เอาความรู้ความเห็นของคนไปวัดธรรมไม่ได้
วันที่ 22 ธันวาคม 2549 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เอาความรู้ความเห็นของคนไปวัดธรรมไม่ได้

 

        สมบัติเหล่านี้มีแต่ช่วยโลกทั้งนั้น จะเศษจะเหลือไปอะไรๆออกหมดเลย เราไม่เอา เราแบ เราบอกตรงๆ หัวใจนี้พอทุกอย่าง ในสามแดนโลกธาตุนี้พอหมด พูดให้ท่านทั้งหลายฟัง หลวงตาบัวรู้สึกจะมีผาดโผนอยู่บ้างทุกอย่างนะ นำพี่น้องทั้งหลายมีลักษณะผาดโผนๆตลอด คือจิตมันเด็ดมันเลยกลายเป็นเรื่องผาดโผนไป อะไรๆ ก็ผาดโผนๆ ก็ดีละผาดโผนในทางที่ดี อย่าให้ผาดโผนในทางที่ชั่วก็แล้วกัน นี่รู้สึกจะผาดโผนทุกอย่าง

นำพี่น้องทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าว่าเทศนาว่าการผาดหรือไม่ผาด โผนหรือไม่โผน ออกทั่วประเทศตลอดมา ก็มีหลวงตาองค์เดียว แล้วองค์ไหนที่ท่านเทศน์พอช่วยแบ่งหนักแบ่งเบากันบ้างก็ไม่เห็นมี ก็มีแต่หลวงตา จึงรู้สึกว่ามีลักษณะผาดโผนอยู่ตลอดมานะ พอว่าออกช่วยชาติก็เอาจริงเอาจังทุกอย่างๆ ฟาดเสียนำทองคำเข้าสู่คลังหลวงตั้ง ๑๑ ตัน ๓๙๐ กิโล ของเล่นเมื่อไร นี่พี่น้องทั้งหลายรวมหัวกัน หลวงตาผาดโผนเป็นหัวหน้า ผาดโผนจริงๆ ใสปึ๋งๆ เลยเชียว นี่ก็ได้ทองคำตั้ง ๑๑ ตัน ๓๙๓ กิโล ผาดโผนหรือไม่ผาดโผน เคยมีที่ไหนที่เราได้ทองคำเป็นกอบเป็นกำเข้าสู่คลังหลวง ดอลลาร์ก็ตั้ง ๑๐,๒๑๔,๖๐๐ ดอลล์

เงินดอลลาร์นี้นอกจากนั้นหมุนเข้ามาช่วยเงินไทย เราหยุดการเทศนาว่าการ เงินทองข้าวของก็ร่อยหรอลงๆ แต่คนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือไม่ได้ลดนะ จึงต้องเอาเงินดอลลาร์เข้ามาช่วยเงินไทยหนุนตลอดอย่างนี้ เราช่วยจริงๆ ช่วยพี่น้องทั้งหลาย ช่วยด้วยใจจริงนะ เพราะนิสัยนี้พูดตรงๆ ไม่เหลาะแหละ ถ้าลงว่าเล่น..เล่นกับหมาคนไปยุ่งไม่ได้นะถ้าว่าเล่นกับหมา คนไปยุ่งไม่ได้ ถ้าเล่นกับคนหมามายุ่งได้อยู่นะ แต่เล่นกับหมาคนไปยุ่งไม่ได้ รู้สึกว่าจะมีผาดโผนอยู่ทุกอย่างๆ

ถ้าว่าเทศนาว่าการช่วยชาติไทยของเรานี้ก็ทั่วประเทศแล้ว นี่ออก ก็ไม่เห็นมีองค์ไหนมาเทศน์แบ่งเบากันบ้างไม่เห็นมี ก็มีหลวงตาองค์เดียวเทศน์ เดี๋ยวนี้ก็ออก แล้วเทศน์นี้เทศน์ด้วยความแน่ใจเสียด้วยนะ ไม่ได้เทศน์แบบอ่านตำรามาแล้วก็ว่าไปธรรมดา นี้อ่านตำราใหญ่เลย ถอดออกจากนี้ออก ธรรมะพระพุทธเจ้าอยู่ที่ใจ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่พระทัย ธรรมอยู่ที่พระทัย พระสาวกทั้งหลายอยู่ที่ใจ รู้ที่ใจ เกิดที่ใจ

ทีนี้เวลาปฏิบัติในแนวทางเดียวกันมันก็เข้าสู่จุดเดียวกัน เกิดที่ใจ รู้ที่ใจ เห็นที่ใจ ไม่สงสัยในการแสดงออกทุกอย่าง ถ้าลงรู้ที่ใจแล้วไม่สงสัย เราไปอ่านตามตำรับตำราเราไม่ได้ประมาทนะ มันเป็นอยู่ในใจของเรา อ่านคัมภีร์ท่านก็อ่าน เรื่องมรรคผลนิพพานอ่าน มรรคผลนิพพานท่านก็พูดเป็นหลักความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามีสมบูรณ์บริบูรณ์ แต่ใจอันหนึ่งที่มันมีกิเลสอยู่เต็มหัวใจมันก็ไปแบ่งเอามา มรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีน่า มันไปแบ่งเอานะ พอปฏิบัติอันนี้ ปฏิบัติอันนี้มันจ้าขึ้นนี้ จ้าขึ้นนนี้ คำว่ามรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีปัดออกหมดเลย เป็นอย่างนั้นนะ

ขอให้รู้ที่ใจ ถ้าลงรู้ที่ใจไม่ต้องไปถามใคร พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์เดียวไม่ถามใคร สอนโลก กามโลก รูปโลก อรูปโลก พระพุทธเจ้าสอนได้หมดเลย บรรดาสาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน มารู้ที่ใจแล้วไม่ต้องหาพยาน ออกอย่างแม่นยำๆ แน่ใจด้วยนะ นี่ก็ได้พยายามช่วยพี่น้องทั้งหลายมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ละมัง เริ่มปี ๒๕๔๑ นะ ๒๕๔๐ บ้านเมืองเรากำลังระส่ำระสายวุ่นวายไปหมด จะล่มจะจม หัวผู้หัวคนหัวเป็ดหัวไก่จ่อลงทะเลแห่งความล่มจมกันทั้งนั้น

เราพยายามฟื้นกันขึ้นมาก็ค่อยตื่นเนื้อตื่นตัวขึ้นมาทุกสิ่งทุกอย่าง สมบัติเงินทองเข้าสู่คลังหลวง ทองคำก็ได้ดังที่ว่า ดอลลาร์ก็ได้ แล้วสิ่งก่อสร้างทั้งหลายที่ได้จากน้ำใจของพี่น้องชาวไทยนำมาบริจาคนี้ทั่วประเทศไทยที่ออกช่วยนะ โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลนี่รู้สึกว่าพิสดารมากทีเดียว ทุ่มลงโรงพยาบาล ถ้าคิดเป็นจำนวนโรงนี่ ๒๐๐ กว่าโรงที่ช่วยนะ โรงพยาบาลนี่พิสดารมาก มีหลายแบบหลายฉบับ ทั้งรถทั้งรา เครื่องมือแพทย์ก็ไม่กำหนด

จากนั้นก็พวกตึกพวกอะไร สถานที่ที่ขยับขยายให้อะไรให้ ตึกไม่ทราบว่ากี่หลังช่วย รถก็เหมือนกันเป็นร้อยๆ คัน ไปที่ไหนมองดูข้างรถ บริจาคโดยหลวงตามหาบัว บอกเขาว่าอย่าเขียน เราบอกเลยนะ เราไม่เอาชื่อเอานาม เอาตั้งแต่ความดีงามเพื่อโลกเท่านั้นเราพอใจ มันก็เขียนจนได้นั่นแหละ รถผ่านมานี้บริจาคโดยหลวงตามหาบัว พวกญาติโยมเขาหาเงินมาแทบตาย เรานำมาให้ ทางนั้นหลวงตามหาบัวบริจาค มันโมโห อยากตีปากมันนะเรา ก็เราไม่ได้หาเงิน เขาหามาให้เรา

เพราะเงินที่ท่านทั้งหลายบริจาคนี้ออกหมดนะ ไม่มีคำว่ากำ ไม่มี เราออกหมด จึงว่าช่วยโลก ช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่เอาอะไรทั้งนั้นแหละ แล้วก็พุ่งๆ เลย สมบัติเงินทองข้าวของที่ได้มาเหล่านี้ไม่ไปไหนนะ ออก ออกช่วยโลกตลอดมา ถ้าว่าผาดโผนก็รู้สึกจะผาดโผนอยู่ ตามนิสัยนั้นแหละ คือนิสัยจริงจัง เด็ดเดียว เฉียบขาด ถ้าสมมุติว่าไปทางโจรทางมารนี้ โอ๋ย ตายไม่มีป่าช้านะ คือเขาฆ่าได้ทุกแห่ง เพราะโจรมารเรียกว่ามหาโจรนี้แล้วมันไม่ถอยใครละ ตายแบบไม่มีป่าช้า แต่นี้มันไปทางดี มันก็ไปแบบนี้ละ

ช่วยพี่น้องทั้งหลายก็ช่วยอย่างจริงอย่างจังทุกอย่าง จากนั้นเวลาเทศนาว่าการช่วยชาติบ้านเมืองของเราก็ตั้งแต่เริ่มต้น ที่ว่าช่วยชาติ จตุปัจจัยไทยทานได้มาๆ ก็ช่วยชาติเป็นด้านวัตถุ สำหรับธรรมะที่ออกช่วยโลกเวลานี้เบาบางเมื่อไร นี่ออกอยู่ตลอดมา  นี่ละธรรมได้เข้าสู่หัวใจคนพอได้คิดได้อ่านไตร่ตรองบ้าง เป็นสาระสำคัญมากกว่าด้านวัตถุที่ช่วยโลก คือธรรมะช่วยโลกมีน้ำหนักมากกว่ากัน เราก็ได้ช่วยมาตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน

ดังเทศนาว่าการนี่ก็เทศน์ไม่หยุดไม่ถอย จนกระทั่งทุกวันนี้ยังจะเทศน์ วันนี้ก็จะเทศน์อีกนะนี่ แล้ววันพรุ่งนี้ก็ไปอีกไปเทศน์ ทางจันไปทางนู้นทางปราจีนทางอะไร ถึงจะกลับมาวันที่ ๒๔ วันที่ ๒๖ ก็กลับอุดร นี่ละช่วย ช่วยจริงๆ ไม่เอาอะไรเลยนะ ทั้งๆ ที่หมุนตัวเป็นกงจักรอยู่ แต่ที่จะเอาในเจ้าของเองไม่ปรากฏ ไม่มี แบตลอดเวลาเพื่อช่วยชาติบ้านเมืองด้วยอำนาจแห่งความเมตตานะ ไม่ใช่ด้วยอะไรนะ เป็นไปด้วยความเมตตา หมดเป็นหมด ยังเป็นยัง ไม่เคยสนใจ ถ้าสนใจว่าหมดเท่าไรยังเท่าไรทำไม่ได้นะ นี่ไม่เคย มีที่ไหนจำเป็นๆกวาดออกๆๆ ตลอด

ไปไหนนี่คนที่เขาตามขอความช่วยเหลือมีน้อยเมื่อไร อย่างมากรุงเทพฯนี่ก็เหมือนกันตามมาขอความช่วยเหลือในที่ต่างๆ เราก็แจกแจงให้อยู่ตลอดมา แต่เราไม่พูดเฉยๆ วันนี้พูดให้เสียบ้างนะ ไปที่ไหนเป็นอย่างนั้น เขาตามขอความช่วยเหลือ ไปที่ไหนไม่ว่าภาคไหนไปไหนๆ เขาจะติดตามไปขอความช่วยเหลือ จำเป็นอย่างนั้นๆก็แยกให้ๆ มากรุงเทพฯนี้ก็มาจากที่ต่างๆ จังหวัดต่างๆนะมาขอเรา ขอด้วยความจำเป็นอย่างนั้นๆ เอาแยกให้ๆ

เพราะฉะนั้นเงินเราจึงไม่มี สำหรับวัดป่าบ้านตาดไม่มีเงิน มีแต่น้ำใจเพื่อพี่น้องทั้งหลาย สมบัติเงินทองข้าวของมีมากมีน้อยออกหมดเลย เราไม่เอา เราบอกว่าเราพอแล้ว ไม่มีอะไรพอด้วยความเลิศเลอเหมือนใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันเต็มเปี่ยมแล้วพอ นี้เราก็พออย่างนั้น เราจึงไม่เอาอะไรกับโลก มีแต่ช่วยโลกเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่านั้นละ พออันนี้พออย่างเลิศเลอ ช่วยไม่หยุดไม่ถอย เฒ่าแก่เท่าไรยิ่งหนักนะ

การเทศนาว่าการนี่หนักมากทีเดียว แล้วเทศน์ก็เทศน์ด้วยความแน่ใจเสียด้วย ไม่ได้เทศน์แบบลูบๆคลำๆ อย่างที่เราอ่านในคัมภีร์ว่า ท่านบอกว่านรกมี สวรรค์-พรหมโลก-นิพพานมี อย่างนี้ตำราท่านบอกไว้โดยถูกต้อง แต่กิเลสที่เป็นตัวสำคัญๆ เป็นภัยต่อธรรมนี้มันจะไปแบ่งเอานะ เอ๊ มรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีน้า บาปบุญมีหรือไม่มีน้า มันจะไปแบ่งเอานะ ส่วนใหญ่เราเชื่อ ส่วนย่อยมันแบ่งเอา

พอมันจ้าขึ้นที่ใจหมด คำว่าบาปมีบุญมีนี้กราบพระพุทธเจ้าราบเลย ก็ไม่กราบได้อย่างไรความจริงเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกโลกนี่นะ ท่านสอนด้วยความแน่ใจๆ เป็นแต่เพียงกิเลสตัวหลอกลวงต้มตุ๋นลูบๆ คลำๆ มันหลอกสัตว์โลกให้เหยียบธรรมเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปแล้วเจ้าของก็เป็นผู้จม พระพุทธเจ้าไม่จม นั่น เป็นอย่างนั้นนะกิเลส นี่การสอนโลกเราบอกตรงๆ เลยว่าเราสอนด้วยความแน่ใจ ไม่มีสงสัย ไม่ว่าจะธรรมะขั้นใดภูมิใดๆ สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถอดออกมาจิตใจที่ได้ปฏิบัติผ่านมาแล้วทั้งเหตุทั้งผลสมบูรณ์แบบทุกอย่าง

การสอนโลกเราจึงไม่สงสัย สอนได้ทุกแห่งทุกหน นี้เรายกมนุษย์นะ เราพูดเพียงมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม เป็นอย่างไร การสอนเทวดาสอนอย่างไร พวกเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ท่านสอนกันอย่างไรๆ นี่เป็นเรื่องของเทวดา อินทร์ พรหม กับท่านผู้สอน คนอื่นเข้าไปยุ่งไม่ได้ เวลาเห็นสอนประชาชนท่านก็ไม่มายุ่ง พวกเทวดา อินทร์ พรหม ท่านก็ไม่มายุ่งนะ เวลาสอนเทวบุตรเทวดาเต็มเม็ดเต็มหน่วยไปเหมือนกัน

นั่นละที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้โลกฟัง เป็นความจริงล้วนๆ มาตลอด แล้วปลอมที่ตรงไหนธรรมะพระพุทธเจ้า แต่กิเลสมันปลอมๆ ยังยอมันเรื่อย ยกมันเรื่อย  ไม่เห็นโทษของมันเลย ดูซิพุทธกิจห้าก็เคยเทศน์ให้ฟังแล้ว พุทธกิจห้าคืองานของพระพุทธเจ้าห้าอย่าง สายเณฺห ธมฺมเทสนํ พอบ่ายสามโมงเทศน์สอนพวกประชาชนทั้งหลาย นับแต่พระราชามหากษัตริย์ลงมา ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ พอตอนค่ำก็สอนพระเจ้าพระสงฆ์ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน พอจากนั้นอฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหากํ ตั้งแต่เที่ยงคืนไปท่านเอาจุดศูนย์กลางว่าเที่ยงคืน แก้ปัญหาเทวดา เทศน์อบรมสั่งสอนเทวดาตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมา นี่เป็นงานสามอย่างแล้วนะนี่ พุทธกิจห้า นี่เป็นสามกิจแล้ว  

ทีนี้ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ พอปัจฉิมยามลงไปแล้วเล็งญาณดูสัตวโลก พระญาณพระพุทธเจ้าทรงหยั่งทราบ ดูสัตว์โลกคนไหนมีอุปนิสัยปัจจัยอย่างไรๆบ้าง คนไหนหนาแน่นขนาดไหน เหมือนคนไข้ในโรงพยาบาล คนไข้คนนี้เข้าห้องไอซียูไม่มีทางรักษา การดูแลรักษากันโดยมารยาทเท่านั้น ให้หยูกให้ยาดูแลรักษาไปโดยมารยาทเท่านั้น ที่ให้คนนี้หายไม่มีทาง นี่เรียกว่าปทปรมะ  อุคฆฏิตัญญู-วิปจิตัญญูเล็งญาณดูแล้วใครที่จะรู้อรรถรู้ธรรมได้เร็ว สองประเภทนี้เร็ว พอแย้มธรรมะออกไปเท่านั้นจะบรรลุธรรมเป็นลำดับทะลุถึงนิพพานเลย นี่อุคฆฏิตัญญู-วิปจิตัญญูผู้ที่รู้ธรรมได้อย่างรวดเร็ว

เนยยะก็คือพอลากพอเข็นไปได้ อย่างเราๆท่านๆ หลายครั้งหลายหนก็พอเข้าอกเข้าใจ แนะนำสั่งสอนไปทางที่ถูกที่ดีหลายครั้งหลายหน พอเข้าอกเข้าใจหันหน้าเข้าวัดเข้าวา หันหน้าเข้าศีลเข้าธรรม นำตัวไปปฏิบัติความดีงามทั้งหลาย นี้เรียกว่าประเภทเนยยะ พอแนะนำสั่งสอนได้ ไม่เป็นซุงทั้งท่อนทิ้งอยู่เปล่าๆนะ ทีนี้พอปทปรมะแล้วเหมือนคนไข้ในห้องไอซียู เอาไว้อย่างนั้นแหละ นี่เป็นปทปรมะสี่ประเภท

นั่นละ ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ พระองค์ทรงเล็งญาณดูสัตวโลก ประเภทปทปรมะเรียกว่าปล่อย จะสอนอย่างไรก็สอนไม่ได้แล้ว ชักสะพาน ไม่สอน สอนตั้งแต่พวกสามประเภทอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ สามประเภทนี้สอน ส่วนปทปรมะหมด ไม่มีความหมาย หมอก็ไม่มีความหมาย ยาไม่มีความหมาย เพราะคนไข้หมดความหมายโดยสิ้นเชิงแล้ว ไม่มีอะไรมีค่ามีราคา นี่ประเภทปทปรมะ ท่านก็สอน

นั้นละพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนโลกสอนอย่างนั้นนะ เล็งดูญาณดูสัตวโลก ใครมีอุปนิสัยปัจจัยอย่างไร หรือไม่มีอย่างไร ใครเป็นประเภทปทปรมะ ท่านก็ผ่านไปๆ คือช่วยไม่ได้แล้ว พวกอุคฆฏิตัญญู-วิปจิตัญญูนี่ประเภทที่เยี่ยม คอยที่จะบรรลุธรรมถึงพระนิพพานอย่างรวดเร็ว เนยยะพอลากพอเข็นถูไถไปได้ ปทปรมะประเภทเข้าห้องไอซียู มีสี่ประเภทอย่างนี้นะท่านสอนโลก

นี่ละพุทธกิจห้า ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ ที่ว่านี่สอนโลก เล็งญาณดูสัตวโลก ปุพฺพเณฺห ปิณฺฑปาตญฺจ ตอนเช้าก็เสด็จออกบิณฑบาต พระพุทธเจ้าออกบิณฑบาต ไปที่ไหนเทวบุตรเทวดาห้อมล้อม ทั้งข้างบนข้างล่าง มนุษย์มนา ได้มองได้เห็นได้ยินได้ฟัง เท่านั้น ก็เป็นมหามงคลอย่างยิ่งๆแก่เทวบุตรเทวดา-อินทร์-พรหมทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต ท่านแสดงไว้ ปุพฺพเณฺห ปิณฺฑปาตญฺจ นี่พุทธกิจห้า พระองค์ทรงดำเนินอย่างนั้น

งานของพระพุทธเจ้าว่างเมื่อไร ท่านทำประโยชน์ให้โลก จนถึงวาระสุดท้ายแล้วพราหมณ์แก่คนหนึ่งก็ยังบืนเข้าไปกวนพระพุทธเจ้าจนได้ แต่กวนนี่เพื่อเป็นพระอรหันต์นะ ไม่ใช่ธรรมดา สมควรที่จะกวน พราหมณ์คนนี้ก็เป็นพวกอริยกะเหมือนกัน  พระพุทธเจ้าสิทธัตถะราชกุมารก็เป็นอริยกะ พวกชาติอริยกะเขาถือกันว่าสูง พวกอริยกะน่ะ เวลาพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็ถือว่าตัวเป็นอริยกะ เป็นปู่ย่าตายายของสิทธัตถราชกุมารไม่สมควรที่จะฟังเทศน์ของลูกของหลาน แม้จะเป็นชาติอริยกะด้วยกันก็ตาม เราสูงกว่า เอาอายุกำลังจะตายมายกอวดพระพุทธเจ้า ไม่ยอมไปฟังเสียงอรรถเสียงธรรม

แต่เวลาพระพุทธเจ้าเสด็จจะไปปรินิพพาน การไปนิพพานพระองค์ทรงเล็งญาณดูเรียบร้อยแล้ว หนึ่ง เสด็จไปปรินิพพานกรุงกุสินารา เมืองนี้เป็นเมืองเล็กเมืองน้อย เวลาพระองค์นิพพานแล้วพวกนี้จะแย่งพระสรีระบรมธาตุทุกอย่างๆ ของพระพุทธเจ้า แล้วจะยกทัพมาพร้อมๆ บ้านไหนเมืองใดที่มีศาสตราวุธอำนาจวาสนามากบ้านนั้นจะมากลืนเอาพระบรมธาตุพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงพิจารณาดูแล้วว่า เมืองกุสินารา นี่บ้านน้อยเมืองน้อยไม่มีอำนาจ ใครมาที่ไหนก็จะแจกแบ่งให้สม่ำเสมอกันไป สงครามจะไม่เกิด

สมกับพระพุทธเจ้าทรงสอนโลกเพื่อความสงบร่มเย็น แต่ตายแล้วก่อฟืนก่อไฟเผาโลกไม่สมควรแก่ศาสดา พระองค์ทรงเล็งญาณไว้หมดแล้ว จึงมาปรินิพพานที่กรุงกุสินารา ก็เป็นความจริง เรื่องราวอะไรก็ไม่เกิด จากนั้นพราหมณ์แก่คนนี้แต่ก่อนก็ถือว่าตัวเป็นอริยกะ อวด กำลังจะตายแก่ขนาดไหนยังมาอวดสิทธัตถราชกุมาร หลานของอริยกะ พระพุทธเจ้าก็เป็นหลานอริยกะ พระพุทธเจ้าเป็นอริยกะ ชาติอริยกะด้วยกัน

ทีนี้เมื่อมาถึงคราวแล้ว คราวนี้เป็นวาระสุดท้ายแล้วได้ทราบว่าสิทธัตถราชกุมารท่านจะมาปรินิพพานที่กรุงกุสินารา หากว่าเราจะถือทิฐิมานะว่าตัวอริยกะนี้สูงกว่าๆ ทุกอย่างแล้วเราจะตายไปจมเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะกาลนี้เป็นกาลนิพพานพระพุทธเจ้า ที่รับสั่งไว้แล้วอย่างไรไม่เคยเคลื่อน นี่ท่านก็จะมาปรินิพพานที่นี่ก็แน่นอนจริง ถ้าเราจะไปก็ไป พิจารณาตัวเอง จะเอาตั้งแต่ทิฐิมานะว่าเราอริยกะเป็นปู่ย่าตายายของสิทธัตถราชกุมารไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ธรรมสูงกว่าอริยกะเป็นไหนๆ ก็เลยเอาธรรมเทิดทูนแล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

พอเข้าไปถึงก็ถูกพระอานนท์ห้าม ไม่ให้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เวลานี้พระองค์ทรงเพียบแล้ว พระองค์ทรงทราบรับสั่งให้เข้ามาทันที เรามาที่นี่ก็เพื่อพราหมณ์คนนี้คนหนึ่ง เรามาที่นี่เพื่อพราหมณ์แก่คนนี้คนหนึ่ง แล้วเข้ามาถาม เราย่นย่อเข้ามา ศาสนามีมากต่อมากหลายศาสนา อย่าถามเราไปมากเวลาเรามีน้อย คือเวลาท่านจะนิพพานคือจะตายมีน้อยมากแล้ว ให้ถามที่จำเป็นๆ ถ้าศาสนาใดมีมรรค ๘ มีอริยสัจ ๔ ศาสนานั้นเป็นศาสนาที่ทรงมรรคผลนิพพาน

สมณะที่หนึ่ง พระโสดา สมณะที่สอง พระสกิทาคา สมณะที่สาม พระอนาคา สมณะที่สี่ พระอรหันต์ สมณะทั้งสี่นี้อยู่ในศาสนานี้ ศาสนาที่มีมรรค ๘ ที่มีอริยสัจ ๔ ให้พระอานนท์บวชให้ เป็นที่ลงใจ เอาบวช วันนี้อย่ามากังวลวุ่นวายกับเรานะ ให้กังวลกับตัวเอง แก้ไขตัวเองซึ่งกำลังขัดข้องอยู่เวลานี้ ให้ได้เป็นปัจฉิมสาวกของเราตถาคต ในวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันเราตาย พอบวชแล้วไป ให้ไปภาวนาให้เป็นปัจฉิมสาวกก็ได้เป็นปัจฉิมสาวกในวันเดียวกัน พระพุทธเจ้าก็นิพพาน ทางนั้นก็เป็นปัจฉิมสาวกขึ้นมา ที่เรามานี้มาเพื่อพราหมณ์คนนี้ พระองค์เสด็จไปไหนมีความหมายทุกอย่างๆ ไม่ใช่ไปสุ่มสี่สุ่มห้านะ

พุทธกิจห้าเป็นงานประจำพระพุทธเจ้า คนอื่นทำแทนไม่ได้นะ สายเณฺห ธมฺมเทสนํ พอบ่ายสามสี่โมงสอนประชาชนทั้งหลายนับแต่พระมหากษัตริย์ลงมา ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ พอค่ำเข้ามาก็สอนพระเจ้าพระสงฆ์ อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหากํ ประมาณหกทุ่มจุดศูนย์กลางอยู่ตรงนั้น ก็แก้ปัญหาเทวดา เทศน์สอนทวยเทพทั้งหลายนั้น จากนั้นก็ ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ เล็งญาณดูสัตวโลกใครจะมีอุปนิสัยปัจจัยพอที่จะได้รับมรรคผลนิพพานติดเนื้อติดตัวไปบ้างเกิดมาทั้งชาติ หรือเกิดเปล่าตายเปล่าไม่เกิดประโยชน์อะไร เล็งญาณดูใครมีอุปนิสัยปัจจัยที่พอแนะนำสั่งสอน ถ้าผู้มีอุปนิสัยปัจจัยจะถึงมรรคผลนิพพานแต่จะตายอย่างรวดเร็วพระองค์เสด็จไปเลย ไปโปรดคนนั้น นี่ละที่ว่าภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ  เล็งญาณดูสัตวโลก

ตอนเช้าก็เสด็จออกบิณฑบาต ไปที่ไหนเทวบุตรเทวดาเห็นเป็นมหามงคลๆ ตลอด ได้ยินได้ฟังพระองค์รับสั่งอะไรขึ้นมาเป็นมหามงคลทั้งนั้นๆ นี่ละปุพฺพเณฺห ปิณฺฑปาตญฺจ เวลาบิณฑบาตก็เป็นมงคลๆ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ปัจฉิมสาวกองค์นั้นก็คือพราหมณ์แก่คนหนึ่ง จากนั้นก็นิพพานเลย นิพพานแล้ว ๗ วันก็ถวายพระเพลิง ภาษาเราเรียกว่าเผาศพ อีก ๗ วันเก็บพระบรมสารีริกธาตุท่าน หมดปัญหาไป นี่ทางเดินของพระพุทธเจ้า

แต่ทางเดินของพวกเราลูกศิษย์ลูกหามันหน้าดื้อหน้าด้าน ตายแล้วเก็บดองไว้เหมือนปลาร้าปลาจ่อมอะไรนี้ ไว้ในไหก็คือในหีบนั่นละ เอาไว้ไม่ต้องเก็บไม่ต้องเผากัน ศาสดาพาดำเนินอย่างไร ดำเนินมาจากศาสดาแท้ๆ ดำเนินกันอย่างไร ทางนั้นมีตั้งแต่จอมปราชญ์ สาวกของพระพุทธเจ้ามีขนาดไหน เป็นผู้ทรงชี้แจงเหตุผลกลไก เช่นอย่าง พระอนุรุทธะเป็นต้น

พระอนุรุทธะนี่รู้หมด วาระจิตของใครๆๆทรงรู้หมด พระอนุรุทธะในวงกษัตริย์ บวชด้วยกันกี่องค์ ๗ องค์ พระอนุรุทธะเลิศทางปรจิตตวิชชา เล็งญาณดูเห็นหมด เวลานิพพานแล้วจะนำพระองค์ออกไปถวายพระเพลิง ไปทิศใดๆ เทวดาไม่เห็นดีด้วย เขาห้ามเขาไม่ให้ไป ใครก็ยกไม่ขึ้น จะทำอะไรก็ทำไม่ขึ้น พระอนุรุทธะต้องมาชี้แจงบอก นี่เทวดาทั้งหลายไม่เห็นดีด้วยให้ไปทางทิศนี้ ไปทางทิศนั้นยกเบาหวิวเลย ถ้าไปทางทิศอื่นที่เทวดาเขาไม่เห็นด้วยยกไม่ขึ้น นี่อนุรุทธะท่านดูจิตของเทวดาท่านรู้หมด ต้องฟังเสียงพระอนุรุทธะจะชี้แจงบอก จากนั้น ๗ วันถวายเพลิง แล้วก็เก็บพระอัฐิภาษาเรานะ ก็หมดปัญหาไป

นี่ละศาสดาพาดำเนิน ท่านดำเนินมาโดยลำดับอย่างนี้ ถ้าเราจะเป็นลูกศิษย์ทีมีครูควรจะฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ ไม่ควรจะดันทุรังเอาแต่ทิฐิมานะมากีดมาขวาง รบรากันด้วยฝีปาก เก็บไว้ๆเท่านั้น ถ้าท่านตายไปแล้วจะไม่ได้เคารพ พระพุทธเจ้านิพพานแล้วทำไมเราเคารพท่านได้ละ ก็ธรรมวินัยนั้นแลเป็นศาสดาของเราตถาคต อัฐิกระดูกกระดิกไม่ได้เป็นศาสดานะ ธรรมวินัยต่างหากเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายแทนเราตถาคต ให้ยึดหลักธรรมหลักวินัยนี้ก็เท่ากับเดินตามเราตถาคตตลอดเวลา

เมื่อใครเดินตามคือปฏิบัติตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มรรคผลนิพพาน ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ท่านไม่ได้เห็นว่าให้ยึดร่างกายของเรานะอย่าเผา เอาหมักดองไว้เหมือนปลาร้าปลาจ่อมนั่นนะ ท่านไม่เห็นว่า แต่มันเกลื่อนอยู่เวลานี้ก็เพราะพวกหน้าด้านพวกหน้าดื้อ มันจึงแหวกแนวพระพุทธเจ้า แหวกแนวทางเดินของจอมปราชญ์ไป ฟังเอาทุกคน พูดกลางๆ ให้ฟัง ไม่มีใครพูดอย่างนี้ ใครอยากทำอะไรทำตามใจ ใจมันมีกิเลสนี่ซิ มันต่างกันกับใจผู้บริสุทธิ์ จอมปราชญ์ทั้งหลายในครั้งพุทธกาลมีน้อยเมื่อไร มีพระกัสปปะเป็นต้น ถวายเพลิงพระองค์เพียง ๗ วันไม่เลย ถวายเรื่อยๆ มา

แล้วพวกเราเก็บหมักดองไว้ตามวัดตามวาอาวาสทั้งหลาย มีความรู้ความเห็นเป็นอย่างไรบ้าง เอาความรู้ความเห็นของคนไปวัดธรรมไม่ได้นะ ธรรมเลิศเลอขนาดไหน สัตว์ทั้งหลายกราบธรรม ไม่ได้กราบความรู้ของคลังกิเลสเหมือนพวกเราเอาตามใจชอบๆนะ พิจารณาซิ ควรจะคำนึงถึงเหตุถึงผลอรรถธรรมซิจะทำอะไร จะทำตามใจชอบ

ดีไม่ดียกตัวเป็นญาติเป็นมิตรเป็นพี่เป็นน้อง เข้าไปกีดขวางวงงานของพระศาสนาให้ขัดข้องยุ่งเหยิงจนกระทั่งไปไม่ได้ก็มี ไม่ให้ทำอย่างนั้นไม่ให้ทำอย่างนี้ ฉันเป็นญาติ ฉันเป็นพี่ ฉันเป็นน้อง เอาญาติเอาพี่เอาน้องซึ่งเป็นฆราวาสนี้เข้าไปยุ่งในวงศาสนา วงของพระพุทธเจ้า ขัดกันขนาดไหน ผิดขนาดไหน ออกไปบวชแล้วญาติก็ญาติเป็นเรื่องของฆราวาสเป็นโลกเขา ธรรมเป็นธรรม เรื่องพระสงฆ์ท่านเป็นเรื่องของพระสงฆ์ กับเราเป็นญาตินี้ยุ่งกันไม่ได้นะ ญาติก็เป็นญาติทางโลกโลกีย์ต่างหาก ญาติธรรมเป็นของสำคัญมาก

นี่ให้พากันจำเอา ทำอะไรควรจะมีแบบมีฉบับบ้าง อย่าทำแบบดันทุรัง ไม่ฟังเสียงใครๆ เอาตามใจชอบผิดทั้งเพ ถ้าเอาแบบฉบับของพระพุทธเจ้าหรือจอมปราชญ์มาใช้แล้วจะราบรื่นดีงาม ให้พากันจำเอานะ พูดนี้เพื่อเป็นคติของพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทหน้าด้าน พวกนี้พวกหน้าด้านนะ เข้าใจเหรอ เอาละพอ ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 

 

 

 

 

         


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก