พระญาณของพระพุทธเจ้าไม่มีเคลื่อนคลาด
วันที่ 21 ธันวาคม 2549 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

พระญาณของพระพุทธเจ้าไม่มีเคลื่อนคลาด

 

          วันนี้ว่างเลยจะถือไปวัดอโศ เพราะเป็นวัดสำคัญ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายอยู่ที่นั่น มาแต่ละครั้งเราเคยไปกราบอยู่เสมอ มาครั้งนี้ยังไม่ได้ไป เห็นมันยังว่างวันนี้พอดีเราก็ไปสักวัน แล้วจากแล้วจะไม่ว่าง วันพรุ่งนี้ก็วัดสังฆทานก็ต่อเรื่อยเลย วันที่ ๒๕ ว่าจะว่างก็นครปฐม มันก็ไม่ว่าง ๒๖ กลับ

          การประกอบความเพียรนี้ดูเราไม่มีกำหนดนะความเพียร จ้อตลอดเวลาเลยความเพียร ชำระทางใจ สติติดแนบๆ ตลอด ไม่มีโครงการไม่มีกำหนดเวล่ำเวลาก็คือการประกอบความเพียร มันหมุนของมันตลอด พอตื่นมาพับจับปุ๊บเลย เราก็เป็นอย่างนั้นด้วย พอตื่นนอนปั๊บสติจับปุ๊บเลย เรื่องการงานอะไรมายุ่งเราไม่ได้นะ เราประกอบความเพียรเป็นเวลา ๙ ปีไม่มีงานใดเข้ามายุ่งได้เลย ไม่ให้มีนะ เวลามันเป็นอย่างนั้น เด็ดขาดเลย บอกว่ามีไม่ได้ ไม่มี เป็นเวลา ๙ ปีเต็มซัดกัน

หนักมากที่สุดการประกอบความเพียรของเรา เรื่องการเรื่องงานใดๆก็ดีเรียกว่าเด็ดขาดไม่มีเลย ไม่ให้มาผ่านงานต่างๆ มีแต่งานความเพียรสติกับจิตฟัดกันตลอด ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งหลับ ฟังซิกิเลสหนาไหม เหนียวแน่นไหม ถ้าได้ฟัดกันเสียก่อนถึงรู้ว่ากิเลสนี้แหลมคมมาก จึงได้ครองโลกมานี้ บังคับสัตว์โลกให้ตายกองกันอยู่ด้วยความทุกข์ทั้งหลายตลอดมาแล้วยังจะตลอดไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่มีธรรมเข้าไปสกัดรัดกั้นวัฏวนความยืดยาวในการเกิดตายกองกันนี้จะตลอดไปเลย

เมื่อมีธรรมไปสกัดรัดกั้นแล้วสายทางวัฏวนที่เกิดตายจะย่นเข้ามา ย่นเข้ามา ฐานะที่เกิดในที่ต่างๆ ก็สูงขึ้นๆ นะ เกิดในที่ใดๆ คนมีความดีงามแล้วจะไม่เกิดในที่ทรมาน ดัดสันดานเจ้าของ เพราะเจ้าของสร้างความดี เรียกว่าวัฏวนที่ยืดยาวได้ย่นเข้ามา ย่นเข้ามาด้วยการสร้างความดี การย่นเข้ามาจะเกิดในภพใดก็ตามก็เกิดในสถานที่ดีๆ ไม่ได้รับความทุกข์ความทรมานในเวลาที่เกิดตาย แต่ผู้ไม่มีความดีเลยไม่มีประมาณ นี่ละผิดกันตรงนี้ละ

ถ้าผู้มีความดีได้สร้างไว้ๆแล้วความยืดยาวของวัฏวนนี้จะค่อยหดเข้ามา หดเข้ามา การเกิดก็จะค่อยสูงขึ้นๆ ความสุขความสบายมีมากขึ้นๆ ถึงจะเกิดอยู่ก็ตามก็ผิดกันกับคนบาปเกิดนะ ถ้าคนบาปเกิดเกิดในกองฟืนกองไฟเลย คนบุญเกิดในน้ำในท่าชุ่มเย็น ต่างกันนะ ไม่มีผู้ใดที่จะละเอียดแหลมคมยิ่งกว่าองค์ศาสดา คิดดูซิสัตว์นรกที่ไปตกนรกนั้นทรงทราบทุกตัวสัตว์ ว่าสัตว์ตัวนี้ๆ รายนี้ๆ ทำกรรมอะไรไว้จึงมาตกนรกอย่างนี้ๆ พระองค์ทรงทราบตลอด ทั้งๆที่เจ้าของถูกไฟนรกเผาอยู่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว พระองค์เองทราบหมด ฟังซิพระญาณหยั่งทราบ จึงเหนือโลกนั้นเอง ไม่สมควรจะเหนือโลกเป็นศาสดาไม่ได้

คิดดูซิอย่างพระเทวทัตเวลาไปสุดขีดแล้วหมดทางที่จะไป ได้เห็นโทษ เห็นโทษของตัวก็เห็นสุดขีดแหละทีนี้ ในการก่อกรรมก่อเวรกับพระพุทธเจ้า  และคราวนี้เห็นโทษเต็มที่แล้วจะมากราบขอขมาพระพุทธเจ้า พระองค์ก็รับสั่ง เออมาก็จะไม่ได้พบเรา จะมาถูกแผ่นดินสูบอยู่ที่หน้าสระอะไร ดูเหมือนมีสระน้ำนั้น ครั้นมาแล้วก็เป็นอย่างที่ว่า นั่นผิดไหมพระญาณหยั่งทราบ พอถูกแผ่นดินสูบลงมาถึงคางกรรไกร ไม่มีอะไรจะทูลถวายพระพุทธเจ้า ก็เอาคางกรรไกรนี้ทูลถวายท่านเป็นการขอขมาโทษขั้นสุดท้าย

พระองค์ทรงยิ้ม เธอก็ไม่เสียท่าเสียที คางกรรไกรเธอยังเป็นประโยชน์ เธอจะรับกรรมขนาดไหนก็ยอมรับในตอนนั้น แต่ที่สุดของกรรมก็คือเธอจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งชื่ออัฐิสาระ อัฐิกระดูกเป็นแก่นสาร ท่านเสวยทุกข์ขนาดไหนก็ตาม แต่จะเป็นไปตามพระญาณหยั่งทราบ หมดนั้นแล้วท่านก็จะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง พระองค์ทรงทำนายไว้ ไม่มีผิด ลงศาสดาทำนายตรงไหนแล้วไม่มีผิด พี่น้องทั้งหลายเป็นลูกศิษย์ตถาคตอย่าฝืนศาสดานะ ถ้าไม่อยากล่มจมอย่าฝืน กิเลสมันหลอกตลอดเวลา เอาให้จมๆ ตลอดเวลา พระองค์ฉุดขึ้นๆ

ให้ฟังเสียงคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นคำที่แน่นอนที่สุด ไม่มีเคลื่อนคลาด คือคำสอนของศาสดา ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้นเลย คิดดูซิมาถึงนั้นก็จะถูกแผ่นดินสูบจะไม่พบเรา มาก็ถูกจริงๆ เสร็จแล้วเอาคางกรรไกรถวายท่านเป็นการขมาโทษ พระองค์ก็ทรงยิ้มรับว่า เออ เธอก็ไม่สุดสิ้นเสียทีเดียว ครั้งสุดท้ายเธอสิ้นกรรมนั้นแล้วอัฐิคางกรรไกรที่ถวายพระพุทธเจ้านั้นจะเป็นสาระอันสำคัญ พาให้เธอได้เกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งแล้วก็สิ้นสุดไปเลย นี่ก็เป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ จึงเรียกว่าพระญาณหยั่งทราบ

พระญาณของพุทธเจ้า และรับสั่งออกมาจากพระญาณความรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วก็ไม่ผิด จึงเรียกว่าพระญาณหยั่งทราบ หนึ่ง พระวาจา หนึ่ง รับสั่งไปแล้วไม่มีเคลื่อนคลาด ตรงไปตามนั้นเลย พระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายได้เคารพธรรมของพระพุทธเจ้า เคารพกิเลสตัณหาพาเราให้ล่มจมมานี้กี่กัปกี่กัลป์ เดี๋ยวนี้ ยังไม่ทราบเลยแม้แต่รายเดียว เราอยากพูดอย่างนั้นนะว่าเข็ดหลาบแล้ว ยังจะบืนกับกิเลสต่อไปอีก พระพุทธเจ้าต้องกระตุกเตือนให้รู้ให้เข็ดหลาบและพลิกตัวในทางที่ดีและจะปลีกทางจากฟืนจากไฟออกไปได้ ถ้าไม่เช่นนั้นจะจมไปเรื่อยๆ นะ

ศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่แม่นยำที่สุดเลย ไม่มีเคลื่อนคลาด คำสอนของศาสดาไม่มีเคลื่อนคลาด พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีเคลื่อนคลาดตรงแน่วๆ เลย ลงได้รับสั่งอย่างไรแล้วต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนั้น คิดดูอย่างพระเจ้าสุปปพุทธะที่เป็นพระเจ้าตา พูดท้าทายพระพุทธเจ้า คือวงสกุลโกลิยวงศ์ ศากยวงศ์ ภาษาของเรามาได้เป็นดองเป็นผัวเป็นเมียกัน ทีนี้เวลาสุดท้ายพระเจ้าสุปปพุทธะคือพระเจ้าตานั้นแหละ พ่อของพระนางพิมพา เคียดแค้นมากให้พระพุทธเจ้า

พระองค์ก็ทรงทราบเหมือนกับภาษาของเราเรียกว่าเก็บเอาไว้ เก็บเอาไว้ ไม่รับสั่งว่าอย่างไร พอถึงกาลเวลาแล้ว “พระเจ้าตานี้ก่อกรรมก่อเวรอะไรนักหนา เรื่องราวมันก็เป็นมาแล้วก็ไม่เห็นดีอะไรเพราะการก่อกรรมก่อเวร ควรจะเห็นโทษแห่งการก่อกรรมก่อเวรเสียบ้าง ทางนั้นก็ไม่ยอม ก็ยิ่งท้าทายพระพุทธเจ้าเข้าไปโดยลำดับ พระองค์ก็เลยต้องเปิดออกมา “เออพระเจ้าตาของเราจะถูกแผ่นดินสูบนะ เพราะหนักมากแล้วจนทนทานไม่ไหว ถูกแผ่นดินสูบ”

ทางนั้นก็ท้าทายออกมา ถึงวันเวลาที่แผ่นดินจะสูบจะขึ้นไปอยู่หอปราสาทชั้น ๗ แผ่นดินมันจะสูบได้อย่างไร ให้ไปบอกพระเจ้าหลาน หลานคือลูกเขย..พระพุทธเจ้าของเรา บอกว่าท่านจะไปอยู่ในปราสาทชั้น ๗ ไม่ลงมาแผ่นดินจะสูบได้อย่างไร ให้ไปบอกพระเจ้าหลานเรา ท้าทายแผ่นดินท้าทายพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าจะไม่เป็นอย่างที่ว่านั้น นี่ท้าทาย พระองค์รับสั่ง..ทีนี้ตอบรับกันอย่างเน้นหนักทีเดียว อย่างขาดสะบั้นไปเลย อย่าว่าแต่จะไปอยู่ในชั้น ๗ นี้เลย ไปอยู่ชั้นดาวดึงส์ชั้นไหนก็เถอะ พระเจ้าตาของเราจะต้องถูกแผ่นดินสูบในวันนั้น เวลาเท่านั้น บอกตรงๆ เลย

ทีนี้รู้สึกสะดุดใจ พระเจ้าหลานของเรานี้รับสั่งอะไรแล้วไม่เคยเคลื่อนคลาด คำนี้ก็รู้สึกเป็นคำเด็ดขาดออกมานี้ จะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร รู้สึกท้อพระทัยเหมือนกัน  พอพระพุทธเจ้าท้าทายรับกันเท่านั้นนะ ก็เป็นอย่างที่ว่า ม้ามงคลที่เคยทรงอยู่เสมอ พอเสียงมันร้องขึ้นหรือคึกคะนองบ้าง พระเจ้าสุปปพุทธะเรียกลงมามันจะสงบ ม้าตัวนั้นม้าทรงของพระเจ้าสุปปพุทธะ แต่วันนั้นไม่เป็นอย่างนั้น เสียงคึกคะนอง ว่าเท่าไรก็ไม่ฟัง พระโรงจะแตกจะหักไปเลย พระองค์รับสั่งแล้วว่าจะถูกแผ่นดินสูบในวันนั้น ตอนเช้าวันนั้น แล้วก็ชะโงกคอลงมาภาษาของเรา มาแล้วก็ตูมเลยลงเลย

อะไรจะเหนือกรรม ไม่มีอะไรเหนือกรรมนะ เราอย่าท้าทายกรรมดีกรรมชั่ว สัตว์โลกทั้งหลายทำชั่วได้ชั่ว กรรมมีอำนาจบังคับได้ตลอด ผู้ทำดีกรรมดีมีอำนาจที่จะหนุนให้ได้ตลอดจนกระทั่งถึงนิพพาน นั่นละเป็นอย่างนั้นละ ให้ระวัง กรรมคือการกระทำ ผลของกรรมนั้นมีอำนาจมากที่จะให้ผลแก่ผู้ทำดีทำชั่ว ให้พากันระมัดระวัง เชื่อใครก็ตามเถอะในโลกนี้ไม่ได้เหมือนเชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าแล้วพ้นภัยไปโดยลำดับ จนกระทั่งพ้นโดยสิ้นเชิง ถ้าใครไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ฝืนพระพุทธเจ้าก็เท่ากับเหยียบหัวพระพุทธเจ้าก็เหยียบหัวตัวเอง ทำลายตัวเองไปจนกระทั่งหมดสาระ นั่นละให้พากันจำเอา เอาละวันนี้เท่านี้ละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก