ที่ระลึกของปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม 2550 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

ที่ระลึกของปีใหม่

         วันนี้ไม่ทราบจะไปตื่นปีใหม่ตรงไหนไอ้เราน่ะ วันนี้ไม่ทราบจะไปปีใหม่ตรงไหน ถ้าปีใหม่อย่ในวัดนี้เหมือนวัดจะระเบิดละคนแน่น อยู่ไม่ได้ โดดหนี เราไปที่ไหนเราไปคนเดียว เหล่านี้โลกไม่เชื่อนะ เราเชื่อคนเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องหาที่ไหนมาเป็นสักขีพยาน อยู่ในหัวใจเราอันเดียวนี้ครอบไปหมด ไม่มีอะไรจะมาทำให้เอนให้เอียงเลย นั่นละธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ ถ้าอาศัยอันอื่นคว้านั้นหลุดนี้ คว้านี้หลุดนั้น หลุดไม้หลุดมือหลุดตลอดเวลา ถ้าคว้าธรรมแล้วติดปั๊บๆ พอคว้าธรรมได้เต็มที่แล้วตรงแน่วเลย นั่นละธรรม โลกทั้งหลายจึงยอมกราบธรรม

ไม่มีอะไรจะเหนือธรรมไปได้ เข้ามาสัมผัสใจมากน้อยจะรู้สึกเป็นความสงบร่มเย็น นี่ละท่านว่าธรรมๆ พอเข้าสัมผัสใจมากน้อย สำหรับผู้มีความรักใคร่ใกล้ชิดต่อธรรม มีมากน้อยเพียงไรจิตใจจะรู้สึกร่มเย็นๆ เป็นลำดับลำดาไป วันนี้พูดเสียเป็นงานปีใหม่ ดูว่าคำนี้จะไม่เคยพูดให้ท่านทั้งหลายฟัง เราพูดแล้วใครจะหาว่าเราโอ้เราอวด ไปฟ้องเราให้เป็นสังฆาปาราชิก ดังที่เขาฟ้องอยู่ในกรุงเทพว่าหลวงตาบัวอวดอุตริมนุสธรรม จะฟ้องเป็นปาราชิก เราก็บอกให้เขายกโคตรมาเลย โคตรหลวงตาบัวก็มี เอาโคตรต่อโคตรซัดกันเลย ให้มาที่ว่ามาฟ้องหลวงตาบัวว่าอวดอุตริมนุสธรรม

ธรรมใดที่หลวงตาบัวสอนออกไป เป็นความผิดจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เรียกว่าอวดอุตริ แล้วผู้ที่ว่าอวดอุตริได้ธรรมเลิศกว่าพระพุทธเจ้าข้อไหนอย่างไรให้มาโต้กัน เราบอก ที่เขาว่าเราอวดอุตริมนุสธรรม เขาได้ธรรมนอกโลกมาจากไหน เหนือศาสดามาจากไหนเขาจึงจะมาค้านธรรมะของศาสดา ที่เราปฏิบัติมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งเต็มหัวใจ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว เราก็ประกาศความดีงามขึ้นมา เพราะความดีนี้ใครก็หาด้วยกันทุกคน ทำไมจะพูดไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงเสาะแสวงหาความดีมาตั้งแต่สร้างพระโพธิญาณมา เฉพาะองค์ศาสดาของเรานี้ ๔ อสงไขยแสนมหากัป อสงไขยแปลว่านับไม่ได้ถึง ๔ หน จะเป็นเหมือนกับว่าล้านละมัง ไปถึงล้านแล้วก็หยุดเสียหนหนึ่ง แล้วนับใหม่ไปถึงล้านๆ ถึง ๔ อสงไขย แถมเข้าไปอีกมหากัป พระพุทธเจ้ามี ๓ ประเภท ประเภทหนึ่งทรงสร้างพระบารมีมาเป็นพระพุทธเจ้า ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป นี้เป็นพระพุทธเจ้าที่ทรงรื้อขนสัตว์ได้มากที่สุดทีเดียว ประเภทที่สอง ๘ อสงไขยแสนมหากัป นี้รองกันลงมา เป็นพระพุทธเจ้าทรงรื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์รองพระพุทธเจ้าองค์ ๑๖ อสงไขยลงมา พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ๔ อสงไขยแสนมหากัป สอนโลกมาตลอดเวลานี้ เพียง ๔ อสงไขยก็ตาม แต่เราก็ยังไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าได้พอเป็นสิริมงคลแก่เราบ้าง มีแต่ความเหลวแหลกแหวกแนวเต็มหัวใจ เราจึงควรพิจารณาเรา

ตะกี้นี้เราพูดถึงเรื่องไม่เคยพูดก็จะพูดเสียบ้าง ธรรมประเภทที่ว่านี้เป็นประเภทที่โลกมองไม่เห็น สำหรับเราเองมองครอบโลกธาตุในหัวใจดวงนี้ ตั้งแต่ปฏิบัติมา เริ่มบวชปี ๒๔๗๗ เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปีแล้วก็ออก.. ๗ ปีคือว่าสอบมหาได้พรรษา ๗ จากนั้นก็เข้าป่าขึ้นเวที โดยอาศัยโรงงานใหญ่คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น เปิดทางมรรคผลนิพพานให้อย่างกว้างขวางลึกซึ้งหายสงสัย ตั้งแต่บัดนั้นมาธรรมเหล่านี้เข้าถึงใจหมด แล้วก็ฟัดกับกิเลสอย่างไม่รู้จักเป็นจักตายตลอดมา

ความทุกข์ในชีวิตของเรานี้ คือความทุกข์ในคราวเป็นฆราวาสกับความทุกข์ในคราวเป็นพระ ไม่มีความทุกข์ใดที่จะหนักมากยิ่งกว่าความทุกข์ฆ่ากิเลส อันนี้เอาถึงขั้นจะสลบไสลๆ เรื่อยมา ผลที่ได้มาก็ปรากฏว่าจิตนี้ครอบโลกธาตุแล้ว เป็นเวลา ๕๖-๕๗ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เราสร้างบารมีก็เรียกว่าเต็มภูมิ ฟัดกิเลสขาดสะบั้นลงไปประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มบนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จากนั้นมาแล้วภูมิเรามีเท่าไรก็สอนโลก ดังที่พี่น้องทั้งหลายได้ยินได้ฟังเรื่อยมา

ธรรมะที่เราสอนอยู่เดี๋ยวนี้จะทั่วประเทศไทยแล้วนะ ออกทางวิทยุกระจายเสียงตั้งร้อยกว่าแห่งแล้ว นี่คือผลแห่งการปฏิบัติเอาเป็นเอาตายเข้าว่า เราหายสงสัย ใครจะเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม ความเชื่อและไม่เชื่อเหล่านั้นเป็นคนมีกิเลส หัวใจเราไม่มีกิเลส ใครจะเชื่อไม่เชื่อไม่ขึ้นอยู่กับใคร ดังหัวใจพระพุทธเจ้า หัวใจพระอรหันต์ เป็นหัวใจที่สิ้นกิเลสเลิศโลกไปแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่มีปัญหาอะไรที่จะไปทำความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า สาวกให้โยกคลอนนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

อันนี้ความบริสุทธิ์ของเราที่บำเพ็ญมาเต็มกำลังความสามารถ ก็ประกาศก้องขึ้นในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาเราจึงไม่หาอะไร ในโลกอันนี้ไม่หาอะไรอีกแล้ว หมด หาธรรมอย่างเดียว ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วสว่างจ้าครอบโลกธาตุ ธรรมนี้ไม่มีคำว่าอิริยาบถ คือการเปลี่ยนเคลื่อนไหวร่างกายของเรา พายืนพาเดิน พาหลับพานอน ธรรมชาติอันนี้สว่างจ้าตลอด นอนก็สว่างจ้า ยืนสว่างจ้า เดินสว่างจ้าตลอดเวลาตั้งแต่บัดนั้นมา เราได้นำธรรมะเหล่านี้มาสอนบรรดาพี่น้องทั้งหลายเต็มกำลังความสามารถ เป็นเวลา ๕๖-๕๗ ปีนี้แล้ว

เพราะฉะนั้นควรที่พี่น้องทั้งหลาย จะนำเอาอรรถเอาธรรมนี้ไปเป็นคติเครื่องเตือนใจตนเอง แม้จะไม่ได้เต็มภูมิตามความปรารถนา แต่ได้แบบลูกศิษย์มีครูสอนก็ยังดี วันนี้ก็เป็นวันปีใหม่ เราผู้รับปีใหม่ก็คือคนๆ เก่า เคยทำความไม่ดีไม่งามมาอย่างไหนในคนเก่าคนนี้ ทีนี้เป็นปีใหม่เปลี่ยนแปลงเสียใหม่บ้าง อะไรที่ไม่ดีไม่งามให้เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ขึ้นมาจากคนชั่วเป็นคนดี เป็นคนมีศีลมีธรรม มีจิตใจงามสง่าผ่าเผยสงบร่มเย็น จะสมว่าขึ้นปีใหม่เราเป็นคนใหม่ขึ้นมาจากความมัวหมองทั้งหลาย กลายเป็นความสงบร่มเย็น เป็นความสุขความเจริญภายในใจ จะสมชื่อสมนามว่าเรารับปีใหม่

วันนี้เป็นวันปีใหม่ปรากฏขึ้นมาแล้ว ให้เราเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ อะไรที่ไม่ดีให้เปลี่ยนแปลงเสียตั้งแต่บัดนี้ต่อไป ไม่เช่นนั้นก็จะตายจมอยู่นี้ กองกันอยู่นี้ตลอดไป อันมืดกับแจ้งไม่มีปัญหาอะไร เขาเคยมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วมืดกับแจ้ง แต่ตัวเราเองมันเปลี่ยนแปลงได้ร้อยสันพันคม ออกจากมนุษย์นี้ถ้าได้ทำความชั่วช้าลามกมากโดดลงนรก เขาไปสวรรค์นิพพานกันมากน้อยเพียงไรไม่สนใจ โดดลงนรกหลุมใหญ่ๆ โตๆ เรียกว่าอเวจีมหานรกโดยไม่ต้องฟังเสียงใคร เพราะอำนาจแห่งกรรมไสลงไปทีเดียวตูมเลย อย่างนี้มีมากต่อมาก จึงขอพี่น้องทั้งหลายฟังให้ดี

คำสอนของพระพุทธเจ้านี่ท่านเรียกว่า เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง นี่ละคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์จะสอนแบบเดียวกันหมด เพราะ เอกนามกึ พระญาณหยั่งทราบในเหตุการณ์ทั้งหลายลึกตื้นหยาบละเอียด เต็มกำลังความสามารถของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงทำนายอะไรแล้วไม่มีผิด ตรงแน่วๆ จึงเรียกว่า เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง ว่าอย่างไรแล้วถูกต้อง ธรรมก็เป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง ควรที่เราชาวพุทธจะนำเข้ามาประพฤติปฏิบัติตนเอง ถึงจะยากลำบากลำบนก็ให้คิดถึงพระพุทธเจ้าผู้สร้างบารมีมาหนักขนาดไหน นานขนาดไหน ๑๖ อสงไขยบ้าง ๘ อสงไขยบ้าง ๔ อสงไขยบ้าง หนักมากยิ่งกว่าเราขนาดไหน เราที่จะแบกหามตัวเองไปด้วยความดีทั้งหลายเต็มกำลังความสามารถของเราทำไมจะทำไม่ได้ เราเทียบท่านซิ

พระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบันนี้ ๔ อสงไขย เวลาจะได้ตรัสรู้ก็ทรงสลบถึง ๓ หน ถ้าไม่ฟื้นก็ตาย นั่นหนักไหมพิจารณาซิ สาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน ทำความพากความเพียรตาแตกก็มี ไม่ยอมหลับยอมนอน ฝ่าเท้าแตกก็มี เดินจงกรมไม่มีเวลาหยุดยั้ง ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นกองทุกข์ทั้งนั้น ควรจะนำมาเป็นคติเครื่องเตือนใจพวกเราบ้าง อย่ามีแต่ความสนุกสนานรื่นเริงไปกับวันคืนปีเดือนซึ่งเป็นมืดกับแจ้งนี้เพียงเท่านั้น ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ผู้ที่จะรับเคราะห์รับกรรมรับดีรับชั่วเป็นเรา ไม่ใช่มืดกับแจ้ง ปีใหม่ปีเก่าเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมนะ เราเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมเอง ดีชั่วเป็นของเราตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ให้เราพิจารณาแก้ไขดัดแปลงตนเองจะเป็นคนดีตลอดไป พากันตั้งอกตั้งใจ

ให้เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าไม่มีสอง เอกนามกึ พระญาณหยั่งทราบไม่มีสอง พระวาจาที่รับสั่งหรือสอนโลกทั้งหลายนั้นก็ไม่มีสอง ตรงแน่ว ว่าบาปมีมีจริงๆ บุญมีมีจริงๆ นรก สวรรค์ เปรตผีประเภทต่างๆ มีมีตามนั้นไม่ผิดพลาดเลย สวรรค์มีพรหมโลกมี นิพพานมี นรกอเวจีมีมีตามนั้น ด้วยพระญาณหยั่งทราบทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เราเป็นพวกตาบอดหูหนวกก็ให้คืบคลานไปตามผู้หูดีตาดี ท่านว่าอย่างไรก็ให้เดินตามท่านไป จะไม่ตกเหวตกหลุมตกบ่อด้วยอำนาจทิฐิของตนว่าเป็นคนเก่งๆ แล้วรับอันตรายก็คือคนเก่งตาบอดนั้นแหละ พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายท่านไม่ใช่คนตาบอด ควรจะยึดท่านเป็นหลักเป็นเกณฑ์แก่พวกเราทั้งหลาย ไม่มากก็ขอให้ได้ในนามว่าลูกศิษย์มีครูสอน ไม่เตลิดเปิดเปิง ไม่ฟังเสียงใคร อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ให้พากันนำไปประพฤติปฏิบัติ

เราสอนโลกมานี้ก็นานเป็นเวลา ๕๖-๕๗ ปี ตั้งแต่เปลื้องภาระทั้งหลายที่เสียดแทงในหัวใจ ก็คือกิเลส หนักมากที่สุดคือกิเลสที่เสียดแทงหัวใจ พอถอดถอนหัวหนามใหญ่นี้ออกจากใจแล้ว ใจนี้เวิ้งว้าง โลกนี้เป็นโลก สุญฺญโต โลกํ คือว่างไปหมด ที่ไม่ว่างเป็นก้างขวางคอคืออะไร ก็คือกิเลสเท่านั้น พอกิเลสซึ่งเป็นก้างขวางคอถูกถอนออกจากหัวใจหมดแล้ว ใจนี้โล่งไปหมดทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอน และเที่ยงตลอดเวลา โดยไม่ต้องไปถามใครว่า นิพพานเที่ยงหรือไม่เที่ยง ให้ถามดูหัวใจที่กิเลสตัว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ปลิ้นปล้อนหลอกลวงขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้ว นิพพานเที่ยงขึ้นมาเอง อยู่ในหัวใจไม่ต้องไปถามใคร

เราสอนโลกนี้เต็มกำลังความสามารถ แล้วก็หนึ่งไม่มีสองอีกเหมือนกัน ถ้าลงได้ว่าตรงไหนแล้วไม่ผิด ทราบทุกสิ่งทุกอย่างเต็มหัวใจแล้วจึงสอน ไม่ใช่ว่าจะหลอกลวงโลกต้มตุ๋นโลก อย่างนั้นไม่มีในหัวใจของเรา เราสอนด้วยความเต็มอกเต็มใจ ใครจะเอาได้มากน้อยก็เต็มกำลังวาสนาของตนๆ จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายยึดหลักนี้ไปเป็นที่ระลึกของปีใหม่ในปีนี้ ปฏิบัติตนไปชนปีใหม่อีก ปฏิบัติความดีเพิ่มเข้าอีกก็สูงส่งๆ สุดท้ายก็ถึงนิพพานได้เหมือนพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย เมื่อบารมีเต็มหัวใจแล้วถึงนิพพานได้ด้วยกันนั้นแหละ

นอกจากนอนหลับทับสิทธิ์ ตายกองกันอยู่ไม่สนใจ ตื่นวันตื่นคืน ตื่นปีตื่นเดือน คว้านั้นคว้านี้ อันไหนก็ว่าดีๆ ครั้นคว้ามาแล้วหลุดมือหลุดไม้ไปหมด ส่วนความดีไม่คว้า ที่จะไม่หลุดมือนั้นไม่คว้า มันจึงมีแต่ไขว่คว้าหลุดไม้หลุดมือ มีสุขนิดหน่อย มีทุกข์เท่าภูเขาๆ เต็มหัวใจทุกคน จึงขอให้ยึดหลักธรรมเป็นหลักใจ เราจะมีความสงบร่มเย็นต่อไปด้วยกัน วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้แหละ เป็นที่ระลึกของปีใหม่ ให้ท่านทั้งหลายยึดไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ ต่อไปนี้จะให้พร

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก