ธรรมของพระเรวัตตะมาดลบันดาล
วันที่ 6 ธันวาคม 2549 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ธรรมของพระเรวัตตะมาดลบันดาล

 

          มองดูคนไม่เห็น เห็นแต่ยาเต็มตัว มันอะไรก็ไม่รู้ คือจิตนี้มันอ่อนแอมาก นี่ละจิตที่ไม่มีธรรม มีแต่โลกล้วนๆ อยู่กับตัวเอง มันอ่อนเปียกๆ ไม่เป็นตัวของตัว ไม่เข้มแข็ง ถ้าจิตมีธรรมปั๊บถ้าเป็นต้นไม้ก็มีแก่นอยู่ข้างใน และมีรากแก้วอยู่ฝังลึก ไม้ไม่มีรากแก้วฝังลึก ไม่มีแก่น มันโค่นล้มได้อย่างง่ายดาย นี่ก็มาเกี่ยวข้องกันอยู่นี้กี่ปีกี่เกือน นี่มันก็เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิแล้วมันเอายามาอวดอาจารย์มันก็โมโห เอาศอกงัดเอาบ้างซิ มันโมโห ไม่ใช่อะไรนะลูกศิษย์ก้นกุฏิมาสักกี่ปี ๔๐-๕๐ ปีแล้ว มันยังเอายามาอวดอาจารย์ได้ลงคอ เราเป็นอาจารย์มันก็โมโหซิเลยเอาศอกงัด

มาจากวัดไหน (วัดสังฆทานครับ) วัดสังฆทานนี้ก็ดูสงัดดี เราเข้าไปดูแล้วนะ มีตรอกมีซอยร่มไม้ชุ่มเย็นดี จะนั่งที่ไหนก็ลำบาก เดี๋ยวตาเขาแทงเอาใจเขาแทงเอา เขาก็อยากดูเขาเอาตามาจากบ้าน เรามาจากบ้านเราก็อยากดูแล้วไม่ทราบว่าอย่างไรต่อย่างไร พอพูดเรื่องนี้ก็ระลึกถึงพระมฆวาน ถ้าจำไม่ผิดชื่อว่าพระมฆวาน เข้ามานั่งเก้งก้างๆ อยู่ต่อหน้าต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเล็งดูเทวดา เขาอยากเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เต็มพวกรุกขเทพ-พวกเทวดา พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ถอยออก นู่นน่ะพวกเทวดาเขายกโทษจะตาย ยังไม่รู้อยู่เหรอ ถ้าพอเขาไล่ออกจากวัดได้เขาจะไล่ออกจากวัดนู่นน่ะ นี่เราเสริมขึ้นต่างหาก

มันนั่งขวางหน้าเทวดา เขาอยากเห็นพระพุทธเจ้า พระมฆวานพอดีนั่งขวางหน้า พระพุทธเจ้าไล่ออก ทีนี้เรามันไม่มีญาณซิจะว่าอย่างไร มันก็มีแต่ไม้ไล่ตีเอาเท่านั้น แทนญาณ แต่ญาณอันนี้เจ็บนะนี่ ตีแรงเท่าไรเจ็บ หลงทิศเลย กุฏิหลังนี้แตก แตกฮือเลย ญาณอันนี้ถ้าลงได้ซัดลงตรงไหนแตกฮือ ญาณพระพุทธเจ้าไม่เป็น แต่ญาณหลวงตาบัวเจ็บแสบ เข้าใจไหม ญาณอันนี้มันเจ็บแสบนะ ตีเอาหลงทิศไปเลย นั่นละท่านว่าญาณคือความละเอียดของจิตส่องทะลุไปหมดเลย เห็นหมดพระพุทธเจ้า พวกเทพทั้งหลายเขารอเต็ม เขาอยากพบอยากเห็นพระพุทธเจ้า แต่พอดีพระมฆวานไปนั่งเก้งก้างๆอยู่นั้น พระพุทธเจ้าเลยไล่หนี เทวดาเขาเพ่งโทษ นู่นน่ะเทวดาเขาเพ่งโทษอยู่นั้นน่ะ เขาอยากเห็นอยากดู

วัดสังฆทานก็เป็นวัดที่สงบสงัดดีอยู่ เราได้เข้าไปกี่หนแล้วนะ ดูว่าไปเทศน์ก็มี วัดสังฆทานดูว่าไปเทศน์ ไปเยี่ยมธรรมดาก็มีนะ มีต้นไม้ร่มเย็นดีอยู่วัดสังฆทาน เป็นวัดของหลวงพ่อสังวาลย์ ท่านช่วยชาติเราไม่น้อยนะ ประหนึ่งว่าเป็นแขนซ้ายของเราก็ได้ เราเป็นแขนขวาพาเดินๆ ท่านเป็นแขนซ้ายเดินตาม ทองคำท่านได้นำมาเข้าสู่คลังหลวงนี้ไม่น้อยนะ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาบริษัทบริวารมาก จิตใจท่านกว้างขวาง  คนมีจิตใจกว้างขวางไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่าพระ ไปที่ไหนเต็มไปด้วยบริษัทบริวาร แต่ผู้มีจิตใจคับแคบตีบตันไปไหนไม่ค่อยมีเพื่อนมีฝูง ต่างกันนะ มันคับแคบที่จิต มันเลยปิดกั้นทางเดินไปมาหาสู่การคบค้าสมาคมเกี่ยวกับบริษัทบริวารไปหมด ถ้าจิตกว้างขวางเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มไปด้วยเมตตา ไปที่ไหนบริษัทบริวารหากเป็นเองมันเป็นอยู่ที่ใจ ใจเปิดกว้างออก ไหลเข้ามาได้หมดเลย ใจปิดนี้ไหลออกมันก็ไม่ได้  ไหลเข้าก็ไม่ได้

อย่างที่เคยพูดเสมอว่าเราเปิดประตูแคบเข้าก็ได้น้อย ออกก็ได้น้อย เปิดกว้าง ออกก็ได้มาก เข้าก็ได้มาก ทีนี้ปิดไม่ให้มันออกเลยทีนี้มันเลยไม่เข้า มันเป็นอย่างนั้นนะ คือปิดตายเลยไม่ให้มันออกทีนี้มันก็เลยไม่เข้า ก็มันไม่มีทางออก มันจะมีทางเข้ามาที่ไหนมันไม่มี นั่นละคนตีบตันอั้นตู้เป็นอย่างนั้น จิตใจคับแคบ ถ้าจิตใจกว้างขวางไปที่ไหนเบิกบานไปหมด มันขึ้นอยู่กับจิตใจนะ จิตใจเป็นสำคัญ จิตใจที่เบิกกว้างนี้มันกว้างออกหมด เต็มไปด้วยเมตตา เช่นใจพระพุทธเจ้า-ใจพระอรหันต์ท่าน

คำว่าพระอรหันต์มีต่างกันอยู่บ้างนะ สำหรับพระพุทธเจ้านี้แบบเดียวกันเลย จ้าไปหมดเลย สำหรับพระอรหันต์ท่านก็เป็นไปตามนิสัยวาสนา ถึงจิตใจจะบริสุทธิ์พุทโธแล้วก็ตาม แต่นิสัยวาสนาที่ได้สร้างมามากน้อยต่างกันนั้นต่างกัน นิสัยผู้ที่มีวาสนามาก ได้สร้างมามากก็เช่นอย่างพระสีวลี พระสีวลีนี้ตั้งแต่ท่านเป็นฆราวาสท่านเป็นนักเสียสละ ไม่มีคำว่าตีบตันอั้นตู้ เปิดโล่งๆ ไปเลย มีการมีงานที่ไหนประชาชนเขาต้องไปเชื้อเชิญท่านมาเป็นประธานในงานนั้นๆ อยู่ตลอดเลย เพราะท่านเป็นนักเสียสละ เป็นนักใจบุญ พระสีวลีตั้งแต่เป็นฆราวาสท่านก็เบิกกว้างอยู่ด้วยการทำบุญให้ทาน ไม่มีคำว่าตระหนี่ถี่เหนียว เปิดๆ

ทีนี้สรุปลงมาถึงขั้นท่านเป็นพระอรหันต์ ทีนี้บารมีมารวมหมดแล้วละทีนี้ คือการการทำบุญให้ทานมามากน้อยมาประกาศในชาติสุดท้ายของท่าน เพราะพระอรหันต์นี้เมื่อเป็นอรหันต์แล้วก็เรียกว่านั้นเป็นชาติสุดท้ายและ อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราตถาคต หรือชาติสุดท้ายของท่านผู้ปฏิบัติธรรมถึงสนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอดแล้ว นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ต่อไปนี้จะไม่มาเกิดตายกองกันอีกต่อไป ไม่ว่าภพชาติใดๆ

สุดท้ายนี้ พระสีวลีเคลื่อนไปไหนประชาชนญาติโยม-จตุปัจจัยไทยทานหลั่งไหลมา อย่าว่าแต่มนุษย์ แม้เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ก็แปลงเพศแปลงกายเนรมิตตัวมาทำบุญให้ทานกับประชาชน เป็นอย่างนั้น เพราะอำนาจแห่งทานของท่าน มาสนองให้วาระสุดท้ายตอนท่านพระเป็นอรหันต์ ชาตินั้นท่านจะไม่กลับมาอีกแล้ว บารมีของท่านที่สร้างมามากน้อยก็มารวมกันเหมือนน้ำรวมลงในมหาสมุทรนั้นแหละ บารมีทั้งหลายก็มารวมลงมาในมหาวิมุตติมหานิพพานของท่าน

ไปที่ไหนจตุปัจจัยไทยทานเกลื่อนกล่นไปหมด ถึงขนาดพระพุทธเจ้าท่านทรงยกยอ ถ้าพูดถึงเรื่องอติเรกลาภใครจะเกินพระพุทธเจ้า แต่เวลานั้นท่านไม่ยกท่าน ท่านรับสั่งให้พระ ทราบว่าวันนี้ท่านจะไปเยี่ยมพระเรวัตตะ พระเรวัตตะนี้ก็เป็นพระอรหันต์ท่านชอบอยู่ในป่าเป็นประจำนิสัยท่าน แล้วอยู่ในป่าลึกๆเสียด้วย แล้วบรรดาพระทั้งหลายมีพระอานนท์เป็นต้น ก็จะไปได้อย่างไร ไปมีตั้งแต่ป่ารกรุงรัง หมู่บ้านผู้คน ก็ไม่มี เวลาพระองค์เสด็จไปพระก็จะตามเสด็จมีจำนวนไม่น้อย แล้วจะอยู่จะกินได้อย่างไร โอ๊ย จะไปยากอะไร เอาพระสีวลีเราไปด้วยซิ คือเอาพระสีวลีไปด้วย

พระองค์ปัดออกเพื่อจะยกสาวกของท่านขึ้น ยกบารมีของสาวกท่านขึ้นในวาระสุดท้าย แล้วเอาพระสีวลีไปด้วย องค์ศาสดายกไว้เป็นเอกแล้ว แต่พระองค์ปัดออก ยกสาวกขึ้นแทน ไปก็เกลื่อนกล่นอย่างว่าละ เพราะบารมีของพระพุทธเจ้า บารมีของพระ สีวลีเกลื่อนกล่นไปหมด ท่านไปเยี่ยมพระเรวัตตะ พระเรวัตตะท่านก็มีฤทธิ์เดชอีกทางหนึ่งของท่าน ประชาชนทั้งหลายตลอดพระเจ้าพระสงฆ์ผิดสังเกตุ งงกันไปหมด เวลาเข้าไปเยี่ยมพระเรวัตตะนั้นเหมือนว่าวัดนี้เป็นวัดก่อสร้างใหญ่โตรโหฐาน ทั้งๆ ที่ทราบทั่วหน้ากันว่าพระเรวัตตะนี้ท่านไม่ก่อไม่สร้าง ท่านอยู่ในป่าในเขาโดยหลักธรรมชาติสะดวกสบายตามอัธยาศัยของท่านเรื่อยมา

แต่เวลาพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปนั้นพระองค์ทรงเนรมิตขึ้น หรูหราฟู่ฟ่าให้สมพระเกียรติพระพุทธเจ้า พอเข้าไปพระที่ยกโทษท่าน พระเรวัตตะนี้ได้ทราบทั่งถึงกันหมดว่าท่านไม่เคยก่อเคยสร้างอะไร แต่เวลาเข้ามานี้เขาสร้างเมืองสู้ท่านสร้างวัดไม่ได้ เขาสร้างเมืองยังไม่ใหญ่โตยิ่งกว่าท่านสร้างวัด ไม่หรูหราฟู่ฟ่าเหมือนนี้ ยกโทษพระเรวัตตะ หลวงตาองค์หนึ่ง เวลาต้อนรับขับสู่กันเรียบร้อยแล้วพระองค์เสด็จออกมา ทีนี้ธรรมของพระเรวัตตะนั้นแหละมันก็มาดลบันดาลเอง เพราะท่านแสดงฤทธิ์ขึ้นมาต้อนรับในเวลาเช่นนั้นต่างหาก ไม่ใช่เป็นอยู่ดั้งเดิมของการก่อสร้างทั้งหลาย

ทีนี้พอพระพุทธเจ้าเสด็จออกมานั้น แล้วก็มาดลบันดาลให้พระองค์นั้นลืมธมกรกกรองน้ำ ที่อยู่ที่กรองน้ำนั้น กรองน้ำแล้วก็ไปวางธมกรกนั้นเสีย กลับมานี้เป็นป่าเป็นดงไปหมด อ้าว อันนี้ก็เป็นดงผีอีกแหละ เอาอีกแหละนะ ทีแรกว่าเขาสร้างบ้านสร้างเมืองยังสู้พระเรวัตตะสร้างวัดสร้างวาไม่ได้ นี่ยกโทษไปแบบหนึ่ง นี่ตั้งหน้าตั้งตาเข้ามาสร้างตั้งแต่วัตถุเครื่องก่อสร้างต่างๆ เขาสร้างบ้านสร้างเมืองยังสู้พระเรวัตตะสร้างวัดไม่ได้ นี่ยกโทษแล้ว

พอกลับออกมาก็มาดลบันดาลทีนี้นะ พอพระพุทธเจ้าเสด็จออกมาพระเรวัตตะก็คลายฤทธิ์แหละทีนี้ พอคลายฤทธิ์แล้วก็เป็นดงหลักธรรมชาติ พระหลวงตาองค์นั้นกลับคืนไปลืมธมกรกกรองน้ำ ไปที่ไหนก็ไม่ทราบว่าที่กรองน้ำอยู่ที่ไหนๆ เป็นป่าเป็นรกไปหมด ต้องไปถามพระ ที่กรองน้ำอยู่ที่ไหนๆ นู้นอยู่ที่นู่น มันมีแต่ป่าแล้วมาลืมธมกรกกรองน้ำไว้นี้อยู่ที่ไหน มองแขวนอยู่ต้นไม้นู่นอยู่ในป่า ทีนี้พอออกมาถึงบ้านนางวิสาขา พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปเยี่ยมนางวิสาขา แล้วเป็นอย่างไร พระองค์เสด็จไปเยี่ยมพระเรวัตตะ โอ๊ยดี พระองค์ท่านเป็นอย่างนั้นแหละ ศาสดาของโลกไม่เอนไม่เอียง สม่ำเสมอ ทั้งพร้อมกับการรู้ด้วยญาณทุกอย่างแล้ว

พระเรวัตตะท่านทำอย่างไร ฤทธิ์เดชของท่านเป็นอย่างไร พระองค์ทรงทราบ แต่หลวงตาองค์นั้นไม่ทราบซิ เวลาแสดงฤทธิ์ต้อนรับพระพุทธเจ้าหรูหราฟู่ฟ่า เขาสร้างเมืองยังสู้ไม่ได้ เวลาออกมาแล้วป่าดงในโลกอันนี้สู้ป่าดงของพระเรวัตตะอยู่ไม่ได้อีกแหละ ทีนี้ลืมธมกรก กลับไปแขวนอยู่บนต้นไม้ ไปหาที่กรองน้ำก็ไม่เห็น มีแต่ป่า ไปถามเขาบอกว่าอยู่นู้น แขวนอยู่ได้มาแล้วพระพุทธเจ้าพาเสด็จไปบ้านนางวิสาขา นางวิสาขาก็ทูลถามถึงเรื่องความเป็นอยู่ของพระเรวัตตะ โอ้ดี ท่านก็ว่าอย่างนั้นแหละ เรียบร้อยทุกสิ่งทุกอย่าง

พระองค์นี้คงจะอัดอั้นตันใจจะตาย ถ้าเป็นเราก็เหมือนลูกเถียงพ่อ พระองค์นั้นก็เลยเถียงพระพุทธเจ้า โอ้ยดีตายอย่างไร ไปเหมือนดงผี ไปทีแรกเหมือนเมืองเทวดา ครั้นกลับออกมาลืมธมกรกกรองน้ำ เข้าไปเอาธรมกรกเลยทีนี้เป็นเหมือนเมืองผีไปแล้ว  นั่นเป็นอย่างนั้นละคนยกโทษ ไปที่ไหนคอยแต่ยกโทษเขา ความดิบความดีมีเท่าไรไม่สนใจ นิสัยยกโทษคนอื่น ไปที่ไหนไม่ดีทั้งนั้น ในโลกนี้ไม่มีใครดี ดีแต่เราคนเดียว ถ้าเลวก็เลวแต่เราคนเดียว เห็นไหมล่ะ ผู้ที่ว่าตัวดีๆ นั่นแหละคือตัวเลว มันเลวคนเดียว นี่พูดถึงเรื่องอะไรเราลืมแล้วแหละ เรื่องฤทธาศักดานุภาพวาสนาบารมีไม่เหมือนกัน ทีนี้ก็ยุติละเอาแค่นั้น ยังมีมากต่อไป ไม่พูดให้ยืดยาวไปละ

พระเรวัตตะนี้ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นน้องชายของพระสารีบุตร ดูว่าลูกของนางสารีหรืออะไร มีลูกชายดูว่าเป็นพระอรหันต์ตั้งสองสามองค์ พระสารีบุตร-พระเรวัตตะ แล้วองค์ไหนอีกนะ มีถึงสามองค์ได้เป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรนี้กระเทือนโลกด้วยความเฉลียวฉลาดรอบคอบ การเทศนาว่าการต่างๆ ยกทางด้านเอตทัคคะเลิศให้ในทางปัญญา พระพุทธเจ้าทรงตั้งเอตทัคคะให้เลิศในทางปัญญา พระโมคคัลลาน์ให้เลิศในทางฤทธิ์ทางเดช เหาะเหินเดินฟ้า ดำดินบินวนได้เหมือนนก ว่าอย่างนั้นเถอะน่ะ

พระสารีบุตรนี่เฉลียวฉลาดฝนตกเจ็ดวันสามารถนับเม็ดฝนได้หมดทุกเม็ด คือฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่ใช่ปัญญาเราเขาเรียกปัญญาคอมพิวเตอร์หรืออะไรไม่รู้แหละ ทุกวันเขาเรียกคอมพิวเตอร์พิวแต้อะไร นี่ละปัญญาญาณนับได้หมดเลย นอกจากนั้นยังได้ถูกตำหนิพระพุทธเจ้าอีก ว่าโอ้ยไอ้ปัญญาของเธอฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืนเรานับได้หมดทุกเม็ด อย่ามาพูดมันขี้ปะติ๋ว เราตถาคตให้มันตกตั้งกัปตั้งกัลป์เรานับพรึบเดียวรู้หมดทุกเม็ดทุกหยดทุกหยาดเลย นั่น นี่ละพระญาณหยั่งทราบ เรียกว่าพุทธวิสัย พระวิสัยของพระพุทธเจ้ากับสาวกนั้นต่างกัน แม้จะบริสุทธิ์เหมือนกันก็ตาม นิสัยวาสนามีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกันเป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้นบรรดาสาวกทั้งหลายที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาแล้ว จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าตั้งเป็นเอตทัคคะว่าเลิศคนละทิศละทาง ๘๐ องค์ที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งให้เป็นเอตทัคคะคือเลิศคนละทิศละทาง เริ่มตั้งแต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ พระอานนท์ไปเรื่อยๆ พระสารีบุตรเลิศทางความเฉลียวฉลาด เลิศทางปัญญา พระโมคคัลลาน์เลิศทางฤทธาศักดานุภาพ ส่วนพระอานนท์นี้เลิศถึงห้าสถาน เป็นพุทธอุปัฏฐาก เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามากต่อมากพระอานนท์ จากนั้นก็มี ๘๐ องค์

ท่านทรงตั้งตามนิสัยวาสนาของผู้ดำเนินตนบำเพ็ญมาอย่างไร ผลปรากฏขึ้นให้เห็นชัดเจน ท่านไม่ตั้งแบบสุกเอาเผากิน พอใจใครก็ตั้ง ไม่พอใจใครก็เหยียบย่ำทำลายพระพุทธเจ้าไม่มี ตั้งตามหลักตามเกณฑ์อย่างนั้น มาตลอดกาลไหนๆก็เหมือนกัน จนกระทั่งมาสมัยปัจจุบันครูบาอาจารย์นี้เด่นคนละทิศละทาง อย่างปัจจุบันนี้ก็เหมือนกันมีเด่นคนละทิศละทาง แต่ไม่เรียกว่าเลิศเท่านั้น ว่าเด่น องค์เด่นทางนั้น องค์นั้นเด่นทางนั้น ท่านมีวี่แววอยู่ในองค์ของท่านๆ ให้เด่นกว่าเพื่อน บรรดาบารมีที่สร้างมาก็มาเด่นอยู่ตรงนั้นๆ องค์นี้เด่นทางนั้น องค์นั้นเด่นทางนั้น เป็นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้แหละ สมมุติว่าเป็นพระอรหันต์ด้วยกันก็ตาม องค์นั้นเด่นทางนั้น เด่นกว่าเพื่อนก็มีอย่างพระสารีบุตร-โมคคัลลาน์ คือการสร้างบารมีนี้ได้แก่การสร้างความดี ไม่ไปอยู่ที่ไหน การสร้างความดีไม่ว่าบาปว่าบุญนะ

การสร้างบาปก็เกิดขึ้นจากการกระทำ การกระทำคือใจเป็นต้นแห่งความดำริ  ดำริขึ้นที่ใจก็เป็นการกระทำทางใจ พูดออกทางวาจาทางกายก็เป็นไปทางกายทางวาจา สุดท้ายก็ออกจากใจผู้เป็นต้นเหตุนั้นแหละ เหตุดีเหตุชั่วผลดีผลชั่วก็เข้าสู่ใจ ใจไม่ตาย ธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้จึงติดพันอยู่ได้ เราไปเกิดในภพใดชาติใด ส่วนใจวาสนาบารมีมีมากมีน้อยนั้นติดอยู่กับใจ ไม่ได้อยู่กับสมบัติเงินทอง สมบัติเงินทองข้าวของเคยมีเคยจนอย่างไรเวลาละอัตภาพลมหายใจสิ้นแล้วสิ่งเหล่านั้นก็ขาดกรรมสิทธิ์กันไป แม้ที่สุดแต่ร่างกายของเราก็ขาดกันไป เรียกว่าคนตายแล้ว

ส่วนบุญและบาปอยู่ในใจนั้นไม่ตาย ติดแนบอยู่นั้น พาไปเกิดในภพใดชาติใดภูมิใดสูงต่ำอะไรได้รับความสุขความทุกข์มากน้อยออกไปจากใจ ที่ได้สั่งสมความชั่วและความดีไว้ภายในใจ เพราะฉะนั้นแสดงออกในภพชาติต่างๆกัน ตลอดความสุขความทุกข์ โลกนี้จึงไม่เหมือนกัน ต่างกันอยู่ที่กรรมของผู้ทำเอง ใครจะไปประมาทกรรมไม่ได้นะ กรรมนี้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ยอมรับมาด้วยกันทั้งหมด ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดที่จะปฏิเสธกรรมว่าทำแล้วไม่ได้ผล ไม่มี ไม่ว่ากรรมดีกรรมชั่ว

นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ ไม่มีอานุภาพใดที่จะเหนือกรรมดีกรรมชั่วไปได้ ท่านว่า อันนี้มีอานุภาพมาก สามารถบังคับได้หมด จากการกระทำของตนหนักเบามากน้อยผลจะแสดงออกมาเป็นพลังอันใหญ่หลวงเหมือนกันหมด บังคับเจ้าของได้ ท่านจึงสอนให้พากันระมัดระวังการทำความชั่วช้าลามกไม่ใช่ของดี จอมปราชญ์ทั้งหลายท่านตำหนิติเตียนกันทั้งนั้น เช่นพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไม่มีพระองค์ใดที่จะแหวกแนวไปสอนให้ผิดทางของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไป สอนแบบเดียวกันหมดตามหลักความจริง

ท่านจึงสอนให้ระวังกรรม กรรมแปลว่าการกระทำ ใจนั้นแหละเป็นผู้เคลื่อนไหวออกมา ความเคลื่อนไหวออกมาของใจก็คือเคลื่อนไหวเพื่อการกระทำนั้นแหละ กระทำดีกระทำชั่วทำลงไป ใครจะเห็นไม่เห็นที่ลับที่แจ้งไม่สำคัญ มันเปิดเผยอยู่กับผู้ทำ ผู้ทำเองทำกลางคืนมืดๆ เจ้าของก็ทำได้ ทำที่แจ้งเจ้าของก็ทำได้ทั้งทำดีทำชั่ว ผลจึงเกิดได้ทั้งที่แจ้งที่ลับ นี่จึงติดแนบกับหัวใจไป ให้พากันระมัดระวังไป

การทำชั่วช้าลามกไม่ใช่ของดี จอมปราชญ์ทั้งหลายตำหนิติเตียนด้วยกันทั้งนั้น เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตอย่าแหวกแนวไปชมเชยกรรมชั่วว่าเป็นของดี ในที่ลับที่แจ้งที่นั่นที่นี่คนไม่เห็นไม่เป็นบาปเป็นกรรม อย่าไปอุตริ เรานั้นแหละทำอยู่อย่างโจ่งแจ้ง กลางคืนก็เราทำเอง  เปิดเผยอยู่กับตัวของเราผู้ทำ ไม่ว่าจะทำกลางวันกลางคืนมันเปิดเผยอยู่กับตัวผู้ทำ ผู้ทำนี้ไม่มีคำว่ามืดว่าแจ้ง ไม่มีที่ลับ หากเปิดเผยอยู่ตลอดเวลา ให้ระวัง

ยกตัวอย่างเช่นท่านสร้างความดี  พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระองค์เพื่อความเป็นศาสดามากี่กัปกี่กัลป์ ใครเห็นไม่เห็นไม่สนใจ พระองค์ทรงบำเพ็ญมาอย่างนั้น จนกระทั่งถึงความอิ่มพอของบารมีแล้วตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือนหก ในกลางคืนนะ ตรัสรู้ตอนกลางคืนใครไปเห็นเมื่อไร เห็นไม่เห็นไม่สำคัญ เปิดเผยอยู่กับพระองค์ผู้สร้างเองเต็มขึ้นมาเอง เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาเองในเวลานั้นแหละ ใครเห็นไม่เห็นไม่สำคัญ บรรดาผู้บำเพ็ญความดีทั้งหลายก็เหมือนกัน เช่นอย่างพระท่านบำเพ็ญอยู่ในป่าในเขา ใครจะไปเห็นท่านล่ะ องค์นั้นบรรลุธรรมอยู่ในป่านั้น  ในเขาลูกนั้น ในถ้ำนี้ เงื้อมผานั้น มีอยู่ทั่วๆ ไป ใครล่ะไปเห็นท่าน แต่ท่านเปิดเผยอยู่กับการกระทำดีของท่านนั้นแหละ

การกระทำดีเป็นความเปิดเผยอยู่ตลอดเวลา ทั้งการกระทำชั่วก็เปิดเผยเช่นเดียวกัน จึงต้องได้ระมัดระวังความเคลื่อนไหวของใจตัวเอง ว่ามันจะเคลื่อนไหวไปในทางดีทางชั่ว ไม่ว่ากลางคืนกลางวัน ที่แจ้งที่ลับ ความเคลื่อนไหวออกมานั้นเปิดเผยแล้วสำหรับเจ้าของเอง ถ้าเคลื่อนมากกว่านั้น ถ้าทำมากกว่านั้นดีก็ดีขึ้น ชั่วก็ต้องชั่วขึ้นเรื่อยๆ ให้พากันระมัดระวัง พระพุทธเจ้าท่านสอนนักสอนหนาเรื่องกรรมให้พากันระวัง ให้เคารพกรรม ถ้าเราไม่ต้องการทำชั่วความทุกข์ความลำบากอย่าไปทำความชั่ว ต้องการความดีให้สร้างความดี ถึงทุกข์ยากลำบากฝืนใจขนาดไหนก็ให้ฝืนใจทำ

อย่าไปฟังความของกิเลสว่าการทำชั่วทำได้ง่าย ทำความดีทำได้ยากแล้วไปทำตั้งแต่ความชั่ว ผลสุดท้ายเกิดในภพใดชาติใดมีแต่ความชั่วติดตัวๆตลอดเวลา มันไม่ได้ห่างเหินจากตัว ผู้ที่ทำความดีก็เหมือนกัน เกิดในภพใดชาติใดเป็นภพที่ดีมีความสุขความเจริญเป็นลำดับลำดา นี่คือการทำดี ให้พากันสั่งสมความดี ไม่เช่นนั้นจะตายทิ้งเปล่าๆ เกิดตายๆ นี้ตายกองกันมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว ใครได้ความวิเศษวิโสอะไร

เฉพาะทำเป็นแบบหลักลอย อยากทำอะไรก็ทำตามใจชอบ ตามใจชอบส่วนมากมักจะมีตั้งแต่ความต่ำทรามทั้งนั้นแหละ ครั้นทำลงไปมันก็ดึงเจ้าของลงไป ดึงเจ้าของลงไป ตกนรกหมกไหม้เป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างนี้ใครจะอยากเป็น แต่สัตว์เดรัจฉานเต็มอยู่เห็นไหมล่ะ เขาอยากเป็นหรือไม่อยากเป็น เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น ก็เพราะกรรมนั่นละไสให้เป็น ตัวเขาเองเขาไม่อยากเป็น อยากเป็นแต่ของดิบของดีภพชาติที่ดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ เมื่อการกระทำของตนไม่อำนวย

ถ้าการกระทำของตนอำนวยสวยงามไปตามๆ กันแล้วเป็นของดีทั้งนั้น เกิดในภพใดชาติใดมีแต่ของดีๆ ได้เสวยสุข จนกระทั่งวาระสุดท้ายตัดขาดสะบั้นไปหมดเรื่องเกิดตายไม่มีเหลือ ถึงพระนิพพานแล้วเป็นธรรมธาตุไปเลย ท่านว่านิพพานเที่ยงก็คือธรรมธาตุ จิตใจนี้ไม่เคยสูญแต่ไหนแต่ไรมานะ อะไรจะเป็นความทุกข์ความลำบาก อยากเย็นเข็ญใจขนาดไหนใจยอมรับ ทุกข์ขนาดไหนยอมรับว่าทุกข์ แต่ที่ว่าสูญนั้นไม่สูญ ไม่ยอมรับคำว่าสูญ นี้ละใจดวงนี้ละค่อยพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงด้วยกฏอนิจจัง คือความไม่แน่นอนของตัวเอง เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติชั้นนั้นชั้นนี้ไปตามอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วของตน

ครั้นเวลาทำลงไปแล้วกรรมดีก็ให้เป็นผลดี กรรมชั่วก็ให้ผลชั่ว จึงพากันให้เลือกกรรมให้ดี สิ่งใดไม่ดีอย่าไปทำ ทำลงไปแล้วถ้าเป็นของไม่ดีก็กลับมาเป็นกรรมเป็นเวรแต่ตัวเราเองมาเป็นข้าศึกต่อตัวเราเอง ความดีงามทั้งหลายทำลงไปแล้วเป็นคู่พึ่งเป็นพึ่งตายกับตัวของเรา ตายแล้วใครจะไปจูงไปดึงไปลากไปเข็นใครให้ไปสวรรค์ไปนิพพาน-พรหมโลกที่ไหน ดึงลากเข็นกันไม่ได้ ยิ่งจะดึงลงไปนรกใครจะไปดึงกัน ใครก็อยากจะไปตั้งแต่ของดี มีลูกมาตายแล้วก็ไม่อยากลูกไปตกนรก แม้ติดคุกติดตะรางก็ไม่อยากให้ไปติด ไหนพ่อแม่จะใจโหดร้ายทารุณมาจากไหนจะไสลูกตัวเองตกตั้งแต่นรกหมกไหม้ ไม่มี

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วใครก็รัก ลูกของใครใครก็รัก ตัวของเราเราก็รัก เมื่อเรารักตัวของเราให้รักสงวนในหน้าที่การงานที่จะเคลื่อนไหวไปจาก กาย วาจา ใจของเรา จะทำดีหรือชั่วให้พินิจพิจารณากันก่อนทำ นี่ละคำสอนอันนี้เป็นคำสอนของศาสดาองค์เอก ไม่มีใครสอนได้ถูกต้องแม่นยำเหมือนศาสดา ถ้าฝืนลงไปก็เท่ากับฝืนตัวเองทำลายตัวเอง ไม่ได้ฝืนพระพุทธเจ้า ทำลายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นทุกข์นะ ไอ้เราผู้ฝืนธรรมของพระพุทธเจ้านั่นแหละเป็นผู้เสียหาย เป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ตกนรกหมกไหม้คือตัวผู้ฝืนธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นของถูกต้องแม่นยำแล้วนั้นแหละ ให้พากันระมัดระวังให้ดี

ศาสนาที่ถูกต้องแม่นยำก็มีพุทธศาสนา เราไม่ได้เอนได้เอียง พูดตามหลักความจริง คำว่าศาสนาแปลว่าคำสอน ศาสนธรรมแปลว่าธรรมเครื่องพร่ำสอนโลก ศาสนกิเลสกิเลสเครื่องชักจูงสัตว์โลก ศาสนธรรมก็มี ศาสนกิเลสก็มี ใครเป็นเจ้าของแห่งศาสนาคลังกิเลสคนนั้นละคลังกิเลสละไปสอนคนให้กลายกองกิเลส บริษัทบริวารมีมากน้อยต่างคนต่างสั่งสมกิเลสให้มากมูน ตายไปแล้วก็มีแต่กองทัพกิเลสเต็มศาสนานั้นๆ

ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้ามีตั้งแต่ธรรม สอนเพื่ออรรถเพื่อธรรม ให้ทำแต่ความดีงาม ตายไปแล้วก็เป็นธรรมทั้งแท่งภายในหัวใจ จนกระทั่งสุดท้ายถึงธรรมธาตุได้แก่ถึงพระนิพพาน เพราะอำนาจแห่งธรรมที่เราปฏิบัติตามท่าน ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัตินะ วันนี้ก็ไม่ได้เทศน์อะไรมากนะละ เพราะเทศน์วันยังค่ำตั้งแต่ตื่นนอนมา เกี่ยวกับการกับงานนั้นนี้ได้พูดตลอด แล้ววันนี้การท่องเที่ยวก็ซอกแซกซิกแซก  ดูว่าไปหมดทวีปเมืองไทยเรา ที่ไหนๆ ไปหมดเลยเหนื่อย การเทศนาว่าการจึงไม่ได้มาก เพียงเท่านี้ก็ให้ปฏิบัติเถอะ ถ้าปฏิบัติได้ก็นับว่าดี ส่วนมากมันไม่ปฏิบัตินะ พอไปถึงนี้แล้วหมอนมันก็โดดใส่คอปั๊บติดคอ ดังเสียงครอกๆ ระเบิดหมอนออกแล้ว ดังเสียงครอกๆ เอาละเทศน์เพียงเท่านี้ ขอความสวัสดีให้มีทุกคนนะ

จะกลับก็กลับได้ วันนี้ก็ไม่เทศน์นักละ เหนื่อย เทศน์ทุกวันก็เหนื่อยทุกวัน นำไปปฏิบัตินะ ภาวนาให้ดี นักปฏิบัติพระเราหน้าที่การงาน เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา นั่นละนะงานของพระ นอกนั้นงานโลก อย่าไปแย่งงงานเขามาทำ งานของพระคือเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา สำรวมระวังในศีลในธรรมของตน นี่คืองานของพระ เออไป

 

(เทศน์หลังให้พร)     อัฐิของแม่ชีแก้วนี้ แหม เป็นพระธาตุแปลกๆ ต่างๆ เป็นแปลกอยู่นะ เป็นไปได้ทุกแบบ ก็เหมือนกับเวลาแกมีชีวิตอยู่นี้ความรู้แกพิสดารมากนะความรู้แก พวกเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม เปรตผีนี้ไม่ต้องถามเลย แกพิสดารมากจริงๆ พอเราไปถึงทีแรกก็บอกว่า เวลาหลวงปู่มั่นท่านจะจากไปท่านห้ามไม่ให้ภาวนา ว่าอย่างนั้น เราก็สะดุดกึ๊กเลย ลงพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นว่าห้ามภาวนาต้องมีอะไร เราจับปึ๊บจุดนั้นเลย แล้วต่อไปก็บอกว่าทีนี้ก็ทนเอา ทนเอาไม่ภาวนา แล้วมันอยากภาวนาเป็นกำลัง ทีนี้ทนไม่ไหวเลยภาวนา แต่ระวังเอา แกว่าระวังเอา

ทีนี้เวลาแกมาเล่าให้ฟัง พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นห้ามไม่ให้ภาวนาเราสะดุดกึ๊ก มีจุดสำคัญแล้ว พอแกเล่าออกมาอ๋อนี้เอง นั้นละเป็นจุดที่ไล่แกลงจากภูเขา ความรู้นี่พิสดารมากพวกเปรตพวกผีพวกโอ้ยอะไรพวกยักษ์พวกมารแกรู้หมดนะ จนกระทั่งที่ว่าไอ้พวกผีนี่น่ะมันก็มีผีอันธพาล ฟังซิน่ะ ผีอันธพาลคือในวงผีด้วยกันผีนั้นทำไมจึงต้องได้ถูกขังเอาไว้ นี่เป็นผีอันธพาล ปล่อยมาแล้วมันเพ่นพ่านทำลายผีตัวอื่น ต้องเอาไปขังเอาไว้ ผีอันธพาล นี่แกรู้หมดนะ แกมาเล่าเองผีอันธพาล ผีอันธพาลก็มี

ความรู้อย่างนี้แกมากจนติด พูดง่ายๆ วันไหนถ้าไม่ได้ภาวนาออกรู้สิ่งต่างๆ เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ไม่ต้องถาม พวกเปรตพวกผีลึกๆ ลับๆ แกรู้ได้หมด จนกระทั่งติด ว่าอย่างนั้นเถอะ ภาวนาต้องออกรู้สิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่ได้ออกรู้สิ่งเหล่านี้ถือว่าภาวนาไม่ได้ผล ติดขนาดนั้นนะ แกต้องรู้นั้นรู้เต็มเหนี่ยวแกแล้วนั่นละเรียกว่าภาวนาได้ผล จนกระทั่งเราอ่อนใจเหมือนกันนะทีแรก เราก็ค่อยหักเข้ามา หักเข้ามา เพราะมันติดแล้วเราจะไปหักทีเดียวไม่ได้ ก็บอกเป็นสามระยะๆ

จากนั้นแล้วก็เอาไปภาวนา ให้ออกก็ได้ ไม่ให้ออกก็ได้ คือจิตรวมแล้วให้อยู่กับที่ไม่ให้ออกก็ได้ รวมแล้วปล่อยให้ออกๆ ก็ได้ ลองไปปฏิบัติดู ให้ได้ทั้งสอง ให้ออกก็ได้ให้ได้ตามนี้ ไม่ให้ออกก็ได้ก็ไม่ออก ให้ได้ตามนี้ ไม่ได้นะ คือมันติด ติดหนักเข้าๆ มัดเข้าๆ แหละ จนกระทั่งสุดท้ายปิดเลยทีนี้ห้ามไม่ให้ออก เอาแล้วนะนี่ จะเอากันละทีนี้ เพราะมันติดมากแล้ว ดีไม่ดีแกยังลืมตัวไปอีกว่าความรู้เราจะสู้แกไม่ได้ คือมันติด เราก็เห็นใจนะ ไม่ได้เป็นทิฐิมานะ มันหากเป็นอยู่ในใจนั้นแหละ คือมันพิสดารความรู้แปลกๆ ต่างๆ เหมือนความรู้ของแกเป็นสาระสำคัญ ทีนี้เราจะสอนอะไรไม่มีสาระความหมายเป็นอย่างนั้นแหละ แกติด

จากนั้นก็ตีเข้ามา ตีเข้ามาจนกระทั่งถึงจุดสุดท้ายละทีนี้ ทีนี้จะเอาเป็นเอาตายกันล่ะทีนี้ พอถึงวาระสุดท้ายก็เอาทีนี้ไม่ให้ออก คือเราหย่อนยานมาเป็นระยะๆ ๆ จนกระทั่งพอจิตรวมลงผึงลงไปแล้วห้ามไม่ให้ออก เอาไปปฏิบัติ จะได้ไหม ห้ามขาดไม่ให้ออก บอกไม่ได้ เพราะอะไร ไล่แล้วทีนี้เอาละ จากนั้นไล่ลงภูเขา ปีนั้นเราจำพรรษาบนภูเขากับเณรๆหนึ่ง ถึงวันพระเขามาจากสำนักเขา บ้านอยู่ตรงกลาง สำนักเขาอยู่ทางตะวันออก ภูเขาที่เราพักอยู่ทางตะวันตก เขาก็ข้ามทุ่งมา ส่วนมากเขาไปวันพระ พอบ่ายสี่โมงเขาก็ขึ้นกัน ยกขบวนไปเลยละทั้งวัดเลย พอประมาณห้าโมงกว่าๆ เขาก็ลงมาเป็นประจำๆ

จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายนี่ละที่เอาให้ถึงพริกถึงขิง ถึงขั้นที่ว่าห้าม ห้ามอย่างเด็ดขาดเลยนะ ทีนี้จะเอาละนะ ห้าม เอาๆ ไปปฏิบัติ ห้ามไม่ให้ออกเป็นอันขาดคราวนี้  ปฏิบัติได้ไหม พอถึงวันแล้วก็ขึ้นมา เป็นอย่างไรออกไหม ยังออก นี่ละตอนจะเอาละนะ ใส่เปรี้ยงเลย ไล่ลงภูเขา “ไปลง ภูเขาลูกนี้มีแต่พระโง่เง่าเต่าตุ่น-พระอันธพาล ไม่เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคมเหมือนพวกนี้ ไปพากันลงพวกจอมปราชญ์” ซัดกัน ร้องไห้เลย

นั่นบทเวลาจะเอา คือมันฟัดกันเต็มเหนี่ยวแล้วมันไม่ลงๆ ไม่ลงก็นิวเคลียร์นิวตรอนก็ลงซิทีนี้ ร้องไห้ลงไป ร้องไห้เราเฉย น้ำตาไม่มีค่าน้ำตาอันนี้ น้ำตาออกมาจากความลุ่มหลง ไม่ใช่ออกมาจากความรู้ซึ่งเป็นของมีคุณค่า ร้องไห้เสียใจ เสียใจเป็นกำลังจริงๆ “ก็เราหวังจะพึ่งครูบาอาจารย์องค์นี้ ลมหายใจทุกหยดทุกหยาดเราก็มอบไว้สำหรับครูบาอาจารย์องค์นี้ แล้วคราวนี้ถูกท่านไล่ลงจากภูเขาจิตใจว้าเหว่ มันหาที่เกาะที่ยึดไม่ได้เลยจะทำอย่างไร” ร้องไห้ไป

แต่แกก็มีสติของแกอยู่ “อ้าว ที่ท่านไล่ลงภูเขาจนขนาดร้องไห้เป็นเพราะเหตุไร เอามาวินิจฉัยบ้างซิ เราเอาตั้งแต่ความรู้ของเราไปอวดท่าน ท่านไล่ลงภูเขาสมควรแล้ว” แกพูดแกเองนะ “ก็ถ้าหากว่าจะเอาให้เป็นเหตุเป็นผลจริงๆ ท่านสอนว่าอย่างไร ได้ปฏิบัติตามท่านหรือเปล่า เมื่อไม่ปฏิบัติตามท่านท่านไล่ลงภูเขาสมควรแล้ว ถ้าอยากจะรู้ตามท่านจริงๆ เอา ปฏิบัติตามท่านดูซิ เป็นอย่างไรให้รู้กัน” แกก็เลยปล่อยเรื่องความรู้ของแกหมดเลยทีนี้ เอาตามความรู้ของเราที่สอนให้อย่างนั้นๆ แกไม่ยอม คือมันติด

นั่นละถึงขนาดได้ไล่ลงภูเขา เรียกว่านิวเคลียร์นิวตรอนลงล่ะทีนี้นะ ห้ามเสียก่อน ห้ามไม่ให้ออก ยังออกอยู่ นี่ละเอากันตรงนี้ ทีนี้แกก็เลยมายึดเอาธรรมที่เราสอน ท่านสอนไว้อย่างไรปฏิบัติตามที่ท่านสอนนั่นซิ แกก็ปฏิบัติ พอปฏิบัติตามเรามันก็ผาง ลงเลย โหย มันสว่างไสวจ้าไปหมดเลย พอลุกจากที่เท่านั้นหันหน้าไปทางภูเขาไปกราบเสียก่อน ลง ลงเต็มที่แล้วกราบ

ได้สี่วันขึ้นไป ขึ้นไปอีกเอาอีก ตอนบ่ายสี่โมงเรากำลังปัดกวาดอยู่กับเณร กำลังปัดกวาดลานวัดอยู่บนภูเขา “มาอะไรนักปราชญ์ใหญ่นี่” “เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อน”   “พูดอะไร มันจอมปราชญ์แล้วนี่น่ะ” สุดท้ายเราก็เลยวางไม้ตาดที่นั่น เพราะมันเป็นหินลาดหินดาน ไม้ตาดวางก็นั่งอยู่บนหินดาน เณรก็ปัดกวาดด้วยกันเลยมานั่งด้วยกัน พวกนี้ก็ยกขบวนขึ้นไปเขาก็นั่ง แกเล่าให้ฟัง แกเล่าๆๆ เป็นอันว่าลง ลงตามนั้นๆ        จากนั้นเราก็อธิบายต่อเลยละทีนี้ ทีนี้ความรู้ของแกที่มีมากๆจนเป็นทิฐิมานะต่อสู้ครูต่อสู้อาจารย์ทิ้งหมดเลย เราว่าอะไรจับปุ๊บๆ เลย มันถึงเร็ว ปี ๒๔๙๔ เราไป ห้วยทราย ๙๕ แกก็ผ่านได้ เพียง ๒ ปีแกผ่านได้ ๙๓ ย้อนมาจำพรรษาที่หนองผือ ที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมรณภาพไปแล้วนะ ๙๓ ยังย้อนกลับมาจำพรรษา ๙๔ ไปห้วยทรายก็ไปฟัดปัญหากัน ๙๕ แกก็ผ่านได้เลย

นี่ละลงจุดนี้ละ ลงจุดไล่ลงภูเขาจนร้องไห้ นั่นเห็นไหมล่ะ ถ้าไม่ถึงขนาดนั้นมันไม่ลงนะ มันต้องเอาหนัก หนักเข้าไปเรื่อยๆ ถึงขนาดนิวเคลียร์นิวตรอน จนร้องไห้ลงภูเขา เฉยเราไม่สนใจ น้ำตาเหล่านี้ไม่มีค่า ธรรมที่สอนนี้มีค่ามากสุดแล้ว ถ้าปฏิบัติตามนี้น้ำตาออกไม่ออกไม่สำคัญ อันนี้มันจะเอาน้ำตามาจากแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวงมาเป็นน้ำตาก็ไม่มีค่าทั้งนั้นเลย เราไม่สนใจ

เพราะงั้นเวลาแกขึ้นไปทีหลัง “มาอะไรนักปราชญ์” “เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อน” “ไปลงไป อย่าขึ้นมาหาคนพาล” “เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อน” แกลงตามเราแล้ว ตามที่เราสอน ท่านสอนว่าอย่างไรก็ฟังท่านซิ เอามาปฏิบัติมันก็ลงจริง ก็สอนด้วยความถูกต้องนี่วะ อันนั้นมันผิดมันบืนไปตามสังขารของเขาต่างหาก ตั้งแต่นั้นมาเกาะติดเลย เกาะติดๆ ไม่นานนะผ่านได้เลย

เพราะฉะนั้นเวลาอัฐิของแกเป็นพระธาตุจึงเป็นได้แปลกๆ ต่างๆ นะ ปี ๙๕ แกผ่านได้ อัฐิของแกเป็นพระธาตุ เรื่องความรู้ของแก่นี่ โหย พิสดารมากนะ ที่ไม่ผิดเลยคือ..วัดของแกก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ บ้านห้วยทรายกับวัดเราอยู่ในป่านี่เราเคยเกี่ยวข้องกันเมื่อไร ไม่เคย เขาก็เป็นเขาเราเป็นเราไม่เคยสนใจกันเลย เวลาเราอยากไปที่ไหนเราก็ไปของเราตามนิสัยของเราไปเที่ยว พอจะไปไหนปุ๊บปั๊บไป ไม่เคยบอกเคยลาใคร ไม่ได้ยั้วเยี้ยๆ เหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้ไปไหนยั้วเยี้ยๆ มันโมโหจะตายนะ

พอฉันจังหันเสร็จแล้วบอกเพื่อนฝูงที่อยู่ในสำนักชี ไปแล้วนะวันนี้นะ อย่างมากแกก็แย็บออกไปว่าเย็นหมดเลยแถวนี้ แกก็บอกว่าไปแล้วนะวันนี้ เขาก็ไปดูไปแล้ว เวลาขากลับมาก็เหมือนกัน มาแล้ววันนี้ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ อันนี้ไม่ผิดพลาดเลย ไปแล้วก็ไม่ผิด มาแล้วก็ไม่ผิด ไม่เคยผิดพลาดเลย ความรู้ของแกนี้เก่งมากนะ เพราะเราไม่เคยพูดเคยบอกเราจะไปไหนมาไหนตามนิสัยของเรา แกรู้ได้อย่างไร

พอฉันจังหันเสร็จแล้วก็บอกเพื่อนฝูงไปแล้วนะนี่ คือฉันจังหันเสร็จแล้วเราก็ออกเดินทาง ทีนี้แกก็บอกเพื่อนฝูงของแกว่าไปแล้วนะวันนี้นะ อย่างมากแกก็บอกว่าเย็นหมดเลยแถวนี้ แกว่าอย่างนั้น ไปก็หายเงียบจริงๆ เวลาขากลับมาถ้าหากว่าแกจะแย็บออกไปแกก็แย็บ บางทีแกบอกจวนจะถึงแล้วนะ คือความอบอุ่นจะเข้ามาเรื่อยๆๆ  เวลาแกขยายออกไปนะ ความอบอุ่นจะค่อยขยายเข้ามาๆ เรื่อย พอมาถึงวัดแกก็รู้แล้วมาถึงแล้ว ตอนเช้าไปดู มาแล้ว เป็นอย่างนั้นละ อันนี้แม่นยำมาก ไม่ผิด ไม่ว่าจะไปจะมาเมื่อไรไม่เคยผิดเคยพลาด แกเก่งมาก

นี่อัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุก็เหมาะสมแล้ว เป็นแปลกๆ ต่างๆ นะ จากหลวงปู่มั่นก็เป็นเรานี่ละเป็นองค์ที่สองที่สอนแก เรียกว่ายุติโดยสิ้นเชิงในปัญหาทั้งปวงแห่งธรรมทั้งหลาย หมดในวาระที่เราไป พ่อแม่ครูอาจารย์ไปทีแรกท่านก็บอกห้ามไม่ให้ภาวนา เพราะจิตพิสดารมาก เวลาเราไปแกก็เล่าเรื่องนั้นให้ฟังมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตีกันเข้ามา ตีกันเข้ามา จนกระทั่งถึงไล่ลงภูเขา

นั่นบทเวลาจะเอากันได้ ได้ตอนน้ำตาร่วง เห็นไหม ตอนอื่นไม่ได้ ไม่ลง ตอนนั้นมันหมดที่พึ่ง ไขว่คว้า เราหวังจะอาศัยครูบาอาจารย์องค์ใด ก็ว่าองค์นี้ เราหวังจะฝากเป็นฝากตายท่านก็ไล่ลงภูเขาแล้วจะทำอย่างไร ร้องไห้ไป แล้วแกก็มายึดเอาที่ท่านไล่เพราะเหตุไร ก็เพราะไม่ฟังธรรมของท่าน เอาก็ถูกต้องแล้วไม่ฟัง ปฏิบัติตามท่านสอนดูซินะ พอมาปฏิบัติมันก็ลงตูมเลย พอออกจากที่ภาวนาก็หันหน้าไปทางภูเขาแล้วกราบ นั่นละถ้าลงก็เป็นอย่างนั้น แกเก่งมากอยู่ความรู้แปลกๆ ต่างๆ เก่งมาก เรื่องอะไรนี่แกรู้หมดเลย

ทีนี้หมดแล้วนะ ให้พรหรือยัง (ให้แล้วครับ) ให้แล้วก็ไปได้แล้ว อันนี้อย่าให้ไล่ ให้ไล่แต่ผู้เฒ่าแม่แก้วคนเดียวก็พอ ไล่คนทั้งศาลานี่มันเกินไป

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก