จิตขั้นอัศจรรย์
วันที่ 18 ธันวาคม 2549 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

จิตขั้นอัศจรรย์

 

          แมวกลางคืนเห็นผ่านมาเป็นระยะ ดูจะไม่อยู่ประจำละมังแมว มันกลัวหมาหรือ อย่างไร (กลัวหมาครับ เข้ามาหาอะไรกินก็ออก มันไม่อยู่ประจำ) ที่วัดถ้ำขามมีนะมีแมว วัดอุดมสมพรก็มี แต่แมวท่านอาจารย์ฝั้นกับแมวนี้..รู้สึกว่าแมวรักท่านมากนะ  ท่านหยอกแมวก็น่าดูด้วยท่านอาจารย์ฝั้น เพราะนิสัยท่านนุ่มนวล ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็มีท่านอาจารย์ฝั้นนี่ละนิสัยหนุ่มนวล เวลาว่าให้แมวนะท่านนั่งอยู่ถ้ำขาม จัดอาหารเรียบร้อย นี่จานเหล่านี้ละจัดให้แมวสองตัว ตัวหนึ่งใหญ่..แมว พอจัดให้ ก็แมว จัดให้เขาเขาก็กิน

          ท่านเลยพูดขู่มันอย่างไรนี่น่ะ พระยังไม่ได้ฉันมันกินก่อนแล้ว มันมองดูท่าน นี่มันกินก่อนพระมันอย่างไรกัน เลยหยุดนะ ตั้งแต่นั้นมา..นี่ก็น่ารักอีกนะแมว พอนั่งเขาจะมองดูปากพระแล้วเขาก็มองดูจานอาหารเขา ท่านสอนแมวน่าดูนะ นิสัยท่านเรียบร้อยมากนิสัยท่านอาจารย์ฝั้นนะ เราก็รักนิสัยท่าน อยากได้นิสัยท่านมาใช้ แต่ว่าลิงมันก็อยู่คอเรา ปุ๊บมันออกก่อนแล้วเรานะ

อยู่ที่วัดอุดมสมพร อันนี้ท่านสิงห์ทองไปเห็น มีลิงตัวหนึ่งมันมากับเจ้าของเขา เขามาขายของอะไรๆ เขาก็มากินข้าวที่นั่น แมวใหญ่ของท่านอาจารย์ฝั้นอยู่นั้นแหละ มันหมอบอยู่เฉยนะ เหมือนตุ๊กตา พอมาถึงแล้วเขาก็ปล่อยลิงออกจากบ่าเขา เขาขึ้นไปกินข้าวกัน ไอ้ลิงก็นิสัยลิงนั่นแหละ พอมองเห็นแมวมันก็ด้อมทางนู้นด้อมทางนี้ มันดูลักษณะดูแมว เขาก็ดูฉากทางนู้นฉากทางนี้..ลิง ฉากใกล้ฉากไกลไปเรื่อยๆ แมวก็เฉยนะแมว อันนี้ก็ขบขันดี แมวเขาก็หมอบเฉย ทางนั้นก็ฉากนู้นฉากนี้มา มาใกล้ๆ ก็มาจับหาง มาจับเบาๆ นะ เขาจับทดลองดู ไอ้ลิงมาจับหางแมวทดลองดู แมวก็เฉย มาจับจมูกแมว แมวก็แม้ว ร้องกี้กๆ ๆ มันตบเอาหน้าลิง พอแม้วเท่านั้น แม้วมันตบแล้ว มันก็วิ่งหนีเข้าไปอยู่ใต้ถุน ไอ้นี้ก็ก้อกๆๆ มันเจ็บก็มันตบมันมีเล็บนี่แมว เขาแก้ลำกันดีนะ

พอจากนี้แล้วมันก็ไปหมอบทางนู้นอีก ไอ้แมวตัวนี้เจ็บร้องกี้กๆ เล็บมันฟาดหน้า ลงไปแก้ลำกัน พอลงไปแมวมันก็หมอบเฉย ตามธรรมดาแมวมันก็อย่างนั้นแหละนะมันเชื่อง ลิงเป็นอย่างไรเชื่องหรือไม่เชื่อง ทางนี้ลงจากนี้ก็ด้อมไป เขาไปแก้ลำกัน ลิงนี้ก็ด้อมไปข้างหลัง ไม่ได้มากเอานิดเดียวก็เอา ทางนี้ก็ด้อมไปข้างหลัง แมวก็นอนหมอบ มันหันหน้าไปทางนู้น ด้อมไปข้างหลังไปจับหางกระดุก พอแมวแม้วทางนี้ก็เปิด ไอ้แมวกระโดดหนี ได้แก้เท่านั้นก็เอา มันเจ็บนะ มันไปแก้ทีหลัง มันจับหางกระตุก แมวมันก็แม้วแล้วก็วิ่งเลย ลิงกระโดดขึ้นต้นไม้ แมวก็เลยหนีไป มันขบขันดีนะ  

เวลาอยู่วัดถ้ำขามท่านเลี้ยงไว้แมวใหญ่ตัวหนึ่ง มีเล็กตัวหนึ่ง ใหญ่น่ารักมากนะ พอจัดอาหารให้เขาสองจาน แมวสองตัวอยู่นั้น พอจัดให้แล้วเขาก็กิน ท่านก็เลยว่าให้มันอย่างไรกันนี่ พระยังไม่ฉันมันกินก่อนแล้วอย่างไรนี่ มันมอง ทำไมมันกินก่อนพระนี่น่ะ หยุดเลยนะ ตั้งแต่วันนั้นละ แมวนี่จะรู้ภาษาคนนะ พอจัดอาหารให้เรียบร้อยแล้วมันจะมองดูปากพระ แล้วก็มองดูจานข้าว น่าขบขันนะ เหมือนว่ามันรู้ภาษาคน เขาดูจานข้าวเขาที่จัดให้แล้ว เขากินก่อนแล้วท่านอาจาย์ฝั้นว่าให้ เขาก็เลยหยุด ตั้งแต่วันนั้นมาเขาปฏิบัติได้ดีนะ ตั้งแต่วันนั้นมาเขาต้องดูปากพระแล้วก็เขาดูจานข้าวเขา พอเห็นพระท่านเริ่มฉันเขาปุ๊บเลย ถ้าพระยังไม่ฉันเขาก็ดูจานข้าวแล้วดูปากพระ รู้สึกว่าเขาจะรู้ภาษาคน

แมวใหญ่ อยู่วัดอุดมสมพรก็เหมือนกันแมวใหญ่ อยู่วัดถ้ำขามก็แมวใหญ่ อยู่นั้นละ มันถูกกับท่านดี พอเห็นท่านมานี้เขาจะล้มแผละหงายท้อง ทำไมทำอย่างนั้นละ นี่เขาเคารพพระไหว้พระ ท่านว่าเขาไหว้พระ เขาไหว้แบบนี่แมว พอเห็นท่านเขาเคารพท่าน เขานอนแผ่สองสลึงนะ ท่านลงมา ท่านมาทำหยอกเขาเล็กน้อยแล้วก็ไป แล้วทำไมมันทำอย่างนั้นละ มันไหว้พระ ท่านพูดเองนะ นี่เขาไหว้พระ นอนแผ่สองสลึง นอนหงายเลยนะกับท่านอาจารย์ฝั้น แต่กับพระองค์อื่นไม่ทำนะ แต่กับท่านอาจารย์ฝั้นทำ เขานอนหงายเลย ท่านก็หยอกเขาเล่นเขานิดหนึ่ง ท่านก็ผ่านไป เขาก็อยู่ปรกติ ถ้ากับท่านแล้วนอนอย่างนี้ละนอนหงายเลย เขาเคารพ ท่านว่า เขาไหว้ ท่านอาจารย์ฝั้นเล่นกับแมวก็น่าดูนะ แมวเคารพท่านรักท่านมากอยู่นะ อยู่ถ้ำขามก็มี อยู่วัดอุดมสมพรก็มี

ท่านอาจารย์ฝั้นนี่รู้สึกว่าท่านสวยงามมากทุกอย่างนะ หนุ่มเลยเชียว กิริยามารยาทรู้สึกว่าท่านอาจารย์ฝั้นจะเป็นอันดับหนึ่งละ ในบรรดาลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเรา องค์อื่นท่านก็งามไปคนละแบบๆ แต่ท่านอาจารย์ฝั้นนี้รู้สึกว่างามอย่างกว้างขวาง ถือเป็นคติอะไรได้ แต่มันก็เป็นนิสัยสมบัติของใครของเรา มันติดเจ้าของ เจ้าของไปไหนมันก็ติด เหมือนว่าลิงติดคอ เป็นอย่างนั้น ครูบาอาจาย์แต่ละองค์ๆ ดูนิสัยสวยงามไปคนละแบบๆ แต่สำหรับท่านอาจารย์ฝั้นนี้รู้สึกว่าสวยงามกว้างขวางมากนะ หนุ่มเลย เล่นกับสัตว์ก็น่าดู องค์อื่นๆ ท่านก็ดีไปคนละแบบๆ

วัดเราไม่เคยมีแมว ไม่ให้มีแมว มีไม่ได้ พอมีก็ต้องไล่จับออก ถ้ามีแมวแล้วสัตว์ในป่าตายละ เพราะสัตว์มันมากในป่า ไม่ว่ากระจ้อนกระแตว่าหนูเต็มวัดหมด ถ้าแมวมานั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหิวนะแมว พอเจอเข้ามันจะตะปบกัด หิวไม่หิวไม่สำคัญ เพราะงั้นจึงไม่ให้อยู่ในวัดนั้น พอเจอจับไปปล่อยที่อื่น ปล่อยก็ไม่ใช่ปล่อยแบบใกล้ๆนะ ปล่อยแบบเนรเทศเลย คือฝากลูกศิษย์เขาไป ผู้อยู่ที่ไหนก็แล้วแต่บางรายก็ศรีสะเกษก็มี ให้ใส่รถเขาไป ไปปล่อยศรีสะเกษ อุบล ศรีสะเกษ หนองคาย จังหวัดเลย  ถ้าปล่อยตัวไหนเรียกว่าเนรเทศเลย มันมาอยู่นั้นเรื่อยๆ ละ ในวัดเราไม่ให้มี ถ้ามีสัตว์ตายหมด เราก็รักทั้งนั้นละ แมวก็รัก แต่แมวมันทำลายสัตว์ จึงไม่ให้มีในวัดนั้น

          หนองผือนี่มีตัวหนึ่ง ใครขโมยเอามาปล่อยไม่รู้นะ ที่หนองผือมีแมวตัวหนึ่งเหมือนกัน ท่านก็ไม่ว่าอะไรนะ ท่านก็นิ่งๆ เฉยๆ ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอามาปล่อย เขาขโมยมาปล่อยไว้ในวัดหนองผืออีกตัวหนึ่งแมว ในวัดเรามีไม่ได้ คือเป็นอันตรายต่อสัตว์ มีเท่าไรจับออกไปปล่อย ไม่อย่างนั้นสัตว์ตายหมด เพราะสัตว์ยั้วเยี้ยๆ ในวัดเราสัตว์มากที่สุด ถ้าแมวอยู่นั้นมันกัดเรื่อยๆ ตาย

          เราก็สงสารคนจนมารับของที่นี่ เมื่อวานนี้ดูว่า ๘๐๐ เท่าไรนะ เขาเขียนไว้ที่ห้อง อาหารที่เหลือนี้แจกๆทั่วไปหมด ไปทางไหนทำประโยชน์ทั้งนั้นๆ สำหรับเราที่เอานั้นไม่มี ไม่เอา มีแต่ทำประโยชน์ให้โลกทั้งนั้นแหละ มาที่นี่คนทุกข์คนจนเต็ม น่าสงสารนะ ตอนสี่โมงเช้าเต็มไปหมดมารับแจก แล้วทางกระทิงแดงคุณภาวนาเราก็แจกเงินให้คนละ ๒๐ บาทๆ นะ คนตั้ง (๗๘๐ คนครับ) ๗๐๐-๘๐๐ คนละ ๒๐ บาทจะเป็นเท่าไร มาเท่าไรก็ให้คนละ ๒๐ ๒๐ ก็มากอยู่นะ ทางนั้นก็เมตตาทางหนึ่ง ทางกระทิงแดง คุณเฉลียวคุณภาวนาก็ให้รายละ ๒๐ บาท ๒๐ บาทหมดทุกรายเลย เป็นเงินเท่าไรวันหนึ่งๆ ทางนี้มีเท่าไรก็แยกแจกไปหมดนั่นละ

วันไหนว่างก็ให้เสาะแสวงหาบุญกุศลซึ่งเป็นสมบัติภายในชุ่มเย็นภายในใจ วันธรรมดาเราก็วิ่งเต้น เช่นวันเสาร์-อาทิตย์-วันพระ-วันโกนควรจะหมุนตัวเข้าหาวัดหาวาเพื่อความสงบใจ บุญกุศลเป็นสมบัติอันล้นค่าฝังอยู่ที่ใจ เจ้าของไปไหนบุญกุศลติดตามภายในใจ ไปไหนติดเลยละบุญกุศลติดตามๆ เพราะเจ้าของคือเราเป็นผู้บริจาคทำบุญให้ทาน บุญกุศลก็ติดเราไปเรื่อยเลย ให้ฟังเสียงพระพุทธเจ้านะ อย่าฟังเสียงกิเลสตัณหาจะพาเราล่มจม ไม่มีขอบเขตเหตุผลหลักเกณฑ์อะไรละกิเลส พอช่องไหนได้ละมันต้มเราๆ เรื่อย แต่ธรรมนี้ไม่ต้ม ธรรมนี้ตรงไปตรงมา

          เช่นวันเสาร์-วันอาทิตย์ ที่มีวัดมีวานี้เราก็เข้าวัดเข้าวา ทำบุญให้ทาน อยู่ในบ้านเวลาว่างทำความสงบใจ ใจนี้เป็นตัวดีดตัวดิ้น พอทำความสงบใจคือการภาวนา มันเป็นน้ำดับไฟ ใจสงบลง เย็นหมดทั่วโลก ถ้าใจร้อนแล้วโลกนี้ร้อนตามกันหมดเลย มันอยู่ที่ใจ คำว่าโลกเจริญหรือเสื่อมมันเป็นอยู่ที่ใจนะ ที่เขาว่าก็ว่าไปอย่างนั้นละ บ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ คือเจริญด้วยอิฐด้วยปูนด้วยหินด้วยทราย อยู่ที่ไหนมันก็มี ถ้าไม่เจริญแล้วอยู่ที่ไหนมันก็เป็นไฟ แล้วอะไรจะดับไฟในใจได้ก็คือธรรม

ธรรมนี้โลกไม่สนใจนะเวลานี้ สนใจแต่เรื่องกิเลสตัณหามันจึงร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ธรรมะพระพุทธเจ้าส่องดูทะลุหมดเลย โลกนี้ตาบอดชนนู้นชนนี้ เขาก็ตาบอดเราก็ตาบอด คือบอดที่ใจ ใจบอด เมื่อใจบอดแล้วไปจะไม่ถูกทาง เหมือนคนตาบอด ชนทุกสิ่งทุกอย่างก็คือคนตาบอด คนใจบอดก็เหมือนกันชนแบบนั้นละ ไม่มีฝั่งมีฝา คนใจดีมีธรรมไปมีขอบเขต อยู่มีขอบเขต ทำใจให้สงบแล้วยิ่งเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ดี ให้ทำใจให้สงบเย็นเถอะ

ความทุกข์ความสุขในโลกนี้เราจะเห็นได้ชัดเจนที่ใจ นอกนั้นไม่มีความหมาย โลกจะกว้างแสนกว้างก็เป็นอิฐปูนหินทราย ต้นไม้ภูเขาเป็นธรรมชาติของเขา แต่เขาเองเขาก็ยังไม่รู้ตัวของเขาว่าเขาเป็นอะไร มนุษย์เรานี้รู้ทุกอย่าง รู้ทั้งตัวเขา รู้ทั้งสิ่งแวดล้อม แต่การทำความดีงามไม่รู้ นี่มันเสียตรงนี้นะมนุษย์เรา มันรู้ไปทางที่จะพาให้ล่มจม เพราะงั้นจึงต้องได้อบรมใจ ถ้าอบรมใจดีแล้วใจจะเย็นสบายๆ

มันถึงขั้นจะอัศจรรย์ตัวเองมันเป็นได้นะ ไม่เคยคิดเคยคาด สั่งสมความดีเข้าเรื่อยๆ อบรมใจเข้าเรื่อยๆ สงบเข้าไป สงบเข้าไป เย็นเข้าไป ความสงบร่มเย็นของใจนี้ ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ นี่ละเมื่อได้รับการอบรม เราก็เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง การพูดทั้งนี้ไม่ได้พูดเพื่อโอ้อวด พูดผลของงานในการบำเพ็ญความดี มีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ เรายังไม่ลืม ก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์นั่นละ วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เป็นเครื่องสะดุดใจหลายอย่างอยู่นะ

วันนั้นตั้งแต่เช้ามืดนะ เราเดินจงกรมตั้งแต่ตีสี่ เดินจงกรมอยู่ตีนภูเขา ภูเขาที่อยู่นี้มันเป็นร่อง เราก็เดินทางนู้น ทางนู้นยาว ทางมันตรงแน่วเลย เดินด้วยจิตใจที่สว่างไสว พูดให้มันชัดเจนนะ เพราะตอนนั้นมันสว่างมากแล้ว โลกนี้ปรากฏว่ามันว่างไปหมดแล้วแหละ ขั้นนี้นะขั้นอัศจรรย์ตัวเอง มองดูไปที่ไหนนี้มันว่างหมด ใจน่ะว่างหมด จนได้เกิดความอัศจรรย์ในตัวเอง ยืนรำพึงเชียวนะ เราไม่ลืม เพราะเป็นสิ่งที่สะดุดใจมาก ยืนลำพึง ลำพึงความสว่างไสวของใจในหัวอก

ร่างกายของเรานี้มันเหมือนกับแก้วครอบตะเกียง ภายในตะเกียงคือไส้ตะเกียงมันสว่างตรงนั้น มันทะลุออกมาจากนี้ไปหาร่างกาย ร่างกายนี่เป็นเหมือนกับแก้วครอบ จิตสว่างมานี้จ้าไปหมดเลย อดไม่ได้ออกอุทานในใจ โอ้โห ใจของเราทำไมจึงอัศจรรย์เอานักหนาน้า มองที่ไหนมันว่างไปหมดเลย นี่ละเป็น ไม่เคยคาดเคยคิดมันก็ขึ้นมาได้ เพราะผลประจักษ์ใจ มีความสว่างไสวขนาดนั้นนะ แต่ยังไม่ถึงที่สุดนะ ขั้นนั้นก็อัศจรรย์แล้ว พระธรรมท่านเตือน กลัวเราจะหลงอันนี้ หลงความอัศจรรย์ตัวเองนี้ที่สว่างไสว มันว่างหมด

นี่ละจิตเวลาพิจารณาถึงขั้นว่างแล้วไม่มีอะไรผ่าน วัตถุอะไรมี ว่างหมด ในขั้นเริ่มแรกท่านจึงสอนให้พิจารณาอสุภะอสุภังร่างกาย มันเป็นของแตกของดับอะไร เมื่อพิจารณามากเข้าๆ ผ่านอันนี้ไปได้แล้ว วัตถุหรือรูปร่างของเราของเขาไม่มี เป็นความว่างไปหมด นั่นแหละมันว่างไปหมด ผ่านร่างกายไปแล้ว พิจารณาร่างกายรอบไปหมด ยังเหลือแต่ใจที่สว่างไสว นี่ก็อดอัศจรรย์ตัวเองไม่ได้ โอ้โห ใจของเรานี้ทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนาน้า คือมันว่างไปหมดและอัศจรรย์ตัวเอง สักเดี๋ยวธรรมะท่านเตือนขึ้นมา ท่านกลัวจะหลงที่เราอัศจรรย์นั้น เพราะยังไม่จริงแท้

นี่เราก็ได้มาเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาฟัง ตามหลักความเป็นจริงที่ได้ปฏิบัติมา พระธรรมท่านกลัวเราจะหลงเราจะติด พูดขึ้นมาเป็นคำๆ ในใจนะ เหมือนเราพูดกันนี่แต่พูดอยู่ในใจเป็นคำๆ บอกชัดเจนว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ จุดก็คือจุดผู้รู้ ต่อมกับจุดเป็นไวพจน์ของกันและกัน ใช้แทนกันได้นะ ถ้ามีจุดมีต่อม แห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ คือจุดผู้รู้นั่นละ นั่นละตัวภพอยู่ที่นั่น แทนที่จะได้สติได้ผลประโยชน์อันอัศจรรย์ซึ่งควรจะได้ในเวลานั้นไม่ได้นะ

นี่จึงคิดย้อนไปถึงพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเรา หากว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ในระยะที่จิตเราเป็นอย่างนั้นไปเล่าถวายท่านดังที่เล่านี้แหละ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ ท่านจะใส่เปรี้ยงเข้ามาจุดนั้นแหละ จุดนั้นแลจุดมหาภัย ตัวภพก็อยู่ที่นั่น ตัวภัยอยู่ที่นั่น พอว่าอย่างนั้นมันจะเห็นภัยตัวอัศจรรย์นี้พลิกเป็นภัยไปเลย แล้วบรรลุธรรมปึ๋งในขณะนั้นได้ ก็มีจุดเดียวเท่านั้น แต่มันก็แก้ไม่ได้นะ ต้องไปนู่นอีกสามเดือน จากวัดดอยธรรมเจดีย์และไปเที่ยวทางอำเภอศรีเชียงใหม่ ไปคนเดียวแหละ จนกระทั่งเดือนหกกลับมาอีก มาปลงกันที่ตรงนั้นจุดต่อมคืออะไร ที่ว่าอัศจรรย์..อัศจรรย์สว่างไสว

นั้นละต่อมแห่งภพแห่งชาติอยู่ที่นั่น อวิชชาอยู่ที่นั่น แต่เราไม่รู้ ถ้าไปเล่าให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟังท่านจะใส่ผาง นั่นและตัวมหาภัย มันจะบรรลุธรรมขึ้นเดี๋ยวนั้นเลย จนกระทั่งมาปลงกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ปลงเอง มันถึงย้อนหลังไปรู้เรื่องถ้าเล่าให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟังท่านจะเอาให้เสร็จสิ้นในระยะนั้นเลย แต่นี้ก็แบกไปอยู่อย่างนั้น นี่จิตถึงขั้นมันอัศจรรย์มันเป็นเองในใจ การอบรมจิตใจใครเคยคิดเคยคาดว่ามาอัศจรรย์เราเอง ไม่เคยมี มีแต่หาความอัศจรรย์ลมๆแล้งๆไป ไม่ได้เรื่องได้ราว เป็นความอัศจรรย์ขึ้นภายในจิตประจักษ์ใจนี้ไม่ค่อยมี นักภาวนามี อย่างนั้นแหละ

ทีนี้พอที่ว่านี้ผ่านไปแล้วนั้นอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย เลยสมมุติทุกอย่างไปเลย อันนี้อยู่ในแดนสมมุตินะ จุดต่อมแห่งผู้รู้นี้ยังแดนสมมุติอยู่ แต่เป็นธรรมขึ้นสูง จวนจะถึงสูงสุดแล้ว พออันนี้พังจะสูงสุดขึ้นทันทีเลย นี่ละการอบรมจิตตภาวนา มาอัศจรรย์ตัวเองได้ เราอยู่ที่ไหนเคยอัศจรรย์ตัวเองที่ไหนไม่เคยมี แต่เวลาบำเพ็ญความดี ความดีละพาให้อัศจรรย์ตัวเองได้นะ นี่ที่พูดมาเหล่านี้พูดด้วยการผ่านมาแล้วทั้งนั้น ไม่ได้มาพูดงูๆปลาๆให้พี่น้องทั้งหลายฟัง พูดจากผลของงานที่เราได้บำเพ็ญมา ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขั้นที่ว่าอัศจรรย์ตัวเอง ต่อจากนั้นก็ผึงเลย ทีนี้เลยคาดเลยหมาย อัศจรรย์ตัวเองอะไรก็ไม่มี มันเลยไปหมดแล้ว

นี่ละการอบรมจิตใจ เมื่ออบรมเข้าๆ ก็อัศจรรย์ตัวเอง ผ่านจากนั้นแล้วหมด แดนอัศจรรย์อะไรอยู่ในสมมุติ ส่วนแดนอัศจรรย์แห่งพระนิพพานแห่งความหลุดพ้นนั้นเป็นวิมุตติ ไม่ต้องไปถามใคร รู้ เพราะฉะนั้นบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายเวลาท่านบรรลุธรรมปึ๋งเรียกว่าอยู่ในท่ามกลางพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งนั้นทีเดียว คือเป็นอันเดียวกันแล้ว เหมือนเราอยู่ในท่ามกลางน้ำมหาสมุทร จิตนี้บริสุทธิ์แล้วอยู่ท่ามกลางมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วจะไปถามพระพุทธเจ้าที่ไหน เพราะธรรมชาตินี้กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวกทั้งหลายที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอันเดียวกัน ไม่มียิ่งมีหย่อนต่างกัน

ท่านแสดงไว้ว่า นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย บรรดาท่านผู้ถึงความบริสุทธิ์แล้วเสมอกันหมด ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใคร จิตเมื่อเข้าถึงนั้นปั๊บไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า-พระสาวกทั้งหลาย เป็นอันเดียวกันแล้ว นั้นแลคือธรรมแท้จากการปฏิบัติ ความดีงามทั้งหลายจะรวมตัวเข้าไปสู่จุดนั้น พอถึงขั้นนั้นแล้วหายห่วง หายห่วงโดยประการทั้งปวง ให้พากันสร้างความดีงาม จะถึงขั้นความหายห่วง ถ้าสร้างตามกิเลสตัณหาจะมีแต่จะพาจมๆ จำให้ดีนะ เอาละวันนี้เท่านี้ละ ให้พระนะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก