เอาธรรมที่ไหนมาเก่งกว่าธรรมพระพุทธเจ้า
วันที่ 11 มกราคม 2550 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

เอาธรรมที่ไหนมาเก่งกว่าธรรมพระพุทธเจ้า

         ทั้งคืนนอนไม่หลับ จะเป็นยาอะไรไม่ทราบ ฉันยาแก้หวัดนั่นละ เมื่อคืนนี้ไม่ทราบว่าไปโดนยาชนิดใดเข้าไป นอนตีสองยังไม่หลับเลย ยาหวัดนั่นแหละแต่ไม่ทราบว่าชนิดไหนซิ ฉันลงไปแล้วนอนไม่หลับเลย จนกระทั่งตีสองยังไม่หลับ ออกมานั่งภาวนาอยู่ข้างนอกอีก เอามึงไม่หลับไม่หลับ กูนั่งตลอดรุ่งกูยังนั่งนี่วะ ออกมานั่งข้างนอกอีก มึงจะหนาวไปไหนสู้กันวันนี้..นั่ง ตีสามถึงเข้าไป หลับงีบเดียว มันจะเป็นยาแก้หวัดชนิดไหนไม่รู้นะ ยาแก้หวัดนั่นแหละ เพราะฉันยาแก้หวัดระยะนี้ ทีนี้เวลานอนนอนไม่หลับเลย

         เมื่อคืนนี้ละที่นอนไม่หลับ มียาแก้หวัดไม่ทราบว่าชนิดไหนละนอนไม่หลับเลย  ตีสามมั้งเลยเอายาเขาเรียกยาอะไรเม็ดเหลืองอ่อน เขาว่าแก้แพ้ฉันแล้วทำให้ง่วง  เลยเอานั้นมาฉันตอนตีสองกว่า ก็หลับงีบเดียว พอตีห้าก็เลยลุก ก็มันไม่เคยนอนตื่นสายนี่น่ะ ฝึกหัดเจ้าของฝึกมาอย่างนั้น ตั้งแต่บวชมาไม่ได้เคยได้ตำหนิเจ้าของว่าอ่อนแอท้อแท้หรือขี้เกียจขี้คร้านอืดอาด ไม่เคย ถึงจะล้มลุกคลุกคลานมันก็ล้มลุกคลุกคลานของมันไปอย่างนั้น มันไม่ถอย เวลาเรียนหนังสือก็รู้ว่าเขาเรียนเราเรียนไม่หนักหนานัก บทเวลาภาวนาซีหนักมาก

         (โยมสันติชาวอินโดนีเซียกราบเรียนถามปัญหาภาวนา)

         โยมสันติ       หนูสังเกตตอนนี้มันรู้สึกทำอะไรไม่มีลมหายใจ หมด ทุกวันๆ มีพลังร้อนจากมือนี้ออกไปเรื่อยๆ มีความหนาวจากปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ หนูไม่เคยคิดก็มาคิดอัศจรรย์ขนาดนี้ จิตทำไมทำอย่างนี้ได้ จิตนี้ทำได้ทุกอย่าง จิตดับไม่ได้ จิตมันตื่นตลอด ๒๔ ชั่วโมง นอนไม่หลับช่วงนี้

         หลวงตา        หากว่ามันนอนไม่หลับมันเพลียได้นะ เราเป็นมาหมดแล้วเรื่องเหล่านี้ อย่างไรมันก็นอนไม่หลับ นอนนี้อันนั้นมันก็หมุนของมันตลอด ทำอย่างไรๆ มันก็หมุน ร่างกายเรานอนแต่จิตมันหมุน  ถ้าอย่างนั้นเราก็ให้ใช้คำใดคำหนึ่ง คำบริกรรมนะ ให้มันอยู่ที่จุดนั้นเสีย

         โยมสันติ       แต่ว่าไม่รู้สึกเหนื่อย

         หลวงตา        เหนื่อย มันมากๆ เข้าเหนื่อย เราผ่านมาแล้ว อย่ามาโกหกเรา ฟังซิอุบายวิธีการอย่างไรที่สอนนี่น่ะ ไม่เหนื่อยได้อย่างไร จนจะก้าวขาไม่ออก มันไม่หลับไม่นอน มันหมุนของมันตลอดเวลา หนักเข้าๆ ร่างกายมันเป็นเครื่องมือของจิตมันก็สึกหรอไปได้ อ่อนเพลียลงไปได้ ถ้าหากว่ามันเพลียจริงๆ อยากให้มันหยุดเพื่อจิตจะได้สงบตัวลงจุดเดียวแล้วหลับ ถ้าหากว่าเราปล่อยมันก็หมุนของมันอยู่อย่างนั้น อันนี้ถ้ามันหมุนของมัน มันยังไม่เพลียก็เอาฟาดลงไป

         พูดอะไรๆ เหล่านี้มันผ่านหมดแล้วนี่ ผ่านมาหมดแล้ว เป็นแต่เพียงว่าไม่มีใครพูด พูดอยู่คนเดียวแต่เราเขาก็หาว่าบ้า พอพูดแป๊บมันเข้าใจทันทีเลย มันผ่านมาหมดแล้ว เวลามันไม่หลับไม่หลับจริงๆ เดินจงกรมนี่ได้ลงทางจงกรมแล้วเท่านั้น จนก้าวขาไม่ออก มันบอกแล้วนี้หมดกำลัง ไม่อย่างนั้นมันไม่รู้ คือจิตมันหมุนอยู่ตลอด ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่บนหัวใจ

นี่หมายถึงระยะมันอัตโนมัตินะ มันจะไปละ อย่างไรถอยไม่ได้เลย มันจะหมุนของมันตลอด นอนมันก็ไม่ยอมนอน หมุนตลอดๆ เดินจงกรมจนกระทั่งก้าวขาไม่ออกจึงรู้ว่าเหนื่อย ไม่อย่างนั้นมันไม่รู้ ถ้าได้ลงทางจงกรมแล้วเท่านั้นเลย คือมันไม่ได้ดูเวล่ำเวลานาทีอะไรละ มีแต่เหมือนนักมวยเขาเข้าวงในกัน ซัดกันอยู่ข้างในนี่ นอนมันก็ซัดกันอยู่ ทำอย่างไรมันก็หมุน แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่มันก็หมุนของมันอยู่นั้น นี่ละอัตโนมัติ

แต่ก่อนเราก็ไม่เคยคิด ว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์เป็นอัตโนมัติของมันตั้งกัปตั้งกัลป์มาทุกดวงจิต เวลาจับอันนี้ได้นะ คือเวลามันรื้อถอนของมัน มันตามรื้อถอนมันก็เป็นอัตโนมัติ เวลามันจะฆ่ากิเลส ธรรมมีกำลังวังชาแล้วจะฆ่ากิเลสมันจะหมุนของมันเรื่อย เหมือนไฟได้เชื้อ เชื้ออยู่ที่ไหนไฟเผาเข้าไปๆ กิเลสอยู่ที่ไหนสติปัญญามันจะหมุนเข้าไปๆ เรื่อยๆ อย่างนั้น

นี่ละความเพียรอัตโนมัติ ได้รั้งเอาไว้ ไม่รั้งไม่ได้ รั้งด้วยพุทโธ เอาพุทโธมาจับเป็นจุดเดียว ให้อยู่กับพุทโธๆ แล้วก็ค่อยสงบๆ จิต อย่างหนึ่งสงบแน่วลง ที่เราจะให้มันหลับมันสงบลงไปแล้วก็หลับ นี่ละจิตถึงขั้นมันเป็นเป็นอย่างนั้น จึงได้รู้ว่าธรรมะเวลามีกำลังฆ่ากิเลสมันก็ฆ่าโดยอัตโนมัติเหมือนกันจนไม่มีกิเลสเหลือ ขาดสะบั้นไปหมดแล้ว ไม่ต้องบอกก็หยุดเอง มหาสติมหาปัญญาเลิกกันทันที เพราะเป็นเครื่องมือใช้

ทีนี้สติปัญญาที่นอกจากนี้ไปแล้วคืออะไรไม่ต้องพูด เป็นหลักธรรมชาติพร้อมอยู่ในตัวเสร็จ ไม่ว่าสติไม่ว่าปัญญาอยู่ในความบริสุทธิ์ของใจอันเดียวเท่านั้น เหล่านี้เป็นเครื่องใช้ภายนอก ตั้งสติๆ จนกระทั่งมหาสติมหาปัญญายังเป็นเครื่องมืออยู่ตลอด จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นแล้วสติปัญญาหรือมหาสติมหาปัญญา ก็เหมือนว่าเราทำงาน เสร็จแล้วก็วางมือ เช่นมีดเช่นขวานเราฟันอะไรๆ พอเสร็จงานแล้วก็ปล่อยเอง

มันจะหมุนอย่างไร เวลานี้มันหมุนอย่างไรให้มันหมุนไปที่ว่าตะกี้นี้ (เวลานอนหลับก็ตื่นเอง บางทีก็มีความคิด บางทีก็ไม่มีความคิด แต่ว่าดับไม่ได้ รู้อย่างเดียว) เอามันหมุนลงไปนี้ละ มันเป็นอย่างไรมันจะรู้กัน มันผิดแปลกปรกติอย่างไรมาเล่าให้ฟัง จิตตัวรู้ตัวมหาเหตุอยู่ตรงนั้นละ มหาเหตุคือตัวรู้ มันจะรู้ทั้งเรื่องกิเลสเรื่องธรรมขึ้นภายใน เวลากิเลสหมดไปมันรู้จริงๆ ไม่ต้องถามใคร พระสาวกทั้งหลายไม่ถามพระพุทธเจ้า พอหมด สนฺทิฏฺฐิโก ตัดสินขั้นสุดยอดหมดไปเลยไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้าละ เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้ผลของงานตัวเองเป็นลำดับๆ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย รู้ผลของงานเต็มที่แล้ว วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ  ขึ้นเลยทันที

เราอยากให้พี่น้องชาวพุทธเราได้มองดูหัวใจเจ้าของบ้าง นี้อ่อนใจนะพอพูดถึงเรื่องว่าให้ดูใจเจ้าของบ้าง คือใจนี่มันดีดมันดิ้นมันเป็นฟืนเป็นไฟตลอดทุกหัวใจ ไม่มีใครดู นี้ดูคนเดียว ดูรู้หมดนี่จะว่าไง พูดไปไม่รู้เรื่องพูดไปหาอะไร ก็เหมือนไม่รู้ เขาหนวกเราก็หนวกกับเขา เขาบอดเราก็บอดไปเสีย ถ้าทางนั้นแย็บออกมาพอจะรับกันได้แค่ไหนก็มอบให้ๆ ควรจะใส่ตูมก็ตูมเลย ธรรมะมีหลายประเภทที่จะต้อนรับกับผู้มาเกี่ยวข้อง มีภูมิจิตภูมิธรรมยังไง ความรู้ความเห็นยังไงมันจะออกรับกันทันทีๆ ถ้าไม่มีก็เหมือนไม่รู้ เฉยอยู่

อะไรจะพิสดารยิ่งกว่าจิต มันเป็นขั้นๆ การภาวนามันถึงรู้เรื่องของจิตได้ชัดเจน จนกระทั่งสุดยอดของความรู้ ความรู้ของจิตพิสดารมาก อย่างที่เขาพูดว่าเราอวดอุตริมนุสธรรม เขาจะมาฟ้องให้เป็นปาราชิกให้ขาดจากพระเพราะอวดอุตริ เราก็อยากจะโบกมือพร้อมเลย ให้ยกมาทั้งโคตรเลยมาฟ้องเรา โคตรเราก็มีอยู่ข้างหลัง ว่างั้นเลย มันสลดสังเวชนะที่พูดนี่ ที่คนหนึ่งหารอดล้มรอดตาย พระพุทธเจ้าหารอดล้มรอยตาย สร้างบารมีมา ๑๖ อสงไขยบ้าง ๘ อสงไขยบ้าง ๔ อสงไขยบ้าง ผางขึ้นมา ตรัสรู้ขึ้นมาแล้ว พวกปากอมขี้มันก็หาว่าอวดอุตริมนุสธรรม

อันนี้ก็เดินทางสายเดียวกัน รู้เต็มภูมิของตัวๆ ไปแล้ว รู้ยังไงความดีความชั่วพูดได้เพราะมีอยู่กับโลก หาดีก็พูดดี หาชั่วพูดชั่ว มันก็พูดได้ แล้วว่าอวดอุตริมนุสธรรม เราก็บอกให้ยกโคตรมา เราพูดอย่างนี้ด้วยความสลดสังเวช มันหนาสุดยอดเลย แหม มนุษย์ประเภทนี้ นี่ละปทปรมะ ไม่ฟังเสียงเลย เสียงอรรถเสียงธรรมไม่ฟัง หาว่าอวดอุตริมนุสธรรม แต่มันอวดอุตริของมันอยู่ในหัวใจเผาหัวอกมันอยู่ไม่ได้พูดนะ เผาอยู่ทุกหัวอกนั่นแหละ ไม่พูดพวกอุตริเหล่านี้น่ะ

อุตริแปลว่าธรรมขั้นสูงสุด ความสูงสุด อุตรินี่สูงๆ สุด มนุสธรรม ธรรมของมนุษย์ที่สูงสุด ว่าเอามาอวด ว่าอย่างนั้น มันเลยสลดสังเวช ทีนี้เลยมาแย็บใจเรื่อยกับคนประเภทนี้ คือมันหนาขนาดนั้น พระพุทธเจ้าแท้ๆ ศาสดาองค์เอกตรัสรู้ธรรมขึ้นมาสอนโลกมาจนกระทั่งป่านนี้ ล้วนแล้วแต่ธรรมประเภทเหล่านี้มาสอนโลก แล้วยังหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม มันจะเอาธรรมที่ไหนมาเก่งกว่าธรรมพระพุทธเจ้า ที่มาค้านพระพุทธเจ้า ยกตนว่าเป็นของดี ก็มีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจมัน พูดออกมาก็ปากอมขี้ออกมา เกิดประโยชน์อะไร พิจารณาซิ มันเลวไหมมนุษย์เรา

ให้ดูหัวใจเจ้าของ อย่าไปดูหัวใจคนอื่นคนใด ดูหัวใจเจ้าของ ตัวมันดีดมันดิ้นอยู่ที่ตรงนั้นละ โธ่ ธรรมหาแทบเป็นแทบตาย อย่างที่พูดอยู่เวลานี้ได้มาสอนพี่น้องทั้งหลายนี้สอนด้วยความหมดสงสัยทุกอย่าง หายสงสัยหมดธรรมพระพุทธเจ้า ขอพูดให้เต็มปาก ไม่ได้อวด ไม่ได้วัดรอย อยู่ในท่ามกลางพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สาวกทั้งหลาย ธรรมชาติอันนี้อยู่ในท่ามกลางเลยเดี๋ยวนี้น่ะ ความบริสุทธิ์พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายฉันใดนี่ก็ฉันนั้น เข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว จะว่าอย่างไร วิเศษหรือไม่วิเศษ แล้วอวดอุตริไปหาอะไร พิจารณาซิ

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต คือเป็นอันเดียวกันแล้ว ธรรมแท้เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องถามหาพระพุทธเจ้าเลย จิตจ้าขึ้นมาอันเดียวเป็นอันเดียวกันหมดเลย นี่มันไม่ได้ทำน่ะซี มาหาอวด โม้ตัวเอง ไม่ทราบมันได้อะไรไอ้ที่มาโม้อย่างนั้น ว่าอวดอุตริมนุสธรรม จะมาฟ้อง เราก็เลยบอกให้ยกโคตรมาฟ้องเรา เราว่า พูดนี้พูดด้วยความสลดสังเวชนะ ไม่ได้พูดด้วยความท้าทายที่จะต่อสู้กัน เข้าใจไหม เราพูดด้วยความสลดสังเวช กับคนที่หยาบโลนสุดยอด หมดราค่ำราคาทั้งๆ ที่มีลมหายใจอยู่ คือผู้เช่นนี้เอง ความหมายว่าอย่างนั้น

ธรรมะนี่ขนสัตว์โลกขึ้นถึงพระนิพพาน สวรรค์ พรหมโลก มากขนาดไหน แล้วมันทำไมถึงว่าอวดอุตริมนุสธรรม มันจะกันไม่ให้ขึ้น จะให้ลงจมนรกอเวจีด้วยกันหมด ไม่มีวันขึ้น ตั้งกัปตั้งกัลป์ก็จมกันอยู่นั้น อย่างนั้นด้วยกันหมด มันต้องการให้เป็นอย่างนั้นความหมายน่ะ มันสลดสังเวชนะฟังแล้ว พระพุทธเจ้าสลบถึงสามหน กว่าจะได้ธรรมประเภทนี้ขึ้นมาประกาศธรรมสอนโลกอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ สาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน เอาเป็นเอาตายเข้าว่าๆ เราตัวเท่าหนูนี้ก็เต็มเหนี่ยวของหนูละ

นี่ได้ธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลาย สอนออกมาจากเดนตายนะ ไม่ใช่ธรรมดา เวลาประกอบความพากเพียรอยู่ในป่าในเขาใครไปเห็นเมื่อไร จะเป็นจะตายอยู่ในป่าในเขา นี่เราก็ระลึกได้เราลงมาจากภูเขา ทางตั้งสี่ห้ากิโล ตอนเช้าพอสว่างเราก็ไป ไม่ได้ฉันทุกวันนะ มันจะตายจริงๆ ค่อยลงไปฉัน กะว่าจะพอถึงบ้านเขา ครั้นเดินไปมันไม่ถึง ไปถึงแค่กลางทางหมดกำลัง นั่งเจ่าอยู่ สักเดี๋ยวกิเลสมันขึ้น ไม่ใช่ธรรมเกิด กิเลสเกิด นี่เห็นไหม ท่านอดอาหารจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตาย ท่านกำลังจะตายรู้ไหม ขึ้นในใจนะ เป็นคำๆ ขึ้นมา ท่านอดอาหารเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตายท่านกำลังจะตายรู้ไหม นี่เรียกว่ากิเลสเกิด

พอทางนั้นดับลงไปปั๊บ ทางนี้ก็ขึ้นรับกันเลย การกินนี้กินมาตั้งแต่วันเกิดไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายเหรอ เอ้า ตายก็ตาย นั่นมันรับกัน เอ้า ตายก็ตายมันก็ดีดผึงตามเดิมใช่ไหมล่ะ ถ้าเชื่อกิเลสแล้วอ่อนเปียกไปเลย นี่มันไม่ได้เชื่อซี ขึ้นรับกันนี้ก็ดีดผึงตามเดิมๆ นั่นละกิเลสเกิด ธรรมเกิด

อย่างที่เคยพูดที่ว่า มีจุดมีต่อมอยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ นั่นธรรมเกิด คือเราอัศจรรย์ใจของเราที่มันสว่างไสวนี้เหมือนหนึ่งว่าครอบโลกธาตุ ทั้งๆ ที่กิเลสยังมีอยู่ กิเลสฝ่ายละเอียดมีอยู่ เหมือนว่ามันสว่างไสวครอบโลกธาตุ อัศจรรย์ใจตัวเอง ยืนรำพึง โอ้โห ใจเรานี้ทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนา ถ้าว่าสว่างก็จ้าไปหมดเลย ทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนาจิตเราดวงนี้น่ะ ว่างั้นนะ พออันนี้สงบลงไปธรรมขึ้นละที่นี่ ธรรมเตือน นี่มันติดอันสว่าง ความหมายว่างั้น อันนั้นก็ขึ้นมาปั๊บเลย เป็นคำๆ นะขึ้นมา นั่นละธรรมบอก ธรรมเตือน กิเลสก็ขึ้นแบบเดียวกัน ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ

จุดก็คือจุดแห่งความสว่างผ่องใสนั่นเอง จุดก็คือผู้รู้นั่นละเป็นความสว่างไสวอยู่นั้น นั้นละคือจุดแห่งภพ เราจะรู้ได้เวลาอันนี้ผ่านไปแล้ว คำว่าจุดสว่างผ่องใสขาดสะบั้นไปหมด สว่างทีหลังนี้พูดไม่ได้เลย มันมารู้กันมารับกัน ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ เราเลยงงนะ ถ้าไปเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังนี้อาจบรรลุในเวลานั้นก็ได้ ก็จุดนั้นแล้วต่อมนั้นแล้ว นั่น ท่านจะงมอยู่ทำไม เพียงเท่านั้นมันก็สะดุดกึ๊กเข้ามานี้ มันก็จะตีขาดสะบั้นไปเลย อันนี้มันไม่เห็นมันแก้ไม่ตก แบกไปนู่น เราไม่ลืม จากวัดดอยธรรมเจดีย์ไปทางอำเภอศรีเชียงใหม่ เข้าป่าเข้าเขา กลับมาเดือนพฤษภา จึงมาปลงกันตกตรงนั้น จุดต่อมนั้นหายหมดเลย

ถ้ามีจุดมีต่อมอยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ พออันนี้ขาดสะบั้นไปแล้วมันไม่มีจุดมีต่อมนี่ มันจ้าขึ้นมาหายสงสัยทันทีเลย อย่างนั้นละเรื่องปัญหา ถ้ามีครูบาอาจารย์อยู่จะตกในเวลานั้นเลย จิตของเราเป็นอย่างนี้แล้วเราก็จะเล่าถวายพ่อแม่ครูจารย์ฟัง ท่านก็จะจี้เอา ก็นั่นแล้วจุดนั้นแล้ว ตัวมหาภัยก็จุดนั้น ตัวภพตัวชาติอยู่ที่นั่นแล้ว ท่านจะแบกหามไปทำไม เท่านั้นมันก็จะรู้โทษปั๊บ อันนี้ก็ขาดสะบั้นลงไป จ้าขึ้นมาเลย แต่นี้มันแก้ไม่ตกเพราะไม่รู้ ท่านล่วงลับไปแล้วนี่นะ พอเผาศพท่านแล้วถึงขึ้นบนวัดดอยฯ จากวัดดอยฯ ก็ไปทางศรีเชียงใหม่ กลับมาตอนเดือน ๖ เมษา ถึงได้มาปลงกันตกที่นั่น เอาละเท่านั้น

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก