จิตดวงเดียวครอบโลกธาตุ
วันที่ 16 มกราคม 2550 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

จิตดวงเดียวครอบโลกธาตุ

ก่อนจังหัน

จิตใจคนชาวพุทธเราในเมืองไทยรู้สึกว่าต่ำทรามลงทุกวันๆ  เฉพาะอย่างยิ่งวงราชการสกปรกมากที่สุดเลย พวกนี้พวกกอบพวกโกยพวกกลืนพวกกินพวกรีดพวกไถ พวกนี้พวกยักษ์ใหญ่ วงราชการนี่พิลึกพิลั่น มองดูเห็นแต่พุงตัวเองๆ นี้ละเรื่องของกิเลสเห็นไหม มันมองเห็นใครเมื่อไร คนเต็มแผ่นดินเห็นแต่พุงเจ้าของ พวกเพื่อนของเจ้าของเท่านั้น แหลกไปหมดนะเวลานี้ นี่ละความไม่มีธรรม มีแต่กิเลสกินไม่มีคำว่าอิ่มพอ กลืนตลอดๆ

ใครอย่าไปคาดนะคาดกิเลส คาดไม่ได้เลย มันลงใต้พื้นดินโน่น ลงนรกอเวจีโน่น ทะลุลงไปโน่น จิตใจนี้ต่ำมากทีเดียว น่าทุเรศนะเราพูดจริงๆ เราไม่ได้ยกตนข่มท่าน เอาธรรมเข้ามาจับปุ๊บนี้จนจะมองดูไม่ได้ในชาวพุทธเราในเมืองไทยนี้แหละ เลวขนาดนั้นนะ ดูตั้งแต่ฆราวาสขึ้นไปจนกระทั่งถึงพระ พระก็พระเขาพระเรา ตัวเขาตัวเรา มันก็แบบเดียวกันนะเวลานี้ จิตใจต่ำทรามมากที่สุดเลย น่าทุเรศนะ ต่อไปนี้ธรรมจะไม่มีเหลือ เหลือตั้งแต่มูตรแต่คูถ มองดูคนมีแต่มูตรแต่คูถความสกปรกโสมมเต็มเนื้อเต็มตัว แล้วกระจายออกไปไหนเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ซึ่งกันและกันตลอด

เลวลงไปทุกวันนะจิตใจชาวพุทธ ขอให้พี่น้องชาวพุทธทั้งหลายรู้ตัวบ้าง ดูหัวใจตัวเองมันเป็นยังไง เวลานี้มันต่ำมากที่สุดเลย มีแต่ความดีดความดิ้น ตื่นขึ้นมานี้ดิ้นตลอดจนกระทั่งหลับ ละเมอเพ้อฝันไปกับความดีดความดิ้น นี่ละอำนาจของกิเลส ท่านทั้งหลายทราบไหม กิเลสคือตัวดีดตัวดิ้น ตัวโลภ ตัวโกรธ ราคะตัณหา ได้ไม่พอๆ กินไม่พอ กลืนไม่พอ นี่คือกิเลส ถ้าใครยังไม่ทราบให้ดูหัวใจตัวเอง เอาธรรมเข้าไปจับซิ

ว่าถือพุทธมันพุทธอะไร มันมีตั้งแต่เปรตแต่ผีเต็มบ้านเต็มเมือง จิตใจคนต่ำเท่าไรๆ ยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่กันและกันมากขึ้นๆ ว่าประเทศไหนเจริญๆ มันเจริญด้วยฟืนด้วยไฟทั้งนั้น ไม่ได้เจริญด้วยอรรถด้วยธรรม เวลานี้ใครสนใจเมื่อไร ธรรมมีที่ไหนไม่ปรากฏ มีแต่เรื่องฟืนเรื่องไฟคือกิเลส ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้อยู่ทุกหัวใจ เวลานี้โลกกำลังสนใจกับฟืนกับไฟคือ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา โลภคฺคินา ตัวเหล่านี้แหละตัวสำคัญมันเผาหัวใจโลกอยู่เวลานี้

จิตเป็นนักรู้ควรจะมารู้ในอรรถในธรรมซึ่งเป็นเครื่องเยียวยากันบ้าง ปล่อยให้ตั้งแต่กิเลสลุกลามเผาคนทั้งเป็นๆ มันร้อนอยู่ภายใน แต่ไม่ตายหากทรมาน นี่ละเผาคนทั้งเป็น กิเลสเผาเผาอย่างนี้แหละ โอ๊ย น่าทุเรศจริงๆ ต่ำลงๆ จนจะหาความสงบสุขร่มเย็นต่อกันไม่ได้ ถ้าไม่มีธรรมอย่าหวังนะ หวังความสุขความเจริญอย่าหวัง มีตั้งแต่หมดหวังๆ เท่านั้น ถ้ามีธรรมในใจมากน้อยจะมีความหวัง เป็นจุดเป็นเกาะเป็นดอนพอจะซุกหัวนอนได้ ทุกคนพากันจำเอา

ศาสนาจะไม่มีแล้วในเมืองไทยเราซึ่งเป็นเมืองพุทธเวลานี้ มีแต่เมืองเปรตเมืองผีเมืองกินเมืองกลืน กลืนไม่หยุดไม่ถอยเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วเวลานี้ ยิ่งวงราชการใหญ่ๆ ยิ่งน่าสลดสังเวช พิลึกกึกกือจริงๆ พวกนี้พวกยักษ์ใหญ่ว่างั้นเลย กินตับกินปอดประชาชนจนไม่มีอะไรเหลือ มองดูคนเห็นแต่ร่างกระดูก ตับปอดพวกยักษ์ใหญ่นี้เอาไปกินหมดเวลานี้ เอาละให้พร

หลังจังหัน

         คำว่าใจๆ ได้แก่ตัวรู้ตัวหนึ่งอยู่ข้างใน ในร่างของสัตว์และมนุษย์ ตลอดเทวดา อินทร์ พรหม มีใจคือความรู้ฝังอยู่ในนั้น ใจนี้ให้มีพี่เลี้ยงคอยดูแลรักษา ไม่อย่างนั้นฝ่ายต่ำมันจมอยู่ในนั้นแหละ มันดึงลงได้ง่ายๆ จึงต้องได้ฝึกฝนอบรม คำว่าฝึกฝนอบรมก็คือบังคับ เอาของถูกบังคับของผิด เอาดีบังคับของชั่ว ที่ท่านว่าฝึกฝนอบรม คือจิตใจมันรู้เฉยๆ สติปัญญาเป็นเจ้าของรับผิดชอบ ถ้าไม่มีสติไม่มีปัญญาก็เหมือนคนบ้า

คนบ้าที่มันเดินงกๆ งันๆ หรืออยู่ถนนสามแยกสี่แยกไฟเขียวไฟแดง มันจะไม่สนใจกับไฟเขียวไฟแดงว่าผิดถูกดีชั่วประการใด มันอยากทำอะไรมันก็ทำตามเรื่องของมัน นี่คือมีแต่ความรู้ ไม่มีผู้รับผิดชอบคือสติและปัญญา มันก็กลายเป็นคนอย่างนั้นไป นั่นละมีแต่ความรู้เฉยๆ ไม่มีเจ้าของ ไม่มีผู้รับผิดชอบ ก็เหมือนคนบ้า  เหมือนไส้เดือนบุ้งกือคืบคลานไปอย่างนั้น

เราไปเห็นเองที่สี่แยกธรรมขันธ์ โอ๊ย รถก็จะชนกันจะชนบ้านั้น  มันไม่สนใจกับ ใคร เราไปเห็นเองเอามาพิจารณา โอ้ อย่างนี้ มันมีแต่ความรู้ ไม่มีความรับผิดชอบว่าผิดถูกดีชั่วประการใด มันอยู่จุดศูนย์กลางของสี่แยกธรรมขันธ์นั้นน่ะ แล้วรถก็วิ่ง เป็นจุดศูนย์กลางของรถเสียด้วย ไม่ทราบว่าจะหลบคนหลบรถต่อรถด้วยกัน โอ๋ย วุ่นใหญ่เลย ตอนนั้นตำรวจไม่มี เราก็ดู อ้อ นี่มีแต่ความรู้ คืออยากทำอะไรก็ทำ เฉยไม่สนใจนะ อยากทำอะไรของเขาเขาก็ทำอยู่ในท่ามกลางสี่แยก รถหัวจ่อเข้ามานี้ทั้งหลบรถหลบคน ยุ่ง ไปเห็นด้วยตาเอามาพิจารณา อ๋อ นี่มีแต่ความรู้อย่างเดียว ไม่มีสติไม่มีปัญญาเป็นเจ้าของรับผิดชอบ มันก็เป็นอย่างนี้ นี่ละมีแต่ความรู้อย่างเดียว

เพราะฉะนั้นจึงต้องได้อบรมให้มีสติมีปัญญาเป็นเครื่องปกครอง จิตใจอันนี้จะไปในที่ปลอดภัย ทำหน้าที่การงานทุกอย่างเหมือนคนธรรมดาเรา คือมีสติมีปัญญาเป็นเจ้าของของใจ ถ้ามีแต่ใจล้วนๆ ก็เป็นอย่างที่ว่านั่นละ นี่เป็นใจธรรมดาทั่วๆ ไป ทีนี้เวลาได้รับการฝึกฝนอบรมเข้าไปใจนี้จะแพรวพราวขึ้น เรื่อยๆ ค่อยสอดค่อยส่องค่อยรู้ค่อยเห็น ละเอียดลออเข้าไปเรื่อยๆ นั่นละการอบรม มีธรรมเท่านั้นอบรม นอกนั้นไม่มี ในโลกนี้จะฝึกฝนอบรมจิตใจให้ดีไม่มีทาง มีแต่ธรรมอย่างเดียว

กิเลสเป็นไฟมหาภัย เป็นไฟด้วยเป็นมหาภัยด้วยอยู่ในจิต มันก็ดีดก็ดิ้นไปตามประสาของมัน เมื่อมีธรรมมีสติมีปัญญารับผิดชอบคอยดูแลความเคลื่อนไหวก็เป็นปรกติธรรมดาไป ทีนี้พอได้รับการอบรมเข้าไปแล้ว จากจิตธรรมดาแต่มันค่อยแพรวพราวออกไปๆ เรื่อยๆ ความรู้ค่อยกระจ่างออกไป สติปัญญาสอดแทรกกันไปๆ แหลมคมไปเรื่อยๆ อย่างนั้นละ แล้วก็ไม่พ้น คือไม่พ้นธรรมเป็นเครื่องซักฟอก ธรรมนี้สะอาดสุดยอดแล้วท่านจึงเรียกว่าโลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลกสงสาร เอามาซักฟอกโลกสงสารซึ่งเป็นความสกปรกเต็มอยู่นี้ เอาธรรมมาซักมาฟอก

เช่นอย่างเรามาอบรมศีลธรรม นี่เอาธรรมมาซักฟอกความมัวหมองในจิตใจ ความผิดพลาดต่างๆ ที่เป็นจากใจแล้วแสดงออกมาทางกิริยามารยาทความประพฤติ หน้าที่การงาน ให้สะอาดสะอ้าน ให้ถูกต้องดีงามไปตามสังคมนิยมกัน ยอมรับกัน ทีนี้เวลาเราอบรมไปมากๆ จิตใจนี้จะค่อยสว่างไสวออกไปเรื่อยๆๆ คือจิตธรรมดาเป็นอย่างหนึ่ง จิตเมื่อได้รับการอบรมมีความสงบเย็นแล้ว เริ่มเห็นโทษแห่งความฟุ้งซ่านวุ่นวายของตนซึ่งไม่เคยสงบเลย มันก็ไม่เห็นคุณที่ไหนเพราะไม่มีคุณ มีแต่โทษอันเดียวนั้นละ ไปไหนก็ยุ่ง ทีนี้พอมีความสงบร่มเย็นของธรรมเข้าไปอบรมซักฟอกแล้วก็ค่อยดีขึ้น ดีวันดีคืนขึ้นไป

พอพูดอย่างนี้เราเคยพูดให้บรรดาลูกศิษย์ฟัง ตอนเช้า เป็นนาคไปอยู่ในโบสถ์กับท่านพระครู ท่านห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบันคือฆราวาส เลยสามคืนไปแล้วท่านปรับอาบัติ ตามพระวินัยมี ทีนี้พอสองคืนสามคืนล่วงไปแล้ว ตอนเช้าท่านจะออกไปเดินจงกรมแต่เช้าๆ เราก็สังเกตดูท่าน ท่านเดินจงกรม ตีสี่ตีห้าท่านออกไปแล้ว พอสว่างท่านก็เข้ามาทำวัตร พอทำวัตรเสร็จก็ออกบิณฑบาต..แต่ก่อน ทุกวันนี้ดูว่าบิณฑบาตฉันเสร็จแล้วจึงมาทำวัตรกัน สำหรับวัดโยธานิมิตร

เห็นท่านเดินจงกรมเราก็สังเกตดู นั่นละพอบวชแล้วก็เรียนภาวนาจากท่าน บอกว่าเราอยากภาวนา จะให้ภาวนาอย่างไร ท่านบอกว่าให้ภาวนาพุทโธ เราก็เอาพุทโธแหละ ท่านว่าอย่างนั้น เราก็จับอันนั้นมา พุทโธๆ นี่ละเป็นขั้นเริ่มแรกที่ไม่เคยปรากฏ ไม่ลืมจนกระทั่งทุกวันนี้ มันไม่เคยเป็น บทเวลาจะเป็นก็เป็นขึ้นจากภาวนาพุทโธ ภาวนาสะเปะสะปะไปตามภาษีภาษาแหละ ก็ไม่เคยเห็นธรรมชาติอันนี้ว่าเป็นอย่างไร บทเวลามันจะเป็นขึ้นมา ภาวนาพุทโธๆ มันเหมือนเราตากแหเอาไว้นี่ แล้วไปจับจอมแหดึงเข้ามา ตีนแหก็ย่นเข้ามาๆ ดึงเข้ามา รู้ความเคลื่อนไหวของตีนย่นเข้ามา ทีนี้ดึงเข้าๆ เข้ามาจนกระทั่งถึงเป็นกองแหเลย นั่นละที่นี่กระแสของจิตที่มันซ่านอยู่ทุกแห่งทุกหน เอาพุทโธละคือจอมแห จับพุทโธไว้ นึกพุทโธๆ แล้วปรากฏว่ากระแสของจิตนี้หดเข้ามาๆ มันก็ยิ่งเป็นความสนใจมากขึ้น สติจ่อเข้าๆ กองเข้ามาเป็นกองแห เป็นกองแหจิตรวมนะ นั่น คำว่าเป็นกองแห คือจิตรวมเป็นความรู้อันเดียวเด่น จนกระทั่งทุกวันนี้ยังไม่ลืมนะ นี่ละเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาว่างั้นเถอะ เกิดมาจนกระทั่งบวชได้เป็นในคืนวันนั้น ไม่ลืมจนกระทั่งทุกวันนี้ ก่อนที่จะออกปฏิบัติ

นี่ละเป็นเชื้อสำคัญมากให้หนักแน่นในทางภาวนา เรียนหนังสืออยู่ก็ภาวนา เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี ภาวนาอย่างนี้ได้สามหน เป็นอย่างที่ว่านี้ มันรวมเข้าๆ กึ๊กนี้ พอถึงกึ๊กขาดหมดเลยทีเดียว โลกธาตุนี้เหมือนไม่มีเลย ว่างไปหมด ยังเหลืออยู่จุดเดียวที่เป็นจุดอัศจรรย์ คือจิตที่มันรวมตัวกึ๊กอยู่อย่างนี้ละ นอกนั้นขาดไปหมดเลย โอ๋ย เกิดความอัศจรรย์ตื่นเต้น จิตเลยถอยออกมา มันตื่นเต้นมันไม่เคยเห็น วันหลังขนาบใหญ่เลยไม่ได้เรื่อง รวมลงแล้วเรียกว่าเรียนหนังสืออยู่ ๗ ปีเป็นสามหน นั่นละเป็นเชื้อสำคัญให้ได้ภาวนา พอออกมายังไงจะเอาอันนี้ให้ได้ๆ ออกมาก็เอาจริงๆ ก็เลยได้จริงๆ ได้อย่างว่าเรื่อยเลย

นี่ละฐานสำคัญในการภาวนาเบื้องต้น ก็ไม่เคยเห็นเวลารวมเข้ามาๆ มาเป็นจุดอันเดียว จุดอันนี้เลยเป็นจุดอัศจรรย์นะ มันหดเข้ามา ขาดหมดปรากฏว่าไม่มีอะไรสืบต่อเลย เหลือแต่จุดอันเดียวที่สว่างไสวอัศจรรย์เต็มที่ จนกระทั่งเกิดความตื่นเต้น แล้วก็ถอยออกมาเสีย ทีนี้พยายามทำเท่าไรมันก็ไม่ได้ คือทำเราจะเอาแต่อย่างนั้นๆ เราไม่ได้ทำเหตุ คือการกระทำเป็นปัจจุบัน ไม่ได้คิดได้คาดอะไรเป็นปัจจุบันมันก็ลงได้ ทีนี้เวลาที่เป็นแล้วที่สองละเอาอารมณ์นั้นเข้ามาเป็นปัจจุบันมันไม่เป็นซี มันสัญญาอดีต มันก็เลยไม่ได้เรื่อง พอจางๆ ไปเป็นอีก พอขยับเข้าทีไรหายเงียบ ขยับมันก็ขยับไปหาสัญญาอารมณ์เก่า มันไม่เป็นปัจจุบัน พอจางๆๆ ไปหายเงียบ เรียนหนังสือ ๗ ปีเป็นได้สามหน

เวลาออกมาปฏิบัติจึงได้เอากันใหญ่เลย อันนี้ละเป็นเชื้อสำคัญมาก มันก็ได้ละที่นี่เพราะเอาทั้งวันทั้งคืน ว่าภาวนาภาวนาจริงๆ เรา มันเป็นนิสัยอย่างนี้ ว่าทำอะไรทำอันนั้นจริงๆ ไม่มีคำว่าเหลาะแหละโลเล ว่าอะไรจริงทุกอย่าง ปลงใจลงตรงไหนพุ่งเลย อันนี้ก็เอาจนได้ จิตเบื้องต้นได้อันนั้นละ ได้อยู่ที่วัดโยธานิมิตรนี้พอเป็นเชื้อสำคัญ เรียนหนังสือ ๗ ปีได้สามหน เพียงเท่านั้นก็เอาละ จากนั้นไปก็ต่อ ต่อไปก็เลยได้ละเรื่อยๆ

โธ่ จิตรวมนี้เป็นของอัศจรรย์ไม่น้อยนะ เป็นของแปลกประหลาดเราไม่เคยเห็นไม่เคยเป็น เวลาเป็นแล้วไม่ได้ลืม คิดดูตั้งแต่เป็นทีแรก ตั้งแต่เราบวชมาไปภาวนาทีแรก จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่ลืมที่มันเป็นทีแรกนะ ไม่ลืม มันอัศจรรย์อย่างนั้นละ ถึงจะสูงกว่านั้นก็ตาม แต่พื้นเก่านั้นไม่ลืม ที่จะให้เกิดศรัทธาความเชื่อมั่นในจิตตภาวนานั้น เอาอันนั้นละเป็นรากฐานสำคัญ จิตนี้เวลาได้ถึงขั้นอัศจรรย์ ในแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรอัศจรรย์เท่าจิตนะ ความเลวร้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรเกินจิต เวลามันต่ำทรามมากๆ นี้ไม่มีบุญมีบาปนะจิตนี้ หัวชนไปเลย นี่ละจิตเวลามันหนามันแน่นมันเอาหัวชน มันไม่ได้ลืมหูลืมตานะ ชนไปเลยๆ

อำนาจของกิเลสตาบอดไปเลย ชนดะ ไม่รู้จักว่าอะไรผิดอะไรถูก ตกเหวตกบ่อ ตายก็ตายไปเปล่าๆ ไม่ได้มีข้อคิดอ่านไตร่ตรองเพื่อรักษาตัวอะไรเลย นี่ละจิตเวลามันหนาด้วยกิเลส มันไม่ได้ว่ามีที่สูงที่ต่ำ หัวชนไปเลย นี่คือจิตที่หนาด้วยกิเลส ทีนี้เวลาเรามาฝึกเข้าๆ จิตมันมีความแปลกประหลาดอัศจรรย์เกิดความสงบร่มเย็น อันนี้ก็เป็นเครื่องวัดเครื่องเทียบเคียงกัน ทีนี้พอจิตเป็นไม่ดีอย่างนี้มันก็พลิกกลับมาหาหลักอันดีงาม เทียบกันไปเดี๋ยวแก้กันได้ไปเรื่อยๆ

เวลามันถึงขั้นอัศจรรย์มันอัศจรรย์จริงๆ คิดดูดังที่เคยพูด ไปอัศจรรย์เจ้าของอยู่บนภูเขานู่น มันน่าอัศจรรย์นะ มองโลกธาตุ คือจิตนี้มันพิจารณาเป็นขั้นๆ นะ ขั้นอยู่ในรูปนี้มันก็เอารูปเป็นอารมณ์แห่งการพิจารณา เช่น พิจารณาความเกิดความตาย อสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ต้องถือเอารูปนี้เป็นเครื่องคลี่คลายออก แตกกระจัดกระจายเน่าเหม็นพองเหม็นคลุ้งไปหมด นี่เป็นอารมณ์ของจิตเพื่อจะให้เบื่อหน่ายในสิ่งเหล่านี้ ทีนี้เวลาพิจารณาเข้าไปๆ มันถึงจุดของมัน พอมันถึงจุดแล้วร่างกายที่ว่า อสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา นี้ขาดไปหมดเลย

ทีนี้ไม่มีที่พิจารณานะ หมด ร่างกายนี้หมดในเรื่องอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อสุภะอสุภังนี้อยู่ในร่างกายนะ พิจารณาอยู่ในร่างกาย พอพิจารณานี้เต็มที่แล้วมันปล่อยวางของมัน จากนั้นมันก็ว่างของมัน พิจารณาร่างกายให้เป็นอสุภะอสุภังไม่ได้ พอตั้งขึ้นพับดับพร้อมๆๆ มันก็มีแต่ อนิจฺจํ อนตฺตา ไปเท่านั้น คือจะพิจารณาอสุภะอสุภังไม่ทัน มันเร็ว พอตั้งพับดับพร้อมๆ เหมือนแสงหิ่งห้อยหรือฟ้าแลบ แพล็บดับๆๆ จากนั้นมันก็ว่างละที่นี่ ว่างไปหมดเลย จนกระทั่งโลกนี้ว่างไปหมด นั่นละที่ว่ามันอัศจรรย์

โอ๋ย ทำไมจิตของเราจึงได้อัศจรรย์ถึงขนาดนี้นา มองดูที่ไหน อยู่บนภูเขาก็เหยียบแผ่นดินบนภูเขามันทะลุไปหมดเลย ว่างไปหมดเลย เพราะฉะนั้นพระธรรมท่านกลัวเราจะหลงท่านจึงได้เตือนขึ้นมาว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ จุดก็คือจุดแห่งผู้รู้ผู้สว่างไสวนั้นแหละ มันสว่างภายนอก แต่ตัวของมันมันยังไม่ได้ปล่อยตัวเอง จึงสว่างตั้งแต่ภายนอก เหมือนเราเข้าไปอยู่ในห้องนี้ ว่าห้องนี้ว่างๆ ว่างก็จริงแต่เราไปยืนขวางห้องอยู่นั้น ไม่มีใครก็มีแต่เราคนเดียวก็ไปยืนขวางห้องอยู่นั้น มันไม่ว่างเพราะเราคนเดียวนี้แหละ นั่น ทุกอย่างของจิตนี้มันว่างไปหมด แต่จิตยังไม่ว่างตัวเอง มันยังไม่ปล่อย นี่ละตัวเองเป็นผู้ขวางตัวเอง ทีนี้พอถอนอันนี้ออกมาปั๊บมันก็ว่างหมด ว่างหมดทั้งข้างนอกข้างใน

แต่ตอนนั้นมันไม่ได้ว่างตรงที่ตัวไปยืนขวางห้องซี เห็นแต่อัศจรรย์ภายนอกมองไปที่ไหนว่างไปหมดๆ แต่เวลาสุดท้ายมันก็มาว่างภายใน จิตว่างอยู่ที่นี่ว่างหมดเลย ปล่อยหมดว่างหมด รอบตัวหมด นั่นละหมดละที่นี่ ว่างภายนอกตัวจิตยังไม่ว่าง เหมือนเราไปยืนขวางห้องอยู่นั้น พอออกจากห้องแล้วห้องก็ว่าง มันไม่ว่างเพราะเราคนเดียวไปยืนขวางห้องอยู่ พอเราออกมาห้องก็ว่าง ที่ไม่ว่างเพราะเรายึดตัวของเรา เราเห็นอันอื่นว่างแต่ตัวที่ยึดนั้นไม่ว่าง พอถอนอันนี้ออกแล้วมันก็ว่างไปหมดเลย นี่ละอัศจรรย์สุดท้ายเป็นอัศจรรย์

ครั้งแรกที่ว่าอัศจรรย์นั้น มันอัศจรรย์อยู่ข้างนอก ตัวนี้ยังไม่อัศจรรย์ มันยังขวางห้องอยู่ พอถอนตัวอันนี้ออกปั๊บนี้ว่างหมด รอบหมดเลย นั่นละท่านว่าว่าง สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ดูก่อน โมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิที่ถือเขาถือเราซึ่งเป็นก้างขวางคอออกเสีย จะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าอยู่อย่างนี้ ทีนี้เวลาจิตเข้าถึงนั้นแล้วมันก็เป็นพระโมฆราชด้วยกันหมดนั้นแหละ พอถึงขั้นนั้นแล้วก็ว่างหมด

อยู่กับโลก ต้นไม้ภูเขาอะไรก็จริง แต่ความว่างของจิตมีอานุภาพมาก มันว่างไปหมดจริงๆ เดินไปกับแผ่นดินนี้จิตมันก็ว่างครอบไปหมด นี่เรียกว่าจิตว่าง ว่างโดยหลักธรรมชาติของจิตที่พอตัวแล้ว ว่างในขั้นของจิตที่พิจารณาไปถึงขั้นว่างมันก็ว่าง แต่ตัวเองยังไม่ว่าง พอไปถึงขั้นที่ข้างนอกก็ว่างข้างในก็ว่าง คือวางข้างนอกวางข้างใน ปล่อยข้างนอกปล่อยข้างใน ว่างหมดตลอดทั่วถึง นี่ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ เรียกว่าว่างหมด ทีนี้หมดละขั้นสมมุติทั้งมวลไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ความว่างเปล่าของจิต อยู่ที่ไหนก็เป็นหลักธรรมชาติ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่มีอิริยาบถ เป็นธรรมชาติที่ว่างอยู่อย่างนั้นอยู่ตลอด

ท่านว่านิพพานเที่ยงก็คือว่างอย่างนั้นแหละ เที่ยงตรงแน่ว ไม่ไปถามหากาลเวลา เมื่อไรจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่มี ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง คือจิตดวงนี้เที่ยงแล้ว หมดความหวั่นไหวเอนเอียง ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง นี่ละจิตเมื่อพิจารณาถึงขั้นเต็มตัว ไม่มีอะไรที่จะพิจารณาฝึกฝนอบรมอีกแล้ว ท่านเรียก วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ คือพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว การประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลายได้สิ้นสุดลงแล้ว งานการที่ควรจะทำก็มีงานบำเพ็ญภาวนาสิ้นสุดลงแล้ว งานอื่นยิ่งกว่านี้ไม่มี นั่นละว่างละที่นี่ นั่นจิตของพระพุทธเจ้าของพระอรหันต์ท่านว่างอย่างนั้น ว่างตลอดเวลา ทีนี้ก็ไม่มีอะไรละ โลกนี้เป็นโลกสูญเปล่าไปหมด คือความสูญความว่างของจิตนี้มันครอบหมด เดินไปตามแผ่นดินนี้ แผ่นดินจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตามความว่างทะลุหมดๆ เลย นั่นอำนาจแห่งความว่างของจิต

นี่ละการฝึกฝนอบรมจิตใจ ถ้าไม่ได้ฝึกมันก็มืดบอดของมันอยู่อย่างนั้น ไปที่ไหนก็ตกเหวตกบ่อไป ถ้ารอบตัวแล้วมันไม่ได้ตก มันว่างไปหมดเลย ให้พากันศึกษาอบรมบ้างนักจิตตภาวนา ให้ได้เห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ในจิต เลวที่สุดไม่มีอะไรเกินจิต แล้วเลิศที่สุดก็ไม่มีอะไรเกินจิต เมื่อเราฝึกฝนอบรมถึงขั้นเลิศสุดยอดแล้วไม่มีอะไรเกิน สามแดนโลกธาตุมีจิตดวงเดียวเท่านั้นครอบโลกธาตุ ถ้าว่าเลวก็เลวที่สุดมีจิตดวงเดียวครอบโลกธาตุเหมือนกัน จึงต้องให้ฝึกฝนอบรม

โอวาทคำสั่งสอนพระพุทธเจ้านี้ถูกต้องแม่นยำสุดยอดแล้ว ไม่มีโอวาทของผู้ใดที่จะมาแซงคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เลย เป็นคำสอนที่ถูกต้องแม่นยำทุกบททุกบาท จึงเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบหมด ไม่ต้องได้เพิ่มได้เติมได้ส่งเสริมอะไร จิตเมื่อเวลาเข้าถึงความชอบธรรมโดยสมบูรณ์แล้วก็หมด ที่จะมาดัดแปลงซ่อมแซมอะไรอีกไม่ได้แล้ว จิตดวงนี้พอ พากันจำเอา เอาละทีนี้พอ ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก