กิเลสมีมากมีน้อยเป็นภัยทั้งนั้น
วันที่ 9 ธันวาคม 2549 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

กิเลสมีมากมีน้อยเป็นภัยทั้งนั้น

 

          ทองคำทั้งหมดที่มอบเข้าคลังหลวงแล้ว ๑๑ ตันกับ ๓๗ กิโลครึ่ง ทองคำประเภทน้ำไหลซึมมาถึงวันที่ ๘ ธันวานี้ ทองคำที่หลอมแล้วได้ ๓๓๗ กิโลครึ่ง เท่ากับ ๒๗ แท่ง ทองคำที่ยังไม่ได้หลอม ๑๒ กิโล ๔๒ บาท ๓๕ สตางค์ รวมทองคำที่หลอมแล้วและยังไม่ได้หลอมเป็น ๓๕๐ กิโล ๙ บาท ๔๖ สตางค์ ถ้ารวมกับ ๓๗ กิโลครึ่งที่มอบแล้วเข้าด้วยกันก็เป็นทองคำ ๓๘๗ กิโล ๔๒ บาท ๓๕ สตางค์ เรียกว่ารวมแล้วเป็น ๑๑ ตัน ๓๘๗ กิโล รวมทั้งเข้าคลังหลวงแล้วกับทั้งที่ยังไม่ได้เข้า รวมกันหมดเป็นทองคำ ๑๑ ตันกับ ๓๘๗ กิโล ๔๒ บาท ๓๕ สตางค์

          เราพยายามจะให้เข้าสู่หัวใจของชาติเรา พยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าสู่หัวใจของชาติเรา ไม่ว่าทองคำ-เงินสด-ดอลลาร์เราช่วยทุกด้านทุกทางเรา ดอลลาร์เวลานี้ไม่ได้เข้านะ เข้าเฉพาะทองคำ ทองคำร้อยทั้งร้อยตลอดเข้าตลอดๆเลย ไม่มีแยกไปไหน ส่วนดอลลาร์เดี๋ยวนี้แยกออกมาช่วยเงินไทยเงินสดเรา เพราะเราหยุดการเทศน์ช่วยชาติแล้วเงินทองไม่มี แต่ความจนของคนรอบด้านมาหาเรา จึงต้องเอาดอลลาร์นั้นเข้ามาช่วยกันกับเงินไทยเรา เดี๋ยวนี้ดอลลาร์กับเงินไทยไปด้วยกัน ออกช่วยชาติทั้งหมด

          ช่วยมาตลอด เราช่วยทุกด้านทุกทางที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ชาติของเรานะ คิดดูซิช่วยชาติคราวนี้ได้ทองคำตั้ง ๑๑ ตันกับ ๓๘๗ กิโล ๔๒ บาท ๓๕ สตางค์ ทองคำเราได้จากการช่วยชาติคราวนี้นะเป็นทองคำ ๑๑ ตันกับ ๓๘๗ กิโล ๔๒ บาท ๓๕ สตางค์ นี่หมายถึงว่าทองคำที่เข้าแล้ว นอกจากนั้นกำลังจะเข้า สมบัติที่พี่น้องบริจาคมาหาเรานี้บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีคำว่ารั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เราเป็นผู้ควบคุมเองทุกอย่าง การทำทั้งนี้เราทำด้วยความเมตตาโลก เราไม่เอาอะไรทั้งนั้น ไม่เอาเลย

          จึงเรียกว่าเราพอทุกอย่างแล้ว พอหมด ด้านธรรมก็เต็มหัวใจแล้วตั้งแต่วันออกบวชมา วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ นั่นละเราบวช วันเราบวชวันแรกเป็นวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ มาถึงบัดนี้ได้ ๗๔ พรรษาแล้วมัง เราสร้างแต่ความดีมาตลอด ไม่ได้สงสัยในตัวเองว่าได้ด่างพร้อยไปไหนในศีลในธรรมของเรา ทีนี้ก็ออกปฏิบัติตัวเองเพื่อชำระกิเลส เอาจนกระทั่งกิเลสสิ้นซากไม่มีอะไรเหลือภายในใจ จากนั้นก็มีแต่ธรรมล้วนๆ เต็มไปด้วยเมตตาช่วยพี่น้องทั้งหลาย จึงเรียกว่าช่วยด้วยความอิ่มพอทุกอย่าง

เงินทุกบาททุกสตางค์เราไม่แตะ เราออกช่วยชาติทั้งหมดเลยนะ อย่างที่ไหลเข้ามานี่ ไหลเข้ามานี้จะออกตามแง่ต่างๆ ที่มีความขัดข้องขาดเขินอะไรเรากระจายออกไป ดังที่น้ำท่วม น้ำท่วมนี่ก็มาทางภาคกลางเป็นล้านๆหลายล้าน แล้วข้ามไปทางเวียงจันทน์ก็มี ทางไหนบ้างต่อทางไหนบ้าง มันก็ไปตามความจำเป็นอย่างนี้ นี่ละช่วยโลก เรียกว่าช่วยโลก และจะช่วยอย่างนี้ตลอดไป

สำหรับเราเรียกว่าพอแล้ว ไม่เอาเลย ทุกอย่างเราไม่เอา ดีดดิ้นอยู่ขนาดไหนก็เพื่อโลกทั้งนั้น เราไม่เอา เราพอ นี่ละธรรมมีเมืองพอ ถ้ากิเลสแล้วไม่พอ ได้เท่าไรยิ่งกอบยิ่งโกยยิ่งรีดยิ่งไถยิ่งคด ทุกอย่างอยู่กับกิเลสทั้งหมด กิเลสนี้มีมากมีน้อยไว้ใจมันไม่ได้นะ มันคอยจะหักหลัง มันคอยจะแทงข้างหลังเรื่อยละกิเลสนะ เราได้เห็นประจักษ์ในตัวของเรา บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่เราไว้ใจ เรียกว่าค่อนข้างไว้ใจปลงใจเชื่อถือได้ว่าจะเป็นผู้ที่หนุนศาสนาอีกคนหนึ่ง ครั้นแล้วก็มาแทงข้างหลัง

นี่ละที่เราเจ็บแสบมากที่สุดเลยนะ คือธรรมนี่ตรงแน่วๆ กิเลสมาแทงข้างหลัง แทงข้างหลัง มีเยอะนะ เราถูกกิเลสจากลูกศิษย์ลูกหาที่มันเป็นคลังกิเลสมาแทงข้างหลังเรา เราก็ปลงธรรมสังเวชเรื่อยๆมา เพราะเราบริสุทธิ์สุดส่วน หาความผิดพลาดตรงไหนไม่มี มีแต่ความบริสุทธิ์ต่อโลกด้วยความเมตตาล้วนๆ แล้วก็ถูกแทงข้างหลังเรื่อยนะ นี่ละกิเลสมันคอยแทงข้างหลังๆ เราพูดแล้วเราสลดสังเวชนะ จนกระทั่งจะปลงใจลงสู่มนุษย์คลังกิเลสไม่ได้แล้ว ไปที่ไหนมันมีแต่กิเลสประเภทแทงข้างหลังๆทั้งนั้น ธรรมเลยเชื่อไม่ได้ หาที่ปลงที่วางไม่มี..ธรรม มีแต่ประเภทแทงข้างหลังๆ โอ้โห กิเลสนี่ไว้ใจไม่ได้นะ มีมากมีน้อยแทงข้างหลังทั้งนั้นแหละ

นี่เราสลดสังเวช เพราะเราได้คบค้าสมาคมกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาผู้ใหญ่ผู้น้อย ประเภทใกล้ไกลอะไรเข้าหมด แต่เรามาประมวลผลที่ได้นี้มีแต่ส่วนแทงข้างหลังเสียมากต่อมากนะ เราจึงไว้ใจไม่ได้เลย เรื่องของกิเลสมีมากมีน้อยเป็นภัยทั้งนั้น หาความเป็นคุณไม่มีเลย มันน่าสลดสังเวช อย่างเราช่วยพี่น้องทั้งหลายนี้เราแตะที่ไหน บาทหนึ่งเราไม่เคยมี มีมากมีน้อยเราออกช่วยโลกทั้งนั้นแหละ เราบอกว่าเราไม่เอา เราพอ นี่ละธรรม  คำว่าธรรมพอ พออย่างนี้ ไม่เอาเลย เรียกว่าพอ กิเลสไม่พอ ได้เท่าไรยิ่งกอบยิ่งโกยยิ่งกลืนยิ่งรีดยิ่งไถไม่มีวันอิ่มพอจนตายทิ้งเปล่าๆ กระดูกก็เอาไปไม่ได้มันก็ยังโลภได้นะกิเลส มันไม่ถอย ส่วนธรรมนี้พอ ถึงวาระแล้วสลัดปั๊วะเลย

เราพูดจริงๆ หัวใจเราได้ชำระมาตั้งแต่หยุดจากเรียนหนังสือ ๗ ปี พรรษา ๗ เป็นเปรียญ ก้าวเข้าสู่เวทีฟัดกับกิเลสตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ เป็นเวลา ๙ ปีเต็ม เอาอย่างเต็มเหนี่ยวเลย โรงงานใหญ่ก็คือพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ให้กำลังใจอย่างเต็มเหนี่ยวๆ ฟัดกับกิเลสถึง ๑๖ ปีกิเลสฟังเลย ไม่มีอะไรเหลือภายในใจ สว่างจ้าขึ้นมา นั่นแหละธรรมประเภทนั้นละที่มาช่วยโลกอยู่เวลานี้ จึงเป็นธรรมที่ตายใจได้กับพี่น้องทั้งหลาย ไม่มีเรื่องเล่ห์เรื่องเหลี่ยมของธรรมทั้งหลายไม่มี แต่เรื่องกิเลสมีแต่เรื่องแทงข้างหลังๆ มีมากมีน้อยแทงข้างหลัง ไว้ใจไม่ได้นะ

เราได้คบค้าสมาคมกับบรรดาประชาชนทั้งหลาย ทั้งใกล้ทั้งไกลทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ประมวลเข้ามาดูเรื่องคลังกิเลสกับธรรมต่างกันอย่างไรบ้าง คลังกิเลสมันมีแต่พวกแทงข้างหลัง แทงข้างหลัง จนไว้ใจไม่ได้นะ จะปลงใจลงเชื่อที่ไหนมันก็มีหอกมีหลาวแทงข้างหลังอยู่ทั้งนั้นละ น่าสลดสังเวชเหลือเกิน เราช่วยโลกนี้ช่วยด้วยความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผู้ใดที่จะมาทำกับเราทำได้ถนัดใจ เพราะเราไม่ระวัง เพราะเรามีแต่ความดีงาม ความเชื่อตัวเองอย่างแน่นหนามั่นคง ไม่มีเคลือบแคลงสงสัย

ทีนี้ใครจะทำอะไรก็ทำได้ เขามีกรรมมีเวรอาฆาตมาดร้ายต่อเรา แต่เราไม่มี เราไม่มีตลอดไป ถ้าหากว่าพูดถึงแบบโลกก็เรียกว่ายอมเสียเปรียบโลก เขาจะทำอะไรก็ให้เขาทำไป แต่ไม่เสียเปรียบทางด้านธรรมะนะ เราช่วยโลกเราช่วยอย่างนี้ละ ดังที่พูดเวลานี้นะ พูดกับพี่น้องทั้งหลายว่าสมบัติเงินทองข้าวของที่มานี้เราไม่ได้กำนะ ไม่เอา ออกหมดเลย ไม่ว่าแง่ใดมุมใดที่มีความจำเป็นให้ๆๆ ทั้งนั้น

ที่เป็นอันดับหนึ่งก็คือโรงพยาบาล โรงพยาบาลนี้หนักมากทีเดียวเป็นร้อยๆ โรง ช่วยตลอด และพิสดารมากโรงพยาบาลทั้งรถทั้งรา ทั้งเครื่องมือแพทย์ ทั้งตึก ทั้งอะไรสถานที่คับแคบซื้อขยายให้ๆ นี่มากจริงๆ โรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่งในการช่วยโลกนะ จากนั้นก็เป็นวงราชการต่างๆ ที่เรายกออกช่วยๆ เป็นระยะๆ ๆ เพราะฉะนั้นเงินมีเท่าไรจึงไม่มีเหลือ เราไม่เก็บ ในวัดป่าบ้านตาดไม่มีการเก็บเงินเก็บทอง มีเท่าไรออกหมดๆ

จตุปัจจัยไทยทานที่พี่น้องทั้งหลายนำมาบริจาคแจก อันไหนที่ควรแก่วัดแก่วา แยกไปแจกพระแจกเณรถวายพระเจ้าพระสงฆ์ตามวัดวาต่างๆ อันใดที่ควรแก่ประชาชนคนยากจนเราก็แยกออกไปตามประเภทที่จำเป็นๆ อย่างนั้นตลอดมา เราไม่เคยเก็บสำหรับวัดป่าบ้านตาด บอกตรงๆเลย ไม่มีเก็บ มีเท่าไรออกหมดวัดป่าบ้านตาด พูดได้เต็มปาก เราเป็นผู้ดำเนินการเอง ในวัดป่าบ้านตาดจึงไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวที่จะเป็นแบบโลกเขาเก็บสั่งสมเอาไว้เท่านั้นเท่านี้ไม่มี ออกหมดๆ ตามแต่ความจำเป็นที่มีมากน้อยซึ่งเราจะต้องช่วยเหลือ เอาออกเลยๆ อย่างนั้นละ อย่างปัจจัยทั้งหลายที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคออก ออกทั้งนั้นแหละ ไม่ได้มีคำว่าเข้านะ ออกตลอด

ถ้าพูดถึงเรื่องความทุกข์เราทุกข์มากจริงๆ ทุกข์เพื่อโลก ไม่ได้ทุกข์เพื่อเรา ขวนขวายเพื่อเรา ทุกข์เพื่อโลก ขวนขวายเพื่อโลกต่างหาก เราก็ยอมรับมีเวลาว่างเมื่อไร อยู่ในวัดเราก็ไม่ว่าง อยู่นอกวัดก็ไม่ว่าง อยู่ในวัดกลางวันออกมาไม่ได้นะ ต้องอยู่ในกุฏิ ถูกขังอยู่เหมือนผู้ต้องหานะ ถ้าออกมาข้างนอกมันรุมๆ อยู่ข้างนอก แล้วก็รุมเอาเลยละ ออกมาไม่ได้ ต้องเวลาเย็นๆ ดูลาดเลา คนเบาบางไปหมดแล้ว ที่จะไปดูกิจการงานอะไรภายในวัดซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเรา เราจะค่อยด้อมๆออกมา ไปเที่ยวดูนั้นดูนี้แล้วก็มาสั่งเสียทางวัด เช่นพระเป็นต้น อะไรบกพร่อง ตรงไหนควรจัดอย่างไรทำอะไรก็มาสั่ง

นั้นละออกเวลาเงียบ ๆ ไปดูการดูงาน นอกนั้นออกไม่ได้นะ ยุ่งขนาดนั้นนะ เราก็ทนเอา อยู่ในกุฏิเหมือนผู้ต้องหา อยู่ในกุฏิออกไม่ได้นะ ออกไปก็ถูกรุมเลยเชียว ตอนเย็นๆ ด้อมๆ ออกไปดูนั้นดูนี้ แล้วก็มาสั่งการสั่งงานอะไรต่ออะไร สำหรับเราเองเราไม่มีอะไร หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือภายในใจเลย เหลือแต่สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โลกนี้สูญเปล่าว่างเปล่าไปหมดจากหัวใจดวงนี้ ไม่มีคำว่าเสี้ยนว่าหนามเข้ามาทิ่มแทงหัวใจแม้เม็ดหินเม็ดทรายเลย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกิเลส กิเลสมีมากน้อยเท่ากับมีเสี้ยนมีหนามมีหอกมีหลาวมากน้อยทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจ

กิเลสสิ้นซากไปแล้วหมด ไม่มีอะไรทิ่มแทงหัวใจ โล่งที่สุดคือจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ นั่นละพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่าน ท่านทรงบรมสุข นำบรมสุขมาสอนโลก โลกไม่ฟัง แต่เรื่องฟืนเรื่องไฟเผาไหม้กันทั่วโลกดินแดน และตื่นข่าวๆกันนี้เต็มโลก ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่มีเข็ดหลาบ เมืองนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ มันเจริญที่ไหนไฟเผาหัวอกมันอยู่นั้น ลงกิเลสได้เข้าในหัวใจใดเมืองไหนจะเจริญก็ว่าไปเถอะ มันไม่ได้เจริญ ไฟเผาอยู่ในหัวอกๆ อย่างน้อยสุมอยู่นั้น มากกว่านั้นก็ระเบิดออก ดีไม่ดีฆ่าฟันรันแทงรบกัน นี่ละไฟกิเลสมันระเบิดออกมาเป็นการรบราฆ่าฟันกัน ถ้าไม่ระเบิดออกมามันก็สุมอยู่ภายใน เตรียมพร้อมที่จะเผากัน นั่นละกิเลสไว้ใจได้เมื่อไร ถ้าธรรมอยู่ที่ไหนสบาย ไม่มีอะไรเป็นภัย

ขอให้ท่านทั้งหลายได้สนใจในอรรถในธรรมบ้างนะ เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ อย่างน้อย ๘๐% ไม่ใช่น้อยๆ นะ ขอให้สนใจในอรรถในธรรม ท่านทั้งหลายจะซุกหัวนอนได้สะดวกสบายเพราะมีธรรม ถ้าไม่มีธรรมไปนอนอยู่บนกองเงินกองทองกองเท่าภูเขาก็คือนอนบนกองฟืนกองไฟนั้นแหละ หาความสุขไม่ได้ เพราะความสุขไม่อยู่กับวัตถุสิ่งของเงินทองข้าวของ แต่อยู่กับธรรม ธรรมอยู่กับใจ เมื่อธรรมมีภายในใจแล้วจะเย็นไปตลอด จำเอานะ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้นละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก