อานิสงส์แห่งการสงเคราะห์โลก
วันที่ 7 มกราคม 2550 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

อานิสงส์แห่งการสงเคราะห์โลก

         (กราบน้อมถวายปัจจัยแด่องค์หลวงตา จากศรัทธาประชาชนทั่วสารทิศ จำนวนเงิน ๓๕๔,๒๑๐ บาท นาง...และครอบครัวถวายร่วมเครื่องมือแพทย์จำนวน ๒ แสนบาท ร่วมน้ำท่วมจำนวน ๑ แสนบาท ถวายแด่องค์หลวงตาจำนวน ๖ แสนบาท ทองคำ ๑๐ บาท รวมเป็นยอดปัจจัยที่น้อมถวายในวันนี้ทั้งสิ้นจำนวนเงิน ๑,๒๕๔,๒๑๐ บาท)นี่ก็อานิสงส์แห่งการสงเคราะห์โลก ที่ไหลเข้ามานี้นะ จตุปัจจัยไทยทานมาจากทั่วสารทิศไหลเข้ามานี้ นี้แตกกระจายออกทั่วประเทศไทย ก็พอดีกัน ทางนั้นไหลมาทั่วสารทิศมารวมที่วัดป่าบ้านตาด ทางวัดป่าบ้านตาดกระจายออกทั่วประเทศไทยทุกภาค วัดนี้ออกช่วยหมดทุกภาคเลย

ไม่มีภาคไหนที่วัดนี้ไม่ได้ช่วย นับแต่ภาคใต้สุดยอดมาเข้ากรุงเทพ ภาคตะวันออก ภาคอีสาน ภาคเหนือ ไหลรวมเข้าจุดกลางกรุงเทพจำนวนไม่ใช่น้อยๆ นี่ก็คืออานิสงส์แห่งการเสียสละ เสียสละออกไปเท่าไรไหลเข้ามาเรื่อยๆ เพราะเราพูดแล้วอย่างชัดเจนไม่มีสอง ถ้าลงได้ลั่นคำไหนลงไปด้วยความจริงใจแล้วเด็ดขาดไปเลย บอกว่าเราไม่เอาอะไรในโลก บอกตรงๆ เราสละหมด ได้มาเท่าไรๆ ออกเท่านั้นๆ เราไม่เอาอะไร นี่ก็คงอานิสงส์อันนี้ละที่เสียสละ เรียกว่าหมดตัวเลย ทีนี้มันก็ไหลเข้ามาอย่างนี้ เพราะเราไม่เอา เราพอทุกอย่างแล้ว นี่ละธรรมพออย่างนี้ ท่านทั้งหลายฟังเอา

กิเลสนี่ไม่พอ ได้เท่าไรยิ่งกลืนยิ่งกินยิ่งรีดยิ่งไถทุกเล่ห์ทุกเหลี่ยมหลายสันพันคมไม่มีอะไรเกินกิเลส ด้วยตัณหาๆ คือความหิวโหยตลอดเวลา ท่านเรียกว่าตัณหาความหิวโหยไม่มีวันอิ่มพอ หิวโหยตลอดเวลา ส่วนธรรมนี้อิ่มเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงอิ่มเต็มที่ เรียกว่าพอแล้วนิพพานเที่ยง นั่นละจุดนั้น พอถึงจุดนั้นแล้วอิ่มเต็มที่ อิ่มอย่างเลิศเลอไม่มีอะไรเสมอเหมือนความอิ่มในธรรมทั้งหลาย ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันเรียบร้อยแล้วเรียกว่าอิ่มเต็มที่อย่างเลิศเลอ ปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง สามโลกธาตุปล่อยโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเลยที่จะยังเหลืออยู่ เหลือแต่ความพอแล้วอย่างเลิศเลอ ภายในใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน นี่ละธรรมพออย่างนี้ ท่านทั้งหลายจำเอานะ

เทียบกันแล้วกิเลสไม่มีพอ ได้เท่าไรเอาเป็นเอาตาย คนมีคนจน ความทุกข์คนมีทุกข์มากยิ่งกว่าคนจน มีเท่าไรยิ่งดีดยิ่งดิ้นไม่หยุดไม่ถอย เอาให้เป็นให้ตายได้จริงๆ คนจนหาเช้ากินค่ำเขาก็พออยู่พอกินพอเป็นพอไป ไม่ดีดไม่ดิ้นเหมือนคนที่สำคัญตนว่ามั่งมีศรีสุข แล้วโลกก็ส่งเสริมด้วยว่าเขามั่งเขามีแล้วยิ่งไปใหญ่เลย นี่ตายไม่มีป่าช้าคนประเภทนี้ ตายด้วยอำนาจของกิเลส กินไม่มีวันอิ่มพอไม่มีป่าช้า ตายได้ทุกแห่งทุกหน ขอให้ได้อย่างใจๆ ตายที่ไหนตายได้ ไม่ได้เสียดายชีวิตยิ่งกว่าความอยากความทะเยอทะยาน พากันจำเอานะ

มันพาโลกให้จมอยู่ทุกวันนี้คือธรรมชาติอันนี้ ถ้าธรรมแล้วอิ่มไปโดยลำดับลำดาจนกระทั่งถึงขั้นอิ่มพอ เรียกว่าพออย่างเลิศเลอเสียด้วย อย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ท่านพออย่างเลิศเลอ จะเอาอะไรไปเพิ่มเติมอีกไม่เลิศเลอเหมือนธรรมในใจของท่าน ธรรมในใจของท่านพออย่างเลิศเลอ สิ่งทั้งหลายที่จะมาส่งเสริมเพิ่มเติมไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นจึงตกออกหมดเลย เข้าไม่ถึงๆ ท่านว่าโลกธรรม ๘ เหมือนน้ำตกลงบนใบบัว ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า กิเลสปงฺโก เปือกตมคือกิเลส ติฏฺฐติ ย่อมตั้งอยู่ จิตฺเต ในจิตของพระอรหันต์ น จิร ติฏฺฐติ ย่อมไม่ตั้งอยู่ได้นาน ย่อมกลิ้งตกไป น้ำตกลงบนใบบัวฉันใด สังขารปรุงแว็บ สมมุตินี้เรียกว่ากิเลสเฉยๆ ธรรมชาติแท้ไม่มีกิเลส เป็นสังขารปรุงแว็บออกมานั่นตกพับไปพร้อม ตกไปพร้อมๆ

น้ำตกลงบนใบบัวย่อมกลิ้งตกไปฉันใด กิเลสคือความคิดปรุงตามสมมุตินิยมแป็บขึ้นในจิตพระอรหันต์ ตกไปพร้อมๆ กันฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงหาทุกข์ไม่ได้ ท่านผู้นี้เป็นท่านผู้พอ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระสงฆ์สาวกทั้งหลายพอ ไม่เอาอะไรอีกแล้ว พอ เราตัวเท่าหนูนี้จะว่าเป็นอะไรก็ตามเถอะ แต่เราก็พออย่างเดียวกัน เราไม่เอาอะไรแล้วในโลกนี้ ถึงจะดีดจะดิ้นก็เพื่อโลกเพื่อสงสารด้วยความเมตตาล้วนๆ ไปที่ไหนให้ตลอดๆ ที่จะไปกำนี้ไม่เห็นมีอะไรในจิตใจ แต่ที่แบออกตลอดเป็นอยู่ด้วยเมตตา เปิดโล่งตลอดเวลา มีแต่จะให้ๆ ท่าเดียว

นี่ละธรรมกับกิเลสมันต่างกัน กิเลสหิวโหยไม่มีวันอิ่มพอ คนจึงทุกข์มาก เรื่องสมบัติเงินทองข้าวของจะมาพอกพูนความอยากความทะเยอทะยาน เหมือนไสเชื้อไฟเข้าสู่ไฟ ไสเชื้อเข้าเท่าไรเปลวมันจรดเมฆเปลวไฟ นี่ละกิเลส ไสเข้าไปเท่าไรหมด กิเลสเผาหมดๆ ไม่มีเหลือ ท่านจึงว่ากิเลสตัณหาไม่มีความพอ หิวโหยตลอดเวลา ถ้าธรรมแล้วอิ่มพอ พอหมด นี่เราพูดให้ท่านทั้งหลายฟังเพราะเราจวนจะตายแล้ว เปิดออกเรื่อยๆ ทีเดียว เปิดออกตามเหตุการณ์หรือตามกาลตามเวลาที่ควรจะเปิด บอกว่าเราพอแล้วทุกอย่าง เราไม่เอาอะไรเลยในโลกทั้งสามนี้ ปล่อยโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ

ขันธ์นี่ก็เพียงรับผิดชอบเฉยๆ จะไปรักไปสงวนมันเหมือนแต่ก่อนไม่มี รับผิดชอบกันไป จิตอยู่ในท่ามกลางของขันธ์ ขันธ์เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ พอหมดสภาพแล้วก็ปั๊วะทิ้งทีเดียวไปเลย นั่นละธรรม ปฏิบัติให้พอกับใจแล้วปล่อยโดยสิ้นเชิง ทุกข์ก็หมดโดยสิ้นเชิง ทุกข์ในวาระสุดท้ายที่เกี่ยวกับเรื่องขันธ์ ก็คือลมหายใจขาดปั๊บดับพร้อมไปเลย แต่ที่จะให้ทุกข์ทางใจท่านไม่เคยมีแหละ นับตั้งแต่วันท่านตรัสรู้แล้ว หากเป็นทุกข์นั้นเจ็บนี้ก็เพียงรับทราบเฉยๆ เพราะใจเป็นเจ้าของ รับทราบเพียงเท่านั้น ที่จะให้ซึมซาบจิตใจท่านไม่มี พออันนี้ขาดสะบั้นลงไป ลมหายใจสิ้นปั๊บ ระหว่างวิมุตติกับสมมุตินี้ขาดกันทันทีทันใดในเวลานั้น พากันจำเอา

การปฏิบัติการสร้างความดีงามจะมาลงในจุดนี้ ไม่ไปจุดไหน เมื่อสร้างพอแล้วๆ ขาดสะบั้นจากกันเลย วัฏวนที่เต็มไปด้วยกองทุกข์ กับวิวัฏฏะความสิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวงนี้จะเป็นคนละฝั่งทันทีทันใดเลย ไม่ต้องไปถามใคร ขอให้เป็นขึ้นที่จิต พระอรหันต์ท่านไม่เคยไปทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าข้าพระองค์สำเร็จแล้วยัง ไม่มี องค์ไหนก็องค์นั้นเลย พอผางขึ้นนี่ สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้ผลของงานของตัวเองที่บำเพ็ญมาครั้งสุดท้าย เรียกว่าพอเต็มที่แล้ว ท่านตัดสินในตัวเอง ผางหมดเลย

เราจวนจะตายเท่าไร แทนที่จะเป็นห่วงเป็นใยในสังขารร่างกายตนเอง กลัวเป็นกลัวตายเหมือนโลกทั้งหลายกลัวกันเราไม่มี ทั้งกลัวทั้งกล้าต่อเรื่องความตายไม่มี เรียนจบ จบหมดโดยสิ้นเชิง ความตายกับความเป็นอยู่มีน้ำหนักเท่ากัน ตายเมื่อไรได้ อยู่ก็อยู่ไปอย่างนั้นแหละ ที่ยกให้ความเป็นอยู่มีน้ำหนักมากกว่าก็คือว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ได้ทำประโยชน์ให้โลกดังที่ตะเกียกตะกายอยู่เวลานี้ นี่ทำประโยชน์ให้โลก เราจึงให้ความเป็นอยู่มีน้ำหนักมากกว่าความตายไป เพื่อได้ทำประโยชน์ให้โลก ถ้าลำพังองค์ท่านเองตัวท่านเองแล้วเท่ากัน ความเป็นกับความตายมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่มีอะไรมีน้ำหนักยิ่งกว่ากัน มีน้ำหนักเท่ากัน ให้พากันเข้าใจเสีย

เมื่อหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว วาระสุดท้ายลมหายใจขาด ที่นี่ขาดละ ขาดโดยสิ้นเชิง อะไรที่เศษเดนของสมมุติได้แก่ธาตุแก่ขันธ์ก็ขาดไปพร้อมกัน นี่เรียกว่าเศษเดนของสมมุติ เพราะไม่ยึดถือก็เรียกว่าเศษเดนไป ถ้ายังยึดถืออยู่ ยังถือว่าเป็นทองทั้งแท่งอยู่นะ เอาไปเหยียบธรรมให้แหลกไปหมดนั่นละ

เมื่อเช้านี้ฉันจังหันได้มากอยู่นะ แปลกๆ อยู่ คือเราปล่อย เมื่อเช้านี้ปล่อยตามเรื่องมันเป็นยังไง ทำไมตอนค่ำมานี่ ฉันจังหันได้อยู่แต่พอตกตอนเย็นมาเพลียลงๆ ฉันจังหันมากน้อยไม่เห็นมีความหมายอะไรกับความเพลียตอนเย็น น่าจะมีอาหารไปหล่อเลี้ยง ความเพลียนี้จะได้เบาบางลง พอตกเย็นเข้ามาเพลียทุกวันๆ วันนี้ฉันมันไม่ฝืน ไม่ฝืน เอ้าปล่อยลองดูวันนี้ เพราะฉะนั้นถึงเอาหวามๆ ซัดจนหมู่เพื่อนออกไปหมดแล้ว จนตะวันจะบ่ายโมงยังไม่ถอย ลองดู มันก็อย่างนั้นแหละพอถึงตอนเย็นมันก็เพลียเท่าเดิม เหมือนว่าโอชารสของอาหารนี้จะไปหล่อเลี้ยงไม่สมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน คงเป็นไปขนาดนั้นแหละ ไม่เช่นนั้นตอนค่ำตอนเย็นไปนี้ก็จะต้องมีกำลังวังชา นี้ไม่เห็นมี พอตกเย็นมาเพลียๆ บางทีเดินไปโซซัดโซเซ เออ เป็นสภาพของมันเองอย่างนี้

วันนี้ทองคำเราได้เท่าไร วันหนึ่งๆ ได้ทุกวันๆ นี่ละที่พาพี่น้องทั้งหลายขวนขวายดังที่หามานี้ เราพยายามกว้านทั่วประเทศไทยเพื่อเข้าสู่หัวใจของชาติไทยเรา ทั้งๆ ที่ไม่เอาอะไรไม่หวังอะไร แต่ความเมตตานั้นมันครอบ จึงตะเกียกตะกายหามาเพื่อส่วนรวมๆ คิดดูตั้งแต่เราช่วยชาติบ้านเมืองมา ตั้งแต่วันประกาศก้องขึ้น ปี ๒๕๔๐ แหละเริ่มต้น ออกปฏิบัติหน้าที่ปี ๔๑ เพราะบ้านเมืองเรากำลังจะล่มจมต่อหน้าต่อตาให้เห็นอยู่ด้วยกันทุกคน นั่นละประกาศก้องขึ้นมา เอา จะช่วย

มันเป็นยังไง เมืองไทยล่มจมลงไปนี้ใครทำให้ล่มจม ประเทศชาติบ้านเมืองคนอื่นเขามารบราฆ่าฟันให้เมืองไทยเราล่มจมแหลกเหลวไปหมดก็ไม่ใช่ แล้วเป็นยังไงมันถึงล่มจมเมื่อไม่มีใครมาทำลายให้ล่มจม ก็คนไทยนั่นเองเป็นผู้ทำลาย การอยู่การกินใช้สอยไม่รู้จักประมาณ กินสุรุ่ยสุร่ายกินไม่อิ่มไม่พอ กินไปๆ แต่หามาใส่มาเพิ่มไม่มี มีแต่กินไปๆ มันก็จมลงๆ มันจมได้อย่างนี้ละ ทีนี้ เอา ใครจะฟื้นก็ต้องฟื้นคนไทยเราเอง เราเป็นคนทำลายชาติของตัวเอง เราต้องฟื้นชาติของเราด้วยการเก็บหอมรอมริบ รู้จักเก็บรู้จักรักษารู้จักประมาณ การเป็นอยู่ปูวายให้มีขอบเขตมีเหตุมีผล อย่าเตลิดเปิดเปิง

เมืองไทยเรานี้เป็นนิสัยฟุ้งเฟ้อ เราเกิดอยู่ในท่ามกลางเมืองไทย ผิดหรือถูกท่านทั้งหลายฟังเอา อันนี้ก็เป็นอาจารย์สอนเมืองไทยเราด้วยนะ เราสอนผิดหรือสอนถูกให้ท่านทั้งหลายพิจารณา เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมมาดั้งเดิม ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ที่พาอยู่พากินพาถ่อพาพาย ไม่ได้รับความทุกข์ยากลำบาก มาด้วยความสม่ำเสมอ สงบร่มเย็นเรื่อยมา ทีนี้เหตุการณ์มันไม่เหมือนแต่ก่อน มีมากต่อมากกระทบกระเทือน กระทบกระเทือนตรงไหนทำให้สึกให้หรอ ให้แตกกระจัดกระจายไป

ทีนี้เราปรับตัวไม่ทัน การกินอยู่ปูวายกินเหมือนแต่ก่อน แต่การขวนขวายรักษาปรับตัวเข้ากับเหตุการณ์อันนี้ไม่ปรับ มันก็เสียตรงนี้เมืองไทยเรา ให้พากันพิจารณานะ อย่าเห็นแก่อยู่แก่กินแก่ใช้สอยฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเหมือนที่เคยเป็นมา เหตุการณ์ทุกวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน ต้องปรับตัวให้ทันกัน มีความขยันหมั่นเพียร เก็บหอมรอมริบ อย่าสุรุ่ยสุร่ายจะพอกัน จำเอานะ เอาละ เอาเท่านั้น

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก