เพื่อรักษาของดีเอาไว้
วันที่ 3 ธันวาคม 2549 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เพื่อรักษาของดีเอาไว้

ก่อนจังหัน

กฎของพุทธศาสนานี้วางลงเป็นชั้นๆ คือกฎของพุทธศาสนาสำหรับพุทธบริษัท แต่ก่อนมีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ท่านแยกไว้เป็นชั้นๆ สำหรับผู้ปฏิบัติ พระปฏิบัติตามแบบฉบับของพระ ภิกษุณีก็ปฏิบัติตามแบบภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกาก็มีแบบมีฉบับเป็นเครื่องปฏิบัติ ไม่ใช่ลุกๆ ลามๆ ก้าวก่ายยุ่งไปหมด อย่างเมืองไทยเรานี่พูดให้ชัดเจน หลวงตาบัวอยู่ในท่ามกลางเมืองไทย เมืองไทยนี่หากฎหาระเบียบไม่ได้ โลเลโลกเลกไปหมด อะไรก็โลเล เขาว่าอะไรดี คว้ามับๆ เร็วยิ่งกว่าลิงเมืองไทยเรา จะเอาอะไรมาเป็นแบบเป็นฉบับเป็นเนื้อเป็นหนังของตัวไม่ค่อยได้ แม้ที่สุดพระก็ยังเลอะเทอะไปได้ นี่คือความไม่มีกฎไม่มีระเบียบ มันไม่น่าดู

การแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนกัน เราไปดูซิประเทศเขา ประเทศไหนๆ เครื่องวัดเครื่องตวงของเขาคือเครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นสำคัญมาก พวกเราเลอะๆ มองไปทางนี้ไปเห็นหมา มองทางนั้นไปเห็นคน เครื่องแต่งตัวหมากับคนมันเหมือนกัน ที่ผิดกันอยู่บ้างก็คือหมามีหาง คนไม่มีหาง คนแพ้หมา เมืองไทยเราคนแพ้หมา หมามีหาง เป็นอย่างนั้นนะ มันไม่ได้หลักได้เกณฑ์อะไร นี่เราเอาแบบพุทธศาสนาที่เป็นชีวิตจิตใจของชาวพุทธเรามาวัดมาตวง มันไม่มีแบบมีฉบับเลย แม้แต่พระก็เลอะๆ เทอะๆ

ถ้าลงพระไม่มีแบบฉบับแล้ว จะให้ประชาชนเขาถืออะไรเป็นแบบเป็นฉบับ พระต้องเป็นแบบเป็นฉบับของพระ ศีลแน่นหนามั่นคง ข้อวัตรปฏิบัติหน้าที่การงานของพระให้เป็นเรื่องของพระๆ ไม่ก้าวก่ายกัน ดูแล้วงามตา อันนี้มันเลอะเทอะไปหมด เลยไม่มีอะไรเป็นแบบเป็นฉบับ ดูไม่ได้

การแต่งเนื้อแต่งตัวก็เหมือนกัน ธรรมดาเขาใช้กางเกง สำหรับผู้ชายนี้กางเกงเขาเรียกว่าเครื่องแต่งตัวสากล แต่งไปได้ทุกแห่งทุกหนไม่แสลงหูแสลงตา แต่เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงเขามีแบบมีฉบับของผู้หญิงในประเทศนั้นๆ ที่ไม่มีแบบมีฉบับคือประเทศไทย จะดูหมาก็ไม่ถนัด จะดูหมูก็ไม่ถนัด จะดูวัวก็ไม่ถนัด จะดูคนก็ไม่ถนัด มันคละเคล้าไปหมดด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัวไม่มีแบบมีฉบับ เรียกว่าไม่มีหลักใจ หลักใจหลักยึดไม่มี กฎเกณฑ์ไม่มีแล้วไขว่คว้าไปหมด

พุทธศาสนานี้มีหลักมีกฎมีเกณฑ์ทุกอย่าง พระก็ต้องใช้กฎเกณฑ์ของพระ เอาหลักธรรมหลักวินัยมาเป็นกฎเกณฑ์การปฏิบัติของพระ ประชาชนก็แยกออกไปใช้ แล้วก็น่าดูน่าชมตามเพศของตนๆ ไม่เลอะๆ เทอะๆ นี่ละที่ว่าเมืองไทยเราไม่ค่อยมีแบบมีฉบับ เอาหลักพุทธศาสนาซึ่งเป็นหัวใจของคนไทยเราออกวัดรู้กันหมดเลย ถ้าผู้ปฏิบัติตามหลักตามเกณฑ์แล้ว ไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระน่าดูทั้งนั้นแหละ อันนี้มันเลอะๆ เทอะๆ ไปหมด โอ้ น่าทุเรศนะ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วผลที่จะได้ก็ไม่เห็นมีอะไร เพราะเหตุคือความเลอะๆ เทอะๆ ในการเคลื่อนไหวปฏิบัติตัวเองมันเลอะเทอะ ผลก็ต้องเป็นแบบเดียวกัน ถ้าจริงจังทุกอย่างๆ ไม่ว่ากิจนอกการใน ผลจะเป็นของดีขึ้นมาๆ น่าดู

ยกตัวอย่างเอานี้เลย วัดป่าบ้านตาด ถ้ามาขวางกับหลักธรรมหลักวินัยข้อไหนแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งหลักวินัย อย่างน้อยเตือน เราพูดจริงๆ มากกว่านั้นขับเลยๆ ไม่ให้อยู่ เนื้อร้ายเป็นภัยต่อส่วนใหญ่ ถ้าเตือนไม่เอาแล้วให้ออกทันทีๆ เพื่อรักษาของดีเอาไว้ ของชั่วของเสียหายของเป็นภัยให้ขับออก นั่นละหลักธรรมหลักวินัย อย่างพระพุทธเจ้าท่านปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส... เรื่อยๆ ปรับโทษคนที่หมดความเยียวยา

ทุกสิ่งทุกอย่างหมดค่าหมดราคาแล้วปรับเป็นปาราชิกพระ เรียกว่า อสํวาโส ไม่มีที่อยู่ที่หลับที่นอน ไม่มีที่พักที่อาศัย ยิ่งกว่าหมาตัวหนึ่ง พระที่ต้องอาบัติปาราชิก แปลว่า ผู้หาค่าหาราคาไม่ได้ อลชฺชิตา ความไม่ละอายบาป ลดลงมาๆ ท่านปรับโทษเพื่อรักษาของดีเอาไว้ จะว่าพระพุทธเจ้าหาโทษใส่โลกได้ยังไง เพื่อรักษาของดี ของชั่วเตือนๆ ถ้าไม่ฟังแล้วขับออกๆ จึงมีของดีในโลก มีคนดีในโลก อะไรก็แบบเลอะๆ เทอะๆ เอาตามใจชอบๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เลอะเทอะไปหมดเลย ควรจะถือเป็นหลักเป็นเกณฑ์

เราเป็นชาวพุทธ ขนบประเพณีอันดีงามยังไงที่ควรจะปฏิบัติ ก็ควรนำมาปฏิบัติให้พอเหมาะสมบ้าง เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวผู้หญิงเมืองไทยเรานี้เลอะเทอะมากที่สุด ผู้ชายคนไทยเราถือเอากางเกงเป็นเครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวสากล ไม่ขัดหูขัดตา แต่ฝ่ายผู้หญิงนี้มักจะมีเหลวแหลกแหวกแนว อันนี้สำคัญ เป็นยังไงผู้หญิงไม่มีหูมีตาเหรอ ควรจะดูบ้าง เอาแต่ความเพลิดความเพลินรื่นเริงบันเทิงให้เขามองดูครู่หนึ่งก็เอา ทำตัวแหม ดูไม่ได้นะ แต่งเนื้อแต่งตัวเห็นหีเห็นหำก็ตาม ขอให้เขาได้มองดูสักนิดหนึ่งก็ยังดี เขามองดูด้วยความรังเกียจที่สุดก็มี เกลียดที่สุดก็มี มองมีหลายแง่หลายมุม มองดูด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง มองดูด้วยความเทิดทูน ด้วยความเคารพนับถืออย่างนั้นก็มี เราอย่าเห็นว่าเขามีตาแล้วเขาจะมองแต่เราที่แต่งตัวแบบลิงแบบค่าง แบบสัตว์เดรัจฉาน เขาไม่มองนะอย่างนั้น ขอให้พากันพิจารณาบ้าง

อะไรๆ ไม่มีหลักมีเกณฑ์ นี้เอาหลักพุทธศาสนาซึ่งเป็นหลักสากลในเมืองไทยเราออกมากาง พระให้เป็นแบบของพระไปแล้วน่าดู ประชาชนก็ให้เป็นแบบประชาชนก็น่าดูไปด้วยกันๆ อันนี้เลอะเทอะไปหมดทั้งพระทั้งฆราวาส เข้าไปในวัดก็เลอะเทอะ ออกจากวัดยิ่งไปใหญ่เลย แล้วหาที่เกาะที่ยึดที่ไหน พวกลูกเต้าหลานเหลนเกิดมาสุดท้ายภายหลังเข้ามาในวัดเพื่อจะถือเป็นคติตัวอย่าง ดูไม่ได้เลย ดูพระก็ดูไม่ได้ ออกไปทางฆราวาสก็ยิ่งแล้วไปอีก เลอะเทอะไปหมด พากันคิดบ้างสิ่งเหล่านี้ เอาละให้พร

หลังจังหัน

เพราะความเมตตาไปถึงหมด ไม่มีคำว่าใกล้ว่าไกล ส่งทั่วถึงกันหมดเลย แต่ถ้ามันไกลนัก เดี๋ยวนี้ร่างกายสุขภาพอ่อนแอลงมากก็ชักจะเลือกๆ ถ้าไกลนักก็ไม่ไปแหละ สงสารก็ทนเอา เพราะร่างกายกำลังของเราไม่ได้สงสารด้วย เทพสถิต ภักดีชุมพลนี้เท่ากับนี้ไปสูงเนิน-สีคิ้ว ไกลขนาดนั้นละ คือไปที่ไหนเราจะดูเข็มไมล์ เวลาจะไปคราวหน้าคราวหลังกำหนดถูก ตลอดเวล่ำเวลาก็กำหนดถูก ทางนี้เท่านั้นกิโลเท่านี้กิโลแล้วกำหนดเวลาถูก

เมื่อวานนี้ไปวัดถ้ำผาปู่ ตั้งแต่ท่านอาจารย์คำดีเสียไปแล้ว รู้สึกว่าวัดถ้ำผาปู่เรายุบยอบลงมาก เราก็สงสารจึงต้องไปเยี่ยมเสมอ ไปนี้ไปด้วยความสงสาร แต่ก่อนท่านอาจารย์คำดีมีชีวิตอยู่ ท่านกับเรานี้รู้สึกว่าสนิทสนมกันแน่นหนามั่นคงมากจริงๆ ทีนี้พอท่านล่วงไปแล้วรู้สึกว้าเหว่วัดถ้ำผาปู่ เราก็เลยไปเยี่ยมอยู่เสมอ เพราะคิดถึงอาจารย์คำดี ท่านอาจารย์คำดีนี้เป็นพระที่หาได้ยากมาก ท่านป่วยแล้วเอาไปโรงพยาบาลที่กรุงเทพ พอดีตอนนั้นเราก็ไปพักอยู่ที่กรุงเทพ ก็เลยทราบว่าท่านไปรักษาตัวที่กรุงเทพ เราก็แน่ใจเลยว่าพระนั้นแหละลากเข็นท่านไป ถ้าธรรมดาท่านจะไม่ไป เราก็เลยไปเยี่ยม

พอดีเป็นจังหวะที่เขากำลังมาฉีดยาท่าน แข้งขาท่านดีดผึงๆ เราสลดสังเวชนะ พอไปถึงปั๊บก็พอดีหมอเขาก็มาฉีดยาจังหวะเดียวกัน เราก็ได้ดูต่อหน้าต่อตา ขาท่านดีดผึงๆ นั่นละขันธ์ ธาตุขันธ์ของท่าน องค์ท่านเองไม่มีปัญหาอะไรแหละ ท่านผ่านไปเรียบร้อยแล้ว พอฉีดยาเสร็จหมอผ่านไป เราก็ให้ท่านสีทนเข้ามาหาทันทีเลย เอาอย่างหนักนะ บอกท่านสีทนเอาท่านมานี้ทำไม ท่านปฏิบัติกับท่านมาเป็นเวลานานแล้วนี่วัดถ้ำผาปู่ ท่านทำไมจึงไม่รู้จักแง่หนักแง่เบา ครูบาอาจารย์ประเภทนี้ไม่ใช่ประเภทที่จะมาคลุกเคล้ายุ่งเหยิงวุ่นวายอย่างที่เห็นอยู่นี้น่ะ ให้รีบเอาออกกลับไป ว่างั้นเลย เอ้า ท่านจะไปตายที่วัดถ้ำผาปู่ผมจะตามไปเผาศพ ถ้ามาตายที่นี่ผมไม่มาเผา บอกตรงๆ เลยให้รีบเอากลับ ดุท่านสีทนอย่างหนัก ให้รีบเอากลับ พอดีท่านสีทนท่านก็เคารพเราอยู่แล้ว อยู่ได้วันที่สองก็ออกไป กลับมาถ้ำผาปู่ จะอยู่ได้สองวันหรือสามวันท่านก็ไป จะไม่ทรมานทางธาตุขันธ์มากไป

นี่ละเป็นเพชรน้ำหนึ่งองค์หนึ่งท่านอาจารย์คำดี เวลาท่านมรณภาพแล้วเผาศพ อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ นี่ก็แน่กันแล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ตายว่างั้นเถอะ แน่กันอยู่ก่อนแล้ว บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นที่เคารพนับถือกับบรรดาลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด เช่นพระเป็นต้น พระท่านจะทราบก่อนแล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ตายว่าท่านอยู่ขั้นใดภูมิใด พระท่านทราบหมดเรียบร้อยแล้ว ทราบอยู่ภายใน ทีนี้เวลาเผาศพท่านแล้วก็อัฐิกลายเป็นพระธาตุ จึงมาประกาศทีหลัง สำหรับพระลูกศิษย์ลูกหาท่านทราบมาก่อนแล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย เป็นอย่างนั้นทั้งนั้นละ

คือเหตุที่อัฐิ ก็กระดูกเหมือนกันกับของเราๆ ท่านๆ มันเป็นอะไรเวลาท่านผู้สิ้นกิเลสท่านมรณภาพเอาศพไปเผา อัฐิก็คือกระดูกเหมือนกันกับเราๆ ท่านๆ แต่กลายเป็นพระธาตุได้ยังไง นี่เป็นปัญหาที่ลึกลับอยู่สำหรับคนทั่วๆ ไปจะไม่เข้าใจ แต่สำหรับท่านผู้สิ้นกิเลสท่านเข้าใจกันได้ดี เข้าใจในองค์ท่านเองด้วย บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ที่ใกล้ชิดติดพันกับท่าน แล้วปฏิบัติภูมิจิตภูมิใจเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกันบ้างเป็นธรรมดานี้เข้าใจได้ดี คือจิตนี้มีความผ่องใสเท่าไรๆ ก็เป็นการซักฟอกธาตุขันธ์ไปในตัวโดยไม่มีเจตนา หากเป็นหลักธรรมชาติซักฟอกกันไปอย่างนั้น

พอจิตบริสุทธิ์แล้ว อำนาจของจิตที่บริสุทธิ์นี้ซักฟอกตลอด เวลาท่านเข้าสมาธิสมาบัติภาวนานั้นเรียกว่าซักฟอกร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถ้าอยู่ธรรมดาก็ซักฟอกโดยอัตโนมัติ จิตที่สะอาดสุดยอดแล้วซักฟอกธาตุขันธ์ที่เป็นของสกปรกให้สะอาดตามส่วนของธาตุขันธ์ที่สกปรก จนกลายเป็นพระธาตุได้ นี่ละที่ต่างกันต่างตรงนี้ คือท่านผู้มีจิตบริสุทธิ์นานไปเท่าไรๆ ก็ยิ่งซักฟอกๆ ไปเรื่อย จิตที่บริสุทธิ์ซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ไปตามส่วนแห่งความหยาบของธาตุขันธ์ จึงกลายเป็นพระธาตุได้ เป็นอย่างนั้นนะ

เวลาเข้าสมาธิภาวนานี่ละเป็นเวลาซักเต็มที่เลยฟอกเต็มที่เลย ถ้าเวลาธรรมดาก็ซักฟอกไปโดยอัตโนมัติเรื่อยๆ พอจิตเข้าวงในเมื่อไรซักฟอกเพราะกิเลสไม่มีแล้วในใจท่าน ใจผู้สิ้นกิเลสกับใจของพวกส้วมพวกถานเหมือนใจท่านๆ เราๆ นี้ต่างกันคนละโลก โลกอันหนึ่งโลกวิมุตติ โลกอันหนึ่งโลกสมมุติ โลกส้วมโลกถานกับโลกทองคำทั้งแท่งมันต่างกัน เพราะฉะนั้นเวลาท่านมรณภาพอย่างนั้นอัฐิของท่านจึงกลายเป็นพระธาตุ เพราะจิตที่บริสุทธิ์นี้ซักฟอกตลอดเวลาเลย ถ้าจิตบริสุทธิ์แล้วนิพพานไปเสียเร็วๆ นี้อัฐิกลายเป็นพระธาตุช้า หรือท่านดำเนินจิตมาโดยลำดับลำดาเหมือนเครื่องบินเหินฟ้า เวลาท่านมรณภาพไปแล้วอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุได้เร็วอยู่ ถ้าภูมิจิตภูมิใจของท่านไปอย่างรวดเร็วผึงไปเลยนี้ เวลามรณภาพแล้วอัฐิจะกลายเป็นพระธาตุช้าหน่อย ต่างกันอย่างนั้นละ

คือมันซักฟอกกันไปในตัว จิตสะอาดเข้าไปสงบเยือกเย็นสะอาดเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งซักฟอกธาตุขันธ์ไปโดยหลักธรรมชาติ จนสะอาดเต็มที่บริสุทธิ์เต็มที่ซักฟอกเต็มที่เลย นั่นละที่ว่าพระอรหันต์ท่านนิพพานไปแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ เป็นเพราะเหตุนี้เองไม่ใช่เพราะอะไร คือธาตุขันธ์นี้ก็เป็นธรรมดาของเรา แต่อำนาจแห่งจิตที่บริสุทธิ์ซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นของสะอาด ตามส่วนแห่งธาตุขันธ์ที่สกปรก ให้กลายเป็นของสะอาดไปตามส่วนของตนตามจิตที่บริสุทธิ์ไป จึงกลายเป็นพระธาตุได้

นี่ละการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ ท่านเรียกว่า อกาลิโกๆ ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลามากีดกันทำลายได้ สำหรับผู้ทำดีทำชั่วเป็นบุญเป็นบาปได้ด้วยกันเสมอกันหมด ผู้ทำบาปทำเวลาใดก็เป็นบาป ที่แจ้งที่ลับไม่สำคัญ สำคัญอยู่กับผู้ทำ การกระทำนี้ตีตราแห่งความดีชั่วขึ้นมาแล้ว ทีนี้เวลาทำความดีก็เป็น อกาลิโก เรื่อยไป ทำความชั่วก็เป็น อกาลิโก สั่งสมมากเท่าไรความชั่วทั้งหลายก็มีน้ำหนักเหมือนหินเหมือนภูเขา หนักเข้าๆ สุดท้ายก็พาเจ้าของจม

ที่ลงนรกอเวจีอะไรนี้ก็เพราะอำนาจแห่งกรรม ไม่มีอะไรที่จะหนาแน่นหนักมีอำนาจมากยิ่งกว่ากรรม กรรมดีกรรมชั่ว ท่านบอกไว้ว่า นตฺถิ กมฺมสมํ พลํ ไม่มีอานุภาพใดที่จะมากยิ่งกว่าอานุภาพแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่สัตว์ทำลงไปแล้ว ท่านว่างั้นนะ คืออันนี้มีอานุภาพมากทีเดียว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ใครจะปฏิเสธเท่าไรก็ตาม ถ้าไม่ปฏิเสธการกระทำดีชั่วของตนแล้วจะบุญเป็นบาปไปยังค่ำ เป็นอย่างนั้นนะ

เว้นแต่พระอรหันต์ท่าน พระอรหันต์ท่านเป็นสักแต่กิริยา คือจิตนี้ผ่านไปหมดแล้ว กิริยาของสมมุติท่านก็ใช้ไปตามสมมุติให้พองามหูงามตาซึ่งเป็นโลกสมมุติด้วยกัน ขันธ์ท่านก็เป็นสมมุติ ของโลกทั้งหลายก็เป็นสมมุติก็ปฏิบัติให้เหมาะสมกันเพียงเท่านั้น แต่ที่ท่านจะกลัวว่าจะเป็นบาปเป็นกรรมเป็นสังฆาปาราชิกถ้าเป็นพระนะ อย่างนี้ท่านไม่มี ผ่านหมด แต่ท่านก็เทิดทูนหลักธรรมวินัยคือองค์ศาสดาไว้ด้วยดีตลอดไป ธรรมะพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่า สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วหรือดีแล้ว อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา สนฺทิฏฺฐิโก จะปรากฏด้วยตัวเอง สนฺทิฏฺฐิโก รู้ด้วยตัวเองสำหรับผู้ทำ อกาลิโก ไม่มีเวล่ำเวลา ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ ท่านผู้รู้ทั้งหลายจะรู้จำเพาะตน เป็นอยู่ภายในใจนี้

ให้พากันบำเพ็ญนะ ความดีงามคือศาสดาองค์เอกสอนไว้ นอกนั้นคนมีกิเลสสอนไว้ผิดๆ พลาดๆ อย่างตั้งขึ้นมาเป็นศาสนานั้นศาสนานี้ เราก็ไม่อยากพูดมันเป็นการกระทบกระเทือนกัน แย็บออกไปมันรู้ทันที อะไรเป็นกลอุบายของกิเลส เป็นแผนงานของกิเลส แผนการของกิเลส จะลากเข็นสัตว์โลกไปทางไหนๆ มันรู้ทันที ส่วนศาสนธรรมของพระพุทธเจ้านี้ เป็นแผนการที่จะรื้อขนสัตว์ออกจากทุกข์โดยลำดับลำดา ตั้งแต่สร้างบุญได้บุญสร้างบาปได้บาป เป็นไปตามทางของศาสดานี้ ขนบุญขนกุศลไปเรื่อย ถ้าใครฝืนก็ขนบาปขนกรรมไปเรื่อยๆ อย่างนั้น สุดท้ายก็พาเจ้าของจม ถ้าทำแต่ความดีงามก็เบาขึ้นๆ เบาจนกระทั่งพ้นไปเลย

คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์จะสอนเป็นแบบเดียวกันหมด ท่านไม่มีคำว่าก้าวก่ายกัน พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไม่มีคำว่าก้าวก่ายกัน สอนแบบเดียวกันหมด สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑  กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังกุศลคือความเฉลียวฉลาดให้ถึงพร้อม ๑ สจิตฺตปริยทปนํ การทำจิตของตนให้ผ่องใสจนกระทั่งถึงขั้นบริสุทธิ์ ๑ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่เว้นแต่ละพระองค์แบบเดียวกันหมด ท่านสอนไว้สามบทที่สำคัญ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่มีขัดมีแย้งกัน เพราะสอนด้วยญาณวิถีของท่านถูกต้องแม่นยำด้วยกันแล้ว สอนโลกจึงเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทั้งนั้นๆ ไม่ผิด

อย่างพุทธศาสนาเรานี้เป็นศาสนาชั้นเอกเลย พิสูจน์กันทางด้านจิตตภาวนา เราอ่านธรรมดาๆ ก็ได้ตามความคาดหมายของเรา แต่ไม่เหมือนทางภาคปฏิบัติที่รู้เข้าไป พระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายท่านรู้ด้วยจิตตภาวนา รู้ภายในพระทัยภายในใจ ผู้ปฏิบัติด้วยจิตตภาวนาก็รู้ภายในใจพ้นภายในใจ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า พอรู้นี้พับตัดสิน สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดท้าย รู้ด้วยตนเองขาดสะบั้นไปเลยกิเลสไม่มีเหลือ ท่านปฏิบัติอย่างนั้นนะ

พวกอยู่ข้างในอย่าให้มีเรื่องมีราวนะ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ใครมาอย่ามายกโทษยกกรณ์กัน ไม่ใช่เรื่อง อันนี้เรื่องสกปรกโสมมเรื่องส้วมเรื่องถาน เรื่องมายกโทษยกกรณ์ ดูแต่โทษเขาโทษเราไม่ดู หาดูตั้งแต่ความผิดความพลาดของคนอื่น ความผิดความพลาดเจ้าของไม่ดู ผิดวันยังค่ำ คิดออกมาเมื่อไรผิดตลอดๆ เจ้าของภูมิใจว่าเจ้าของมาบำเพ็ญธรรม บำเพ็ญธรรมอะไรมันสร้างแต่ขวากแต่หนามเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั้งตนและผู้อื่น ต่อจากนั้นก็กระทบกระเทือนทะเลาะเบาะแว้งแตกกระจัดกระจายกัน นี่ละความไม่ดีของความคิดที่มันคึกคะนอง หาคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ความคิดของเจ้าของนั้นตัวภัยที่สุด ให้ดูตัวนี้นะ

ความคิดอยู่กับตัวเอง คิดขึ้นเรื่องใดมันจะเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ถ้าธรรมะไม่ได้ติดแนบกับมัน สติธรรมเป็นสำคัญ สติธรรม ปัญญาธรรม ถ้าสติติดอยู่แล้วมันจะไม่คิดทางชั่ว สติรู้ตัวๆ ระงับๆ อยากคิดเท่าไรก็ไม่ให้คิด มันก็หมอบ ถ้าปล่อยตามใจแล้วก็มีแต่ขนฟืนขนไฟมาเผาตัวเอง อยู่ด้วยกันมากน้อยก็เผากันไปหมด ไม่ดีเลย อยู่ข้างในนี้ก็มากต่อมาก ไม่ทราบมาจากไหนๆ ไหลเข้ามาๆ เราก็มองไม่ทัน ทีนี้มันก็เลยเลอะเทอะ กระจัดกระจายออกมาถึงภายนอก แต่ว่าภายในให้เป็นภายใน ภายในครัว ภายในวัดภายในพระนี้ให้เป็นพระ อย่ามาก้าวก่ายคลุกเคล้ากันคละเคล้ากันไม่ได้นะ มายุ่งกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนๆ โดยความเป็นธรรมด้วยกัน แล้วอยู่เป็นผาสุกทั้งฝ่ายนู้นฝ่ายนี้

ทางจิตมันมีความคิดความคึกความคะนองดีดดิ้นไปทางกิเลสตัณหา มันก่อฟืนก่อไฟเผาตนเองและเผาคนอื่น แม้ที่สุดมาอยู่ในสถานที่ท่านบำเพ็ญธรรมมันก็สั่งสมตั้งแต่ความชั่วช้าลามกเข้าสู่หัวใจ ด้วยอำนาจของกิเลสที่มันเคยชินต่อจิตใจมาแล้วนั้นแล อันนี้สำคัญมากให้พากันระวัง ให้ดูแต่หัวใจมันคึกมันคะนองไปยังไง สถานที่นี่เป็นสถานที่บำเพ็ญใจให้ถูกต้องดีงามไปโดยอรรถโดยธรรม อย่าให้กิเลสเข้ามาแทรกแซง มาคิดเป็นโลกเป็นสงสารเป็นกิเลสตัณหาใช่ไม่ได้นะ อย่านำมาใช้.เอาละเท่านั้น

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก