โยมแม่นี้หลักใจดี
วันที่ 29 ธันวาคม 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

โยมแม่นี้หลักใจดี

ก่อนจังหัน

พระเท่าไร (๒๗ ครับผม) พระให้ตั้งหน้าตั้งตาภาวนานะ ผมไม่ค่อยได้สอนพระ แกงหม้อใหญ่ทั่วประเทศสอนไปหมด แต่พระในวัดเรานี้ไม่ค่อยได้สอน ระยะนี้ห่างมาก การสอนพระในวัดนี้ห่างมาก แต่ก่อนเอาจริงเอาจังตลอดเวลาเพราะไม่มีคนมาเกี่ยวข้องมาก สอนมีแต่ธรรมะเด็ดๆ เผ็ดๆ ร้อนๆ พุ่งๆ เลย เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว มีแต่แกงหม้อใหญ่ ไปทุกแห่งทุกหนก็มีแต่แกงหม้อใหญ่ทั้งนั้น พากันตั้งอกตั้งใจ

อย่าลืมนะคำว่าสติ ท่านทั้งหลายจับไว้ให้ดี สติเป็นพื้นฐานตั้งแต่ต้นถึงนิพพาน ใครเผลอสติ ใครหย่อนยานทางสติไม่เป็นท่าๆ สติดีเท่าไรความเพียรเป็นพื้นเป็นฐานตลอดไม่ขาดวรรคขาดตอน สติเป็นสำคัญมาก ถ้าขยายออกไปในวงงานก็เป็นสัมปชัญญะเสีย อยู่ภายในก็เป็นสติ กระจายออกไปนี้มีสติตลอดเป็นสัมปชัญญะ สติสำคัญในวงความเพียร

เราไม่ให้มีงานใดแต่ไหนแต่ไรมาสำหรับวัดนี้ ไม่ให้เข้ามายุ่งมาทำลายความเพียรของพระ เราถือเป็นกฎเป็นเกณฑ์เป็นข้อหนักแน่นมากสำหรับการภาวนาในวัดนี้ ไม่เคยจืดจางแต่ไหนแต่ไรมา แม้จะมีงานนอกงานอะไรก็ไม่ให้เข้ามากระทบกระเทือนส่วนใหญ่คือพระที่ท่านภาวนา ถ้าหากจะทำก็มีแต่เราสั่งนั้นสั่งนี้เป็นนอกๆ ส่วนพระไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง เราถือเป็นข้อหนักแน่นสุดหัวใจเราเลยเรื่องการภาวนา ฆ่ากิเลสได้จริงๆ ฟาดกิเลสคว่ำขาดสะบั้นลงในหัวใจก็คือการภาวนา กิเลสไม่ได้ขาดเพราะยุ่งนั้นยุ่งนี้ๆ ยกโทษคนนั้นยกโทษคนนี้

พวกนี้มันมาอบรมอะไรก็ไม่รู้ในวัดนี้ หาดูแต่โทษคนอื่นโทษเจ้าของไม่ดูเลย นี่หรือนักภาวนา คือนักสั่งสมกิเลส ประเภทนี้เป็นพวกประเภทสั่งสมกิเลส ในครัวยิ่งมาก สำหรับพระเราไม่ค่อยเห็นมีอะไร จิตใจสำคัญนะ ผู้หญิงนี่วอกแวกคลอนแคลนๆ ตลอดเวลาหาความเที่ยงตรงไม่ค่อยมี วอกแวกๆ อยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกัน ครั้นออกมาแล้วก็นินทากาเลกัน โจมตีกันในแง่ต่างๆ ไม่ทราบจะเอามรรคผลนิพพานมาจากไหนปากอมขี้นี่ เข้าใจไหมล่ะ ปากอมธรรมพูดมาเป็นกำลังใจของกันและกันนั้นค่อยยังชั่วหน่อย

เรานี้หนักใจมากจริงๆ นะ เกี่ยวกับทั้งสองฝ่าย ภายในครัวนั้นหนักมาก ภายนอกไม่มีอะไรพระเรา ทางในครัวนี่หนักมากอยู่ มันเหมือนเด็ก แต่กิริยาที่ทำมันไม่ได้เหมือนเด็กมันเสียหายได้ จึงเป็นข้อหนักใจ ยังดีนะท่านทั้งหลาย ถ้าหากว่าหนักเข้าๆ ไล่หนีหมดเลยในครัว จะไม่ให้อยู่แม้คนเดียวถ้าหนักมากจริงๆ หรือไม่เราหนีเลยไม่เล่นด้วย เราหนักพอแล้ว แบกหามพอ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย มาก็มีแต่นินทากาเล ยกโทษยกกรณ์ โทษเจ้าของเต็มหัวใจไม่ดู อันนี้ที่เสียมาก ผิดกับมาอบรมศีลธรรมมาภาวนา เสียมากตรงนี้ มันดูตั้งแต่ภายนอกไม่ดูหัวใจเจ้าของเลย จำให้ดีทุกคน เลอะมากเดี๋ยวนี้ เราอนุโลมผ่อนผัน ผ่อนผันเท่าไรยิ่งเลวลงๆ เอ๊ มันยังไงกัน ทำไม่รู้ไม่ชี้ๆ เก็บไว้ภายในๆ มาประมวลดู มันมีตั้งแต่เลอะๆ เทอะๆ เรื่องราวที่จะเป็นสิริมงคลพอจะได้ชมเชยกับผู้มาอบรมมาปฏิบัติมันไม่เห็นมี แหม ทุกข์มากนะเรา

ก็มันไม่เคยมีอย่างนี้ อยู่ที่ไหนมันเหมือนอวัยวะเดียวกัน เรียบๆ เลย นั่นท่านอยู่อย่างนั้น นี้มีแต่คอยยกโทษยกกรณ์กัน มันไม่ใช่ภาวนามันหาเรื่องกัน พวกนี้พวกเลวในครัวนี้ อย่าว่าที่อื่นมันเป็นอยู่ในครัว พระเราไม่มีอะไร ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาพระไม่เคยทะเลาะกัน ท่านเรียบ ท่านดูหัวใจท่าน อันนี้ไม่ได้ดูหัวใจตนเอง ไปดูความเคลื่อนไหวของคนอื่น เห็นปั๊บคอยจะยกโทษกันๆ พวกเปรต กินไม่อิ่มกินไม่พอ เก็บตกเรื่อยๆ ให้พร

หลังจังหัน

         สรุปทองคำน้ำไหลซึมถึงวันที่ ๒๘ ธันวา ทองคำที่หลอมแล้ว ๓๖๒ กิโลครึ่ง เท่ากับ ๒๙ แท่งๆ หนึ่ง ๑๒ กิโลครึ่ง ทองคำที่ยังไม่หลอม ๘ กิโล ๗ บาท ๒๓ สตางค์ รวมทองคำที่หลอมแล้วและยังไม่ได้หลอมเป็น ๓๗๐ กิโล ๔๐ บาท ๑๒ สตางค์ ถ้ารวมกับ ๓๗ กิโลครึ่งที่มอบแล้วเข้าด้วยกันจะเป็นทองคำที่เศษจากจำนวนใหญ่ ๑๑ ตันนั้น ๔๐๘ กิโล ๗ บาท ๒๓ สตางค์ ช่วยชาติคราวนี้ได้ทองคำตั้ง ๑๑ ตัน ๔๐๘ กิโลไม่ใช่เล่นๆ ไปหาที่ไหนล่ะ เมืองไทยไม่ช่วยตัวเองใครจะช่วย เมืองไทยเป็นผู้จะทำให้จมเอง เมืองของเราเองทำให้จม เราไม่ฟื้นใครจะฟื้น ให้คนอื่นมาช่วยมีแต่เขาจะชี้หน้า มันไม่เป็นท่าทั้งโคตรทั้งแซ่เมืองไทยเรานี่ แล้วจะว่าอะไรเขาล่ะ มีอะไรไปตอบเขาไหมล่ะ

ก็มันจะจมจริงๆ หมูหมาเป็ดไก่ร้อนไปตามๆ กัน จะจมด้วยกันนี่นะ เพราะฉะนั้นจึงต้องฟื้นกันซิ ก็เห็นผลอยู่แล้วฟื้น ผลแห่งการฟื้นขึ้นมาทองคำก็ได้ถึง ๑๑ ตันกับ ๔๐๘ กิโลกว่า ดอลลาร์ก็ได้ ๑๐ ล้านสองแสนกว่า เข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินไทยกระจายทั่วประเทศไทยที่ช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยเรา ส่วนมากเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียนเป็นอันดับสอง วงราชการต่างๆ มีห่างๆ แต่มีทีไรนี้หนักทุกที ฟาดไปหลายๆ สิบล้าน ราชการจุดใหญ่ๆ อย่างนี้ละที่ช่วย ผลก็เห็นกันอยู่อย่างนี้จะว่าไง

ถ้าหากว่าไม่ช่วยสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มี ที่กล่าวเหล่านี้ไม่มี ทองคำ ๑๑ ตันกับ ๔๐๐ กว่ากิโลนี้ก็ไม่มี นั่น ดอลลาร์ ๑๐ ล้านสองแสนกว่าก็ไม่มี เงินไทยที่กระจายออกช่วยโลกนี้ก็ไม่มี มีแต่ความจมๆ จะว่าไง อันนี้ก็ฟื้น นอกจากนั้นธรรมะยังฟื้นขึ้นอีกนะ ก็พอดีกับเราได้คิดไว้เรียบร้อยแล้วไม่ผิด เห็นไหมล่ะ พอว่า เอา จะช่วยชาติคราวนี้ ใครก็ต้องเล็งแต่วัตถุ เช่น เงินทองข้าวของที่จะหนุนช่วยชาติๆ แต่เราไม่ได้ไปนั้นนะ คราวนี้เป็นคราวที่ธรรมะจะออกสู่หัวใจพี่น้องชาวไทยที่เป็นชาวพุทธเรา ก็ออกจริงๆ เห็นไหมล่ะ แล้วเรื่องนี้ใหญ่โตด้วย ออกทั่วประเทศไทยและยังออกถึงเมืองนอกเมืองนาธรรมะนี่นะ  นี่ละคราวนี้ที่ว่าธรรมะจะได้ออกสู่หัวใจพี่น้องชาวไทยเรา ยังไม่ได้ออกทั่วโลกนะ เดี๋ยวนี้ออกทั่วโลกแล้ว อย่างนี้ละเรื่องใหญ่โตมาก

ธรรมะเข้าสู่ใจกระเทือนไปหมด เพราะใจเป็นเจ้าของของสมบัติทั้งหลาย ความล่มจมไม่ใช่ใจจะเป็นอะไรไปพาให้ล่มจม ความฟื้นฟูใครจะพาให้ฟื้นฟูถ้าไม่ใช่หัวใจ หัวใจเป็นสิ่งสำคัญมาก จึงต้องได้รับอรรถธรรมซึ่งเป็นความถูกต้องดีงามจากพุทธศาสนาแล้วไปฟื้นฟูตัวเอง ฟื้นฟูสังคม ตลอดฟื้นฟูประเทศได้ ก็ได้ผลหลายอย่างที่ช่วยชาติคราวนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ทองคำ ๑๑ ตันกับ ๔๐๐ กิโลนี้ยังไม่หนักเท่าหัวใจคนทั้งประเทศที่ได้รับอรรถธรรมแล้วไปเป็นกำลังใจฟื้นฟูหรือแก้ไขดัดแปลงตนเอง อันนี้มีน้ำหนักมาก เราเล็งอันนี้มากกว่าอย่างอื่น

ที่ว่าช่วยชาติ คนก็ต้องเล็งวัตถุ แต่เราไม่เล็งวัตถุ เล็งว่า เอ้อ คราวนี้ธรรมะจะได้เข้าสู่จิตใจประชาชนชาวพุทธเรา เข้าทางนั้น แล้วก็ออกอย่างนี้จริงๆ เวลานี้วิทยุตั้งร้อยกว่าแห่ง วิทยุกำลังกระจายออกๆ แล้วยังจะขยับขยายออกไปเรื่อยๆ ที่ทราบ ธรรมะที่เรานำออกแสดงและประกาศอยู่ทั่วประเทศไทยเวลานี้ เราอยากจะพูดว่าส่วนมากต่อมากเป็นธรรมะภาคปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายออกมาจากหัวใจท่านๆ แต่ไม่ค่อยมีออกมากนัก มีไม่มากนักครูบาอาจารย์ทั้งหลายออกทางวิทยุ ก็มารวมอยู่ที่เรา เราเลยกลายเป็นออกหน้าๆ ตลอดนะถ้าว่าธรรม ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ช่วยบ้างๆ สุดท้ายปล่อยให้เราคนเดียว ครูบาอาจารย์ทั้งหลายมีน้อยเมื่อไรที่หัวใจเป็นคลังแห่งธรรมๆ แต่ท่านไม่ได้ออกมาแสดงมากนัก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ควรจะได้ออกมาแสดง และนิสัยวาสนาของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ เป็นไปตามนิสัยท่าน บางองค์มีเท่าไรท่านไม่ออกมา เฉยเสีย

คิดดูอย่างพระอัญญาโกณฑัญญะในเบญจวัคคีย์ทั้งห้า พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า เวลาฟังเทศน์แล้วพระอัญญาโกณฑัญญะเปล่งอุทานออกมาในเดี๋ยวนั้นเลย ในขั้นสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าสรุปความลงให้เบญจวัคคีย์ทั้งห้าได้ฟังว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีก พอจบปั๊บพระอัญญาโกณฑัญญะก็ออกอุทานเลย ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ เอาย่อๆ เลยนะ ท่านแสดงในธรรมจักรนั่นละ ดูธรรมจักรก็รู้ วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺÿ อุทปาทิ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ

ทีแรกพระอัญญาโกณฑัญญะขึ้นเป็นอุทานว่า สิ่งใดก็ตามในโลกนี้ ท่านเด็ดขาดลงไปเลยเพราะท่านเห็นธรรมชาติที่เลิศเลอกว่าโลกทั้งหลายนี้ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้นแต่อันนี้ไม่ดับ นั่นความหมาย อันนี้เป็นเครื่องยืนยันกัน กระแสธรรมที่ท่านรู้สำเร็จพระโสดา กระแสธรรมที่ไม่ตายคือกระแสแห่งพระนิพพานเข้าถึงแล้ว ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น แต่อันนี้ไม่ดับ นั่นความหมาย เอาเป็นเครื่องยันกัน พอพระอัญญาโกณฑัญญะเปล่งอุทานจบลงแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงเปล่งอุทานรับกันว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอๆ นั่น รู้ธรรมของจริงที่เลิศเลอ นี่ละที่ท่านแสดง

พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นถึงขั้นนั้นท่านก็ไม่ได้ออกมาสอนใคร ความหมายว่างั้น ท่านอยู่ในป่ากับช้าง ดูว่าเป็นช้างโพธิสัตว์ ท่านอยู่กับช้างที่ ฉัททันตสระ ดูว่า ๑๑ ปี เราอ่านมานานลืมนะ แล้วก็มาทูลลาพระพุทธเจ้า พอถึงกาลเวลาแล้วก็ออกมาจากฉัททันตสระ ช้างฉัททันต์อยู่ที่นั่นเป็นช้างโพธิสัตว์ พระอัญญาโกณฑัญญะอยู่กับโขลงช้างนั้น ถึงเวลาแล้วก็มาทูลลาพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ผ้าย้อมด้วยดินแดง ไม่ได้ย้อมด้วยแก่นขนุน ในป่าในเขาจะมีแก่นขนุนอะไร ท่านก็ไปเอาดินแดงมาตำมาคลุกเคล้ากันย้อมเป็นสีดินแดงออกมา พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ทรงรับสั่งหรือไม่ตำหนิติเตียนว่าไง ก็อยู่ในป่าในเขาก็รู้แล้วนี่ ก็มีแต่เณรนั่งอยู่น้นเฝ้าพระพุทธเจ้า เห็นพระอัญญาโกณฑัญญะขึ้นไป ย้อมผ้าด้วยดินแดงไปทูลลา

เพราะแก่มากแล้วนี่ ถึงกาลเวลาแล้วไปทูลลาไปปรินิพพาน นั่นถึงกาลเวลาท่านรู้ของท่านเอง พอพระอัญญาโกณฑัญญะทูลลาพระพุทธเจ้าลงไปแล้ว พวกเณรตาใสๆ เหมือนตาแมวก็เข้ามารุมพระพุทธเจ้า นี่หลวงตามาจากไหน เณรตัวเล็กๆ นั่น มองดูสีผ้าเหมือนสียักษ์ คือผ้าสีดินแดง หลวงตามาจากไหน มองดูสีผ้าเหมือนสียักษ์ อย่าพูดอย่างนั้น ถ้าเป็นหลวงตาบัวนี้ใส่ปากเปรี๊ยะเลย ถ้าจะพูดก็ว่า อย่าพูดอย่างนี้ มันต่างกัน นิสัยของศาสดาองค์เอกกับนิสัยลิงมันต่างกัน

พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่าพูดอย่างนั้น นี่คือพี่ชายใหญ่ของเธอทั้งหลาย พระอัญญาโกณฑัญญะนี้เป็นปฐมสาวกของเราตถาคตในเบญจวัคคีย์ทั้งห้า บัดนี้ถึงกาลเวลาอันควรของเธอแล้ว เธอจะมาลาเราไปปรินิพพาน ไม่ใช่สียักษ์อะไร อย่างนั้นเณรมันมักเป็น หือ หลวงตามาจากไหน มองดูสีผ้าเหมือนสียักษ์ ก็ท่านย้อมด้วยดินแดง พระพุทธเจ้าก็รับสั่งว่าอย่าพูดอย่างนั้น นี่คือพี่ชายใหญ่ของเธอทั้งหลาย เป็นปฐมสาวกของเราตถาคต ถึงกาลอันควรแล้วเธอจะมาลาไปปรินิพพาน ท่านก็ไม่ได้สอนใคร มีพระปุณณมันตานีบุตรซึ่งเป็นธรรมกถึกเอกเป็นหลานของท่าน ท่านก็ไม่ได้สอน เป็นหลานของท่านเฉยๆ เป็นธรรมกถึกเอก

ธรรมกถึกเอกคือธรรมะที่ท่านสอนนั้นส่วนมาก ที่ยกให้เป็นเอตทัคคะเลิศทางธรรมกถึกเอก ท่านมักจะสอนพระในครั้งพุทธกาล โดยยกสัลเลขธรรม ๑๐ ประการขึ้นมาสอน อัปปิจฉตา มักน้อย แล้วสันโดษขึ้นไปเรื่อยๆ วิริยารัมภา ปรารภความพากความเพียรอยู่ในป่าในเขา จากนั้นแสดงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นี่สัลเลขธรรม ๑๐ ประการที่พระปุณณมันตานีบุตรแสดงอย่างออกหน้าออกตา ส่วนมากสอนพระนะ ธรรมะประเภทนี้ธรรมะสูงมาก นี่ธรรมกถึกเอกเป็นหลานชายของพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นธรรมกถึกเอก แต่พระอัญญาโกณฑัญญะไม่สอนใคร อยู่ในป่าในเขา พอถึงกาลเวลาแล้วก็มาลาไปปรินิพพาน อันนี้เป็นตามนิสัยวาสนา

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา องค์ใดที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วพระพุทธเจ้าไม่ทรงติเตียนเลย ท่านยกให้เป็นตามนิสัยวาสนาของแต่ละท่านๆ เพราะส่วนใหญ่ท่านบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว เสมอกันหมดแล้ว กิริยาอาการที่แสดงออกตามนิสัยวาสนาของตนก็ปล่อยให้เป็นไปตามนิสัยวาสนา พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิติเตียนพระอรหันต์ที่แสดงออกตามนิสัยวาสนาของตนอะไรเลยไม่มี

นั่นละธรรมของพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ละ ให้ท่านทั้งหลายจับเอาไปปฏิบัติ จิตนี่สดๆ ร้อนๆ ไม่เคยตาย ไม่มีคำว่าตายว่าสูญ สดๆ ร้อนๆ กับธรรมเข้ากันได้สนิท เมื่อจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเป็นธรรมธาตุไปเลย พอสำเร็จเป็นพระอรหันต์ปั๊บก็เป็นธรรมธาตุในจิตครองขันธ์ พอถึงกาลเวลาใช้ไม่ได้แล้วสลัดปั๊วะไปเลย ท่านตายง่าย เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายจึงไม่ค่อยมีประวัติว่า องค์นั้นนิพพานที่นั่น องค์นี้นิพพานที่นี่ เพราะท่านตายง่าย ท่านไม่ยุ่งกับอะไรกับใคร ถึงเวลาแล้วท่านเข้าร่มไม้ร่มไหน ถ้ำใด ที่ไหนที่สะดวกสบายท่านปั๊บๆ ไปเลยๆ จึงไม่มีประวัตินัก ไม่ค่อยมี มีแต่องค์ที่มีชื่อมีเสียง เช่น พระอานนท์ พระโมคคัลลาน์ สารีบุตร อย่างนี้

พระโมคคัลลาน์ สารีบุตร เท่ากัน เวลามาทูลลาพระพุทธเจ้า ท่านก็เปิดโอกาสให้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์การเทศนาว่าการ ฤทธาศักดานุภาพต่างๆ เต็มภูมิ แล้วก็เปิดประตูวัดพระเชตวันรอบหมดเลย เอา ใครจะไปส่งพี่ชายของเธอทั้งหลายให้ไปได้ วัดพระเชตวันเปิดโล่งหมดเลย แล้วก็ไปปรินิพพาน พระสารีบุตรไปปรินิพพานที่บ้านแม่ พระโมคคัลลาน์กลับไปปรินิพพานที่โจรทำลาย พวกพระตามไปไม่น้อย พระพุทธเจ้าเปิดประตูวัดพระเชตวัน มีสององค์ สาวกข้างซ้ายข้างขวา นอกนั้นไม่ปรากฏ ท่านนิพพานที่ไหนท่านนิพพานอย่างสะดวกสบายๆ มันเป็นอยู่ในจิต ท่านรู้ในจิตท่านเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว มีแต่ขันธ์แบกอยู่เฉยๆ แบกพาอยู่พากินพาหลับพานอนพาขับพาถ่ายไปอย่างนั้นแหละตามกิริยาของโลก

โลกยอมรับอะไรท่านก็ใช้ไปตามกิริยาสมมุติ ธรรมชาตินั้นเหนือหมดแล้ว อันนี้เพียงกิริยา ไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญ ไม่เป็นโทษเป็นกรรมอะไรกิริยานี้แสดงออก แต่ท่านก็ยอมรับ สังคมนิยมอย่างไรท่านก็ปฏิบัติ หลักธรรมวินัยพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ยังไง ท่านก็ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดตลอด จนกระทั่งถึงวันนิพพาน ส่วนจิตตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นหมดทุกอย่าง ปุญญปาปปหินบุคคล ผู้มีบุญและบาปซึ่งเป็นสมมุติทั้งมวลได้ละ ขาดสะบั้นไปหมดแล้ว จิตดวงนั้นเป็นอย่างนั้น แต่กิริยาอาการนี้มีอยู่เป็นธรรมดา โลกเขามียังไงก็มีอย่างนั้นแหละ แต่ท่านไม่มีเรื่องบาปเรื่องบุญที่จะไปติดใจของท่าน ท่านไม่มี ท่านใช้กับกิริยาของโลกสมมุติยอมรับกันยังไง ท่านก็ปฏิบัติตามนั้นเท่านั้นเอง

ถึงขั้นอรหันต์แล้ว ท่านอยู่ในท่ามกลางของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายทุกๆ พระองค์ คือเป็นอันเดียวกัน เหมือนแม่น้ำมหาสมุทรทะเล จ่อลงตรงไหนเป็นน้ำมหาสมุทรเหมือนกันหมด มหาวิมุตติมหานิพพานองค์ไหนสำเร็จปั๊บ เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนกันหมดเลย อยู่ท่ามกลางของกันและกันทันทีเลย เป็นอย่างนั้นละ ให้มันเป็นในจิตมันก็รู้เอง คำพูดอย่างนี้เราก็ไม่เคยพูดแต่ก่อน เพราะไม่เคยรู้ นี้รู้ก็บอกว่ารู้ซิจะว่าไง ก็ปฏิบัติธรรมรอดล้มรอดตาย เดนตายมาสอนท่านทั้งหลายอยู่เวลานี้

เวลาเราประกอบความพากความเพียรอยู่ในป่าในเขา เป็นนิสัยที่รุนแรงอยู่บ้าง ถ้าโลกเขาเรียกว่าผาดโผน แต่ธรรมเรียกว่าเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ธรรมไม่ได้เป็นอย่างโลก โลกเขาเรียกว่าผาดโผนโจนทะยาน แต่เรื่องทางธรรมนี้ว่าเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ฟัดกับกิเลสเอาให้ขาดสะบั้นลงไปเลย นี่เรียกว่าเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด มันเป็นไปตามนิสัย ทีนี้เวลามาสอนโลกมันก็มีกิริยานิสัยอันนั้นละติดมา เพราะฉะนั้นไปที่ไหนเขาจึงว่าหลวงตาบัวนี้ดุมากๆ ให้ว่ากระทั่งโคตรมันเถอะ โคตรเราไม่ว่าเราเป็นพอ โคตรเราไม่เห็นใครมาว่าเรา แม่เราก็ไม่เห็นมาว่า

วันนี้จะยกเรื่องแม่เรามาให้ฟัง เราเอาแม่มาบวชก็สมมักสมหมาย มาก็ปั๊บบวชเลย ลงลูกชายโดยหลักธรรมชาตินะไม่ได้เสกสรรปั้นยอ เราก็ไม่เคยพูดเรื่องราวอะไรๆ ไปเที่ยวธุดงคกรรมฐานลำบากลำบน ประกอบความพากเพียรยังไง ตลอดถึงการรู้เห็นธรรมอะไรเราไม่เคยพูด เหมือนคนทั่วๆ ไป ที่จะให้พูดกับมารดาในฐานะแม่กับลูกไม่เคยมี ถ้าเข้าไปก็เทศน์แล้วออกมา

นี่แม่ก็ยังได้ยอ ขึ้นมานั่งปั๊บ โอ๊ย ให้แม่ได้ชมเชยลูกสักหน่อยเถอะว่างั้นนะ ขึ้นมานั่งปั๊บข้างๆ ครัว บทเวลาจะเป็นเป็นเองนะ คือไม่มีใครตกแต่งอะไร เป็นเอง อู๊ย เป็นยังไงลูก เหมือนไม่เกิดในท้องแม่ ไม่ทราบว่าเกิดมาจากไหน แม่อัศจรรย์ อ่านประวัติหลวงปู่มั่นแม่น้ำตาร่วงๆ เลย ทำไมถึงแต่งได้ดิบได้ดีหยดย้อยเอานักหนา เหมือนกับว่าไม่เกิดในท้องแม่ อ้าว ก็ท่านอาจารย์ม่นท่านเป็นพระที่เลิศเลอ เราก็แต่งตามเรื่องของท่านก็เลิศเลอไปตามท่านต่างหาก เราไม่ได้เลิศเลออะไร ก็ยกไว้ที่ท่านเลิศเลอ แต่ผู้แต่งนั่นซี กลับมานี้ นี่โยมแม่ลง แหม แต่งหนังสือนี้หยดย้อยเหลือเกิน แม่น้ำตาร่วง น้ำตาร่วงถึงเรื่องของหลวงปู่มั่นที่เลิศเลอ ๆ น้ำตาร่วงผู้ที่แต่งตามท่านนี้ แหม ทำไมถึงเก็บได้ทุกกิทุกกี หยดย้อย ว่างั้น ก็ท่านเลิศเราก็แต่งตามนั้น ท่านเลิศเราจะแต่งเลวๆ ก็เข้ากันไม่ได้ซี เราก็ว่างั้น

โยมแม่นี้หลักใจดี สมที่เราเอามาบวชจริงๆ พอจวนแล้วเราก็เดิน... เราไม่เคยไปนั่งกุฏิโยมแม่นะ ไปยืนอยู่ข้างหน้า กุฏิต่ำๆ หลังนั้นละ ไปถาม นี่จวนตัวเข้ามาแล้ว ว่าไงล่ะโยมมารดา เวลานี้ดูอาการจวนตัวเข้ามาแล้ว แล้วจิตใจเป็นยังไง ขึ้น...พูดอย่างอาจหาญ โอ๋ย จิตใจแม่ดี สง่างามผ่องใสตลอดเวลา แม่ไม่ได้หวั่นกับเรื่องร่างกายจะแตกไป จิตของแม่ดี พูดเพียงเท่านั้นเราก็ได้ความทันที พอวันหลังมานี้ก็สิ้น ตอนจะไปตอนเช้าก็บอกกับลูกว่า แม่จะไปวันนี้ละนะ แม่ไม่พ้นวันนี้ละ พอ ๘ โมง ๔๕ นาที แม่ก็เสีย

เราไปบอกหมดแล้ว ป่าช้าของแม่อยู่ที่ศาลา เราเป็นผู้อุปถัมภ์อุปัฏฐากทั้งหมด เราบอก ป่าช้าของแม่ ที่เผาศพโยมแม่อยู่ที่หน้าศาลาเราบอก โยมแม่จะเผาที่นั่นแหละ เราจะเป็นผู้จัดการทุกสัดทุกส่วน พอแม่เสียแล้วเราก็มาเผาที่นั่น ที่หน้าศาลา ไม่เผาที่อื่น นี่ละที่ว่าแม่ลงลูกก็คือโยมมารดาลงเรา ลงจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา เทศนาว่าการแม่ก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังเทศน์แบบนี้ ท่านทั้งหลายเทศน์ท่านก็อ่านตำรับตำราว่าไปทางโน้นๆ นิทานทางโน้นๆ จิตมันก็ไปโน้นๆ ไม่เข้า แต่อาจารย์เทศน์นี้ตีเข้ามาๆ เทศน์ทีไรสงบลงทุกทีๆ สุดท้ายสงบทุกครั้งเลยไม่มีพลาด เพราะฉะนั้นวันไหนว่างไม่มีแขกมีคนมาก็ตาม

อาจารย์ว่างขอนิมนต์เข้ามาเทศน์ให้แม่ฟังบ้าง แม่รื่นเริงในธรรม แล้วจิตไม่ต้องบังคับ พอเริ่มธรรมะเท่านั้นจิตจ่อลงแน่วไม่มีพลาดเลย แต่เราก็ไม่ได้ไปเพราะงานเรามาก ตอนนั้นไปเทศน์สอนเพาพงา ประมาณสัก ๙๐ กว่ากัณฑ์ ไปทุกวันๆ โยมแม่ได้ฟังตอนนั้นละ ที่ได้กำลังจิตมากมาย เรียกว่าจิตลงทุกครั้งเลยไม่มีพลาด เพราะฉะนั้นจึงอยากให้อาจารย์มาเทศน์สอนเวลาไม่มีแขกคนก็ตาม แม่ได้กำลังจิต ว่างั้น นี่ก็ไปสบายละโยมแม่เราหายห่วง เอาเท่านั้นละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก