สิ้นกิเลสจากการบำเพ็ญ
วันที่ 8 ธันวาคม 2549 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

สิ้นกิเลสจากการบำเพ็ญ

         

          วันนี้ก็จะไปแจกทางด่านปราจีน ขึ้นเขาใหญ่ จัดของให้เรียบร้อย แจกให้ทั่วถึงกัน ปัจจัยเราให้ครอบครัวละหนึ่งพันเห็นจะพอดีนะ ไม่ว่าทางด้านนี้ด้านนั้น ทางเพชรบูรณ์เหมือนกัน เวลาเราไปเราไปเดือนละหนๆ ทางเพชรบูรณ์ก็มีสองด่านด้วยกัน ดูเหมือน ๒๙ ครอบครัวหรืออะไร ข้าวสารครอบครัวละหนึ่งถุงๆ น้ำตาลไม่มากนัก ครอบครัวละ ๑ กิโล รถเราไปคันเดียว เราไม่ไปหลายคัน เต็มเอี๊ยดเลย

ไปทางนู้นก็สองด่าน สองด่านนี้เริ่มแรกตั้งแต่เราไปสร้างตึกให้โรงพยาบาลหล่มสัก ตึกนั้นรวมทั้งถมสระอะไรๆ เรียบร้อยแล้วนั่นก็ ๑๕ ล้านนะ สระมันมีที่ว่างอยู่ที่เดียวเฉพาะสระ นอกนั้นไม่มีที่ปลูกสร้างอะไร แต่ทางโรงพยาบาลเขาก็อยากได้ เขาขอ เวลาถามเขาก็ชี้ไปสระน้ำนั้น ว่างที่เดียว ตกลงเราก็ต้องเอาดินมาถมหมดเลย สระใหญ่นะถมหมดเลย ถมแล้วก็รถทับๆ ถมไปเรื่อยรถทับเรื่อย แน่นปึ๋ง ปลูกตึกขึ้นมา นั่นก็ยาวใหญ่ ๑๕ ล้าน

นั่นละตั้งแต่บัดนั้นมาเราไปเรื่อยไปดูเขาสร้าง แล้วก็ดูสภาพความเป็นอยู่ของพวกด่านเขา ความเป็นอยู่ของพวกด่านที่เขารักษาด่านสองแห่งนั้น ไปทีแรกก็ดู ครั้นดูไปดูมาแล้วขยับให้ล่ะ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ ทุกเดือนเลยเราจะส่งของเขา ทุกเดือนๆ ให้ได้ครอบครัวละก็ไม่มาก มันก็พอดีกับรถคันหนึ่ง เราเอาไปคันเดียว ข้าวสารครอบครัวละ ๑ ถุง ถุงละ ๑๒ กิโล น้ำตาลทรายครอบครัวละ ๑ กิโล แล้วอะไรอีกล่ะ มันก็พอดีนั้นแหละ แล้วก็ปัจจัยมอบให้ครอบครัวละหนึ่งพันๆ เรื่อยมาน่าจะเป็น ๘-๙ ปีนี่ละมัง ให้เรื่อยมา ก่อนจะมานี้ก็เอาไปแจกก่อนแล้วมา แจกทาน อันนี้ตั้งแต่สร้างตึกนู่นละ ตึกหลังนั้นก็ใหญ่โต รวมแล้วว่า ๑๕ ล้านตึก ทั้งถมสระด้วย ทั้งสร้างตึกด้วย ๑๕ ล้านพอดีเลย จากนั้นมาก็เลยช่วยเรื่อยด่านนี้นะ ด่านนี้ช่วยมาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ว่างวันหลังก็ไปทางปากช่อง

เขาเขียนไว้หน้าศาลาวัดป่าบ้านตาด เขาไปเขียนคะนองมือเองละ ไปเขียนติดไว้หน้าศาลา ตัวใหญ่เบ้อเร่อ อ่านว่า เงินวัดนี้เงินเพื่อโลก เขาว่าอย่างนั้น เงินวัดนี้เงินเพื่อโลก ท่านไม่เก็บเป็นเงินเพื่อโลกทั้งหมด ท่านไม่เก็บ ใครจะมาสร้างอะไรๆ ให้ไม่เอา ที่อยู่หลับนอนพอเป็นพอไป ว่าอย่างนั้น แต่ทางจงกรมให้เป็นเหวนั้นแหละศาสนาเจริญ เขาเขียนไว้ ใครไม่รู้ไปเขียน ตัวมันเขียนมันเคยเห็นทางจงกรมหรือเปล่าเราก็ไม่ได้ไปถามดู เขียนไว้นั้นน่ะ ทางจงกรมเป็นเหวนั้นแหละธรรมเจริญ แต่เราไม่ได้ถามว่าใครเป็นคนมาเขียน มันได้เคยไปเดินไปเห็นทางจงกรมหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันก็เขียนอุตลุดไปอย่างนั้นแหละ

ถ้าว่าเงินเพื่อโลกถูกต้องนะ เราแบตลอด ไม่มีคำว่ากำ ไม่มี ที่ตัวหมุนติ้วๆ นี้ไม่ได้หมุนเพื่อเรานะ เราหมุนเพื่อโลก ไปที่ไหนสงเคราะห์ช่วยกันไปหมดเลย เราเองเราไม่สนใจ พอ ไม่มีอะไรพอยิ่งกว่าใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วพอ พอด้วยความเลิศเลอ จะเอาอะไรมาเพิ่มอีกไม่ได้เลิศ มาเพิ่มมาเติมความพอด้วยความเลิศเลอระหว่างธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันนี้ เอาอะไรมาเพิ่มไม่ได้ คืออันนี้เหนือกว่าหมด เหนือกว่าหมด เราจึงไม่เอาอะไรนะ

เราช่วยพี่น้องทั้งหลายคราวนี้เปิดเผยอย่างชัดเจนทั่วประเทศไทย มีแต่ให้ทั้งนั้น เราไม่เอา ไม่ว่าแง่ใดมุมใดเราช่วยทั้งนั้น ไม่เอาเลย ดูซิเหล่านี้ๆ เงินได้มาเท่าไรก็ออก นู่นเสาวิทยุหรือเสาอะไรกี่ล้านเหล่านั้น สี่ล้านเจ็ดแสน นี่ก็เพื่อๆ เพื่อประชาชน เราไม่เอาอะไร เรียกว่าพอ นี่เราได้เปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง กิเลสไม่มีคำว่าพอ ได้เท่าไรเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อนั้นไสเข้าไปที่จะให้ไฟดับเพราะเชื้อทับมันไม่มี ไหม้จนกระทั่งเปลวจรดเมฆ ไฟไหม้เชื้อ นี่เรียกว่ากิเลสไม่มีคำว่าพอ ไสเข้าไปเท่าไรยิ่งแสดงเปลวหนักขึ้นๆ แต่ธรรมนั้นพอ

เริ่มต้นตั้งแต่จิตมีความสงบเย็นใจจากจิตตภาวนา นี่พอในขั้นนี้อยู่เย็นเป็นสุข ในขั้นความสงบเย็นใจ จากนั้นก้าวเข้าสู่ความแน่นหนามั่นคงของใจ ท่านเรียกว่าสมาธิ อันนี้ก็พอ ร่มเย็นเป็นสุข นั่งอยู่ที่ไหนลืมเวล่ำเวลา เพราะจิตมันไม่ได้ออกมาทางร่างกาย จิตเสวยความสุขกับธรรมอยู่ภายในใจ อยู่ที่ไหนอยู่สบายหมดเลย นี่ก็พอ ไปอาศัยต้นไม้ภูเขาที่ไหนสักแต่ว่าอาศัย แต่จิตใจไม่ไปพาดพิงกับเขา ยิ่งกว่าธรรมกับใจสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา จะอยู่จะกินจะหลับจะนอนไม่เป็นกังวล มีอะไรๆ พอผ่านไปๆ เพราะหลักใหญ่จิตกับธรรม จิตได้หลักแล้วได้ที่พึ่งแล้ว ไม่มีที่พึ่งใดยิ่งกว่า ธรรมเป็นที่พึ่งของใจ อยู่ที่ไหนอยู่ได้หมด สบายหมด นั่น ต่างกันนะ

ถ้าเป็นภายนอกหามาเท่าไรปรนปรือมากเท่าไรยิ่งเหมือนไฟได้เชื้อ ลุกลามไม่มีหยุดมีถอย โลกมันจะตายเพราะความโลภไม่พอ ไฟได้เชื้อไม่มีหยุด ให้เท่าไรไสเข้าไปเท่าไรแสดงเปลวจรดเมฆๆ ความโลภนี้ลองเอาไสเข้าไปให้มันซิมีเท่าไรหมดเลย แต่ธรรมนี้พรากออก มีแต่ความสงบเย็นๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งหมดเชื้อไฟไม่ว่าส่วนหยาบ ส่วนกลางส่วนละเอียดอันเป็นเรื่องของกิเลส เรียกว่าเชื้อไฟหมดโดยสิ้นเชิงภายในใจ บรมสุขเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องไปถามหาที่ใด พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่านเสวยบรมสุขทั้งนั้นตลอดวันนิพพาน นิพพานก็เที่ยงไปด้วยเลย

นั่นที่สุดของการบำเพ็ญความดีงาม การบำเพ็ญธรรมมีที่สุดยุติได้เลย แต่การวิ่งตามกิเลสไม่มีทาง เอาจนได้ก็ได้นะ โลกที่จะหวังความสุขความเจริญด้วยการวิ่งตามกิเลส ความโลภ ความอยากได้ ความทะเยอทะยาน ได้ไม่พอ นี้ตายทิ้งเปล่าๆ ทั้งเขาทั้งเรา ใครที่จะไปเจอความสุขเพราะความโลภพาหามานี้ไม่มี นี่ให้จำเอาไว้นะ แต่ธรรมนี้เจอมากน้อยเพียงไรพอเข้าไป พอเข้าไป จนกระทั่งถึงเจอเต็มเม็ดเต็มหน่วย จิตบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วพอหมด ไม่เอาอะไรเลย เรียกว่าพอ

นี่ละจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วพอ ไม่ต้องการอะไร สามแดนโลกธาตุปล่อยวางหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าคำว่าพอภายในใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน นี่เรียกว่าพอด้วยความเลิศเลอ สิ่งเหล่านั้นจะมาเพิ่มเติมไม่เลิศเลอ จึงสู้ธรรมชาติที่พอด้วยความเลิศเลอภายในใจนี้ไม่ได้นะ นี่ละการบำเพ็ญธรรมเห็นประจักษ์ในใจนะ ตั้งแต่กิเลสตัวรบกวนตัวยุแหย่ประเภทต่างๆ ของกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจหมดแล้วสิ่งกวนใจไม่มีเลย พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ไม่มีสิ่งกวนใจ ก็มีแต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อนเป็นธรรมดา แต่ไม่ไปเข้าถึงจิตท่านให้หวั่นให้ไหวไม่มี มีเท่านั้น พอหมดสภาพร่างกายนี้จะทำงานต่อไปไม่ได้ท่านสลัดปั๊วะเดียวไปเลย ท่านไม่ได้อาลัย ไม่ได้เป็นกังวล

นั่นละจิตที่สิ้นกิเลสแล้วเป็นอย่างนั้น การที่จะสิ้นกิเลสก็จากการบำเพ็ญดังที่พี่น้องทั้งหลายมาบำเพ็ญ นี่ละทางเพื่อความสิ้นทุกข์ เรามาทำบุญให้ทานบริจาคมากน้อยเต็มกำลังของเรา อำนาจแห่งกุศลผลบุญนี้จะไหลเข้าสู่ใจๆ บรรจุใจๆ ใจก็หนุนขึ้นด้วยความอิ่มพอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเต็มที่แล้วพอ หลุดพ้นปึ๋งเลย เพราะอำนาจแห่งบุญแก่งกุศล ที่จะให้ใจหลุดพ้นเพราะอำนาจของกิเลสตัณหา ความทะเยอทะยานอยากนี้ไม่มี อย่าพากันดีดกันดิ้นจนเกินเนื้อเกินตัว

มหาเศรษฐีกับคนทุกข์คนจนความทุกข์มีเท่าๆ กัน ดีไม่ดีมหาเศรษฐีถ้าไม่รู้จักประมาณในการใช้จ่ายและเก็บรักษาแล้วเป็นทุกข์มากยิ่งกว่าทุคตะเข็ญใจเสียอีก ถ้าเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษามีก็เป็นสุข ต่างกันนะ ขอให้ธรรมเข้าไปรักษาเถอะสมบัติมีมากน้อยพาเจ้าของให้เป็นสุขทั้งนั้นแหละ ถ้ามีแต่กิเลสล้วนๆ เป็นไฟ จนกระทั่งวันตาย ให้พากันจดจำเอาไว้นะ ให้สร้างความดีงาม

นี้ก็มาสอนพี่น้องทั้งหลายเป็นเวลา ๕๗ ปี ตั้งแต่ ๒๔๙๓ ฟังซิ ปีพ.ศ. ๒๔๙๓ จำได้ว่าวันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ วันนั้นเป็นวันตัดสินกันระหว่างกองทุกข์กับใจที่พัวพันกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ได้ขาดสะบั้นในคืนวันนั้น เวลาก็บอก ๕ ทุ่ม ขาดสะบั้นเลย ไม่มีอะไรมาดีดมาดิ้นให้เกิดความสงสัยต่อไปอีก ไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง นั่นละ สนฺทิฏฺฐิโก เห็นผลประจักษ์ขั้นสุดท้ายคือพ้นทุกข์เหมือนพระพุทธเจ้าและสาวกทั่งหลาย ธรรมเป็นประเภทเดียวกัน ผลของงาน สนฺทิฏฺฐิโก จะประกาศขึ้นกับผู้บำเพ็ญโดยลำดับ จนกระทั่งพอแล้วรู้เลย พอ ไม่ฟื้นละทีนี้ ถ้าเรียกว่าตายก็ตายเลยไม่มีคำว่าฟื้น กิเลสตายเลยไม่มีฟื้น ภพชาติความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มีฟื้น ตายไปด้วยกัน นี่อำนาจจากการสร้างความดี จงพากันอุตส่าห์พยายาม

ที่เราช่วยโลกเวลานี้เราไม่ได้เอาอะไรนะ พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ออกทีแรกก็ออกเพื่อจะฟัดกับกิเลสให้ขาดสะบั้นออกจากใจ ครองความเป็นอรหันต์ขึ้นมาในชาตินี้ นี่ประจักษ์ในใจเด่นมากทีเดียว จึงไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคในการบำเพ็ญธรรมของเราเพื่อมรรคผลนิพพานได้เลย มันจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนฟัดกันจนสิ่งเหล่านั้นล้มระนาวๆ ไปจนได้ธรรมประเภทนี้ขึ้นมาครองใจ

เมื่อธรรมประเภทนี้ขึ้นมาครองใจบรมสุขไม่ต้องไปถามหาที่ไหน ดูใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ ไม่มีกิเลสตัวยุแหย่ก่อกวนให้เกิดทุกข์เข้ามาเจือปนแล้ว นั่นละท่านว่าบรมสุขอยู่ที่ตรงนั้น หาสวรรค์นิพพานที่ไหนหาที่ใจ กองทุกข์ทั้งมวลในโลกนี้ใจเป็นผู้แบกหามเอาไว้ทั้งนั้น ทีนี้เมื่อสลัดกิเลสซึ่งเป็นเหตุสร้างทุกข์ขึ้นมาขาดสะบั้นไปจากใจแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเป็นบรมสุขยิ่งกว่าใจที่บริสุทธิ์จากกิเลสแล้ว พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ พอ นี่จะ ๙ โมงแล้ว ต่อจากนี้ก็จะไปแจกของเขา

(โยมถวายปัจจัยร่วมสร้างเจดีย์วัดอโศการาม ๕๐,๐๐๐ บาท) วัดอโศการามนี่ก็เราพาพี่น้องทั้งหลายช่วยตั้ง ๓๐ ล้านกว่า จึงผ่านไปได้นะวัดอโศการาม เป็นผู้ขวนขวายละทางวัด ขวนขวายก่อสร้างนั้นสร้างนี้ ผู้หาเงินเป็นเรา มันจะตายนะวัดอโศการาม ถ้าเราไม่ช่วยตาย ก็ต้องวิ่งมานี้ ตั้ง ๓๙ ล้านที่เราช่วย ถึง ๓๙ ล้าน เราไม่หาไม่สร้างแต่เป็นผู้หาเงินให้พวกนักการก่อสร้าง พวกบ้าก่อสร้าง เข้าใจไหม ว่ามันชัดๆ อย่างนี้ เราเป็นบ้าหาเงินให้บ้าก่อสร้างมันเลยบ้าไปด้วยกัน ไม่ทราบว่าใครผิดใครถูก  ถูกไปด้วยกัน สร้างเจดีย์ก็ไปสวรรค์นิพพานด้วยกันนะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก