๋ย เป็นของพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราก็ไม่เคยพูดนะว่าไม่ใช้ผ้าห่ม ท่านรู้ได้ ท่านเอาผ้าของท่านไปบังสุกุลให้เรา ตกลงเราก็ต้องได้ใช้ตอนอยู่ในวัด พอออกไปแล้วก็เท่านั้น ดัดกันอย่างนั้นนะ โอ๋ย ตกกระหมดเลย รู้สึกมันหนาวจริงๆ อยู่ในป่าในเขา น้ำค้างตกนี้ปุบปับๆ ตอนเช้าเหมือนห่าฝน ไม่เอาผ้าห่ม กลางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่ง มันหนาวมากขนาดนั้น เราให้เฉพาะผ้าสังฆาพับครึ่ง ผ้าจีวรพับครึ่ง ให้เท่านั้นแหละ

คนอื่นจะมีหรือไม่มีเราไม่เคยสนใจ เราสนใจเฉพาะเราคนเดียว ท่านเอาผ้าห่มของท่านไปบังสุกุลเรา แหม ตาท่านแหลมคมมาก ตาจอมปราชญ์ บิณฑบาตได้มานี้เราทำคนเดียวเรานะ พระทั้งวัดเราไม่สนใจกับใคร แต่ปฏิบัติตัวของเราโดยเฉพาะเท่านั้น ท่านเห็นได้นะ เวลาบิณฑบาตกลับมาถึง มีอะไรๆ จัดใส่บาตรปุ๊บปั๊บๆ แล้วก็ไปดูแลบาตรของท่านเป็นประจำ พอเสร็จแล้วก็มานั่ง บาตรเราเอาไปตั้งไว้ข้างๆ เสามีฝา แอบไว้นั้น เอาฝาบาตรปิด ผ้าอาบน้ำปิด พระเณรไปยุ่งไม่ได้ พระเณรกลัวเรามากนะรองพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่มีองค์ไหนมาทะลึ่งเราได้ พอมองเห็นก็กลัวแล้ว

ก็จริงจังทุกอย่างพูดง่ายๆ  เอาจริงเอาจังทุกอย่าง เวลาจตุปัจจัยไทยทานเกิดมาไม่เอาเลย จนกระทั่งพ่อแม่ครูจารย์ได้ขนผ้าของท่านเข้าไปในห้องท่าน เราลืมเมื่อไร มันไปสัมผัสเราก็เล่าเฉยๆ เราเป็นคนจัดให้เรียบร้อยหมดแต่เราไม่เอา นิดเดียวก็ไม่เอา เพราะเราใช้ผ้าสามผืน สุดท้ายถามพระถามเณร ท่านให้ขนเอาผ้าเข้าไปในห้องท่าน ให้ท่านมหามาเสียก่อน ท่านมหามาแล้วก็เอาอันนี้ไปถวายท่าน ท่านจะเอาอะไรก็เอา ท่านไม่เอาแล้วค่อยโละ ผ้าเต็มห้องท่านนะ ท่านเป็นนักสั่งสมเมื่อไร แต่เวลาเช่นนั้นท่านสั่งให้ขนเข้าไปไว้ในห้องท่านเต็มห้องเลย พอเรากลับมา เอ้า ผ้าเลือกเอา จะเลือกอะไรก็เราไม่ได้หาเลือกผ้า หาธรรมต่างหาก

พ่อแม่ครูจารย์ปฏิบัติกับเรา อุ๊ย แปลกอยู่นะ ตาท่านแหลมคมมากเทียว ท่านเห็นหมดเรื่องของเรา เราอดพูดไม่ได้เวลามาสัมผัส ที่เราหาอุบายลามาอุดร ลามาธรรมดาไม่ได้ ส่วนมากเราจะยกโยมแม่ ถามอาการโยมแม่นิดหน่อยแล้วไปกราบนมัสการลาท่าน ได้ทราบว่าโยมแม่ไม่สบายแล้วก็มา มานี่พวกน้องๆ ไปโกยเอาของในตลาดอุดรใส่ถังใหญ่ๆ เข่งใหญ่ๆ เต็ม เสร็จแล้วเอาไปเลย พอไปถึงพรรณาแล้วเอาลงที่นั่น จ้างล้อจ้างเกวียนไป เต็มล้อเต็มเกวียน

ที่มันขบขัน คือจอมปราชญ์กับจอมโง่ พูดให้มันชัดเจน ท่านจอมปราชญ์ เรามันจอมโง่ เวลาจะไปหนองผือ ให้เอาของเราจัดไปนี้เต็มรถๆ ของดิบๆ ดีๆ อะไรตามที่เราเคยปฏิบัติต่อท่าน ถูกธาตุถูกขันธ์ของท่านมีอะไรบ้างๆ เรารู้หมด จะหาอย่างนั้น พอจะไปพรรณาก็ให้เขาไปหาแก่นขนุน ได้ท่อนหนึ่งก็เอา แก่นขนุนเป็นข้อแก้ตัว เข้าใจไหม ให้เขาเอาแก่นขนุนสักท่อนเดียวก็พอ นอกนั้นอาหารเต็มหมดเลย คือเราจะเข้าตอนท่านไม่ออกมาตามบริเวณ ประมาณสัก ๕ โมงเราจะเข้า พอเข้าไปล้อจอดปั๊บก็ให้ขนเข้าไปในกุฏิ เรียกว่ากุฏิหลบซ่อนว่างั้น เราเป็นคนสั่งเอง

มันขบขันตอนเช้านะ เพราะต่างคนต่างจ้องกัน พอตอนเช้าบิณฑบาต ของเอามาแล้วตอน ๕ โมงเย็น ขนเข้าไปในกุฏิ เณรเพ็งนี่ละเป็นคนเก็บ อาหารดีๆ เพราะเราสังเกตดูธาตุดูขันธ์ของท่านถูกกับอะไรๆ เราจะหาอาหารประเภทนั้นไป ใส่เป็นเข่งๆ ไป พอไปถึงก็ต้องหาเวลาเหมาะที่ท่านไม่ออกมา ถ้าท่านออกมาทางศาลาทางหน้าประตูวัดอย่างนี้ท่านจะเจอเข้า เราไม่ให้เอาไป ตอนเงียบถึงค่อยเอาไปขนเข้าหมดเลย เอาแก่นขนุนท่อนสักเท่านี้ไปไว้เท่านั้นแหละ

ตอนเช้าเราคอยดูขโมยใหญ่ โอ๋ย ตาท่านแหลมคมมาก ถึงเวลาที่จะพูดพูดเสียก่อนเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่นจอมปราชญ์กับเราจอมโง่ พอตอนเช้าตาเราก็จ้องคอยดูสายตาท่าน โอ๋ย ตาท่านสอดปั๊บๆ ๆ คือเวลาเอาไปแล้วรอยล้อรอยเกวียนนี้ปิดหมดนะไม่ให้เห็น เอาพระเอาเณรมาดูด้วยกัน ดูซิจอมโง่เอาพระเอาเณรเราไปปิดรอยล้อรอยเกวียนไม่ให้ท่านเห็น เราเป็นคนสั่งเอง ไปดูหมด เราเองก็ว่าไม่มีแหละ หมดหายสงสัย ตอนเช้าซิที่มันขบขัน พอบิณฑบาตตอนเช้าท่านออกมา ท่านทราบว่าเราไปไหนมานี้ท่านจะจดจ่อ

วันนั้นท่านก็จดจ่อ มันจะขนอะไรมาไอ้บ้านี่ คงว่างั้น มารอยล้อรอยเกวียนไม่ให้เห็นเลยนะ เอาไม้กวาดมากวาดเรียบหมดเลย ตอนเช้าออกมาเราก็คอยสังเกตสายตาท่าน ท่านเดินไปตาท่านวับๆๆ มันสู้ท่านไม่ได้นา เดี๋ยวปั๊บ นี่รอยล้อรอยเกวียนมาจากไหน ขึ้นแล้วนะ กูตาย เห็นจนได้ ก็พยายามปิดหมด เอาพระเณรมาดู ปัดกวาดเรียบร้อยแล้วไปเผลอได้ยังไง ทีนี้เครื่องแก้ตัวคือแก่นขนุน นี่รอยล้อมาจากไหน เราไปดูก็ว่า อ๋อ เมื่อวานนี้มาจากพรรณา เห็นแก่นขนุนดีๆ เลยให้เขาใส่ล้อมา ท่านก็เลยนิ่ง ความหมายของท่านตอบลึกๆ ก็จะว่า คงแก่นขนุนใหญ่นั่นแหละ เต็มเข่งๆ ท่านจะว่าอะไรก็ว่าไม่ได้ใช่ไหม เพราะจับตัวไม่ได้ คงว่าแก่นขนุนใหญ่นั่นแหละ คือของเต็มเข่งๆ มันขับขันนะจอมโง่กับจอมปราชญ์ปฏิบัติต่อกัน แพ้ตลอดเรา เราก็ว่าเราใช้ปัญญาเต็มกำลังความสามารถ เอาละจะฉันจังหัน

หลังจังหัน

         เราได้พยายามเต็มกำลังความสามารถของเรา ที่จะให้หลักใหญ่คือหัวใจของชาติเรามีความแน่นหนามั่นคง เช่น ทองคำ เงินสดหรือดอลลาร์ เข้าในคลังหลวงของเรา การช่วยชาติคราวนี้ก็เป็นเครื่องหมายของการช่วยชาติได้จริงๆ ได้ทองคำถึง ๑๑ ตันกับ ๓๘๐ กิโล นี่ละที่บรรดาพี่น้องทั้งหลายร่วมมือร่วมใจกันช่วยชาติของเรา เฉพาะที่สำคัญก็คือนำสมบัติอันมีค่าเข้าสู่คลังหลวง ทองคำก็ได้ถึง ๑๑ ตัน ๓๘๐ กิโล ถ้าเรายังไม่ตายก็จะมาอีก มาตามจังหวะของมัน นี้เป็นประเภทน้ำไหลซึม ไม่ใช่ประเภทออกสู้ออกรบจริงๆ ประเภทน้ำไหลซึมค่อยไหลมาเรื่อยๆ

ส่วนดอลลาร์นั้นได้เข้าเพียง ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่าดอลล์ที่เข้าคลังหลวงแล้ว เงินสดที่ไม่ได้เข้าก็กระจายออกทั่วประเทศไทย ได้แยกไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงสองพันล้าน หมายถึงเงินสดเงินไทยเรา ที่ได้แบ่งเข้าไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง นอกนั้นออกนอกหมด เพราะเราเป็นผู้พาดำเนินเอง พูดอะไรแล้วไม่เคลื่อน คือพิจารณาเรียบร้อยแล้วที่จะเดินยังไงๆ เวลาประกาศออกมาก็ประกาศตามที่ได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาก้าวเดินจึงก้าวเดินไปตามนั้นเลยไม่เคลื่อนคลาด

เช่นอย่างดอลลาร์นี้ก็บอก ต่อไปนี้ดอลลาร์เราจะไม่ได้เข้าคลังหลวงนะ เพราะเหตุไร เพราะการเทศนาว่าการช่วยชาตินี้เราก็หยุดแล้ว สมบัติเงินทองที่จะมาเพื่อช่วยชาติมันก็ต้องอาภัพไปตามๆ กัน ก็หยุด ตกลงเงินดอลลาร์ได้เท่าไรก็ต้องมาหนุนเงินไทย เพราะเงินไทยหมดไปทุกวัน เกี่ยวกับการเทศนาว่าการช่วยชาตินั้นเราหยุดแล้ว แต่ความทุกข์ความจนของคนล้นหลามมารอบวัดรอบวาจึงต้องได้ช่วย ไม่มีอะไรก็ต้องเอาเงินดอลลาร์มาหนุนเงินไทย เพราะฉะนั้นดอลลาร์จึงไม่เข้าคลังหลวง

ตามที่เราประกาศไว้แล้วว่า ต่อไปนี้ดอลลาร์จะไม่ได้เข้า ก็เป็นไปตามที่เราคิดไว้แล้ว เพราะเงินสดเงินไทยเรานี้หมดไปๆ เนื่องจากว่าเราหยุดการเทศน์แล้ว เงินสดเงินไทยก็ไม่มี แต่คนทุกข์คนจนไหลเข้ามาตลอด จึงต้องได้เอาดอลลาร์มาช่วยกัน หนุนกันอย่างทุกวันนี้ ถ้าเป็นดอลลาร์นี้หมุนเข้าหาเงินไทยทั้งหมดเลยเพื่อช่วยชาติไทยของเรา ไม่มีกำหนดนะเงินสดที่ออกช่วยชาติไทยของเรา อันดับแรกก็คือโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทุกภาคนะเงินไทยที่ออกช่วยโรงพยาบาล ทุกภาคในประเทศไทยของเรา ออกไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ที่ไม่แตะเลยก็คือทองคำ ไม่แตะแม้เม็ดหินเม็ดทราย เราเป็นคนสั่งเอง ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้น ทองคำนี้ไม่แตะ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ก็ไม่เคยแตะ ส่วนดอลลาร์ก็อย่างที่ว่าแหละ เมื่อควรแยกโน้นแยกนี้ก็แยกไปอย่างว่า ส่วนเงินไทยกระจายทั่วประเทศ ก็เป็นไปตามที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

ท่านทั้งหลายเราอยากจะถาม เราก็พอทุกอย่างแล้ว คำสรรเสริญเยินยอจะมีค่าขนาดไหน ความติฉินนินทาจะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม สู้คำว่าพอแล้วอย่างเลิศเลอในธรรมทั้งหลายไม่ได้  ธรรมเลิศเลอกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วในหัวใจเรานี้ก็พอแล้วอย่างเลิศเลอ เราไม่เอาอะไรอีกแล้ว ไปที่ไหนมีแต่ช่วยโลกๆ ทั้งนั้น เหลือมาเท่าไรก็เหลือเพื่อช่วยโลก ได้มาเท่าไรแจกจ่ายไปเท่าไรก็เพื่อช่วยโลก ไม่ว่าจะอยู่จะเคลื่อนไหวไปมาช่วยโลกทั้งนั้น เราไม่เอา เราบอกเราพอแล้ว ในหัวใจพอ พอทุกอย่าง ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรมที่อยู่ในขั้นพอ เรียกว่าพออย่างเลิศเลอ

เพราะฉะนั้นการช่วยพี่น้องทั้งหลายจึงบริสุทธิ์ตลอดมา การช่วยชาติของเราเราช่วยด้วยความพอแล้วในหัวใจ ในบรรดาธรรมทั้งหลาย ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน ตั้งแต่วันเริ่มแรกประพฤติปฏิบัติ น้ำตาร่วงบนภูเขาก็มาเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ฟัดกับกิเลสเราลืมเมื่อไร น้ำตาร่วงสู้กิเลสไม่ได้ จนออกอุทานในใจ อุทานนั้นก็เลยเป็นการผูกโกรธผูกแค้นให้กิเลสตลอดมา จนกระทั่งวันสิ้นสุดของกิเลส ประหารกับบนเวทีหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละผูกโกรธผูกแค้นกันมา ไปสังหารกันได้ที่ตรงนั้น อันนี้ละอันน้ำตาร่วงบนภูเขา

เรานำมาพูดนี้พูดตามความสัตย์ความจริง ไม่ยิ่งไม่หย่อน เอาความถูกต้องแม่นยำมาพูด ทั้งฝ่ายอ่อนฝ่ายแข็ง ฝ่ายเลวฝ่ายดี เรานำมาพูดจากเราคนเดียวที่ขี้ริ้วขี้เหร่กำลังวังชาไม่มีสู้กิเลสไม่ได้ น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาก็มาเล่าให้ฟัง การผูกโกรธผูกแค้นกับกิเลสถึงขนาดอุทานภายในใจว่า เหอ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง นี่ผูกโกรธผูกแค้นแล้วนะ ให้กูถอยกูไม่ถอย มึงต้องพังวันหนึ่ง นี่คือผูกโกรธผูกแค้นให้กิเลสซึ่งเป็นภัยต่อหัวใจเราเอง ถ้าผูกโกรธผูกแค้นให้บุคคลและสัตว์ตัวใดเป็นบาปเป็นกรรม เป็นกรรมเป็นเวร ผูกโกรธผูกแค้นให้เจ้าของนี้ไม่เป็น เป็นธรรมล้วนๆ นี่ละที่ได้เชื้ออันสำคัญฝังในหัวใจนี้ เคียดแค้นมาจนกระทั่งถึงได้ม้วนเสื่อกันบนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ สมใจ นั่นเห็นไหมล่ะ

ทีนี้เมื่อถึงขั้นพอแล้วมันพออย่างเลิศเลอ ไม่ใช่พอธรรมดาเหมือนเรากินข้าวกินน้ำอะไรพอ พอตอนเช้าตอนบ่ายหิว นอนก็เหมือนกัน อะไรว่าพอนี้ พอตอนนี้ไปบกพร่องตอนนั้น ส่วนธรรมกับใจพอนี้พออย่างเลิศเลอ เรียกว่านิพพานเที่ยง ดูที่หัวใจเจ้าของ อย่าไปถามผู้ใด พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพียงพระองค์เดียวประกาศธรรมสอนโลกได้ถึงสามโลกธาตุ พระองค์ได้หาใครมาเป็นสักขีพยาน ธรรม สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอดและสุดท้ายได้ประกาศป้างขึ้นในพระทัยพระพุทธเจ้าหายสงสัย การแนะนำสั่งสอนโลก โลกวิทู รู้แจ้งโลกทั้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึง อาโลโก อุทปาทิ สว่างจ้าครอบโลกธาตุนี่มาเองในพระทัย บรรดาสาวกทั้งหลายก็เป็นไปตามนิสัยวาสนาของตน โดยไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าเพื่อหาอุบายมาแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ที่เราไม่พอไปขอหยิบยืมจากพระพุทธเจ้ามาอีกไม่มี บรรดาสาวกองค์ใดบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมาสอนเต็มภูมิตัวเองทั้งนั้นๆ แหละ

นี่ก็ได้ทำเต็มกำลังความสามารถกับพี่น้องทั้งหลาย เกิดมาในชาตินี้เรียกว่าเต็มภูมิของเราที่ได้ช่วยพี่น้องทั้งหลาย ทีแรกก็ช่วยตัวเองตั้งแต่น้ำตาร่วงบนภูเขามา ฟัดจนกระทั่งกิเลสพังให้เห็นประจักษ์ต่อหน้าต่อตา บอกสถานที่เวล่ำเวลาด้วย เอาสักขีพยานมายันกันเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาก็ได้ช่วยโลกเรื่อยมา อันดับแรกช่วยพระ เพราะพระนี้รุมตามตลอด เราเหมือนผู้ต้องหา ตอนแรกๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่อยู่ที่นั่น เราจะไปไหนมาไหน ประหนึ่งว่าพระเณรหลับหูหลับตาไม่มองดูเรา เราก็ไม่มองดูพระดูเณร มองดูแต่หัวใจเจ้าของกับกิเลสที่ฟัดกันเท่านั้นแหละ

ตอนพ่อแม่ครูจารย์มรณภาพเท่านั้นเกาะพรึบเลย ไม่ทราบว่าท่านจ้องมองเรามาตั้งแต่เมื่อไร ทีนี้ก็เป็นผู้ต้องหาละเรา ได้ขโมยหนี จะทำยังไงคนนั้นรุมมาคนนี้รุมมา เราคนเดียว พระเณรที่คอยติดตามเรา รับการอบรมศึกษาจากเราหลังจากพ่อแม่ครูจารย์ล่วงไปแล้วนั้นมากต่อมาก นี่ละที่นี่เราก็เป็นผู้ต้องหา กลางคืนเงียบๆ ขโมยหนี คือมันไม่สะดวก ตอนนั้นกำลังจิตหมุนติ้วๆๆ เรียกว่าต้องอยู่คนเดียวเท่านั้น อยู่กับใครไม่ได้เลยในขั้นนั้น จิตกับธรรมหมุนกันตลอดเวลา ไม่สนใจกับอะไร เพราะจิตมันหมุนแล้วหมุนเพื่อความพ้นทุกข์

ถ้าหากเราจะพูดตามชั้นของธรรมก็เรียกว่า ขั้นอนาคาแล้ว ก้าวขึ้นจะไม่มีคำว่ากลับแล้ว จะหมุนขึ้นไปเรื่อยๆ ที่อยู่ของพระอนาคาผู้สำเร็จธรรมขั้นอนาคาแล้ว ถ้าตายแล้วก็ไปอยู่ขั้นอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา แล้วผ่านเข้าสู่นิพพาน อันนี้จิตกำลังก้าวอยู่ในขั้นนี้ๆ จะถอยได้ยังไง กลางคืนหมู่เพื่อนนอนหลับๆ เตรียมของในบาตรเรียบร้อยแล้ว เตรียมทุกอย่าง จากนั้นก็เดินดูพระดูเณร องค์นั้นเดินจงกรม องค์นี้นั่งภาวนา ไม่สนใจกับเรา เราเตรียมของแล้วนะนั่น เดินฉากไปฉากมาเห็นไม่มีใครก็ปั๊บมานี้ สะพายบาตรปุ๊บไปลึกๆ นู่น ออกทางไม่มีคน ตื่นเช้ามานี่พระเณรแหม ยุ่งมาก จะว่าเป็นบาปเป็นกรรมก็ความหวังพ้นทุกข์นี้แรงกล้ามากที่สุด เกินกว่าจะรับใครไว้ได้ จึงต้องอยู่คนเดียวๆ

นั่นละตอนพ่อแม่ครูจารย์มรณภาพนี้หนักมากนะ ขโมยหนีจากหมู่จากเพื่อนอยู่กับใครไม่ได้ เพราะธรรมขั้นนี้ขั้นอยู่กับใครไม่ได้แล้ว มีแต่จะให้พ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว นี่เราก็ได้ดำเนินมา เล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง พอจากนั้นมาแล้วพระเณรก็เกาะพรึบๆ เลย ตั้งแต่หลังวัดดอยธรรมเจดีย์มาเราก็ไม่ค่อยได้อะไรรุนแรงเหมือนแต่ก่อน เพราะจุดมุ่งหมายปลายทางเราก็เรียกว่าถึงขั้นแห่งความพอแล้ว นี่ก็รับพระรับเณรอยู่ในป่าในเขา หลังจากนั้นก็ค่อยเคลื่อนย้ายมา มาเอาโยมแม่บวชนี่ละ ทีนี้ก็เกาะพรึบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

เรื่องความสงสัยนี้หายแล้ว บอกจนกระทั่งวันที่ เดือน ปีจะว่าไง ผิดไปไหน วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่ม บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ฝังลึกนะนี่ไม่มีลืม จุดนี้ไม่มีลืมเลย ตั้งแต่นั้นมาแล้วค่อยลืมหูลืมตาอ้าปากแนะนำสั่งสอนเพื่อนฝูง บนศาลาหลังนี้มีแต่ธรรมะเด็ดๆ เผ็ดร้อนทั้งนั้น เทศน์สอนพระพุ่งๆ มีแต่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ เพราะไม่มีใครเข้ามายุ่ง มีแต่สอนพระ นี่ละธรรมะประเภทนี้ละที่ได้ออกอากาศอยู่ทุกวันตอนดึกๆ เขาเอาธรรมะประเภทนี้ออก ประเภทสอนพระล้วนๆ นี้ ส่วนประเภทแกงหม้อใหญ่มันมีอยู่ทั่วไปแล้วแหละ แกงหม้อเล็กมีอยู่เฉพาะบนศาลาหลังนี้เท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมาก็เรียกว่าพอ พอทุกอย่าง พอสามแดนโลกธาตุซึ่งอยู่ในแดนสมมุติด้วยกันขาดสะบั้นไปหมดจากจิตใจ เหลือแต่วิมุตติธรรม หลุดพ้นแล้วจากสมมุติทั้งปวงโดยชอบ ไม่มีอะไรสงสัยแล้ว ตั้งแต่นั้นก็เป็นเวลาตั้งแต่ ๙๓ จนกระทั่งถึงป่านนี้ ๕๖-๕๗ ปีแล้วมั้ง ไม่ได้มีข้อสงสัยแย็บขึ้นมาว่า กิเลสเหล่านี้กูฆ่ามึงเสร็จไปเรียบร้อยแล้วมึงยังโผล่หน้ามาได้เหรอไม่เคยมี แล้วก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดท้ายในคืนวันนั้นแล้ว แล้วอะไรจะมาโผล่ล่ะ ไม่งั้น สนฺทิฏฺฐิโก จะเด็ดขาดเหรอ พระพุทธเจ้าเด็ดขาดมาก่อนแล้ว

สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอดคือตรัสรู้ธรรม บรรดาสาวกทั้งหลายก็ สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอดในการบรรลุธรรมเหมือนกัน จากนั้นไม่มีอะไรจะมากำเริบ เมื่อกิเลสบนหัวใจทุกขั้นทุกภูมิของกิเลสสิ้นซากไปแล้วไม่มีอะไรกวนใจ หมด การกวนใจตั้งแต่หยาบถึงขั้นละเอียดเป็นเสี้ยนเป็นหนามเป็นผงธุลีเข้าตาขัดทั้งนั้นละ กิเลสออกหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรขัด โลกนี้ว่างเปล่าไปหมด ก็เข้าในคำที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระโมฆราช ว่า

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ      โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ            เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ            มจฺจุราชา น ปสฺสติ

ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของว่างเปล่าสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความเห็นว่าเราว่าของเราอันเป็นก้างขวางคอนี้ออกเสีย จะพึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าอยู่อย่างนี้ นี่พระองค์ทรงสอนโมฆราชมานพคนที่ ๑๖ ทีนี้พอมันผางเข้าไปตรงนั้นแล้วก็เป็นโมฆราชด้วยกันหมด ไม่ว่าพระสาวกองค์ใดเป็นพระโมฆ ราชเหมือนกันหมด ระบุขึ้นเพียงพระโมฆราชองค์เดียวกระเทือนถึงบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายที่เป็น สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ เหมือนกันหมดเลย ธรรมเข้าถึงกันได้หมด นี่การปฏิบัติธรรม

ธรรมเวลานี้ถูกกิเลสเหยียบย่ำทำลายกลายเป็นโมฆะ เป็นกองมูตรกองคูถไปหมด กิเลสเหยียบแหลกๆ เต็มอยู่ในเมืองไทยเราที่เป็นลูกชาวพุทธนี้แหละ มีแต่เปรตแต่ผีเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่ว่าฆราวาสญาติโยม ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อย ยศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำขนาดไหนก็ตาม กิเลสตัวเป็นบ้ายศบ้าศักดิ์บ้าลาภอะไรนี้ ขึ้นอยู่บนหัวพวกนี้ เพราะฉะนั้นใหญ่เท่าไรยิ่งกินตับกินปอดประชาชนได้มากมาย ประชาชนพี่น้องชาวไทยเรามีตับมีปอดที่ไหน มีแต่พวกยักษ์พวกผีที่มาครองบ้านครองเมือง ถือว่าเป็นใหญ่เป็นโตที่จะทำประโยชน์ให้ชาตินั้นแล เป็นผู้มากินมากลืนตับปอดพี่น้องทั้งหลายทุกวันนี้จะเป็นใครไป

ขับออกไปเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือยักษ์ใหญ่นั่นเอง ตั้งใครขึ้นมา ฟังให้ดีนะผู้ใหญ่ในวงราชการงานเมืองของเราที่ปกครองไพร่ฟ้าประชาชน อย่าให้เป็นผู้ปากกว้างท้องป่องท้องใหญ่เท่าภูเขา ใหญ่กว่าภูเขา กินตับกินปอดประชาชนอีกต่อไป ธรรมดูไม่ได้นะ สายตาของธรรมดูแจ้งชัดหมด โลกวิทู รู้ไปหมด ให้ปกครองกันโดยความเป็นธรรม ความมีความจนมีได้ด้วยกันทุกคน แต่ความเฉลี่ยเผื่อแผ่ความมีธรรมในใจ เห็นอกเห็นใจทั้งเขาทั้งเรานี้เป็นธรรมเสมอภาค ทำให้โลกมีความสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน ให้นำธรรมอันนี้ไปใช้ อย่านำเอาพุงหลวงพุงใหญ่ไปใช้ ตับปอดประชาชนจะไม่มีเหลือตลอดไป ให้พากันจำ

วงราชการงานเมืองสำคัญมาก ตั้งผู้ใดขึ้นมาก็ตั้งพุงหลวงขึ้นมาพร้อม กางพุงออกมากิน ตับปอดประชาชนมีเท่าไรไม่มีเหลือ กินหมดๆ คือพวกยักษ์ใหญ่ กิเลสนี้คาดมันไม่ถึงง่ายๆ นะ ว่ามีแล้วอย่างนั้นอย่างนี้จะพอเป็นพอไป ไม่พอเป็น กิเลสอันนี้มีเท่าไรยิ่งอยากมีเหมือนไฟได้เชื้อ เป็นยังไงไสเชื้อเข้าไปซิ ไฟจะระงับดับลงด้วยการไสเชื้อทับหัวมันได้ไหม มีแต่มันส่งเปลวออกจดเมฆนู่น มันได้เชื้อมาก นี่กิเลสตัณหาเมื่อได้เชื้อคือสิ่งทั้งหลายที่หามาๆ พอกพูนมัน มันก็เหมือนไฟได้เชื้อ ไปใหญ่ๆ เลย โอ๋ย จนดูไม่ได้นะ เอาธรรมดูน่าสลดสังเวชนะเราพูดจริงๆ เราก็ไม่เคยได้คิดเรื่องเหล่านี้ มันเป็นอยู่ในหัวใจ มันเห็นในหัวใจ มันรู้อยู่เห็นอยู่ไม่พูดได้ยังไงก็มันรู้อยู่ ใครไม่รู้เราก็รู้อยู่คนเดียวนี่ว่าไง

สามโลกธาตุตาบอดหมด เราตาดีคนเดียวมันก็เห็นหมด มันไม่ขึ้นอยู่กับคนสามโลกธาตุนี้เป็นคนตาบอด เอาเขามาเป็นใหญ่เป็นโตยิ่งกว่าคนตาดีได้ยังไง คนตาดีเพียงคนเดียวเท่านั้นพอ พระพุทธเจ้า โลกวิทู เท่านั้นพอ นั่น เรื่องธรรมดูโลกดูอย่างนั้นนะ ผิดกันมาก เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

(ลูกศิษย์เขาถามปัญหามา เขาบอก กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพบูชาอย่างสูงสุด ลูกมีปัญหาเกี่ยวกับการภาวนาดังต่อไปนี้ คือเวลานั่งภาวนาแขนและหัวไหล่ข้างซ้ายเจ็บมาก และดวงจิตที่ถูกผูกบางครั้งเปลี่ยนง่ายไม่มีใจในการภาวนา กราบเรียนว่าจะแก้ไขอย่างไรเนื่องจากใกล้จะกลับบ้านแล้วครับผม จากลูกศิษย์ กัลยา) อยู่บ้านไหนเมืองไหนน่ะมันถึงได้แหวกแนวนัก เพียงไหล่ทรุดลงเท่านั้นมันก็จะตายแล้วร้องหาพ่อหาแม่ พ่อแม่อยู่บ้านไหนเมืองไหนล่ะ มันจะไม่ไปไหล่ทรุดเหมือนกันหรือไปถึงบ้านแล้วน่ะ

ให้มันเป็นซิน่ะ มันเป็นทุกอย่างเรื่องภาวนา อย่าไปหนักใจเบาใจกับมัน ให้พิจารณาตามหลักความเป็นจริง มันจะหนักขนาดไหนเอาความหนักมาเป็นอารมณ์ของใจ ใจไม่หนัก พิจารณาเดี๋ยวความหนักนั้นกระจายออกๆ สว่างขึ้นมา นั่นให้เอาอย่างนั้น อะไรจะหนักก็หนักใจไม่หนัก ใจเป็นผู้ดูสิ่งที่หนักและเบา ดีและชั่วทั้งหลายใจเป็นผู้ดูทั้งนั้น เราเป็นนักภาวนาเพื่อจะดูเหตุการณ์ต่างๆ ทำไมไม่ดู นี้คือเหตุการณ์ทั้งนั้นที่แสดงออกมา เข้าใจหรือเปล่าล่ะ

ดูมันซิ อะไรมาผ่านให้ดูหมด ใจไม่เคยตายไม่เคยทรุดโทรมไปไหน เอ้า ดู เมื่อใจได้จ่อลงไปตรงไหนแล้วอันนั้นจะพังๆ ไปเรื่อยๆ ที่จะให้มาต่อสู้ใจจนขนาดสู้ไม่ได้นี้จะไม่มีถ้าเป็นนักสู้ ถ้าเป็นนักถอยกรูดๆ เสื่อหมอนมัดติดหลังติดคอ มีกี่ร้อยผืนก็สู้มันไม่ได้ละ เอาละพอ

(หนูฟังเทศน์กัณฑ์ที่ ๔ เมื่อวานนี้เรื่องปัญญาอบรมสมาธิ เลยถวายบูชากัณฑ์เทศน์) ไปติดใจยังไงปัญญาอบรมสมาธิ พอพูดเรื่องนี้เราระลึกได้ มหาพุทธา คนจังหวัดขอนแก่น เคยเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่ด้วยกัน อยู่วัดบรมนิวาส ทีนี้เวลาเราออกปฏิบัติท่านก็ยังไม่ได้ออกปฏิบัติ แล้วมาอยู่วัดวิเวกธรรม วัดท่านเพ็งทุกวันนี้ เรียกวัดเหล่างาแต่ก่อน ท่านมาอยู่ที่นั่น พอดีเขาได้หนังสือเล่มบางๆ ปัญญาอมรมสมาธิของเรามาจากงานไหนไม่รู้ เขาถือมา พระถือมา พอดีมาถึงมหาพุทธานั่งอยู่นั้น หนังสืออะไรนั่น หนังสืออาจารย์มหาบัว ชื่อว่า ปัญญาอบรมสมาธิ ทางนั้นก็ หือๆ ขึ้นเลย ก็เป็นเพื่อนเดียวกัน มหาบัวมันเก่งมาจากไหนวะ พระพุทธเจ้าสอนว่าสมาธิอบรมปัญญา แล้วมหาบัวมันแหวกแนวมายังไงถึงได้ว่าปัญญาอบรมสมาธิ ไหนเอามาดูน่ะ มันเก่งกว่าครูไปไหนวะมหาบัวนี่น่ะ เพื่อนเดียวกัน

พอมาอ่านละที่นี่ นั่งอยู่นั้นละอ่าน ปัญญาอบรมสมาธิ พอดีเท่ากับเทศน์กัณฑ์หนึ่งนั้นแหละ ไม่หนานัก พอมาอ่าน เอ๊ะ ชอบกลๆ อ่านๆ ทะลุจนจบเลย โอ้ เข้าท่าเว้ยมหาบัว พอมามองเห็นกันยอมรับโทษ ได้ยกโทษท่านมหาแล้วนะ เล่าให้ฟังอย่างนั้นๆ เลยมาลงกัน เข้าทีๆ ก็คนหนึ่งไม่ปฏิบัติ ปัญญาอบรมสมาธิออกจากภาคปฏิบัติของเรา ทีนี้เวลามาอ่านมันก็ยอมรับภาคปฏิบัติ นี่ละที่พูดนี่ มหาพุทธา เสียแล้วเดี๋ยวนี้ ลงนะ มหาพุทธาลงสุดขีดลงเรา บอกว่าลงจริงๆ เคยฟังเทศน์ท่านมหามานานแล้ว ต่อมานี้ก็เลยเรียกว่าอาจารย์ พาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายเรียก ฟังเทศน์อาจารย์ลงมานานแล้วนะว่างั้น มันเป็นยังไงถึงลง มันลงเองว่างั้นนะ เทศน์ไปๆ กล่อมลงๆ ลงทุกครั้ง ฟังเทศน์ไม่ว่าเทศน์ที่ไหน ถ้าท่านอาจารย์เทศน์จิตผมจะรวมทุกครั้ง ท่านลงจริงๆ ลงกับเรา เดี๋ยวนี้ท่านเสียแล้ว

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก