ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาไปจากใจ
วันที่ 12 มกราคม 2550 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาไปจากใจ

         เราพยายามเก็บหอมรอมริบสมบัติที่สำคัญๆ เข้าหัวใจของชาตินั่นน่ะ ใครคิดหรือไม่คิดไม่ทราบนะ เราบวชเป็นพระไม่น่าจะมาสนใจกับสิ่งเหล่านี้ก็ได้สนใจเห็นไหมล่ะ กินกันนอนกันใช้กันไปสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประมาณ เลอะเทอะ จมเมืองไทย (ทองคำวันนี้ได้ ๕ บาท ๗๖ สตางค์) ดูเมืองไทยเรานี้เมืองเลอะเทอะบอกชัดๆ เลย เหตุที่จะว่าเมืองเลอะเทอะได้คือเป็นเมืองพุทธศาสนา ถ้าไม่ใช่พุทธศาสนาก็ปล่อยตามเรื่องไม่เป็นไร แต่นี่เป็นเมืองพุทธศาสนาควรจะมีขอบเขตเหตุผลหลักเกณฑ์ การอยู่การกินการใช้สอยควรรู้จักประมาณ นี่มันไม่รู้ เลอะๆ เทอะๆ แม้แต่พระในวัดก็ไม่รู้จะให้ว่าอะไรอีก แล้วจะไปสอนใครล่ะ เจ้าของก็เลอะๆ เทอะๆ

         จิตใจมันต่ำเป็นอย่างนั้นละดูเอา ที่พูดเหล่านี้ไม่ใช่อะไร เพราะจิตใจต่ำลงๆ ต่อไปก็ต่ำทราม อะไรก็เลอะเทอะไปหมด ไม่มีขอบมีเขต ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีขอบมีเขตมีหลักมีเกณฑ์ถึงจะน่าดูน่าชมน่าใช้น่าสอย อยู่กินอะไรให้มีขอบเขต เดี๋ยวนี้มันเลอะเทอะไปหมดแล้ว แหม จิตใจมนุษย์เราทำไมเป็นอย่างนั้น ยิ่งต่ำลงๆ สิ่งที่จะฉุดลากให้ต่ำลงก็ไม่ใช่อะไร ก็กิเลสมันอยู่กับหัวใจนั้นน่ะ มันกดหัวใจให้ต่ำลงๆ สุดท้ายก็จม หมดราคาคนทั้งคน

         ถ้าใจหมดราคาแล้วอย่าเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจะมีราคานะ ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาไปจากใจ มีค่าไปจากใจ ไม่ได้ออกไปจากไหน ออกจากใจ ทีนี้ใจต่ำแล้วก็หมอบไปกับสิ่งเหล่านั้น หมอบไปเรื่อยๆ ซิ ถ้าใจสูงดีดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นตามๆ กัน

         (ปรารภถึงคุณสมบัติของลูกศิษย์ผู้หนึ่ง) สมทุกอย่างนั่นแหละ สมบัติภายนอกสมบัติภายในสมเหตุสมผลทุกอย่าง ไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียว คนกว้างขวางมากนะ ถึงไหนถึงกันๆ เลย พอว่าเราจะทำอะไร มาแล้ว จะช่วยแล้วๆ เดี๋ยวน่า ได้ตีข้อมือไว้ ไม่ว่าอะไรปุ๊บปั๊บเข้ามาแล้ว มาช่วย เช่นอย่างข้าวเป็นต้น ไปทำบุญที่ไหนปุ๊บปั๊บมาแล้ว ได้ตีข้อมือไว้ ใส่ปั๊วะก็ตูมเลยๆ นี่มันก็บ่งบอกเห็นไหมล่ะ ความกว้างความขวาง เปิดแคบ ออกได้น้อย เข้าได้น้อย เปิดกว้างเท่าไรยิ่งเข้าได้มาก ออกได้มาก เข้าได้มาก

ทีนี้ตัดบทกันเลยไม่ต้องให้มันออก ปิดกึ๊ก มันก็เลยไม่เข้า  เข้าใจไหมล่ะ ความตระหนี่ถี่เหนียวมีแต่กักกันเอาไว้ กว้านที่อื่นเข้ามา มันไม่ได้เข้าซีที่นี่ สายทางเข้าไม่มี เพราะไม่มีสายทางออกไปหาของเขามาเข้า เป็นอย่างนั้น จึงว่าเปิดแคบออกได้น้อย เข้าได้น้อย เปิดกว้างออกได้มาก เข้าได้มาก เอา ปิดเสียเลยไม่ให้มันออก มันเลยไม่เข้า แน่ะเป็นอย่างนั้นนะ

เรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ใครอย่าฝืนนะ ที่เห่าว็อกๆ แว็กๆ ปากอมขี้เห่า ธรรม มีแต่พวกจมพวกจืดพวกจาง พวกหมดราค่ำราคา ไม่มีราคานะปากประเภทนี้ปากอมขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ได้เท่าไรไม่พอๆ เรียกว่าขี้โลภ ปากอมธรรมอย่างพระพุทธเจ้า เปิดออกตรงไหนนี้เย็นไปหมดโลกธาตุ ตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมาในสามแดนโลกธาตุนี้ ตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมาถึงมนุษย์มนา สัตว์ทั้งหลาย เมตตาสงสารทั่วถึงกันไปหมด ให้ความสุขความเจริญความร่มเย็นตามๆ กันไปหมด มันต่างกัน

         พอพูดอย่างนี้เราเลยระลึกได้ เราจับนะไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์ จับทุกกิทุกกีเลย ไม่ให้เรี่ยราดไปได้เลยกับหลวงปู่มั่น พ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปอยู่กับท่าน จับตรงไหนไม่ผิด อู๊ย ปากของท่าน คำพูดของท่านเด็ดขาดจริงๆ เป็นฤทธิ์เป็นเดชเอามากทีเดียว เราไปอยู่ทีแรกตอนนั้นกำลังสงครามโลก ผ้าอะไรๆ จะนุ่งจะห่มก็ไม่มี อดอยากขาดแคลน ทางสกลเขาเอาไปถวายก่อนหน้านั้น มาท่านก็แจกพระแจกเณร

สุดท้ายเอาไว้ถวายท่าน ท่านก็ไปเอาออกมา มันไม่ครบจะทำอย่างไร นี้เอาไปไว้สำหรับพ่อแม่ครูจารย์ใช้ บุญมีมันจะได้ใช้ ไม่ให้มันไม่ได้ละ ท่านว่าอย่างนี้ เราจับปุ๊บเลย บุญมีมันจะได้ นี่เราทำบุญมันจะได้ ไม่ทำมันไม่ได้ ตอนเช้าจังหันแล้ว เราไม่ลืม ไปอยู่ใหม่ๆ เราสังเกต ๕ โมงเย็นไปแล้ว ผ้าอาบน้ำผ้าอะไรนี้ โถ บทเวลาจะได้ บุญมีมันจะเกิด ท่านว่า เราทำบุญนี่น่ะ ท่านว่าอย่างนี้ ตอน ๕ โมงเย็น เขาขนผ้าอาบน้ำไปจากสกลนครไม่ทราบว่าเท่าไร ทีนี้จะใช้สักกี่ร้อยองค์ล่ะ เห็นไหมล่ะ

เห็นชัดๆ อย่างนี้ละ ตอนเช้าท่านไปเอาของท่านออกมาแจกไม่พอ สุดท้ายก็เลยกองพะเนิน แน่ะนี้อันหนึ่ง ปากเป็นฤทธิ์เป็นเดช คืออำนาจแห่งการกุศลอยู่ในนั้นหมด ท่านสั่งสมกุศลผลทานมาเต็มหัวใจ พอเปิดออกปั๊บมันไหลออก เปิดปั๊บไหลเข้าเลย ทีนี้ไปอยู่นาสีนวล ตอนจะบิณฑบาตท่านครองผ้า ต่างคนต่างครองผ้าไป เออนี่ กำลังผ้าอดอยาก พระที่นุ่งผ้ากำลังจะเห็นหำ ว่าอย่างนั้นนะ ท่านพูดแบบสบาย ท่านไม่มีอะไรกับใคร ผ้ากำลังอดอยาก จะตัดสบงจีวรก็ไม่มี เดี๋ยวนี้มันอดอยาก มองดูพระก็กำลังจะเห็นหำผ้าขาด ท่านมองไปเห็นผ้าของพระขาด

เอา บุญมีมันจะเกิด สุดท้ายท่านลงว่า เอาบุญมีมันจะเกิด เราก็จับไว้เลย มันบันดลบันดาลยังไงก็ไม่รู้นะ ผ้าหน้าร้านไม่มีแต่ก่อน ถ้ามีก็มีหลังร้านเขาขายแพงๆ พูดตอนเช้าวันนี้ ตอนบ่ายวันพรุ่งนี้ก็มาผ้า ผ้าไม้นะ ผ้าหลังตลาด อย่างนั้นละ พอดีก็เป็นครูบาอาจารย์ที่สนิทสนมกัน ท่านอาจารย์อุ่น ท่านอยู่อากาศอำนวย ท่านเป็นคนเอาไปเอง ผ้าไม้นะ ผ้าไม้อย่างดี พอไป นั่นมาแล้วเห็นไหมล่ะบุญ ท่านว่า พอได้โอกาสก็ไปถามท่าน เรื่องราวเป็นยังไงถึงได้ผ้าอย่างนี้มา ผ้าอย่างนี้มันไม่มีค้างตลาดทุกวันนี้นะ

ท่านบอกว่าตอนเช้าวานนี้เดินจงกรมอยู่ มันเป็นอย่างไรมันไม่คิดอะไร มันคิดตั้งแต่เรื่องผ้าอยากจะได้ผ้าไปถวายหลวงปู่มั่น เวลานี้ผ้ากำลังอดอยาก ท่านอาจจะขาดเขินก็ได้ ไปหาตามตลาด ไปค้นเอาได้หลังร้านเขา นั่นละผ้าไม้นั่นน่ะสวยงามมาก ได้ไม้เดียวแต่ไม้ใหญ่นะ ท่านเอาไป เราถามท่าน เวลาของท่านที่มันดลบันดาลจิตกับเวลาท่านพูดมันไล่เลี่ยกันเลย พอตอนเช้าบิณฑบาตท่านพูด พอท่านฉันจังหันแล้วท่านเดินจงกรม ท่านว่าอย่างนั้น จิตใจมันเป็นยังไงมันหมุนติ้วๆ อยากจะหาผ้าไปทานให้ท่าน เลยไปหาดูตามตลาดมันก็ไม่มี ไปเที่ยวกระซิบกระซาบหา จะเอาไปถวายพระนะ ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเลยเอามาให้อยู่หลังร้าน

นั่นละได้อันนี้ละมา ตรงกันเป๋งเลย เป็นอย่างไรเทวดามาดลบันดาล อำนาจกุศลศีลทานของท่าน พอพูดเราจับตลอดนะกับพ่อแม่ครูจารย์ เรียกว่าไปศึกษาจริงๆ เราไม่ได้ตำหนิเจ้าของแหละ เรื่องการศึกษานี้จะจับตลอดเลยเรื่องของท่าน ความเคลื่อนไหวของท่านเป็นยังไงๆ เรียกว่าจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน คือหลวงปู่มั่นเรา ท่านแย็บออกตรงไหนนี้มีเหตุมีผลทุกอย่างๆ

นี่พูดเรื่องผ้าที่ท่านอาจาย์อุ่นท่านใจร้อน เดินจงกรมมาว่าจะพัก พักไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้น ต้องวิ่งเข้าไปในตลาดเขา ไปหาร้านไหนก็ไม่มีๆ ไปเที่ยวกระซิบกระซาบเอา เขาเลยเอามาให้ ผ้าหลังร้าน เขาเก็บไว้ลึกๆ หลังร้าน เขาไม่เอาออกมา ได้อันนั้นละมา ตรงกับเวลาที่ตอนเช้าท่านฉันเสร็จแล้วท่านก็บันดลบันดาลทางนู้นนะ เลยได้มาตัดผ้าสังฆาฎิให้พระ ได้แล้วที่นี่ เราก็ไม่ลืมอย่างนั้นแหละ ท่านพูดอะไรเป็นอย่างนั้น

ฤทธิ์เดชของบุญของกุศลศีลทานที่อยู่ในใจนั้น เวลาจะแสดงนี้ออกทันที ออกๆ เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีอันนั้นทำยังไงมันก็ไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับบุญกับกรรม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้ารับสั่งอะไรแล้วใครอย่าฝืนนะ ไม่มีสอง ท่านลงได้รับสั่งอะไรแล้วไม่มีสอง สวากขาตธรรมคือตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีที่จะซ่อมแซมตรงนั้น บกพร่องตรงนี้ ขาดเขินไม่มี เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบถูกต้องทุกอย่างเลย

ใครอย่าไปฝืนนะ บาปมี บุญมี นรก-สวรรค์มี อย่านะ จอมปราชญ์ก็คือศาสดาองค์เอก เห็นแล้วรู้แล้วถึงได้นำมาแสดงๆ แสดงด้วยความถูกต้องๆ ไม่บกพร่องสิ่งใดทั้งนั้น นั่นละคำพูดของท่านผู้มีญาณหยั่งทราบ อำนาจวาสนาความเป็นศาสดาล้นโลกล้นสงสาร ความรู้อะไรรู้หมด เป็นอย่างนั้นละ

วันนี้หวัดค่อยยังชั่วหน่อย หันหน้าคุยกับใครก็ไม่ได้ตอนเป็นหวัด กลัวหวัดจะไปติดคน หันหน้าพูดกับเขาก็กลัวไอนี้มันจะออกไปติดผู้ติดคน เป็นจริงๆ นะหวัด มันมีเชื้อของมันหวัด หันหน้าคุยกับใครก็ไม่ได้ ต้องได้ระวัง กลัวเขาจะติดหวัดเรา

วันนี้คนก็เต็มอีกเหมือนกัน เต็มทุกวันๆ วัดนี้เต็มทุกวัน ยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน เราจวนจะตายเท่าไรก็ยิ่งห่วงโลกหนักเข้าๆ เพราะจิตใจโลกต่ำทรามมากเวลานี้ เฉพาะอย่างยิ่งจิตใจเมืองไทยชาวพุทธเรา ชาวพุทธนี่ละติดเข้าไปตรงไหนมันเหมือนผ้าขาว ถูกอะไรเปื้อนเร็วที่สุดๆ ชาวพุทธเรานี้เลอะเทอะ แน่ะ มันเปื้อนเร็วที่สุด  ถ้าไม่มีศาสนาก็เป็นอย่างหนึ่ง เช่นหลังหมีดำเท่าไรก็เอา ใส่อะไรก็ใส่เถอะหลังหมีมันดำอยู่อย่างนั้น ถ้าผ้าขาวไม่ได้นะ ติดปั๊บมองเห็นแล้วๆ ชาวพุทธเป็นชาวที่มีศีลมีธรรม ควรจะได้ปฏิบัติตนเป็น รักษาผ้าขาวไว้ให้ดีอย่าให้มันสกปรก ใช้ไม่ได้นะ

ความสกปรกนี้มาจากใจ ใจไม่เอาไหน ใจไม่มีขอบมีเขต ไม่มีหลักมีเกณฑ์ อะไรก็เลอะเทอะไปหมด ถ้าใจมีขอบมีเขตมีหลักมีเกณฑ์แล้วจะเรียบร้อยทุกอย่างๆ ท่านเอาธรรมอันนี้ละมาสอนโลกให้พอได้เป็นมนุษย์ชาวพุทธเราติดตัวอยู่บ้าง เลอะๆ เทอะๆ นี่ยกให้เมืองไทยเรา เราก็เป็นชาวพุทธเหมือนกัน เราผู้สอนนี้ก็เอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาสอน เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธก็จริง แต่เป็นเมืองเลอะเทอะ คว้าได้คว้าเอาๆ อะไรมาคว้าหมดๆ นักซื้อนักจ่ายไม่มีใครเกินเมืองไทยเรา อะไรๆ คว้ามับๆ คือเมืองไทย ตรงนี้เลวเมืองไทย ไม่สมชื่อสมนามว่าเป็นลูกชาวพุทธ มันเป็นเมืองจับจ่าย เมืองสุรุ่ยสุร่าย เมืองไม่มีขอบเขต

ทีนี้ลูกหลานก็เอาจากพ่อจากแม่ไป ก็เลอะเทอะไปตามๆ กันหมด ไม่มีกฎมีเกณฑ์ เห็นไหมล่ะเราชี้ให้ดูผ้าพระ ทั้งปะทั้งชุนเหมือนเสือโคร่งเสือดาว ท่านมานั่งเราจับใจนะเรามองเห็น ได้ชี้ให้ทุกคนดู นั่นดูซิน่ะพระองค์นั้น นั่นละพระที่มีคุณค่ามากในใจของท่าน เครื่องหมายนี้มาจากศาสดา เก็บผ้าตกที่ไหนบังสุกุลเอามาเย็บปะติดปะต่อเป็นสบงจีวรสังฆาฏิ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้คนสุรุ่ยสุร่ายนะ ถ้าพูดถึงอติเรกลาภมากใครจะเกินศาสดาเอก แต่เวลาปฏิบัติเหมือนคนขอทาน แสดงตัวเป็นคนจนตลอดเวลาคือศาสดาองค์เอก

พวกเรานี้พวกทุคตะเข็ญใจแสดงตัวเป็นเศรษฐี มันพองตัวขึ้นมาอึ่งอ่าง ศาสดาองค์เอกเลยยอบตัว ยอบตัวลงไปเท่าไรยิ่งใหญ่ยิ่งโต มันต่างกัน มันอยู่กับใจนะไม่อยู่กับอะไร ถ้าใจพาฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมอะไรก็ไม่มีค่า มีอะไรมากขนาดไหนก็ตามเถอะ ถ้าลงใจเสียเสียอย่างเดียว ใจฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ใจไม่มีขอบเขต เก็บรักษาสิ่งของ สมบัติเงินทองอะไรไว้ไม่อยู่แหละ สุรุ่ยสุร่าย ลูกหลานก็ยึดเอาไป เป็นความเสียหายไปตามๆ กัน ให้มีความประหยัดมัธยัสถ์บ้างนะ มันเลอะๆ เทอะๆ เหลือเกิน

การนุ่งห่มใช้สอยเมืองไทยเราฟุ้งเฟ้อเหลือประมาณ พิลึกพิลั่นคือเมืองไทยเรา ไม่มีอะไรโก้ยิ่งกว่าเมืองไทย ตัวเท่าลิงแต่มองดูแล้วแต่งตัวท้าวสักกะเทวราชสู้ไม่ได้ อันนี้ก็ไปเข้ากับผู้ใหญ่จูมนั่นแหละ ผู้ใหญ่จูม บ้านห้วยทราย มันเข้ากันได้ คือเพื่อนของผู้ใหญ่จูมจมูกบี้ เวลาพูด ผู้ใหญ่จูมเวลาแต่งตัวข้าหลวงสู้ไม่ได้ แต่เวลาเขียนหนังสือเหมือนไก่เขี่ย อันนี้ก็แบบเดียวกัน แต่งตัวนี้ข้าหลวงสู้ไม่ได้ พวกข้าหลวงนี้หมอบ พวกเราแต่งตัวข้าหลวงสู้ไม่ได้ แต่ความประพฤตินั้นเหมือนไก่เขี่ย พวกนี้เหมือนพวกไก่เขี่ย เรื่องไปสัมผัสมันก็เข้ากันได้ พวกไก่เขี่ยพวกเรานี่ ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเป็นบ้าไปเลย

ให้เอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัตินะ ไม่งั้นจะเลอะเทอะไปหมด หลักธรรมเป็นสำคัญมาก หลักธรรมเข้าสู่หลักใจ ใจได้รับการศึกษาอบรมมาแล้วไปปฏิบัติดัดแปลงตนเองก็เป็นคนดี อะไรไม่ควรจ่ายไม่จ่าย ไม่ควรซื้อไม่ซื้อ ไม่ควรหาไม่หา เอาความพอดีความรู้จักประมาณ ของมีมากก็ไม่เอามาก ใช้แต่พอประมาณก็ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่รบกวนให้เป็นความทุกข์ความกระวนกระวายในการเสาะแสวงหานั้นหานี้ไม่หยุดไม่ถอย แล้วก็จมไปๆ ทุกวันใช้ไม่ได้นะ ให้พากันรักษาบ้าง

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอด อปฺปิจฺตา ความมักน้อย ไม่มีใครเกินศาสนา ความสันโดษตามความมีอยู่ ไม่ทุรนทุรายวุ่นวายหานั้นหานี้ไม่มีอะไรเกินศาสนา มหิจฺฉตา ความมักมากอย่างนี้ไม่มีในศาสนา ตัดออกหมดเลย เพราะอันนี้กวนให้คนได้รับกองทุกข์ กินไม่พอใช้ไม่พอ อะไรไม่พอทั้งนั้น ถ้าลงกิเลสตัณหาตัวทะเยอทะยานได้เข้าสู่หัวใจใด หัวใจนั้นพัง สมบัติเงินทองพัง ถ้าความรู้จักประมาณ อปฺปิจฺตา ความมักน้อย ความสันโดษยินดีตามสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลายที่เราใช้นั้น ให้ใช้พอประมาณเท่านั้น นั่นเป็นสุข ไม่รบกวนให้เจ้าของได้เดือดร้อนวุ่นวาย พากันจำเอา วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้แหละ ไม่พูดมาก

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก