การภาวนาเป็นเครื่องประหารกิเลส
วันที่ 7 ธันวาคม 2549 เวลา 17:00 น.
สถานที่ : หอพระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี

หอพระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานีเทศน์อบรมฆราวาส

หอพระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี

เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

(เวลา ๑๗.๐๐ น.)

การภาวนาเป็นเครื่องประหารกิเลส

         

          ไม่ต้องพิธีพิแทอะไรละ กิเลสมันไม่มีพิธีอะไร มันฟาดทีไรหงายเลยๆ..กิเลส  กิเลสมันไม่มีพิธีรีตรองอะไรละ มันฟัดเราทีไรหงายเลยๆ เราจะสู้กับกิเลสทำพิธี พอทำพิธีเสร็จแล้วมันฟาดเราหงายแล้ว มันไปได้ห้าทวีปแล้วกิเลส มันไม่ทันกัน ซัดปั๊วะเลยซิ วันนี้ลักษณะคึกคัก มาพูดเรื่องภาวนาให้ฟังละซิมันเลยคึกคัก เห็นตั้งแต่ขอนซุง ไปที่ไหนก็เอื่อยอ่ายๆ อืดอาด

(เตรียมงานนี้ ๑ ปี แต่หลวงตามาเทศน์วันเดียว ชั่วโมงเดียวด้วย หลวงตาต้องมาอีก) ไม่ชั่วโมงเดียวอย่างไร เราเอาตั้งแต่จรวดดาวเทียม เอาตั้งแต่นิวเคลียร์นิวตรอนลงใส่ปั๊วะเดียวมันก็หมดเลย เข้าใจไหม จะไปหาอะไรนักหนา เครื่องมือหลวงตานิวเคลียร์นิวตรอนพอแล้ว สองลูกเป็นอย่างมาก อันนี้มาตั้งปีหนึ่งนู่นเห็นไหม เป็นอย่างไรสนุกไหมพี่น้องทั้งหลาย เวลายิ้มก็ยิ้ม เวลาหน้าบึ้งบึ้ง ดูเราทั้งยิ้มทั้งบึ้งเลยจะตายเพราะดูเรา มีทุกแบบ แบบออกสงครามต้องมีหลายแบบ สุดท้ายนิวเคลียร์นิวตรอนฟาดลงปั๊วะหมดเลย เรียบ

กิเลสอยู่ภายในใจตีเข้ามา ตีเข้ามาตลอด นี่ละเรื่องภาวนานี้เราพอใจกับพี่น้องทั้งหลายนะ อย่างอื่นอย่างใดก็พอ เป็นเพียงยิบแย็บๆ ไม่ได้พอใจมากเหมือนการภาวนา การภาวนานี้จะรวมหัวกิเลสวัฏวนเข้าสู่จุดรวมเผาศพกิเลสบนหัวใจด้วยความพากเพียร อันนี้จิตใจที่ฟังแล้วรู้สึกมันเข้มข้นดีนะ มันถึงใจถ้าเรื่องภาวนา เป็นเรื่องที่จะประมวลกิเลสมาเผาศพมัน เผาศพกิเลสเผาที่หัวใจนะ เราอย่าว่าไปเผาที่นู่นที่นี่ เผาต้นไม้ภูเขาก็เป็นต้นไมภูเขา เผาอะไรเป็นอันนั้นไป เผากิเลสต้องเผาที่หัวใจ

กิเลสอยู่ที่หัวใจ ธรรมอยู่ที่หัวใจ พอพูดเรื่องนี้ก็เข้ากันได้ นี่เริ่มเทศน์แล้วนะ ให้ฟังให้ดีพี่น้องทั้งหลาย วันนี้ไม่ต้องยกครู เรายกมาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งป่านนี้แล้ว เข้าใจไหม ทีนี้ใส่ปั๊วะเลย ไม่ต้องยกครูแหละ ถึงคราวเอาต้องเอากันบ้างซิพี่น้องทั้งหลาย วันนี้พี่น้องทั้งหลายมาบำเพ็ญกองการกุศล อุทิศพระราชกุศลถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพ่อบ้านพ่อเมืองของเราทั่วประเทศไทย ท่านเป็นพ่อใหญ่โตที่สุดในเมืองไทยเรา ได้อุทิศถวายส่วนกุศลถึงท่านนะ จากนั้นเราก็ฟังเทศ์ฟังธรรมแล้วก็ให้นั่งภาวนากัน

การภาวนานี้เป็นการรวบรวมบารมีธรรมทั้งหลายเข้ามาสู่จุดรวม คือการภาวนานี้เหมือนกับเราสร้างทำนบใหญ่ขึ้นมา ทำนบใหญ่สำหรับเก็บน้ำทั้งหลายที่ไหลมากจากที่ต่างๆ เข้ามารวมทำนบใหญ่ เมื่อใหญ่มากขึ้นก็กลายเป็นมหาสมุทร มหาทะเลหลวงขึ้นไป น้ำเต็มไปหมดเลย นี่การสร้างคุณงามความดี เวลาเราสร้างจากการให้ทานมากน้อย การรักษาศีลการเจริญเมตตาภาวนามากน้อยมารวมอยู่ที่จิตตภาวนา ซึ่งเป็นการสร้างทำนบใหญ่ขึ้นมาในหัวใจ ไล่กิเลสตัณหาตัวภพตัวชาติ ตัวพาเกิดแก่เจ็บตาย ให้กองกันอยู่ในโลกนี้ล้วนแล้วตั้งแต่กิเลสเผาศพโลก เผาไม่หยุดไม่ถอย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ตายกองกันอยู่นี้เพราะกิเลสเผาโลกนั่นเอง

ทีนี้เราจะเผาศพกิเลสด้วยจิตตภาวนา ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ การเผาศพกิเลสจะลงในที่จุดเดียวคือจิตตภาวนา การให้ทาน การรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาอื่นๆ ก็รวมเป็นอุปกรณ์เครื่องหนุนกัน ถ้าว่าเชื้อไฟก็เป็นเชื้อไฟ เชื้อไฟไสเข้ามา ไสเข้ามา มาสู่จิตใจ กิเลสอยู่กับใจ เผาเข้ามาที่ใจ เมื่อคุณงามความดีเรามีมากแล้วเผาเข้ามาที่ใจด้วยจิตตภาวนา แล้วเผาหมดเลย พระพุทธเจ้าเผาที่พระทัย ตรัสรู้คืนวันเดือนหกเพ็ญ นั่นละคืนวันพระพุทธเจ้าเผาศพกิเลส เผาในคืนวันนั้น

พระสาวกทั้งหลายบรรลุธรรมในสถานที่เช่นนั้นๆ นั้นคือท่านเผาศพกิเลสอยู่ในสถานที่ต่างๆ กัน บำเพ็ญกองการกุศล เต็มภูมิแล้วก็เป็นมหากุศลกองใหญ่ สามารถปราบปรามกิเลสที่นอนจมอยู่ในจิตใจ บังคับบัญชาสัตว์ทั้งหลายให้ตายกองกันอยู่นี้ ไม่มีวันหยุดวันสิ้นให้ม้วนเสื่อลงไปจากจิตใจ ดังพระพุทธเจ้าก็คืนวันเดือนหกเพ็ญ พระสาวกองค์นั้นๆก็เหมือนกัน องค์ไหนอยู่ที่ไหนก็ฆ่ากิเลสม้วนเสื่อลงไปๆ ลงที่ใจ พอกิเลสขาดจากใจเท่านั้นแหละ เรื่องความทุกข์นี้ไม่ว่าความทุกข์ประเภทใดจะไม่มีในจิตใจของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เลยตั้งแต่วันท่านตรัสรู้ธรรม และบรรลุธรรมไปเท่านั้น

เพราะฉะนั้นจึงชี้ได้ชัดเจนว่ามีกิเลสเท่านั้นเป็นตัวยุแหย่ก่อกวน ทำให้โลกได้รับความเดือดร้อนวุ่นวายระส่ำระสายไม่ว่าคนมั่งคนมีคนทุกข์คนจน คนโง่คนฉลาดถูกกิเลสเผาด้วยกันทั้งนั้นแหละ เมื่อเอากิเลสนี้ขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้วไม่ว่าคนทุกข์คนจนเศรษฐีกุฎุมพีกลายมาเป็นเศรษฐีธรรมด้วยกัน เมื่อลงเป็นเศรษฐีธรรมแล้วกิเลสเข้ามาแตะไม่ได้เลย บรมสุขอยู่ที่ใจซึ่งสิ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วทั้งพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ท่านเรียกว่าบรมสุข กิเลสที่ทำให้เป็นมหันตทุกข์ได้สิ้นซากลงไปแล้วเป็นบรมสุขขึ้นมาที่ใจ นั่นแหละธรรมเป็นเครื่องประหารกิเลส การภาวนาเป็นเครื่องประหารกิเลส โดยลำดับลำดา

จิตที่ยังไม่สงบไม่รวมก็ให้พากันภาวนา ใครมีธรรมบทใดสนิทกับธรรมบทใด เช่นพุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ หรืออานาปานสติ มรณัสสติ มาเป็นคำบริกรรมภาวนา ให้สติติดแนบอยู่กันกับคำบริกรรมนั้น ไม่ให้เผลอ ไม่ให้คิดไปไหน เพราะคิดแล้วตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาพาให้คิดให้ปรุง ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ทีนี้ให้คิดให้ปรุงในบทอรรถบทธรรมทั้งหลาย เช่นพุทโธ หรือธัมโมเป็นต้น มีสติเป็นเครื่องกำกับ นี่เรียกว่างานของธรรม

งานของธรรมชำระกิเลส งานของกิเลสปรุงแต่งขึ้นมาเป็นงานของกิเลสเพื่อสร้างวัฏวน และกองทุกข์ทั้งหลายให้สัตว์ได้รับความทุกข์ความทรมานตลอดมา คือความคิดปรุงของกิเลสเป็นฟืนเป็นไฟ ความคิดปรุงของอรรถของธรรม เช่นพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ เป็นต้น มีสติกำกับรักษานี้เป็นความคิดโดยธรรม เป็นงานของธรรม ธรรมทำงานเพื่อสังหารกิเลสให้กิเลสได้มุดมอดลงไปจากใจ นี่เห็นประจักษ์

นี่ละธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องดับกิเลสได้ เหมือนกันกับน้ำดับไฟ ไฟมันจะก่อเปลวสูงขนาดไหนก็ตามมันเหนือน้ำไปไม่ได้ น้ำสาดลงนี้ไฟจะยุบยอบลง สาดลงไปจนกระทั่งไฟดับ เย็น ความเย็นเกิดขึ้นมาในสถานที่เคยรุ่มร้อนนั้นแหละ ใจของเรามันก็รุ่มร้อนด้วยอำนาจของ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ราคะตัณหาก็เป็นไฟเผาใจราคคฺคินา โทสคฺคินา ความโกรธความเคียดแค้นให้ผู้ใดก็ตามมันก็เผาเราก่อนอื่นนั้นแหละ โมหคฺคินา ความรุ่มหลงจะเอาตามใจชอบ นี่ก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ใจของเราให้เป็นฟืนเป็นไฟ แล้วนำภาวนาเข้ามาระงับดับมัน ให้มันดับลงที่ใจนี้

สรุปความลงแล้วกิเลสทุกประเภทได้ดับลงที่ใจด้วยน้ำดับไฟ คือการภาวนาแล้ว นั้นละบรมสุขไม่ต้องหาที่ไหนกัน อยู่กับเศรษฐีก็มี อยู่กับคนทุกข์คนจนก็มี สำหรับผู้มีธรรมเต็มหัวใจแล้วเป็นความสุขด้วยกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเอาสมบัติเงินทองข้าวของมาอวดกัน เรียนมาจากประเทศนั้นประเทศนี้ซึ่งเป็นวิชาของกิเลสผลิตให้มา เขาก็มีกิเลสเราก็มีกิเลส กิเลสต่อกิเลสไปศึกษาเล่าเรียนถ่ายเทมาให้กันมันก็เป็นแต่กิเลสล้วนๆ เอามาก็มาเผากัน ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร

เอาธรรมซิ เรียนธรรมปฏิบัติธรรม แก้ไขความโลภเป็นภัย ความโกรธเป็นภัย ราคะตัณหาเป็นภัย ให้ระงับกันลงด้วยน้ำดับไฟ คือภาวนา ให้จิตใจมีความสงบร่มเย็นลงไปๆ ใจที่เคยเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อไฟคือราคะตัณหา เหล่านี้เป็นต้นนะได้สงบลงไป ใจจะเย็นขึ้นมา เย็นขึ้นมาด้วยอำนาจแห่งธรรม คือน้ำดับไฟ ดับลงไปแล้วใจเย็น ใจไม่เคยสงบก็สงบ ที่ไม่สงบเพราะความคิดความปรุง

ความคิดความปรุงนี้ก็คือเรื่องของกิเลส มันพาให้คิดให้ปรุงตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ไม่มีวันหยุดยั้งได้เลย ต้องเอาเวลาหลับเป็นเวลาดับเครื่อง คือความคิดปรุงของตน ถ้าไม่มีหลับเลยตายได้ง่ายมนุษย์เรา แต่นี้มีการหลับพอพักเครื่องบ้างเวลาหลับนอน ตื่นขึ้นมาก็ทำงานใหม่เรื่อยๆ แล้วดับเครื่องด้วยการหลับนอน บางรายถ้าคิดมากๆ นอนไม่หลับสุดท้ายมันก็เลยกลายเป็นบ้าไปได้ นี่ละอำนาจของกิเลสมันรุนแรงมาก

จึงพากันให้ระงับดับมันด้วยจิตตภาวนา การภาวนาเราจะเอาบทใดก็ได้ของธรรมนะ เอาพุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ตามแต่จริตนิสัยชอบ อานาปานสติก็ได้ หรือมรณัสสติก็ได้ ตามจริตนิสัยที่ชอบ แล้วให้มีสติกำกับคำบริกรรมของตนอยู่ภายในใจ ไม่ให้มันคิดมันปรุงออกนอกลู่นอกทางดังที่เคยคิดปรุงมาแล้วตั้งแต่ตอนตื่นนอนจนหลับ ระงับให้หมด ความคิดประเภทเหล่านั้นเป็นความคิดของกิเลส ให้มันปรากฏตั้งแต่ความคิดคืองานของธรรม พุทโธก็เป็นงานของธรรม ธัมโม-สังโฆเป็นงานของธรรม ธรรมทำงานเพื่อระงับดับฟืนดับไฟที่กิเลสก่อขึ้นภายในใจของเรา แล้วใจค่อยสงบลงๆ

ใจสงบนี้ไม่ได้แน่นอนนะ เรานักปฏิบัติเราสร้างบารมีมาต่างๆกัน บางรายเป็นได้ง่ายก็มี บางรายพอภาวนาไปไม่กี่วันจิตจะสงบให้เห็นเป็นของอัศจรรย์ขึ้นมา โดยไม่เคยคาดเคยคิด มันสง่างามขึ้นมาภายในใจ นั้นแหละเป็นเชื้ออันสำคัญที่ฝังลึก ทำให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใสในอันที่จะบำเพ็ญจิตใจ คือภาวนาให้หนาแน่นมั่นคง ขึ้นไปๆ ทีนี้เวลาทำได้มากเท่าไรจิตยิ่งมีความสงบเย็น ความสงบเย็นความสุขทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีที่ใดเป็นภาชนะสำหรับรับรองได้ มีใจดวงเดียวเท่านั้น ความทุกข์ทั่วโลกดินแดนมารวมอยู่ที่ใจ เวลาชำระได้ด้วยน้ำดับไฟคือการอบรมจิตใจทางด้านภาวนาก็เป็นน้ำดับไฟขึ้นมา ระงับดับทุกข์ทั้งหลายได้ที่ใจเหมือนกัน กลายเป็นบรมสุขขึ้นมาที่ใจของเราเอง

จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้สนใจบ้างเรื่องภาวนา พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเป็นศาสนาพุทธของเราเพราะการภาวนา ให้ถือเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา พระสงฆ์สาวกที่เป็นสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นสรณะของพวกเราบรรลุธรรมด้วยการภาวนาๆ เรื่อยมาๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ภาวนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ การภาวนานี้เป็นความรู้ความเห็นที่แปลกต่างมากกับความรู้ความเห็น ตาเรามีก็จริง หู จมูก ลิ้น กายมีก็จริงแต่จะเห็นอยู่ตามวิสัยตา หู จมูก ลิ้นกายที่เอื้อมถึงเท่านั้น สิ่งที่เราเอื้อมไม่ถึงยังมีอีกเยอะภายในใจ ด้วยจิตตภาวนาเบิกออกๆ เราจะได้รู้ได้เห็นสิ่งที่ลึกลับยิ่งกว่าตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสสัมพันธ์นี้มากทีเดียว

นี่ละท่านว่ารู้ภายในใจ รู้ไปจนกระทั่งถึงนรกถึงเปรตถึงผีสัตว์ประเภทต่างๆ ถึงสวรรค์-พรหมโลก จนกระทั่งทะลุถึงนิพพานคือใจดวงนี้ที่ได้เบิกกว้างออกไปด้วยจิตตภาวนา จนระทั่งนิพพานจ้าขึ้นมาภายในใจ ใจจึงเป็นของสำคัญมากนะ บางรายเป็นได้ง่ายก็มีนะ ภาวนาไปๆ จิตใจสงบๆ ลงไป บางทีเกิดความอัศจรรย์ขึ้นมา ซึ่งเราไม่เคยรู้เคยเห็นเพราะไม่เคยเป็น เนื่องจากไม่เคยภาวนา แล้วก็เป็นขึ้นมาภายในใจ นั้นละจะทำให้จิตของเราดื่มด่ำในคุณงามความดีทั้งหลาย รวมลงที่จิตตภาวนา จิตจะสงบเย็นไปๆ

วันนี้จะขอพูดให้ท่านทั้งหลายฟังพอเป็นคติตัวอย่าง เราไม่มีที่จะมาโอ้มาอวดพี่น้องทั้งหลายแม้เม็ดหินเม็ดทราย การมาแสดงธรรมเหล่านี้เราไม่ได้มาแสดงเพื่อความโลภแบบโลกๆ โลกามิสทั้งหลายเราไม่สนใจ ท่านทั้งหลายจะมาถวายเรื่องอะไร จตุปัจจัยไทยทานกองเท่าภูเขาไม่ได้ใหญ่โตยิ่งกว่ากองของธรรม ที่ออกจากป่าแล้วเข้าสู่หัวใจคนนะ ธรรมเข้าสู่หัวใจคนยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกมากมาย เรามุ่งหมายอย่างนั้นต่างหาก

การมาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลายก็มาเพื่อเรื่องอามิสทั้งหลาย เช่นโลกามิสก็ช่วยโลกสงสารไป ส่วนธรรมที่จะเข้าถึงใจนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก จึงต้องได้อุตส่าห์พยายามเทศน์ทุกแห่งทุกหนในเมืองไทยของเรา ตั้งแต่เริ่มแรกช่วยชาติมา ๒๕๔๑ ตั้งแต่ปีนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ ปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ นี้แล้ว เทศน์กระจายทั่วประเทศไทย ด้วยความหนักแน่นภายในใจและแน่ชัดภายในใจว่าเอาจะช่วยชาติคราวนี้

บรรดาประชาชนทั้งหลายเขาจะคิดตั้งแต่เรื่องวัตถุโลกามิสต่างๆ เงินทองข้าวของจะได้เข้ามาสู่จุดรวมๆ เขาจะคิดแต่ด้านวัตถุมากทั่วหน้ากัน แต่เราผู้จะช่วยโลกนี้เราไม่ได้คิดทางด้านวัตถุ นั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราคิดถึงด้านธรรมะที่จะเข้าสู่จิตใจของประชาชน ในเวลาออกช่วยชาติประกาศสอนธรรมให้แก่ประชาชนทั้งหลายได้ทราบ ธรรมะนี้จะได้เข้าถึงใจๆ เมื่อเข้าถึงใจแล้วจะกระจายกว้างขวางออกไปเป็นมงคลมหามงคลแก่จิตใจทั่วหน้ากัน

เรามุ่งอันนี้ต่างหากนะที่ได้สอนโลกอยู่เวลานี้ แล้วก็เป็นตามความจริง ส่วนที่ช่วยโลกก็ดังที่ได้ช่วยมานี้ ประเดี๋ยวประด๋าวก็ค่อยหมดไปๆ แต่ธรรมะนี้รู้สึกกระจายมากขึ้น เวลานี้วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเรามีตั้งร้อยกว่าแห่งแล้ว ขยายออกไปจากปากหลวงตาบัวนี้แหละเป็นผู้แสดงธรรม ปากที่แสดงธรรมมาจากใจ ใจนี้ทรงไว้แล้วซึ่งธรรมทั้งหลาย นี่ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ

ก่อนที่จะได้มาเทศน์สอนพี่น้องทั้งหลายเราบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าในเขา ใครรู้เมื่อไรว่าเราจะเป็นจะตาย เอาจริงเอาจังมากทีเดียว ไม่ใช่ธรรมดา ดังที่พูดสักครู่นี้คึกคักตึงตัง นั่นละมันไปปลุกความตั้งอกตั้งใจ ความมุ่งมั่นต่อแดนมรรคผลนิพพานของเราในเวลาออกปฏิบัติเบื้องต้น มันคึกคักอย่างนั้น เอาจริงเอาจัง ทีนี้เวลามาพูดอย่างนี้มันก็กระเทือนถึงธรรมประเภทนั้น เพราะเราเอาจริงเอาจัง หลังจากได้ฟังอรรถฟังธรรมจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นถึงใจ ว่าทีแรกก็มีความสงสัย

อ่านมรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานก็ออกมาจากตำรา ตำราก็ออกจากพระพุทธเจ้าผู้ครองไว้แล้วซึ่งมรรคผลนิพพาน มันยังว่านิพพานยังมีอยู่เหรอ ยังมีอยู่เหรอ นั่นฟังซิน่ะ มันก็อ่านมรรคผลนิพพานแท้ๆ ที่ศาสดาองค์เอกสอนไว้ กิเลสมันอยู่บนหัวใจทับหัวใจไม่ให้เชื่อ ส่วนใหญ่ก็เชื่อส่วนย่อยมันแบ่งกินๆ ทีนี้เมื่อได้ไปฟังเทศน์ของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเราทีนี้ท่านใส่ลงเปรี้ยงๆ เปิดออกเลยทีเดียว เรื่องต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศทั่วแดนโลกธาตุไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญ ไม่ใช่กิเลสตัณหา ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน บาปบุญจริงๆ มรรคผลนิพพานจริงๆ อยู่ที่ใจ เกิดที่ใจ ให้ท่านพิจารณา เบิกกว้างออกด้วยจิตตภาวนา ท่านจะรู้ธรรมเห็นธรรมดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายรู้อย่างปิดบังไม่ได้เลย เอาให้จริงให้จังด้วยจิตตภาวนา มันก็ถึงใจเลยเชียว

พอฟังมาจากนั้นแล้วถามตัวเองทันที เดินยังไม่ถึงที่พักจากศาลาเล็กๆที่ประชุมฟังเทศน์แล้ว เป็นอย่างไรวันนี้ฟังเทศน์ ที่เราสงสัยมรรคผลนิพพานมานานแสนนาน มาฟังวันนี้แล้วเป็นอย่างไร มันเปิดออกหมดแล้ว เรื่องมรรคผลนิพพานหายสงสัยทั้งๆ ที่กิเลสมีอยู่เต็มหัวใจ แต่คำว่ามรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีเปิดออกหมดแล้ว เอาละทีนี้ต้องจริง ไม่จริงตายเท่านั้น นั่นละการประพฤติปฏิบัติของเรา จึงเอาตายเข้าว่าเลย

การบำเพ็ญเพียรไม่ใช่ของเล่นเมื่อไร ฟังซิว่านั่ง ที่ตะกี้นี้พูดให้ท่านทั้งหลายฟัง นั่งจนก้นแตก นี่วันนี้จะเปิดเสียบ้างนะ ทำไมมันจึงก้นแตก นั่งตลอดรุ่งละซิ นั่งตลอดรุ่งวันนี้แล้วตลอดรุ่งวันต่อไป ตลอดรุ่งหลายคืนหลายวันเข้าไปทีแรกมันออกร้อนก้น ครั้นออกร้อนก้นต่อไปมันก็พอง ต่อจากพองแตก จากแตกเลอะ นั่นเห็นไหมการนั่งภาวนา เอาฟาดลงไป กิเลสก็แตกภายใน เนื้อหนังก็แตกข้างนอก ฟัดกันเรื่อยมาๆ จนพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านรั้งเอาไว้มันจะเลยเทิดในการนั่งหามรุ่งหามค่ำ เราก็รอตามท่านๆเรื่อยมา

ความเพียรกล้าแข็งไม่ได้ถอยเลย ความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์นี้ไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเดินได้เลย อยู่ที่ไหนอยู่ได้ ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ บิณฑบาตได้มาเท่าไรก็เอา ไม่มีอะไรก็ไม่กิน นี่ละท่านทั้งหลายฟังนะ เวลาออกสู่สงครามเป็นอย่างนั้น ไปอยู่ในป่าในเขาไม่มีบ้านคน ไม่มีก็ไม่เอา วันนี้จะไม่กิน จะไปพักภาวนา ไม่กินกี่วันก็ช่างมัน อยู่ในป่าในเขาไม่กิน มันจะตายจริงๆค่อยมาบิณฑบาตจากหมู่บ้านเขา ได้ข้าวปั้นหนึ่งสองปั้นมาฉันนิดๆเท่านั้น พอยังอัตภาพให้เป็นไป แต่จิตที่มุ่งมั่นต่อธรรมนี้แข็งแกร่งทีเดียวนะ ไม่มีอ่อนๆ

นั่นละฟัดกันมาตั้งแต่บัดนั้น ตั้งแต่ได้ฟังธรรมเทศนาหลวงปู่มั่นเรา เป็นเวลา ๙ ปี นี่ละเอาเป็นเอาตายเข้าว่าเป็นเวลา ๙ ปี ออกเที่ยวกรรมฐานไปองค์เดียว ไม่ยอมให้ใครไปด้วย มันไม่สนุกฟัดกันกับกิเลส ถ้าไปสององค์ก็เป็นน้ำไหลบ่า สามองค์เป็นน้ำไหลบ่า ยิ่งสี่องค์ห้าองค์ไม่ได้ ไม่เป็นท่า สำหรับนิสัยเรามีนิสัยวาสนาน้อย ไปองค์เดียวเป็นกับตายก็เป็นเรื่องของเราคนเดียวเท่านั้น ไม่อยากกินกี่วันก็อด ไม่อยากินไม่กิน ฟัดกันไปอย่างนั้น แต่ภาวนาไม่ถอย

การภาวนาด้วยการอดอาหารนี้ส่วนมากถูก สติสตังดีๆ แต่ถ้าอดไปมากมันก็จะตายเหมือนกัน ต้องมีอดบ้างอิ่มบ้าง ฟัดเหวี่ยงกันไป ฟัดเหวี่ยงกันไป เอาหนักเข้าๆ ๆ สติตั้งได้ สมาธิมีขึ้นภายในใจแน่นหนามั่นคง อยู่ที่ไหนสบายหมด อยู่ในป่าในเขาในถ้ำเงื้อมผาเหมือนโลกนี้ไม่มี  มีแต่จิตใจที่สง่างามอยู่ภายในหัวอกนี่เท่านั้น ท่านทั้งหลายฟังนะผลแห่งการปฏิบัติด้วยจิตตภาวนา ไม่ได้สนใจกับอะไร ใครจะมาพบมาพูดมาคุยไม่สนใจ ไม่อยากคุยอยากพูด อยากทำแต่งานเพื่อแก้กิเลสโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

ฟัดกันไปฟัดกันมา เอาอย่างหนักนะไม่ใช่ธรรมดา นิสัยนี้เป็นนิสัยผาดโผนเสียด้วยนะ พูดให้ท่านทั้งหลายฟังบ้างนะ คือนิสัยอันนี้จริงจังมากแต่ไหนแต่ไรมา แม้แต่เป็นฆราวาสถ้าลงได้ลั่นคำว่าจะไปต้องไป จะอยู่ต้องอยู่ จะทำต้องทำ เป็นนิสัยมาอย่างนั้น ทีนี้เวลามาบวชยิ่งออกปฏิบัติด้วยแล้วนิสัยยิ่งเด็ดยิ่งขาด ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้นๆ นี่ละนิสัยอันนี้ละพาเป็นพาตาย พาได้มรรคผลนิพพาน ก็นิสัยอันนี้เองฟัดกันกับกิเลส จนกระทั่งตั้งรากตั้งฐานได้ จิตใจเป็นสมาธิสง่างามครอบแดนโลกธาตุไปหมดเลย มันสง่างาม

นี่ละจิตดวงนี้นะ อยู่กับใจดวงเดียวพอ ไม่ต้องสนใจกับสิ่งใดในโลกนี้ อยู่กับใจที่เป็นความสงบเยือกเย็นและสว่างไสว รอบหัวใจของเราเท่านั้นแล้วพอๆ ฟังซิน่ะ นี่ละธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินให้ฟังเสียนะ วันนี้มาเทศน์ให้ฟัง ธรรมไม่มีเหรอ ไม่มีสำหรับผู้ขี้เกียจขี้คร้านผู้ไม่สนใจ ผู้ไม่เชื่อธรรมพระพุทธเจ้าจนกระทั่งวันตายมันก็ไม่มี แต่ผู้เชื่อพระพุทธเจ้ายังมีอยู่มากมายนะ บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายที่มีอุปนิสัยปัจจัยเดินตามพระพุทธเจ้าจนหลุดพ้นจากทุกข์มีจำนวนน้อยเมื่อไร สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ที่เป็นสรณะของพวกเรามีมากขนาดไหน ท่านดำเนินตามพระพุทธเจ้าพ้นทุกข์ไปได้ พ้นทุกข์ไปได้ กลายมาเป็นสรณะของพวกเราจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ธรรมมีหรือไม่มีเอาไปพิสูจน์ในหัวใจตัวเองซิ จะมีตั้งแต่ความโลภความโกรธ ราคะตัณหานั่นเหรอ ในหัวใจดวงใดมันก็มีเหมือนกัน มันให้ความดิบความดีความวิเศษวิโสอะไร ความโลภความโกรธราคะตัณหาเรานี่มันอยู่ในหัวใจดวงใดมันเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กัน แม้ที่สุดผัวเมียอยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกันได้ ก็เพราะไฟมันไหม้ในหัวใจ ไหม้ไปเรื่อยเผาไปเรื่อย ทีนี้เอาน้ำดับไฟคือการภาวนาฟาดเข้าไปจิตสง่างาม อยู่ที่ไหนสบายหมดๆ

นี่ก้าวเข้าสู่ความสว่างไสวของจิต เพียงสมาธิก็พออยู่แล้ว จากนั้นก้าวเข้าสู่ทางด้านปัญญาสว่างไสวมองดูทุกทิศทุกทาง ใจเห็นไม่ได้เหมือนตาเห็นนะ ตาเราเห็นอยู่ในวิสัยของตา ตาท่านตาเรามองใกล้มองไกล เห็นชัดไม่ชัด รู้ด้วยกันๆ แต่ตาใจนี่สำคัญมากนะ สิ่งไม่เคยรู้เคยเห็น ไม่เคยคาดเคยคิดไปรู้ไปเห็นไปเป็นขึ้นมา พวกเปรตพวกผีพวกสัตว์นรกอเวจี ตลอดสวรรค์ชั้นพรหมทะลุถึงกันเลย จิตตาภาวนานี่เวลาเบิกกว้างออกไปแล้ว ทีนี้เปิดกิเลสออก เปิดออกกิเลสเท่าไรยิ่งสว่างไสวออกไปด้วยจิตตภาวนา

นี่ละบำเพ็ญมาอย่างนี้ ให้ท่านทั้งหลายฟัง มาโกหกท่านทั้งหลายเหรอ เราบำเพ็ญมาสักกี่ปี เป็นเวลา ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ หยุดจากเรียนแล้วถึงพรรษา ๑๖ ๙ กับ ๗ เป็น ๑๖ นี่ละฟัดกัน เรียกว่าเดนตายมาเลย เดนตายมาเลย สิ่งที่ได้ก็เป็นที่พึงหวัง พอใจ เราหายสงสัยในโลกนี้ เครื่องตัดสินกันเวลาสถานที่ตัดสินเราก็เคยได้พูดให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายผู้มีเจตนาเป็นอรรถเป็นธรรมฟัง แต่ผู้ที่เป็นกิเลสตัณหาขอนซุงหรือมูตรคูถเราไม่พูดให้ฟัง ถึงจะพูดก็ไม่พูดให้ผู้นี้ฟังนะ

เวลามันถึงกาลของมันแล้วธรรมอันนี้จ้าขึ้นที่หัวใจเลย สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น วิสัยของจิตสว่างไสวผิดหูผิดตาของเรา ตา หู จมูก ลิ้น กายนี่เป็นวิสัยอันเดียวกัน มาโกหกกันไม่ได้ แต่วิสัยของใจนี้พุ่งทะลุเลย เพราะฉะนั้นท่านผู้มีความรู้ความฉลาดทางด้านธรรมะญาณหยั่งทราบจึงต่างกัน ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงถึงสาวกทั้งหลายมีญาณหยั่งทราบละเอียดลออ มองเห็นทั้งเปรตทั้งผี-สัตว์นรกอเวจี-สวรรค์ชั้นพรหมทะลุไปหมด ก็ใจดวงนี้ที่เปิดกว้างออกไปแล้ว ท่านเห็นไปหมด นี่ละใจดวงนี้

ทีนี้เวลาบำเพ็ญกิเลสมันปิดที่หัวใจมากน้อยเปิดออกๆๆ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไป ไม่มีอะไรเหลือเลย นั่นละฟ้าดินถล่ม เราไม่เคยเห็นฟ้าดินถล่มได้รู้ได้เห็นในคืนวันนั้น คำว่าฟ้าดินถล่มนั้นคือร่างกายของเรา ไม่ใช่ดินฟ้าเหล่านี้ถล่มนะ เขาก็อยู่ตามปรกติของเขา แต่ความรุนแรงของร่างกายระหว่างจิตกับกิเลสขาดสะบั้นจากกัน กระเด็นออกจากกันนี้มาไหวถึงร่างกาย กายนี้กระเด็นผึงเลยทีเดียว นี่ละที่ว่าเหมือนกับฟ้าดินถล่มนะ คือร่างกายนี่ดีดผึงเลยทันที

นั่นละเป็นเวลากิเลสกับธรรมตัดสินกันขาดสะบั้นลงไป หลังจากนั้นแล้วมองที่ไหนมันจ้าหมดเลย อัศจรรย์ เราก็ไม่เคยคาดเคยคิด นี่การบำเพ็ญธรรมเป็นอย่างไร..ภาวนา เห็นประจักษ์กับผู้บำเพ็ญ ผู้ไม่บำเพ็ญไม่เห็น จะมาลบหลู่ดูถูกกันได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมเพียงพระองค์เดียวไปถามใคร เอาใครมาเป็นสักขีพยาน ไม่มีเลย สาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน ธรรมเป็นธรรมอันเดียวกัน กิเลสประเภทเดียวกัน แก้กันได้ตลอดมา ทำไมเรานำมาแก้กิเลสเราจะแก้ไม่ได้ แก้ได้ตลอดมาเช่นเดียวกัน และยังจะแก้ได้ตลอดไป

จึงขอให้ท่านทั้งหลายนำไปประพฤติปฏิบัติ วันนี้พูดถึงจุดสุดท้ายของกิเลสกับธรรมฟาดกันขาดสะบั้นลงไป ร่างกายดีดผึงนี่เหมือนฟ้าดินถล่ม นี่ที่ว่าฟ้าดินถล่มหมายความว่าร่างกายดีดผึงเลยทันที ส่วนดินฟ้าอากาศเขาก็อยู่ตามภาษาของเขานั่นแหละ ที่มันรุนแรงก็คือระหว่างจิตกับกิเลสขาดสะบั้นจากการแล้วกระเทือนถึงร่างกาย ร่างกายนี้ดีดผึงในทันที นั่นละที่ว่าฟ้าดินถล่ม มันเหมาะกับจริตนิสัยและความเชื่อความถนัดใจของตัวเอง ว่าอย่างนั้นเป็นฟ้าดินถล่มในร่างกายและจิตใจของเรา เราก็นำมาพูดให้ฟัง ให้ท่านทั้งหลายพิจารณานะ

นี่ละการปฏิบัติอรรถธรรมเป็นอย่างนี้ ธรรมนี่เป็นอกาลิโกไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาทั้งการทำบาปทำบุญ เป็นบาปได้ทั้งมืดที่แจ้งที่ลับที่ไหนทำได้เป็นได้ทั้งนั้น การทำบุญให้ทานการสร้างคุณงามความดีทั้งหลายไม่ว่าที่มืดที่แจ้งเป็นอกาลิโก เป็นบุญเป็นกุศลได้ทั้งนั้น จึงขอให้พากันไปปฏิบัติ กำจัดลงไปเรื่องกิเลสความโลภไม่พาให้ดิบได้ดีนะความโลภ เกิดมากเท่าไรไฟเผาโลกไปได้เพระความโลภของแต่ละคนๆ แต่ยิ่งเป็นผู้ใหญ่โลภแล้วนี้เอาโลกให้ฉิบหายเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้านะ

ผู้ใหญ่มีความโลภมากๆ ความโกรธมากๆ แล้วทุกอย่างๆ เป็นบ้าหมด บ้ายศบ้าลาภบ้าโลภบ้าอะไรไปหมดแล้วทำโลกให้เดือดร้อนไปได้ นี่ละกิเลสไม่มีประมาณเผาโลกได้ แต่ธรรมนี้มีประมาณดับกิเลสทั้งหลายเหล่านี้เป็นน้ำดับไฟได้ ให้ท่านทั้งหลายจงคิดจงอ่านนำไปประพฤติปฏิบัติ วันนี้ได้นำธรรมะปฏิบัติเอามาสดๆร้อนๆ มาให้ท่านทั้งหลายฟัง การประพฤติปฏิบัติไม่ได้มาสอนเล่นๆ นะ เราทำจริงๆ มันรู้จริงๆ เห็นจริงๆ ภายในจิตใจ แล้วจะไม่ให้สอนตามความรู้ความเห็นได้อย่างไร เมื่อผู้ต้องการของจริงมีอยู่ต้องสอนให้ถึงความจริง ผู้ไม่สนใจนั้นก็เป็นขอนซุงทั้งท่อน ปล่อยไปตามบุญตามกรรมของสัตว์ไปเสีย

ผู้ที่ต้องการหวังคุณงามความดีเอาสร้างตัวให้ดี จิตของเราทีแรกเป็นซุงทั้งท่อน เมื่อมาถากมาถางมาเลื่อยมาไสกลบลบเหลี่ยมมันก็เป็นของมีประโยชน์ขึ้นมา จากซุงทั้งท่อนนั้นแหละ ร่างกายจิตใจของเรามันก็เป็นซุงทั้งท่อน เพราะยังไม่มีการอบรม ทีนี้ เวลาเรามีการอบรมมากๆ เข้า จิตใจนี้มีความสง่างาม มีค่ามีราคาขึ้นมา เปลี่ยนจากซุงขึ้นมาแล้วจิตใจเป็นซุงทั้งท่อน กลายเป็นจิตใจเป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมา แล้วก็สง่างาม เลยกลายเป็นจิตอัศจรรย์ขึ้นมาภายในใจ เพราะการอบรมแก้ไขตนเอง ให้พากันจำ

การภาวนานี้ควรจะมีในทุกคนๆสำหรับเราเป็นชาวพุทธ ไม่ควรปล่อยวาง เพราะการภาวนาเป็นธรรมสดๆร้อนๆ รากแก้วของพุทธศาสนาคือการภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา สาวกทั้งหลายตรัสรู้ด้วยการภาวนา เรียกว่ารากแก้วของพุทธศาสนาคือภาวนา รากแก้วที่จะถอนกิเลสตัณหาออกจากจิตใจให้พ้นไปเสียโดยสิ้นเชิงก็คือการภาวนา จึงขอให้พากันเอาไปประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตน

การแสดงธรรมนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์แก่กาลเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลาย มีท่านเจ้าภาพเป็นต้น โดยทั่วกันเทอญ (สาธุ)

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 

 

 

 

           

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก