ความจริงจากภาคปฏิบัติเป็นสมบัติของตน
วันที่ 8 ธันวาคม 2549 เวลา 18:35 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ความจริงจากภาคปฏิบัติเป็นสมบัติของตน 

 

          (มาจากสิงคโปร์เจ้าค่ะ) สิงคโปร์กะแปไปเถอะ อันไหนมันก็คน ว่ามาจากนั้นจากนี้ สิงนั้นสิงนี้มันก็คนพอ เท่านั้นพอ รวบปุ๊บหมด เราไม่ได้เป็นบ้าคิดเมืองนั้นเมืองนี้นั่นนี้ไม่เป็น คนเท่านั้นพอ บุญกรรมมีเหมือนกันหมด ลงนั้น เสมอกันตรงนั้นนะ ใครจะอยู่บ้านใดเมืองใด บาปบุญมีอยู่ในจิต หนาบางมีอยู่ในจิตด้วยกัน เป็นอย่างนะ

          มาได้อยู่เมื่อไร วันนี้ก็ไปแจกของด่าน ด่านมี ๑๔ ครอบครัวใช่ไหม (ครับ)  ของเอาให้เยอะนะด่าน พวกผลไม้ก็ไปเอาที่ตลาดหนองชะอม ไปเอาผลไม้ที่นั่น ส่วนอื่นเราเตรียมไปจากทางนี้แล้ว ทางนั้นก็ไปเอาผลไม้ที่นั่นไป ก็ได้เยอะ วันไหนว่างถึงจะไปทางปากช่อง นี่ดูว่ามี ๒๔ ครอบครัว เราจะต้องจัดให้ครบ ๒๔ ครอบครัว ไปที่ไหนก็แจกอย่างนั้นแจกทาน

มันเปิดอยู่อย่างนี้ นี่หัวใจ พูดให้มันชัด ใจที่มันเปิดมันเปิดจริงๆนะ เปิดโล่งหมดทั่วโลกธาตุ ที่จะทำอย่างนี้ไม่มีเลย ในหัวใจดวงนี้ไม่มี มีแต่เปิดโล่งด้วยความเมตตากระจายๆ ออกหมดเลย หมดก็หมด ยังก็ยัง ไม่เคยสนใจกับมัน ว่ามันหมดเท่าไรยังเท่าไร ถ้ามันคิดอย่างนั้นมันทำไม่ได้นะ ความเมตตาลบทีเดียวขาดสะบั้นไปหมดเลย ออกหมด มีเท่าไรออกหมด อำนาจความเมตตา อย่างที่เราไปที่ไหนๆ เหมือนกันนะ อำนาจความเมตตาละลากไป ลำพังเรามันก็จะตายอยู่แล้ว แต่อำนาจความเมตตานี้รุนแรงมากนะ

จิตนี้เราก็ไม่เคยเห็นไม่เคยเป็น เป็นขึ้นมาจากภาคปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมปฏิบัติไปก็เรียกว่าชำระล้างมลทินคือความมัวหมองความมืดตื้อ ได้แก่กิเลส มันหุ้มอยู่ในจิตแล้วมันไม่มองเห็นใครละ กิเลสตัวนี้ได้เข้าในจิตยิ่งหนาเท่าไรยิ่งออกไม่ได้ แต่จะโกยเข้ามาโดยถ่ายเดียว กิเลสเป็นอย่างนั้นนะ ที่จะออกไม่อยากให้ออก แต่เข้ามาเท่าไรเอา ได้โอกาสไหนเอา ช่องว่างตรงไหนเอาๆ ๆ เรื่องกิเลส กิเลสไม่ไว้หน้าใคร ไม่มีเหตุมีผลคือกิเลส เหตุผลไม่มี..กิเลส หลวมนิ้วสอดนิ้ว หลวมแขนสอดแขน หลวมตัวสอดเข้าทั้งตัวเลยกิเลส

เราจึงได้มาเทียบชัดเจนมากระหว่างกิเลสกับธรรม แหม คือมันคนละโลกเลย มันผิดกันขนาดนั้น นี่ฝ่ามือ นี่หลังมือ กิเลสคือหลังมือ ธรรมะคือฝ่ามือ เปิดออกๆ กิเลสคือหลังมือ เห็นแก่ได้แก่เอา ช่องว่างที่ไหนเป็นเอาๆๆ กิเลสไม่มีเหตุผล ถ้าเป็นเหตุผลก็เป็นธรรมไปเสีย ลงกิเลสแล้วไม่มี เพราะฉะนั้นจึงเชื่อไม่ได้ พอให้สนิทใจแหละ คนมีกิเลสเชื่อไม่ได้ พลิกช่องไหนมันออกได้ทั้งนั้นๆ ออกเพื่อความกระทบกระเทือนเสียหายแก่ผู้อื่นออกได้ทั้งนั้น ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ นี่เรียนมาเต็มหัวใจ

กิเลสที่ว่านี้เปิดโล่งออกหมด ไม่มีอะไรเหลือในใจ ทีนี้มีแต่ธรรมล้วนๆ ก็จ้า ออกเห็นหมด กิเลสมันจะมาแง่ไหนมุมไหนเห็นหมดเลยทีนี้ ปัดทันทีๆ นะ เรื่องธรรมที่เป็นข้าศึกต่อกิเลสไม่ต้องบอก พอมันแย็บออกมานี้มันปัดของมันเองขาดสะบั้นๆ จะเข้ามาดูความสะอาดสุดยอดแห่งความสะอาดนี้ไม่ได้เลย ขาดไปเลย แต่เวลามันมีอำนาจมันกำเอาไว้ กำเอาไว้ไม่ให้ธรรมส่องแสงออกมาได้ เป็นอย่างนั้น

เรียนธรรมปฏิบัติธรรมอย่างที่ปฏิบัติมาแล้ว ความรู้ในหัวใจก็รู้เต็มที่เต็มฐาน หาที่สงสัยไม่ได้แล้วนะ ทีนี้เวลามันรู้มันก็ยังรู้ของมันไปอีกตลอดนะ อย่าเข้าใจว่ามันรู้เท่านั้นไปแล้วนะ เรื่องจิตเมื่อเป็นธรรมล้วนๆแล้วมันจะรู้ออกตลอด ประเภทซึมซาบประเภทไหนออกหมดออกจากใจ เวลาใจเป็นธรรมทั้งดวงแล้วนี้ออกได้ทุกแง่ทุกมุมรอบตัว ธรรมออก คือเวลากิเลสมันปิดบังจิตใจนี้ปิดมิดเลย ตาจะมีร้อยตามันก็ไม่เห็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ มันก็ไปเห็นแต่สิ่งที่เป็นโทษเป็นกรรมแก่ตนและผู้อื่น นี่คือกิเลสนะ

มันสลดสังเวชนะ ว่ารู้รอบแล้วนะไม่มีละกิเลสตัวใดในหัวใจที่จะมาเป็นข้าศึกต่อใจนี้ไม่มี แต่ความรู้ของธรรมนี้ยังออกตลอดนะ ออกตลอดเลย ไม่ใช่รู้ว่าเป็นธรรมล้วนๆ แล้วจะอยู่ในความเป็นธรรมล้วนๆ ยังกระจายออกอีกไม่มีที่สิ้นสุด นี่คิดดูจวนจะตายเท่าไรความรู้นี่มันซ่านออกไปตลอดเวลานะ ฟังเสียท่านทั้งหลายอยากฟัง มาอยู่กับท่านกับเราท่านๆ เราๆ ก็พูดไปตามภาษานี้ๆ อีกลึกลับอันหนึ่ง ลึกลับอันหนึ่ง ควรหรือไม่ควรมันหากรู้เอง ที่จะนำมาพูดหรือไม่พูดรู้เองๆ ปัดออก เวลานั้นไม่ออก จะออกแต่สิ่งที่เหมาะสมกับสังคมขั้นนั้นๆที่ควรจะรับได้ฟังได้แล้วก็ออกตามนั้นๆ ถ้าไม่ใช่ช่องทางที่ธรรมะประเภทนี้จะออกแล้วไม่ออก แต่พอเป็นช่องทางทางนี้จะออกจะออกเองๆ จะควรเด็ดเผ็ดร้อนขนาดไหนพุ่งทะลุ ออกทันทีเลย มันต่างกันอย่างนั้นนะ

เราจึงได้อัศจรรย์พระพุทธเจ้า มันเป็นกับเรา เราตัวเท่าหนูนี่มันก็เป็นสักขีพยานได้ตามกำลังความสามารถของตนที่จะมาเป็นสักขีพยานยืนยันกันได้ มันเป็นของมันเอง ส่วนเป็นพุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้าไปอีกแง่หนึ่ง ท้องฟ้ามหาสมุทรไม่มี เรียกว่าข้ามไปหมด ไม่มีฝั่ง ข้ามไปหมดความรู้ของพระพุทธเจ้า กิเลสตัวข้าศึกศัตรู ตัวกีดตัวขวางทางเดินของธรรม ทางเดินของความรู้ที่เป็นธรรมๆ มันหมดไปแล้วก็ตามนะ ธรรมนี้เวลาได้ออกนี้ออกตลอดเลยนะ กิเลสสิ้นไปแล้วธรรมจะออกเต็มเหนี่ยว ไม่มีคำว่าเต็มเหนี่ยว ออกตลอดเลย เปิดออกที่ใจนี่นะ

เราก็ไม่เคยเห็น ตั้งแต่เวลาบำเพ็ญอยู่อัศจรรย์เจ้าของเราก็เคยพูดให้ฟัง ทั้งๆที่กำลังบำเพ็ญยังไม่หลุดไม่พ้นนะ ถึงขั้นมันอัศจรรย์ อัศจรรย์เหมือนกันนะ พอมันถึงขั้นอัศจรรย์แล้วโลกนี่มันว่างหมดเลยนะ นี่เป็นขั้นอัศจรรย์ขั้นหนึ่ง มันว่างหมดข้างนอก แต่ข้างในมันยังไม่ว่าง เหมือนเราอยู่อยู่บนหัวตอมองที่ไหนๆ เห็นหมด แต่หัวตอที่กำลังเหยียบยืนอยู่นี้ไม่เห็น มันยังไม่รอบ ที่มันว่างไปหมดนี่มันว่างจริง แต่ตัวอันนี้ยังไม่ว่าง ก็มาอัศจรรย์สิ่งทั้งหลายที่ได้รู้ได้เห็นต่างๆ จนอุทานออกมา โอ้โห จิตนี้ทำไมถึงอัศจรรย์เอาถึงขนาดนี้ มองไปที่ไหนนี้ว่างไปหมดเลย ต้นไม้ถูเขาแผ่นดินหนาแน่นขนาดไหนมันสู้ความว่างไม่ได้นะ ความว่างนี้ครอบหมดเลย

นี่ละอำนาจแห่งความว่างเวลามันเป็นขึ้นที่ใจมีอำนาจมากที่สุด ต้นไม้ภูเขาแผ่นดินทั้งแผ่นนี้ทะลุหมดเลยเชียวความว่างของจิต นี่ละมันเกิดความอัศจรรย์ อัศจรรย์ก็บอกว่าอัศจรรย์ โอ้โหจิตเรานี้ทำไมมันถึงได้อัศจรรย์เอาขนาดนี้น่า ถ้าว่าว่างก็ว่างไปหมด ไม่มีอะไรมาข้องใจเลย นี่เวลามันว่าง แต่เจ้าของยังไม่ว่าง ยังไม่รู้นะนั่น ธรรมท่านกลัวจะหลง เราไม่ลืม อันนี้มันธรรมถึงใจ เพราะธรรมสอนเรานี่นะ พอมันเป็นขึ้นมาอย่างนั้นก็อัศจรรย์ตัวเอง ทำไมจิตนี้มันถึงได้อัศจรรย์เอานักหนา ถ้าว่าว่างก็ว่างไปหมดโลกธาตุนี้ไปเลย

แต่ตัวที่ดูเขานี่ยังไม่ว่างในตัวเอง มันไม่รู้ตรงนี้นะ พระธรรมท่านกลัวเราจะหลงละซิ ท่านก็เตือนขึ้นมาเป็นคำนะ ขึ้นมาภายในใจเป็นคำเหมือนเราพูดให้ฟัง หากเป็นอยู่ในใจเป็นคำพูดออกมาเป็นคำๆ ในใจเลย ถ้ามีจุดมีต่อม จุดกับต่อมมันเป็นอันเดียวกันแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ผู้รู้นั่นละตัวภพตัวชาติคือผู้รู้นั้นยังออกไม่หมด พอว่าอย่างนั้นจิตก็งง เราจึงเสียดายถ้าหากว่าพ่อแม่ครูอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่มันจะผางขึ้นในเวลานั้นเลยนะ แต่นี้ท่านล่วงไปแล้วจึงมาเป็นทีหลัง

เป็นขึ้นมามันว่างเอาหมด อัศจรรย์ตัวเอง โอ้โห จิตเราทำไมถึงอัศจรรย์ขนาดนี้เชียวน้า มองที่ไหนมันว่างไปหมดเลย แต่ตัวจิตนี้มันยังไม่ว่าง มันไม่รู้จุดนี้ ท่านจึงจี้เข้ามาตรงนี้ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ ผู้รู้คือใจดวงนี้ละดวงที่ไปว่าเขาว่างๆ ตัวมันเองยังไม่ว่างนี้แหละ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ ถ้าเล่าให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟังในขณะนั้นท่านก็จะจี้ปึ๋ง ก็ตัวนั้นแหละ มันอาจจะผางขึ้นเวลานั้นก็ได้นะ บรรลุธรรมถึงที่สุดในเวลานั้นก็ได้ แต่นี้ท่านผ่านไปแล้ว ไปเป็นทีหลัง เป็นก็เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ลื่มนะ หลังเขาลูกนี้มีสำคัญอยู่ตลอดกับเรา

นี่ละไปอัศจรรย์ตัวเองและไปงงตัวเอง ไปงงอยู่ตรงนี้ละตรงที่จิตว่างจิตอัศจรรย์ ธรรมะก็เตือนขึ้นมาว่าถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ ก็ไปงงตัวนี้อีก แก้ไม่ตก เที่ยวไปทางอำเภอท่าบ่อ บ้านผือเข้าลึกๆ ไปคนเดียวแหละ ใครไปด้วยไม่ได้ จิตขั้นนี้ใครติดตามไม่ได้นะ จะอยู่คนเดียวทั้งวันทั้งคืนเลย เพราะฉะนั้นจึงไปองค์เดียวตลอด นิสัยเราก็ชอบไปองค์เดียวตลอดด้วย ยิ่งเข้าถึงธรรมขั้นนี้แล้วใครจะติดตามไม่ได้เลย เสียเวลาขนาดนั้นน่ะ ฟังซิ ถ้าเป็นสองก็เป็นน้ำไหลบ่าไปสองทาง รับผิดชอบโดยสัญชาติญาณ ถ้าเป็นสามเป็นสี่ยิ่งแล้วไม่เป็นท่า

อยู่คนเดียวไปคนเดียว หมุนอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมจักร จิตมันหมุนเพื่อออกจากวัฏวนเป็นอัตโนมัติ หมุนติ้วๆ ตื่นนอนขึ้นมาเอากันแล้ว ฟัดกันแล้ว ไม่มีกรรมการ แยกละ ซัดกันเลย จนกระทั่งหลับ บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่งเลย มันหมุนกันอยู่ตลอดเวลา นี่ละอัตโนมัติของธรรมที่ฆ่ากิเลส เมื่อถึงขั้นธรรมฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติแล้วฆ่าเหมือนกันกับกิเลสทำลายหัวใจสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมัน มันหากทรมานวิธีการต่างๆ ให้คิดให้ปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้หมุนอยู่ภายในของมัน

เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น แต่ก่อนเราก็ไม่รู้ แต่เวลาธรรมได้หมุนกิเลสเป็นอัตโนมัติแล้วทีนี้ตามรู้ละ อยู่ที่ไหนมันไม่ถอย มันหมุนติ้วๆ นอนมันก็ไม่ยอมหลับ มันฟัดกันอยู่ ร่างกายนอนเหมือนซุง แต่จิตนี้มันไม่ได้นอนนะกับกิเลส มันฟัดกันอยู่ นอนมันก็ฟัดกันอยู่ ลุกนั่งมันก็ฟัด เดินจงกรมมันก็ฟัด อยู่อิริยาบถใดฟัดกันทั้งนั้น เว้นแต่เวลาหลับ ขนาดนั้นละ มันพักไม่ได้นะถึงขั้นมันจะออกแล้ว นี่เราพูดสำหรับจิตเรา จิตผู้อื่นผู้ใดเราก็ไม่ทราบได้นะ

เราพูดสำหรับจิตเราเวลามันเป็นเป็นอย่างนั้น เวลามันหมุนฆ่ากิเลสนี่ก็แบบเดียวกันเลย ไม่มีวันมีคืน บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่ง มันซัดกันอยู่ภายใน  เราจะนอนก็ตาม อันนี้ไม่ยอมนอน ฟัดกันอยู่ เหมือนนักมวยเข้าวงในกัน ซัดกัน ขึ้นมานั่งก็นั่งฟัด นอนก็ว่าจะให้หลับมันไม่หลับมันก็ฟัดอยู่ ลงไปเดินจงกรมก็ฟัดกันอยู่ สุดท้ายแจ้ง ไม่หลับเลย กลางวันมันยังจะไม่หลับอีก เรามันจะตายแล้ว ร่างกายเป็นเครื่องมือ ความคิดความปรุงเกี่ยวกับเรื่องร่างกายมันอ่อนเพลียในหัวอก คิดไปมาก พิจารณามากซัดกันอยู่ไม่หยุดไม่ถอยมันก็อ่อนเพลียในหัวอก

นี่มันจะตายแล้วทำอย่างไร ต้องพยายามพักเข้าสมาธิ หักจิตที่มันหมุนเป็นธรรมจักรแล้วก็เข้าสู่สมาธิความแน่วแน่เป็นเอกจิต เอกธรรม เอกัคคตารมณ์ ไม่ให้คิด บังคับให้อยู่ในนี้ นี่ละพักเครื่อง พอได้กำลังแล้วพอจิตเข้าสู่สมาธิมันเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ ที่หมุนติ้วๆ นั่นระงับหมดเลย เหลือแต่ความรู้อันเดียว ดิ่ง ทีนี้ก็สั่งสมความรู้อันนี้ไว้ให้นาน มีกำลังพอสมควรแล้วก็ปล่อย พอปล่อยนี้ก็ผางเลย ทีนี้ยิ่งไปใหญ่ละ

นี่พูดถึงเรื่องจิตฆ่ากิเลส ท่านทั้งหลายไม่เคยฟังฟังเสีย ถอดออกมาจากหัวใจจริงๆ มาพูดให้ท่านทั้งหลายฟัง องค์เหล่านั้นท่านก็เป็นตามนิสัยวาสนาของท่าน ไม่ค่อยพูดซอกแซกซิกแซ็กพิสดารเหมือนเรานะ ไอ้เรานี่มันพูดได้พิสดาร เวลาเทศน์ก็แบบเดียวกัน เพราะมันเป็นอยู่ในใจ มันออกได้ทุกแบบทุกฉบับเทศน์นี่นะ เหมือนไม่มีอะไรนี่นะ อยู่เฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเลย แต่เวลาเริ่มขึ้นเทศน์ติดเครื่องแล้วทีนี้ มันก็ออกแล้วทีนี้ ติดเครื่องมันก็บึ่งเลยละ ทีนี้พุ่งเลยละ นั่น มันเป็นอย่างนั้น

เอาจนกระทั่งเจ้าของรำคาญเจ้าของ โอ้โห จิตนี่ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ผิดคาดผิดหมาย ตั้งแต่ก่อนเวลาล้มลุกคลุกคลานถูไถกันไปกันมาด้วยความอุตส่าห์พยายาม ทั้งปลอมโยนจิตใจตัวเอง เออเอาละก็เวลานี้กำลังล้มลุกคลุกคลาน ยังไม่ได้หน้าได้หลัง ทุนก็ไม่มี กำไรก็ไม่มี ก็ต้องใช้การค้าการขายการขวนขวายด้วยกำปั้นตัวเองนั้นแหละ เพราะมันไม่มีเครื่องมือ ต่อไปเมื่อจิตพอเป็นไป มีเครื่องมือแล้ว มีทุนมีกำไรขึ้นมาบ้างแล้วมันจะค่อยเบาไป ปลอบใจตัวเอง

ทีนี้พอจิตเข้ามาได้อย่างที่ว่านี้แล้วทีนี้มันกลับตาลปัตรนะ แทนที่มันจะสะดวกสบายต่อไปๆ กลับตรงกันข้ามนะ ทีนี้ยิ่งหมุนตลอดเวลา จึงต้องได้ย้อนคิด เอ้อ ที่เราคิดคาดหมายใจของเราว่า เวลามันลำบากลำบนก็ล้มลุกคลุกคลานเป็นธรรมดา  ต่อไปเวลามีกำลังวังชาแล้วจะค่อยสะดวกไปนี้ผิดทั้งเพเลย เวลามันสะดวกเท่าไรมันยิ่งพุ่งของมันใหญ่ จนกระทั่งไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน โอ๊ยมันผิดทั้งนั้นละ ความที่เราคาดคิดกับความเป็นขึ้นมาในใจนี้ผิดทั้งนั้น เอาเสียจนจะเป็นจะตาย ถ้าได้ลงทางจงกรมแล้วไม่มีเวลานะ

นี่ละที่เราเชื่อพระโสณะที่ท่านทำความเพียรฝ่าเท้าแตก คำว่าฝ่าเท้าแตกนี่มันไม่ได้แตกอย่างนี้นะ มันกัดเข้าไป กัดเข้าไป บางเข้าไป บางเข้าไปถึงเนื้อ พอถึงเนื้อแล้วก็เรียกว่าฝ่าเท้าแตก คือมันบาง เราจะได้เห็นเรื่องของเราชัดเจนเป็นพยานกัน ทีนี้เวลามันได้ลงเดินจงกรมแล้วนี้มันไม่มีเวลานะ ไม่มีนะ ไม่ว่ากลางคืนกลางวันถ้าลงได้ลงแล้วจนกระทั่งก้าวขาไม่ออก อันนั้นละเป็นข้อตัดสินกัน คือมันเหนื่อยมันเพลียเสียพอจนก้าวขาไม่ออก เอาละทีนี้ไปไม่ไหวแล้ว พัก จะให้อันนี้พาพักไม่พักนะ ต้องเอาธาตุขันธ์ ก้าวขาไม่ออก ไปไม่ไหวแล้วพัก

ครั้นเวลามาพักแล้วออกร้อนฝ่าเท้านี้ เหมือนไฟรนทีเดียวนะ ออกร้อนหมดเลยทั้งสองข้าง โอ้โห ฝ่าเท้านี่มันทะลุแล้วเหรอ มาดูก็ไม่ทะลุ แต่มันบางเต็มที่แล้ว ถ้าเลยจากนั้นมันก็ทะลุ นั่นละท่านเรียกว่าฝ่าเท้าแตก ของเรานี้ยังไม่แตกก็คือยังไม่ทะลุ  เป็นแต่เพียงว่าบางๆ มองดูมันไม่ทะลุ แต่เวลาเอามือไปลูบคลำมันเสียวนะ ทั้งเสียวทั้งเจ็บ จวนแล้วจวนจะถึงเนื้อแล้ว แต่พอดีกิเลสมันแตกเสียก่อน พูดให้มันชัดเจนอย่างนี้

พระโสณะท่านฝ่าเท้าแตกก่อนกิเลสแตก ไอ้เรานี้กิเลสแตกก่อนฝ่าเท้าแตก คือกำลังเสียวแล้วนะ จับอย่างนี้เสียวหมดฝ่าเท้านะ เสียวหมด มันเจ็บ ทั้งเสียวทั้งเจ็บ กำลังจะเข้าถึงเนื้อแล้ว มันกัดเข้าไป เพราะเดินจงกรมไม่มีเวลาหยุด ถ้าลงได้ลงกลางคืนก็ตามกลางวันก็ตามจนก้าวขาไม่ออกถึงจะหยุด เวลาไหนก็เดินแล้วมันจะได้ความหนาแน่นเหมือนภูเขามาจากไหน ฝ่าเท้า มันก็บางเข้าไปก็ถึงเนื้อเท่านั้นเอง ที่ว่าเราคาดคาดไม่ถูกนะ ผิดทั้งเพ

          จวนเวลามันจะผ่านเท่าไรแล้วมันอยู่ไม่ได้เลย ที่จะให้มาอยู่นอนตายกองกันอยู่อีกอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด คอขาดขาดไปเลย ที่จะให้มายอมนอนตายกองกันนี้ไม่ยอมแล้ว อย่างไรจะเอาให้พ้นๆๆ ตลอดเลยเชียว นั่นละที่มันบังคับความเพียรเรา ไม่รู้จักเวล่ำเวลาจนก้าวขาไม่ออกแล้วถึงพักสักทีหนึ่ง นี้ยังไม่แตก เชื่อแล้วทีนี้เชื่อพระโสณะท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก แตกเพราะเหตุนี้เอง คือมันมีเหตุบังคับ ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ บังคับเดินจงกรมให้มันจนฝ่าเท้าแตกเป็นไปไม่ได้

ถ้ามาเข้าถึงจุดนี้แล้วยอมรับทันที  มันไปไม่หยุดไม่ถอยจนกระทั่งก้าวขาไม่ออกแล้วมันถึงจะหยุด วันนี้ก็เดินเวลาไหนก็เดิน เดินไม่หยุดไม่ถอยทำไมฝ่าเท้ามันจะไม่บางๆ จะไม่แตกละ มันก็แตก นี่ของเราก็กำลังเริ่มแล้ว ลูบคลำดูฝ่าเท้านี่มันเสียวแล้ว เจ็บแล้ว หากยังไม่แตก พอดีกิเลสแตกเสียก่อน จึงได้หยุด แล้วก็ได้พระโสณะมาเป็นสักขีพยานอย่างยอมรับเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย อ๋อ ที่ท่านว่าฝ่าเท้าแตกเพราะมันทะลุนั่นเอง บางเข้าไป บางเข้าไปทะลุถึงเนื้อ เรียกว่าฝ่าเท้าแตกนะ เรายังไม่ถึง แต่เสียวแล้ว ทั้งเสียวทั้งเจ็บ ลูบๆ มันเสียวทั้งเจ็บ จวนจะถึงเนื้อแล้วนะ แต่พอดีกิเลสมันแตกเสียก่อน ฝ่าเท้าก็เลยไม่แตก เป็นพยานได้อย่างชัดเจน

นี่ละความเพียรอัตโนมัติ ความเพียรหมุนตัวไปเอง มันไม่เหมือนเราบังคับเดินหยอกๆ เดี๋ยวหมอนอยู่ไหนนะ เสื่ออยู่ไหนนะ เพื่อความสะดวกเอาหมอนมามัดติดคอ เอาเสื่อมัดติดหลัง เอาเดิน อย่างนั้นสะดวก มันต่างกันนะ ท่านผู้ความเพียรกล้าท่านไม่ได้สนใจ อยู่ที่ไหนอยู่ได้ทั้งนั้น แต่จิตกับกิเลสนี่ฟัดกันตลอดเวลา ที่จะให้ว่างไม่มีนะ ถึงขั้นธรรมฆ่ากิเลสแล้วไม่มีเวลาว่างเหมือนกัน เช่นเดียวกับกิเลสอยู่บนหัวใจสัตว์ไม่มีว่าง บังคับสัตว์ทั้งหลายให้คิดให้ปรุงในแง่ต่างๆ ดีใจเสียใจ จนกระทั่งบางรายนอนไม่หลับ หรือเป็นบ้าไปเลยก็มี เพราะความคิดมากตามกิเลส

ทีนี้เวลาธรรมหมุนมากก็เป็นแบบเดียวกัน เป็นแต่เพียงมันไม่เป็นแบบหมุนมากไปจนเป็นบ้าเหมือนกิเลสเท่านั้นเอง ไม่ไป แต่มันหากหมุนของมันไม่หยุด ถ้ากิเลสไม่ขาดไม่หยุด เอาให้ขาดสะบั้นต่อหน้าต่อตา พอกิเลสขาดสะบั้นไปแล้วความเพียรที่ เป็นธรรมจักรหมุนตัวเป็นเกลียวนี้ยุติทันที ไม่ต้องไม่ต้องบังคับนะ ความเพียรที่เหมือนนักมวยเข้าวงในกันนั้นหยุดทันที ไม่หยุดจะสู้กับอะไร ก็คู่ต่อสู้มันตายให้เห็นอยู่นั่นต่อหน้าต่อตา กิเลสมันขาดสะบั้นลงไปต่อหน้าต่อตา จิตจ้าขึ้นมาแล้ว แล้วจะไปสู้กับอะไร ความเพียรมันหยุดเอง

ที่พูดมาเหล่านี้เราเป็นแล้วทั้งนั้นนะ เราไม่ได้มาอวดพี่น้องนะ ถึงขั้นมันซัดกันนี้ซัดขนาดนั้น อยู่กับใครไม่ได้บอกแล้ว เราต้องอยู่คนเดียวเราทั้งวันทั้งคืน ไม่ให้เห็นใครเลย เดินบิณฑบาตนี้เขาจะเอาอะไรใส่บาตรมันไม่สนใจ แต่จิตมันหมุนของมันอยู่อย่างนี้ เขาจะเอาอะไรใส่บาตรให้ไม่สนใจนะ คือจิตมันไม่ออกเลย มันหมุนอยู่ เวลามามีอะไรก็ฉันยิบๆ แย็บๆ นิดหนึ่ง พอเยียวยาธาตุขันธ์ หลักใหญ่มันอยู่ที่ฟัดกับกิเลสให้ขาดสะบั้นนู่น หลักมันอยู่นู้นนะ

มันจึงไม่มีอะไรเป็นอารมณ์กับการการอยู่การกินใช้สอยต่างๆ ที่อยู่ที่กินที่หลับที่นอนไม่สนใจ สนใจตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้นลงต่อหน้าต่อตานี้ที่สนใจอย่างมาก มันก็หมุนเอาแรงละซิ พอกิเลสมันขาดลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ความเพียรที่ว่าแบบสะบั้นหั่นแหลกยุติทันที เป็นอัตโนมัติ จะฆ่าอะไรมันก็รู้อยู่แล้ว ข้าศึกมันก็ตายให้เห็นอยู่นี่ แล้วจะไปฆ่ากับอะไร มันยุติเองความเพียร นั่นละการประกอบความเพียร อย่างพระโสณะท่านฝ่าเท้าแตก แตก ไม่แตกได้อย่างไร ก็มันหมุนไปเองตลอดเวลา

ถ้าลงได้ลงทางจงกรมไม่รู้จักหยุด จนก้าวขาไม่ออกถึงจะหยุด เดินไปเดินมามันจะไม่แตกได้อย่างไร มันต้องแตกซิ นี่ก็เป็นพยานได้ เราไม่ถึงขั้นแตก เป็นแต่ว่าขั้นเสียวๆ เรามาจับดูฝ่าเท้าของเรามันออกร้อนเหมือนไฟรนนะ เรามาลูบเสียว ทั้งเจ็บทั้งเสียว กำลังจะถึงเนื้อแล้วฝ่าเท้า แต่กิเลสมันแตกเสียก่อน ฝ่าเท้าเราเลยไม่แตก มันเป็นเองนะ ไม่มีใครที่จะบังคับเดินจงกรม จนกระทั่งฝ่าเท้าแตกธรรมดาๆ เราเชื่อไม่ได้นะ ถ้าลงหลักธรรมชาติบังคับแล้วไม่ต้องบอก เชื่อด้วยกันทุกคน ยอมรับกัน คือมันหมุนของมันตลอดเวลา ไม่มีเช้าสายบ่ายเย็นไม่มี ได้เข้าทางจงกรมแล้วเท่านั้น ไม่ว่าแดดว่าฝนถ้ามันจะตายจริงๆ ฝนตกหนักมันก็เข้าร่มเสีย แต่อันนี้มันไม่ถอยกัน ฟัดกันอยู่นั้น

นี่ละความเพียรถึงขั้นมันเอาจริงเอาจังที่จะหลุดพ้นจากทุกข์จริงๆ แล้วอยู่ไม่ได้เลยนะ ให้อยู่นี้ไม่ได้ ให้ตายเสียดีกว่า เอาฟัดกันจนได้ เราไม่ตายกิเลสตายเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นมันจะถอยได้อย่างไร มันก็หมุนของมันติ้วๆ จิตนี้เวลาถึงขั้นมันจะออกแล้วนี่อย่างไรมันก็ไม่อยู่  ที่จะฉุดให้มันลงมานี้ไม่ยอมลง จิตนี้ถึงขั้นมันจะออกจะหลุดจะพ้นมันหมุนของมันตลอดเวลาเลยนะ ให้ฟังเสียท่านทั้งหลายไม่เคยฟัง เวลาล้มลุกคลุกคลานมันก็มองหาแต่เสื่อแต่หมอน มรรคผลนิพพานเลิศเลอขนาดไหนมันไม่สนใจ เข้าใจไหม มันสนใจแต่เสื่อแต่หมอน แต่พอมรรคผลนิพพานได้พาดพิงเข้าถึงจิตแล้วทีนี้เอาละนะ ไม่สนใจกับเรื่องหลับเรื่องนอน หมุนติ้วตลอดๆ เลย มันเป็นในหัวใจพูดได้ทั้งนั้นละนะ ถ้าไม่เป็นพูดด้นๆเดาๆ เกาหมัด ใช้ไม่ได้นะ ถ้าลงมันเป็นในจิตใจนี้มันออกผางๆ ๆ เลย มันเป็นอยู่หมดแล้ว จะไปสะทกสะท้านกับอะไร เจ้าของเป็นเอง

นี่ละเรื่องการฆ่ากิเลส สำหรับเรานี่ทุกข์มากอยู่ถ้าว่ามาก แต่อำนาจของจิตที่มันรุนแรงพาให้ถอยไม่ได้นะ มันแน่นหนามั่นคงมากนะ อะไรจะอดอยากขาดแคลนมันไม่ถือเป็นอุปสรรคนะ แต่ความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์มันพุ่งๆ ตลอด ไม่มีอ่อนเลย อันนี้ละพาไป นอกจากนั้นล้มระนาวไปหมด ทุกข์ยากลำบากขัดข้องประการใดไม่เป็นอุปสรรคได้ลงจิตได้พุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ ก็เราก็ต้องการจะเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้อยู่แล้วเต็มหัวใจ หลังจากได้ฟังเทศน์ของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นแล้วเต็มหัวใจแล้ว เรื่องมรรคผลนิพพานนี้หายสงสัย แม้กิเลสจะยังมีอยู่ในหัวใจแต่หัวใจที่เชื่อมรรคผลนิพพานเต็มสัดเต็มส่วนเลย นั่นละทีนี้มันก็พุ่งเลยละ เอาอย่างหนักเลย

เมื่อความเพียรมันเร่งมันจะไปไหนกิเลส ตีทุกวันๆมันก็หมอบ อ่อนลงๆ สุดท้ายขาดสะบั้นไปได้ ถ้าเหยาะๆ แหยะๆ ก็อย่างว่าละ  พูดถึงความเพียรนักปฏิบัติภาวนาที่ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆท่านเป็นอย่างนั้น ให้เข้าใจเอา วงกรรมฐานท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ ท่านจะไม่สนใจกับอะไรเลยนะ จตุปัจจัยไทยทานใครให้มามากน้อยนี้ท่านไม่สนใจเลยนะ มีตั้งแต่จุดที่จะให้พ้นทุกข์ๆๆตลอดเวลา อดอยากขาดแคลนท่านไม่สนใจ ขอให้ได้เดินด้วยความสะดวกทางความพากเพียรแล้วท่านเป็นที่พอใจ พอใจเรื่อยไปเลย สุดท้ายมันก็ผ่านได้ เป็นอย่างนั้นละ

ครูบาอาจารย์องค์ใดที่เคยสนทนาธรรมะกันนี้คล้ายคลึงกัน เด็ดเผ็ดร้อนเหมือน นะ ไม่ได้อ่อนแอนะ อย่างที่เราคุยกับหลวงปู่ขาวนี่ฟาดกันตั้งแต่สองทุ่มถึงหกทุ่ม  ซัดกันเต็มเหนี่ยวเลย เรียกว่าเปิดตับเปิดปอดออกสู่กันฟังเฉพาะสองต่อสอง มันมีแม่ชีคนหนึ่งอยู่ข้างหลัง เราไม่เห็น นึกว่าสองต่อสองแล้วฟัดกันเต็มเหนี่ยวเลย มันมาแอบฟังอยู่นี้แม่ชีคนนั้นน่ะ ไปในงานเราไม่ไป ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ท่านก็อนุโลมด้วยว่าวันนี้มหาบัวกับท่านขาวไม่ไปก็ได้ ท่านอยากให้เรามีโอกาสได้คุยธรรมะกันโดยเฉพาะ ไม่ไปก็ได้ เราคิดว่าจะไม่ไปอยู่แล้ว ก็มาในงานเฉยๆ เกิดประโยชน์อะไร

พอท่านว่าอย่างนั้นก็ยิ่งได้โอกาส พอสองทุ่มปั๊บก็เข้าหาท่านร้านเล็กๆ กั้นแผงเอาไว้ เราก็นั่ง มีเสาไม้ไผ่อยู่นี้เราก็นั่งข้างใน พิงไม้ไผ่อยู่นี้ แล้วแม่ชีคนหนึ่งมานั่งอยู่ข้างนอกไม่เห็นละซี มันก็นั่งอยู่ข้างนี้ เราอยู่ข้างนี้ มันติดกันอยู่นี่ใช่ไหมละ ก็นึกว่าไม่มีใครมีสองต่อสองฟัดกันใหญ่เลย ตั้งแต่สองทุ่มถึงหกทุ่มเอากันเต็มเหนี่ยวเลย พอพูดจบลงแล้วก็เบนคำพูดไปทางอื่นบ้างที่เที่ยวทางนู้นทางไหนอะไร มันก็รู้เบนออกจากจุดสำคัญๆ แล้วมันก็กระแอมขึ้นมานี่ มันใครมาแอมๆ อยู่นี่ ดิฉัน. โธ่ หมด หมดตับ พูดกับหลวงปู่ขาว โอ้ยหมดตับครูอาจารย์ นี่แอมนี่ หมดตับ

มาอย่างไรแต่เมื่อไร มาแต่สองทุ่ม ยิ่งหมดไม่มีอะไรเหลือเลย เริ่มแต่สองทุ่ม เราเริ่มก็สองทุ่ม มันก็มานั่งอยู่ข้างนอก แผงกั้นอยู่ข้างในมันก็มองไม่เห็นละซี เรานั่งอยู่ข้างในมันนั่งอยู่ข้างนอก มีบันไดเป็นแผ่น มันนั่งอยู่บันไดที่จะก้าวขึ้นหาร้านหลวงปู่ขาว มันก็นั่งพิง มันก็ถนัดฟังแล้ว จนกระทั่งจบไปแล้วมันถึงกระแอมขึ้นมา หมดตับเลย คุยกันถนัดเลย ฟัดกันเต็มเหนี่ยว ที่เอากันทุกกิทุกกีจริงๆ กับหลวงปู่ขาว ท่านอาจารย์คำดีได้เอามากพอสมควร จุดสำคัญๆ นอกจากนั้นก็พูดเป็นจุดๆ สำหรับหลวงปู่ขาวนี่เอาตั้งแต่ต้น เพราะต่างคนต่างสงสัยกัน เตรียมพร้อมใส่กัน

ท่านเจ้าคุณท่านก็เสริมด้วย ไปในงานนี้มหาบัวกับท่านขาวไม่ต้องลงไปก็ได้ ท่านตั้งใจจะให้เราคุยธรรมะกัน ไปก็ได้คุยอย่างนั้นจริง เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงได้หายสงสัยการปฏิบัติธรรม ท่านก็เล่าให้ฟังจนกระทั่งถึงสถานที่ที่เป็น เรายังจำไม่ลืมท่านว่าโรงขอด ทางอำเภอแม่แตงหรืออะไรท่านไป นี่ละเวลาจิตหมุนที่จะออก ท่านไปเห็นเขาเกี่ยวข้าวอยู่ ข้าวมันกำลังเหลืองกำลังสุก ท่านก็ดูความหมุนของต้นขาว มันมาเกิดอะไรจากนั้นมาหว่านเป็นกล้าเป็นอะไรแล้ว ก็มาปักมาดำเป็นต้นเป็นรำขึ้นมา ก็มาแก่เป็นรวงขึ้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันเป็นข้าวแก่มันก็หมุนของมันไปอย่างนี้

จิตของเรามันก็หมุนอย่างนั้นๆ ท่านเอามาพิจารณาเต็มเหนี่ยว ท่านบรรลุธรรมในคืนวันนั้น เรียกว่าโรงขอด ท่านเล่าให้ฟัง อันนี้คุยกันอย่างถนัดเลย เปิดอกใส่กัน หายสงสัย องค์เหล่านั้นก็พูดแต่จุดสำคัญๆ อย่างหลวงปู่แหวนนี้ก็จุดสำคัญ ใส่ผางเลยเชียว เพราะเตรียมใส่กันมานานแล้ว ท่านก็ โห ของเล่นเมื่อไร ธรรมถึงใจ ใจถึงธรรม ธรรมถึงใจ กิริยามารยาทของท่านนี้ให้คนไปดูนี้เขาว่าพระทะเลาะกัน

ไปทีไรคนเห็นเราไปนี้เขาหวังจะได้พบท่าน แต่ก่อนมันมีไอ้หนูผีบ้ามันห้ามไม่ให้เข้า ถ้ามันไม่ได้สะแตกเงินกับเขามันไม่ให้เขาเข้า เข้าใจไหม แต่กับเรานี่มันกลัวซี  ถ้าเราไปแล้ว หนึ่ง มันเผ่นหนี สอง มันมาให้ความสะดวกทุกอย่างๆ มันรู้แล้วว่าคือเสือตัวหนึ่งมานี้ มันกลัวเรามาก บทเวลาจะเอากัน พอไปญาติโยมเขาก็รุมมาเลย ก็เลยชี้แจงให้เขาทราบ ยังให้รอเสียก่อนนะ เราจะไปหาท่านคุยกันพอสมควรแล้วจะออกมา ออกมาแล้วจะให้สัญญาณแล้วค่อยมาเข้าเฝ้าท่าน อย่างไรได้เข้าเฝ้าแน่นอนวันนี้ ไอ้หนูเปรตตัวนั้นน่ะมันห้ามไม่ให้เข้า แต่เราไปวันนั้นมันเปิดหนีแหละ

พอเราชี้แจงเหตุผลให้เขาทราบเขาก็แตกฮือเลย กลับไปอยู่นู่น เราก็เข้าเขาก็ใส่กันเลย เขาก็ใส่กันเลยกับหลวงปู่แหวนนะ โถ ไม่ใช่เล่นๆ น้ำท่าน คือน้ำธรรมที่สะอาดสุดยอดเท่ากับถังน้ำที่อยู่หน้าวัดท่านก็ถูกนะ ที่ใสสะอาดสุดยอดไม่ควรแก่การชะล้างใช้สอยสิ่งใดน้ำอันนี้ ควรแก่สิ่งที่ควรเท่านั้นท่านจึงไม่ได้นำออกใช้ ใครไปก็เหรียญนั้นเหรียญนี้ ท่านก็พูดเหรียญนั้นเหรียญนี้ไปเสีย น้ำมันไม่ได้แตะ ไม่มีใครแตะได้เลย เราไปวันนั้นเข้าไปก็ใส่ตูมเลยเชียว ซัดกันเลย เอาสองจุดไม่เอามากละ จุดแรกเราตั้งนาฬิกาเอาไว้

ไปก็ใส่ปั๊บเลยทันที ท่านก็ออกผางมาเลยเชียว เราดูนาฬิกา ท่านจบ ๑๐ นาที  เราหายสงสัยแล้ว ทีนี้เข้าจุดใหญ่ละทีนี้ จุดสำคัญใส่ผางเข้าไปนี้ ท่านออกใหญ่เลยคราวนี้นะ เพราะมันจุดใหญ่ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา จุดอวิชชาขาดสะบั้น เราจ่อเข้าไปตรงนั้น ท่านก็ผางออกมาเลย โอ๊ยเสียงท่านนี่กังวาน เหมือนพระทะเลาะกันนะในกุฏิ ความจริงก็มีพระอุปัฏฐากองค์หนึ่งอยู่นั้น กับเราสององค์ สามกับหลวงปู่แหวนเท่านั้น ใส่เปรี้ยงๆๆ ตัวแดงขึ้นเลยนะ นั่นละพลังของธรรม

ถ้าเป็นธรรมก็ไม่ได้ใช้เลย กักขังไว้อย่างนั้นด้วยความสะอาดของน้ำเต็มที่  ไม่มีใครจะไปแตะต้องได้ เพราะไม่สมควรแก่น้ำประเภทนั้น ทีนี้ไม่มีใครที่จะสมควรแก่ธรรมประเภทนี้ มาก็มาขอแต่เราสู้บ้าง เหรียญนั้นเหรียญนี้บ้างอะไรบ้าง ท่านก็เอาเหรียญนั้นเหรียญนี้ให้เสีย น้ำนั้นก็ไม่มีใครแตะ แต่เวลาเราไปไม่ได้สนใจละเราสู้ไม่สู้ ฟาดกันเลยทีเดียว ท่านก็ผางออกมาเลย ขึ้นประโยคแรก ๑๐ นาที ขึ้นประโยคที่สอง ๔๕ นาที เป็นอย่างไรฟังซิน่ะ

โอ้ยตัวแดงเลย ท่านไม่เคยเปิดธรรมะประเภทนี้ ทั้งหัวเราะลั่นเลยนะ รื่นเริง ตัวแดงเลย นี่ละพลังของธรรมท่าน ใครไปดูภายนอกจะว่าท่านโมโหโทโสนะ นั่นละพลังของธรรมออกเต็มเหนี่ยว เพราะธรรมนี้เข้าถึงใจท่านเต็มที่ ออกจากนั้นองค์นั้นละได้คุยกันหรือยัง องค์นั้นละ ท่านชี้นะ แต่เราก็ไว้หน้าเราไม่ค่อยบอกละ ไว้หน้าครูบาอาจารย์ทั้งหลายเอาไว้ องค์นั้นละได้คุยกันแล้วยัง องค์นั้น..ระบุชื่อด้วยนะ ธรรมะประเภทนี้นะ พูดง่ายๆ ได้คุยกันแล้วยัง เราก็ไม่ค่อยพูด อ้อมๆ แอ้มๆ ไปเสีย

จากนั้น โอ้ รู้สึกท่านรื่นเริงเต็มที่เลยนะ พูดนี้เสียเว้าๆๆ อยู่ในกุฏินี่เหมือนพระทะเลาะกัน นี่พลังของธรรมออกเต็มเหนี่ยว ตัวแดงเชียว ทั้งพูดทั้งหัวเราะลั่น ท่านพอใจท่าน ไอ้พระขี้ดื้อท่านคงว่าอย่างนั้น มันมาเล่นถังน้ำเราเสียแหลก เอาเสียเต็มเหนี่ยว ตั้งแต่นั้นมาหายสงสัยเรื่องของท่าน ถ้าได้เข้าถึงกันแล้วร้อยก็ร้อยเลยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ลงจุดไหนก็รู้ยังจุดนั้นๆ ถ้าลงจุดร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย ใครจะว่าท่านเป็นสังฆาปาราชิกไม่สนใจฟัง เพราะผ่านสมมุตินี้หมดแล้ว สังฆาปาราชิกทั้งหลายเหล่านี้เป็นสมมุติ ธรรมชาตินั้นพ้นหมดแล้ว จะเอามาเกี่ยวข้องอะไรกับมูตรกับคูถเหล่านี้ซึ่งเป็นสมมุติ ท่านผ่านหมดแล้ว

ได้ฟังกันสนุกสนานกับหลวงปู่ขาว-หลวงปู่แหวนที่ได้พูดกันเต็มที่นะ นอกนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรนักละ พูดถึงเรื่องธรรมวิมุตติหลุดพ้น จนกระทั่งวิถีจิตที่มันเข้ามันเข้าอย่างไรๆ ๆ พูดกันปั๊บเข้าใจกันทันที นักปฏิบัติที่รู้ด้วยกันแล้วแย็บออกรู้กันทันทีๆ เลย ถ้าไม่รู้ภูมิไม่ถึงมันก็ไม่เข้าใจ ถ้าภูมิถึงกันแล้วปั๊บเข้าใจทันทีๆ นี่ละท่านผู้ทรงมรรคทรงผล หลวงปู่ขาวอัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุแล้ว หลวงปู่แหวนก็กลายเป็นพระธาตุแล้ว หลวงปู่พรหมบ้านดงเย็นก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว ตั้งหลายๆ องค์นะ ๑๐ กว่าองค์ บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นสายหลวงปู่มั่นเรานะ เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้นละที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุ เป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ ออกมาสำเร็จอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ประกาศโลกให้รู้ทั่วถึงกันว่านี้คือพระอรหันต์ พูดง่ายๆ

แต่สำหรับพระที่อยู่ใกล้ชิดติดพันกับท่าน ลูกศิษย์ลูกหาท่านท่านทราบก่อนแล้ว ธรรมะอะไรลึกตื้นหยาบละเอียดอะไรระหว่างพ่อกับลูกไม่คุยกันมีอย่างเหรอ ต้องพูดลึกตื้นหนาบางขนาดไหนท่านต้องคุยกันเต็มเหนี่ยว และพระเหล่านั้นท่านรู้หมดแล้วแหละ รู้เฉพาะเรื่องภายในจิต แต่ไม่ประกาศอย่างโจ่งแจ้งเหมือนอัฐิกลายเป็นพระธาตุ พออัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วทีนี้มันก็ยอมรับหมดเลย

นี่การปฏิบัติธรรม เมื่อยังมีผู้ปฏิบัติอยู่ธรรมเปิดเผยตลอดเป็นอกาลิโก ทั้งบาปทั้งบุญ ใครทำบาปเมื่อไรเป็นบาปเมื่อนั้น ทำบุญเมื่อไรเป็นบุญ เป็นธรรมตลอด จนกระทั่งหลุดพ้นได้เป็นอกาลิโก ถ้าไม่ปฏิบัติก็มีแต่เป็นหนอนแทะกระดาษอยู่ ไม่สนใจที่จะปฏิบัติ เรียนไปก็เรียนเอาชั้นเอาภูมิเป็นกิเลสไปหมดเสีย เรียนธรรมเป็นกิเลสก็อย่างนี้ เรียนเอาชั้นเอาภูมิชั้นนั้นชั้นนี้ มันเลยกลายเป็นกิเลส ธรรมเลยไม่มี ถ้าเรียนเพื่อปฏิบัติแล้วเป็นธรรม เป็นธรรมล้วนๆ ท่านจึงว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปริยัติศึกษาเล่าเรียนแล้วให้ปฏิบัติตามที่สอนมา เหมือนเขาปลูกบ้านสร้างเรือน เอาแปลนมากางแล้วจะเอาขนาดไหนดูแปลน สร้างบ้านขึ้นมาตามนั้นก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แล้วก็เป็นปฏิเวธรู้ผลของงานเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่ขุดดินเทคานไปจนกระทั่งถึงบ้านสมบูรณ์แบบ เป็นปฏิเวธความรู้แจ้งในผลงานของตน ตลอดไปอย่างนั้น

นี่ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกันสดๆ ร้อนๆ อยู่ตลอดเวลาถ้ามีผู้ปฏิบัติ ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติก็เป็นหนอนแทะกระดาษก็เป็นตลอดไปอย่างนี้แหละ อ่านไปคัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้ก็เอาน้ำลายมาอวดกัน ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ประสาความจำ ความจำไม่ใช่สมบัติของตน ความจริงเกิดจากภาคปฏิบัติต่างหากเป็นสมบัติของตน  เมื่อได้ปรากฏขึ้นภายในใจตนเองรู้แล้ว แล้วก็เป็นสมบัติของตนตั้งแต่ขั้นความสงบ สมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น เป็นสมบัติของตนเป็นลำดับลำดา

นี่ละถ้ามีภาคปฏิบัติก็เป็นปฏิเวธๆ รู้แจ้งผลงานของตนเป็นลำดับลำดาจนทะลุเลย ท่านปฏิบัติท่านเป็นอย่างนั้น ถ้าทำตามทางของพระพุทธเจ้าแล้วเสมอตลอด ถูกต้อง เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา เดินทางตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพาน ตามที่ท่านสอนไว้เรียบร้อยแล้วต้องถึง ไม่สงสัย เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก