สำคัญอยู่ที่หัวใจศาสนา
วันที่ 24 ธันวาคม 2549 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

สำคัญอยู่ที่หัวใจศาสนา

 

        (พระสงฆ์จากวัดสังฆทานมากราบฟังธรรมหลวงตา) ตั้งใจภาวนานะ ภาวนาอย่างไรละทุกวันนี้ นึกอะไรเอาเป็นอารมณ์ของใจ นึกจะเอาพุทโธก็เอาให้อยู่กับใจ แล้วสติติดอยู่นั้นมันจะตั้งฐานแห่งความสงบร่มเย็นได้นะ ถ้าไม่มีเลยกำหนดแต่ใจใช้ไม่ได้ เข้าใจเหรอ (ใจว่างๆ) ว่างๆ เฉยๆ มันไม่ว่าง มันว่างแต่ความคิดเฉยๆ เอาพุทโธหรือธัมโมติดกับใจ เอาสติติดไว้กับนั้นมันจะว่างทีนี้นะ ว่างอันนี้ว่างเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ว่างกำหนดเฉยๆ มันไม่ว่าง เข้าใจหรือเปล่าละ กำหนดเฉยๆว่ามันว่างมันไม่ได้ว่างนะ ถ้าเอาพุทโธใส่ลงไปให้มันติดอยู่กับพุทโธ ให้มีงานทำจากนั้นมันก็ว่าง ให้มันว่างด้วยพุทโธแหละดีกว่ากำหนดว่างเอาเอง เข้าใจ นี่มันเคยผ่านมาหมดแล้วนี่ พูดมันรู้ทันทีเลย กำหนดว่างเฉยๆ มันไม่ว่าง สังขารความคิดมันปรุงแย็บๆ ขึ้นมา มันมาเป็นก้างขวางคออยู่ตลอดเวลา มันจะเอาอะไรมาว่าง กำหนดพุทโธนี่ละให้มีงานทำ งานนี้เป็นงานของธรรม แล้วมันจะสงบลงไปแล้วมันจะว่างเอง นะ เท่านั้นละไม่เอามากละ

เทศน์มามากแล้ว เหนื่อยมากทีเดียว โธ่ๆไม่ใช่เล่นเทศน์ทั้งวัน นักเทศน์ใหญ่เห็นไหมนี่ เทศน์ไม่ได้ลงธรรมาสน์ นั่งปั๊บเทศน์เลย เรื่องธรรมงธรรมาสน์เลยไม่มี นั่งปั๊บตรงไหนเป็นธรรมาสน์ตรงนั้น

เออเอากลับ จับให้ดีนะหลักที่สอน พุทโธๆ ให้สติติดอยู่กับพุทโธ อย่าให้เผลอ ไม่นานจิตจะสงบได้ ถ้ามีแต่พุทโธเถลไถล สติต้องบังคับงานคือพุทโธ นั่นละจะสงบได้ เอาให้ดี บังคับ สติอย่าให้เผลอ กิเลสมันจะเหนือเมฆมาสู้สติไม่ได้นะ สติบังคับไว้อยู่ มันปรุงไม่ได้ ถ้าสติมีอยู่แล้วปรุงไม่ได้ แน่นอยู่ในหัวอก สติบังคับไว้นั้นสักเดี๋ยวสงบลง เข้าใจ เออไปเท่านั้นละ  พูดมากไม่ทราบจะพูดกับใครต่อใครบ้างซิ ปากมีปากเดียว หูมันเต็มศาลาให้ว่าอย่างไร มันจะไปไหวได้อย่างไร ไปได้ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ยู แคน โก (you can go) เหรอ มาทางไหนงัดออกๆ เทศน์นี่พอให้ตลก พอตลกดีๆ ให้มากกว่านั้นไม่ได้มาก พอตลกดีๆ

พระท่านมาหาก็ไม่ได้อยู่นานละ ไม่ทราบจะเทศน์ไปทางไหนต่อทางไหนบ้าง  การเทศน์มันลำบาก มีแต่พระเทศน์แบบพระ มีแต่ฆราวาสเทศน์แบบฆราวาส มันมีหลายแบบนะ อย่างที่เทศน์วัดป่าบ้านตาดสอนพระกรรมฐานพุ่งเลยเชียว มันต่างกันนะ เดี๋ยวนี้เขาเอาธรรมะเราออกตอนดึกๆนั่นละ มีตั้งแต่ธรรมะที่เทศน์สอนพระวัดป่าบ้านตาด สอนพระล้วนๆ เป็นธรรมะเด็ดๆ เผ็ดๆ ร้อนๆ พุ่งๆ เลย แกงหม้อใหญ่มันก็ไปอีกแบบหนึ่ง เวลานี้ไม่ได้เทศน์แล้วแหละ เทศน์แบบเด็ดๆ เผ็ดๆ ร้อนๆ ไม่ได้เทศน์ แล้ว แต่ก่อนมีแต่อย่างนั้นละเทศน์สอนพระ ไปฟังอยู่ตอนดึกๆ ๆ เขาชอบฟังตอนดึกๆ เทศน์สอนพระ ก็มีแต่เอาจากพระไปฟังกัน นอกนั้นไม่ค่อยมี

การเทศน์ไม่ได้เหมือนกันนะ เหมือนเรากางแหไปนี้ละ เราดูแหกับปลามันเข้ากันได้อย่างไรบ้าง แหถี่แหห่าง ปลาเล็กปลาใหญ่ มันเข้ากันได้หรือไม่ ถ้ามันเข้ากันได้แหใหญ่ปลาใหญ่ก็ตูมเลย แหเล็กปลาเล็กก็เข้ากันได้ ถ้าปลาเล็กกับแหใหญ่มันวิ่งออกตาแหหมด ไม่ได้สักตัวเดียว เข้าใจเหรอ ปลาตัวใหญ่แหเล็กฟาดเอาแหขาดเลย ขาดสะบั้น มันไม่พอดีกัน ต้องเอาของพอดีใส่กัน

แต่ก่อนมีแต่เทศน์เผ็ดๆ ร้อนๆ กับพระ พุ่งๆ เลย เทศน์อย่างนั้นคล่องเร็ว จนกระทั่งหายใจจะไม่ทัน เราฟังเสียงเทปละซิ เวลาพูดไปๆ เนื้อธรรมยังไม่หมด ลมหายใจหมดก่อน รีบสูดลมหายใจดังฟิ้วๆ ติดเทป ให้มันทันกับธรรม ธรรมยังไม่หมด ลมหายใจหมดก่อนรีบสูดแล้วติดตามกันให้ทันกัน บางกัณฑ์เราได้พูดเอง โอ้โห ขนาดนั้นเชียวเหรอ มันเหมือนปืนกล รัวเลยเชียว คือมันไม่ทันใจ

พูดให้ฟัง ท่านทั้งหลายเคยได้ยินไหมธรรมะประเภทนี้ นี่ละธรรมะประเภทออกจากภาคปฏิบัติ ออกจากใจที่ท่านเรียกว่าธรรมเกิด ธรรมอยู่ ธรรมเกิดเกิดที่ใจ เกิดมากๆ ทีนี้เลยกลายเป็นธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน ทีนี้เรียกว่าธรรมอยู่ ธรรมะพระพุทธเจ้าสดๆร้อนๆ แต่พวกเรานี่พวกเน่าเฟะ มันเข้ากันไม่ได้กับธรรมะสดๆร้อนๆ ถ้าเป็นกิเลสตัณหาที่จะทำให้จมไปๆ นี้มันรวดเร็ว ลิงสู้ไม่ได้ ความรวดเร็ว ลิงสู้ใจเราไม่ได้ มันวิ่งตามกิเลสตัณหา ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมมันไม่ค่อยได้เรื่องนะ

แก่ๆอย่างนี้ธรรมไม่ได้มีวัยนะธรรม แก่สกลกาย เครื่องมือของธรรมมันแก่ แต่ธรรมไม่ได้แก่ เวลาธรรมออกนี้พุ่งๆ เลย ทีนี้มันก็มาแพ้ธาตุขันธ์ เทศน์ไปไม่นานอ่อนลงๆ หยุด แต่ก่อนไม่เป็นอย่างนั้นนะ ธาตุขันธ์ก็พร้อม ธรรมะก็พร้อม พุ่งๆ ๆเลย แต่ปรกติเราก็ไม่เคยเทศน์นานเทศน์สอนพระ เผ็ดๆร้อนๆ ได้แค่ชั่วโมงกว่า ไม่มาก ส่วนมากดูไม่ถึง ๒ ชั่วโมง ถึงขนาดนั้นก็พอดีๆ หยุด

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านเทศน์ อย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นฟาดสี่ชั่วโมง ตอนท่านยังไม่แก่นักนะ อายุดูจะ ๗๐ ตอนเราไปหาท่านทีแรก นั่นยังเทศน์สีชั่วโมงได้นะ พออยู่นานไปๆ ลดลงสามชั่วโมง จากนั้นก็มาถึงสองชั่วโมง สองชั่วโมงแล้วหยุด ไม่ลดกว่านั้นอีกนะ สองชั่วโมงหยุด แล้วหยุดเลย ท่านว่าหยุดหยุดเลยไม่เทศน์อีกนะ หยุดเลย

ธรรมะพระพุทธเจ้านี่สดๆร้อนๆ ตลอดมานะ แต่พวกชาวพุทธเรามันพวกเน่าเฟะ เข้ากับธรรมไม่ได้ แล้วหาเรื่องใส่ธรรมว่าหมดเขตหมดสมัย หมดมรรคผลนิพพานต่อไปก็ลุกลามไปถึงบาปไม่มีบุญไม่มีไปอย่างนั้น มันเลอะขนาดนั้นนะเดี๋ยวนี้ เราทราบไหมว่าชาวพุทธเราเลอะขนาดไหน จิตใจต่ำมากทีเดียว บอกว่าเลอะก็คือจิตใจต่ำ ต่ำลงเพื่อกิเลส กองอยู่กับกิเลสทั้งหมดจิตใจ ธรรมไม่มี แล้วจะหาความสงบสุขเย็นใจมาจากที่ไหน เพราะธรรมพระพุทธเจ้าไม่มี น้ำดับไฟไม่มี

ธรรมสดๆร้อนๆ ขอให้ปฏบัติตามพระพุทธเจ้าสอนเถอะ หมายถึงทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนาจะทันกันตลอด จะสดๆร้อนๆตลอดไป สำหรับผู้ตั้งใจภาวนาจริงๆ จะเปิดมรรคเปิดผลขึ้นที่ใจจ้าๆ ขึ้นเรื่อย สุดท้ายก็พุ่งถึงศาสดาองค์เอก สาวกบริสุทธิ์ทั้งหลายอยู่ในท่ามกลางท่านเลย เป็นอันเดียวกันแล้ว จึงเรียกว่าอยู่ในท่ามกลาง ธรรมะนี้จึงเป็นธรรมะสดๆร้อนๆ เรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ธรรมอันผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว คือไม่มีแง่ใดที่จะมาแก้ไขดัดแปลงให้เป็นอย่างอื่น หรือเพิ่มเติมเข้ามานี้ไม่มี ตรัสไว้ชอบทุกแง่ทุกมุมทุกขั้นของธรรม จนกระทั่งถึงวิมุตติพระนิพพาน ตรัสไว้ชอบแล้วทั้งนั้น ให้เดินตามนั้น แลวจะรู้จะเห็นธรรมตามที่ท่านสอนไว้นั้น นี้มันไม่ปฏิบัตินะ

พูดแล้วยิ่งสลดสังเวช พระเราทุกวันนี้จิตใจต่ำมากทีเดียว ดีไม่ดีต่ำกว่าฆราวาสอีก เอาฟังนี่ออก อยู่ในวัดหันหน้าออกนอกวัด ฆราวาสเขาหันหน้าเข้าวัด พระเราอยู่ในวัดหันหน้าออกจากวัด ทะเยอทะยานดีดดิ้นหาลาภหายศ หาความสรรเสริญเยินยอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของธรรม ธรรมท่านหาแต่ผู้ที่ปฏิบัติมุ่งอรรถมุ่งธรรม หาแต่ธรรม ซึ่งเป็นของเลิศเลอเกินสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เทียบไม่ได้เลย แต่มันไม่หานะเดี๋ยวนี้น่ะ มันหาแต่มูตรแต่คูถน่ะซิ

วัดหนึ่งๆ ไม่ว่าวัดเขาวัดเรา วัดน่ะมันกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระเณรกลายเป็นมูตรเป็นคูถปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนว ไม่ไปตามของธรรมของวินัย ดีดดิ้นเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป มันก็เป็นมูตรเป็นคูถในวัดในวา วัดวาก็เลยเป็นส้วมเป็นถาน พระเณรปฏิบัติตัวเป็นมูตรเป็นคูถ เหลวแหลกแหวกแนว แล้วตัวเองก็ไว้ใจตัวเองไม่ได้เลย  บวชเข้ามาแทนที่จะหาอรรถหาธรรมมันไม่ได้หานะทุกวันนี้ มันหาแต่กิเลส เอาศาสนาเป็นฐานเหยียบขึ้น เพื่อเลี้ยงชีพเลี้ยงชีวิตไป แต่จิตใจมันออกไปทางโลก เรียนโลกชั้นนั้นชั้นนี้ไปนั่นน่ะเวลานี้

พูดให้มันชัดพระเณรเรานี้แหละ มันเป็นไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ มันเอาอรรถเอาธรรมมาพูดที่ไหน ใครมีความสนใจในอรรถในธรรม พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องมรรคผลนิพพานหัวเราะกันโลกแตกนู่นน่ะ ฟังซิ คือกิเลสมันมีอำนาจมาก มันหัวเราะเยาะเย้ยธรรม ธรรมท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลยกลายเป็นเหมือนขโมย จะเข้าวัดเข้าวาฟังธรรมจำศีลเข้าป่าเข้าเขานี่ไปแบบเงียบๆ เดี๋ยวนี้ยังไปได้อยู่นะไปวัดไปวา ต่อไปนี้มันจะเป็นอย่างนั้ เพราะกิเลสหนาแน่นขึ้นทุกวัน

ไปวัดไปวาหัวเราะเยาะเย้ยกันเต็มบ้านเต็มเมือง ชาวพุทธเรานี้แหละ จะเป็นใครที่ไหนไป ดูหัวใจของเราทุกคน อย่าไปดูหัวใจคนอื่น มันเป็นการกระทบกระเทือนกัน ดูหัวใจเรา เราเป็นผู้รับผิดชอบในตัวของเรา ให้ดูใจของเรา วันหนึ่งๆ จิตใจมันสูงขึ้นหรือต่ำลง ถ้าสูงขึ้นก็คือจิตใจมีความรักใคร่ใฝ่ธรรมหนักเข้าไปทุกวัน เฒ่าแก่ชราเท่าไรจิตใจยิ่งหมุนเข้าสู่ธรรมหนักเข้าๆ นั่นละจิตเจริญ จิตใจมันใฝ่โลกใฝ่สงสารใฝ่มูตรใฝ่คูถ ความโลภ ความโกรธ กิเลสตัณหาเต็มในนั้น มันใฝ่ในสิ่งนั้น แล้วมันก็ต่ำลงๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ชวนไปวัดไปวาเหมือนจะเอาไปฆ่า หรือเหมือนจูงหมาใส่ฝน ร้องแง็กงักๆ เต็มบ้านเต็มเมือง ไปที่ไหนได้ยินแต่เสียงร้องแง็กงักๆ อยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ชวนไปวัดมันไม่ไป มันเหมือนจูงหมาใส่ฝน ร้องแง็กงักๆ อยู่ในศาลาเรานี้มันก็ร้องแง็กงักๆ อย่นี่ จะว่าอะไรตั้งแต่นอก ในศาลามันก็ร้อง มันไม่ร้องมากมันก็ร้องจี๊ดๆ อยู่นั่นแหละ เต็มศาลานี่ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าวันนี้ทำงานทำการมาก ยุ่งไปหมดมาฟังเทศน์เลยไม่ได้เรื่องได้ราว ฟังไปหลับไปเคลิ้มไปหลับไป พอตื่นนอนขึ้นมาหมู่เพื่อนเลิกไปหมดแล้ว ครูบาอาจารย์ผู้เทศน์ท่านก็ไปหมดแล้ว มีแต่ตัวคนเดียวนั่งเป็นหัวตออยู่ ตื่นนอนใหม่ๆ หมู่เพื่อนกลับไปหมดแล้วเหรอ กลับไปแล้ว โห่ตาย จิตมันรวมใหญ่ จิตรวมใหญ่ฟังซิ มันหลับใหญ่เข้าใจไหม จิตรวมใหญ่ พวกเรานี้ลูกศิษย์หลวงตาบัวมีแต่พวกจิตรวมใหญ่นั่นแหละ

ฟัง ฟังให้ดีนะ จะเอาออกทุกแบบให้ท่านทั้งหลายฟัง ธรรมนี้เหนือโลก ไม่ใช่เหนือธรรมดาเหนือแบบอัศจรรย์ ออกจากใจ ใจของพระพุทธเจ้าเป็นใจอัศจรรย์ สาวกทั้งหลายเป็นอัศจรรย์ จ้าครอบโลกธาตุ ธรรมดาเมื่อไร แต่ท่านไม่ได้เหมือนกิเลส ถ้ากิเลสนี้อยากโอ้อยากอวดอยากโม้อยากคุยนะ แต่ท่านผู้มีธรรมะในใจมีเท่าไรท่านรู้สึกตัวๆ เก็บเรียบร้อยๆ สถานที่ควรพูดมากน้อยหรือไม่ควรพูดท่านจะรู้จักประมาณในธรรมของท่านเอง ท่านไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ท่านไม่เป็นบ้าเหมือนกิเลส ถ้ากิเลสเข้าในใจแล้วเป็นบ้าไปเลย พองตัวเหมือนอึ่งอ่าง ท่านผู้มีธรรมในใจเหมือนไม่มี

ยกตัวอย่างเช่นพระอัสชิ พระโมคคัลลาน์กับพระสารีบุตรเคยเป็นเพื่อนกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วแหละ เวลาไปอยู่ในสำนักเดียรถีย์นิครนถ์ ปฏิบัติธรรม ฟังว่าปฏิบัติธรรม แต่ปฏิบัติอย่างไรไม่รู้แหละ สำนักเดียรถีย์นิครนถ์เขาก็ถือว่าเขาปฏิบัติธรรม ทีนี้พระสารีบุตร-พระโมคคัลลาน์ก็อยู่ในสำนักนั้น พอได้โอกาสออกไปก็ไปเจอเอาพระอัสชิ พระอัสชิท่านกำลังบิณฑบาต ดูลักษณะท่าทางกิริยามารยาทน่าเคารพน่าเลื่อมใส ค่อยติดตามแอบตามดูไปๆ เออ..พระสมณะองค์นี้ทำไมมาจากที่ไหน ดูกิริยาท่าทางเหลือบสายมองขวาเรียบไปตลอด น่าเคารพเลื่อมใส ก็ค่อยตามไป

พอพ้นจากหมู่บ้านแล้วค่อยถาม พระผู้เป็นเจ้าบวชมาจากสำนักใด ดูกิริยาท่าทางน่าเคารพเลื่อมใสมาก แทนที่ท่านจะตีอกป้างๆ ว่าอาตมานี่คือพระอรหันต์ ชื่อพระอัสชิ ท่านไม่ได้พูดนะ ท่านยังพูดถ่อมตนเอาไว้ว่าอาตมานี่พึ่งบวชใหม่ๆ ในศาสนา ถือศาสนาพุทธ พึ่งบวชใหม่ๆ ยังไม่รู้อรรถธรรมอย่างลึกซึ้งกว้างขวางอะไรมากนัก  แล้วจะแสดงธรรมย่อๆ ให้ท่านฟัง การแสดงธรรมท่านย่อๆ มันหัวใจของศาสนาซิ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา          เตส เหตÿ ตถาคโต

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ            เอวํ วาที มหาสมโณ

ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ คือเกิดจากใจ ทั้งดีทั้งชั่วเกิดจากใจ ดับก็ดับที่ใจ ระงับดับด้วยความถูกต้องก็ระงับดับกันที่ใจ เกิดที่ใจ พระสมณโคดมของเราสอนอย่างนี้ เพียงเท่านั้น ท่านไม่ได้พูดว่าท่านเป็นพระอรหันต์นะ นั่นคือพระอรหันต์องค์หนึ่ง ท่านไม่พูดนะ ท่านพูดถ่อมตัว พอจบลงเท่านั้นพระสารีบุตรบรรลุพระโสดาเลย ในขณะที่พระอัสชิเทศนาว่าการด้วย เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เท่านั้นละ พอบรรลุธรรมแล้วเกิดความเชื่อความเลื่อมใสขึ้นทันทีทันใด ถามสำนักอยู่ว่าอยู่สำนักพระพุทธเจ้าวัดเชตวัน เราก็ลืมๆ แล้วสำนักอยู่

ทีนี้ได้ธรรมที่บรรลุโสดา โสตะแปลว่ากระแสแห่งพระนิพพาน กระแสแห่งความแน่วแน่ในบุญในกรรมทั้งหลายเข้าถึงใจแล้ว เชื่อแล้ว แล้วออกจากนั้นไปก็ถามสำนักท่านอยู่ ท่านอยู่สำนักไหนๆ ทราบแล้วก็กลับไปหาเพื่อนฝูงเดียรถีย์นิครนถ์ด้วยกัน..พระโมคคัลลาน์ ไปก็ไปเล่าให้ฟังอย่างนี้แหละ เย ธมฺมา นี่ละให้ฟัง พระโมคคัลลาน์ก็บรรลุพระโสดาต่อกันไป พระสารีบุตรบรรลุโสดาจากพระอัสชิ ทีนี้พระสารีบุตรไปเล่าเรื่องธรรมที่พระอัสชิแสดงให้ฟัง เย ธมฺมา นี่ละ ให้พระโมคคัลลาน์ ก็บรรลุพระโสดาด้วยกัน

แล้วก็ไปชวนบรรดาบริษัทบริวารที่อยู่ในสำนักเดียรถีย์นิครนถ์ ได้บริษัทบริวารมาตั้ง ๒๕๐ คน ไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ส่วนหัวหน้าใหญ่ไม่ไป ทิฐิมานะสูง กล้ามาก ผู้ใดมีความเชื่อมั่นต่อพระสารีบุตร-โมคคัลลาน์ที่เป็นเพื่อนฝูงกันก็ไปด้วยกัน ได้ ๒๕๐ คน พอไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าแล้วบริษัทบริวาร ๒๕๐ คนบรรลุธรรมถึงอรหันต์ด้วยกันหมด ส่วนพระสารีบุตรได้ใช้ปัญญาพินิจพิจารณากับพระโมคคัลลาน์ พระโมคคัลลาน์ ๗ วันสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ทีแรกก็เป็นพระโสดาก่อน พระอริยะขั้นแรก  พระสารีบุตรก็ ๑๕ วันบรรลุธรรมปึ๋งถึงอรหัตตบุคคลเต็มสัดเต็มส่วน

นี่ละเรื่องราวเป็นอย่างนี้ ท่านได้บอกเมื่อไรพระอัสชิว่าอาตมานี้คือพระอรหันต์นะ ท่านไม่ได้ว่า ท่านเอาอรรถเอาธรรมซึ่งเป็นแก่นเป็นสารสำคัญที่จะให้ผู้ฟังเข้าถึงใจ การพูดว่าเป็นอรหันต์นั้นอรหันต์นี้ไม่มีอะไรถึงใจ นอกจากถือว่าโอ้อวด ไม่ฟังก็ได้นี่นะ แต่พอพูดหัวใจของพุทธศาสนาให้ฟังด้วย เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เท่านั้น พระสารีบุตรบรรลุพระโสดาขึ้นทันที พระสารีบุตรไปพูดให้พระโมคคัลลาน์ฟังก็สำเร็จพระโสดาขึ้นด้วยกัน ทั้งสองท่านนี้ก็ไปชวนเอาพวกบริษัทบริวารเป็นเพื่อนฝูงที่อยู่ด้วยกันในสำนัก ได้บริษัทบริวารไปด้วยกัน ๒๕๐ คน

พอไปฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าบริษัทบริวาร ๒๕๐ คน สำเร็จเป็นพระอรหันต์หมด ส่วนพระโมคคัลลาน์ ๗ วันสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตร ๑๕ วันสำเร็จเป็นพระอรหันต์ นั่นละท่านไม่เห็นแสดงว่าท่านเป็นพระอรหัตอรหันต์อะไร มันสำคัญอยู่ที่หัวใจศาสนาคือธรรมที่แสดงออกมา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชั้นนั้นชั้นนี้อะไร นั่นละเป็นอย่างนั้นละ ท่านไม่โอ้อวด ธรรมที่มีในใจมีเหมือนไม่มี เพราะไม่ผลักไม่ดัน ไม่อยากโอ้อยากอวดอยากโม้อยากคุย ผู้มีธรรมในใจเป็นอย่างนั้น มีก็เหมือนไม่มี

ถ้าควรจะแสดงให้ฟังหนักเบามากน้อย ท่านจะเห็นสมควรแก่ธรรมของท่าน ท่านนำออกมาเท่าที่เห็นสมควร ถ้าไม่ควรแสดงท่านก็เฉยไปเสีย ท่านไม่ดีดไม่ดิ้น ไม่ผลักไม่ดัน ไม่คึกไม่คะนอง ท่านผู้มีธรรมภายในใจเป็นความสงบเสงี่ยมเจียมตัว รู้เท่าเหตุการณ์ตลอดเวลาอยู่โดยสม่ำเสมอ นั่นละผู้มีธรรมในใจ ที่ควรจะแสดงหนักเบามากน้อยก็ออกเองๆ ไม่ควรแสดงก็เหมือนไม่มี นี่ละพูดถึงเรื่องธรรม ธรรมไม่ได้ชอบโอ้ชอบอวด..ธรรม มีอยู่ในใจมีเท่าไรก็เต็มหัวใจ ถ้าสมควรที่จะออกจะเป็นประโยชน์แก่ผู้มาเกี่ยวข้องมากน้อยท่านก็นำออกมาแสดงให้ท่านเหล่านั้นฟัง ก็ได้สำเร็จประโยชน์ไปโดยลำดับลำดา ธรรมเป็นอย่างนั้น

เดี๋ยวนี้ธรรมเหล่านี้มันหมดไปแล้วนะ เพราะกิเลสตัณหาเหยียบย่ำทำลายหัวใจของชาวพุทธเรา พูดถึงเรื่องมรรคเรื่องผลเรื่องนิพพาน-การประพฤติปฏิบัติตัวนี้มันไม่อยากฟังละเดี๋ยวนี้ มันเบื่อหน่ายไปหมด มันติดพันอยู่ตลอดเวลา เอาเป็นเอาตายเข้าว่าตั้งแต่เรื่องราคะตัณหา ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความลุ่มหลงงมงาย ไม่รู้จักตื่นคือหลับตลอด โมหะ นี้เท่านั้นที่มันชอบทุกวันนี้ เพลินตลอดเวลา จะเป็นจะตายจนเขาร้องเพลงร้องลิเกที่ไหนให้หามไปดู ให้หามไปฟัง ตัวไปไม่ได้ให้ลูกหลานหามไปฟัง มันเพลิน หัวใจมันไม่ได้มีวัยซิ มันมีวัยแต่ร่างกาย กายไปไม่ไหวแต่ใจอยากไปก็ให้เขาหามไปละเดี๋ยวนี้

นี่ละจิตใจ ถ้ามันลงได้สมัครแล้วไปไม่ได้ให้หามไป นี่เราก็อยากฟังว่าไปไม่ได้ ไปฟังอรรถฟังธรรมไม่ได้หามกูไปหน่อยสู อย่างนั้นอยากได้ยินบ้างนะ ใครมีพ่อตาแม่ยายของผู้ใดที่ว่าอยากไปวัดไปวา กูอยากไปสู แต่กูไปไม่ได้หามกูไปวัดสักหน่อยเถอะ ว่าอย่างนี้มีไหมล่ะ ในกรุงเทพฯเรานี้มีไหม ที่อื่นไม่มี เราสงสัยในกรุงเทพฯ จึงเข้ามาถามที่กรุงเทพฯมีบ้างไหม หรือมันแบบเดียวกัน นอกกับในก็แบบเดียวกันนั่นเหรอ  บ้านนอกว่านอก ไม่ได้อยู่ในตุ่มในไหนี่นะ อยู่บ้านนอกอยู่นอกตุ่มนอกไห แล้วเข้ามาในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯก็ว่าอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ในตุ่มในไห ก็อยู่นอกตุ่มนอกไหเหมือนกัน ถามกันแล้วได้ความพอๆ กัน

ชวนไปวัดไปวาด้วยความสมัครใจอยากไป ไปไม่ได้ให้เขาหามเอาไป ไม่ต้องพูดรถนี่ เอาพูดหามไปเลยมันถึงใจ หามกูไปหน่อยสู กูจะตายแล้วกูไม่ได้เข้าวัดเข้าวา กูเข้าแต่โรงลิเกละครจนฝ่าตีนกูแบนหมดแล้วเดี๋ยวนี้น่ะ หามกูเข้าวัดสักหน่อยเถอะ ไม่มีเฒ่าแก่คนไหนพ่อใครปู่ย่าตายายของใครชวนลูกชวนหลาน ให้ลูกหลานหามไปวัดมีไหม แต่ส่วนหามไปดูลิเกละครเราไม่อยากพูด มันจะหมดทั้งบ้านทั้งเมืองนั้นแหละ ไปไม่ได้ก็คลานไป มันเป็นอย่างนั้นนะ

นี่ละจิตใจมันต่ำ เข้าใจไหม เวลาจิตใจต่ำมันต่ำอย่างนั้นนะ ของดิบของดีไม่สนใจ แต่ของที่เลวร้ายหยาบโลนนี้ชอบมากที่สุด เพราะจิตใจมันหยาบเข้ากันได้สนิท แต่จิตใจที่มีอุปนิสัยปัจจัยของอรรถของธรรมแฝงอยู่แล้ว อยากเข้าหาความดีงามทั้งหลายเช่นอรรถเช่นธรรม ฟังอรรถฟังธรรมจำศีล เจริญเมตตาภาวนา อยากทำบุญให้ทาน มีอะไรๆ คิดถึงพระก่อนแล้ว นี่ละจิตใจของคนที่ใฝ่อรรถใฝ่ธรรม แล้วก็ใฝ่การทำบุญให้ทาน มีอะไรของดิบของดีเจ้าของไม่กินนะ เจ้าของไม่ใช้ นี่สงวนไว้สำหรับพระ จะเอาไปทาน เอาไปทาน เอาไปทาน อาหารก็จะเอาไปทาน เครื่องใช้ไม้สอยก็จะเอาไปทาน เจ้าของกินอย่างไรก็ได้ ใช้อย่างไรก็ได้

นี่ผู้มีความรักใคร่ใฝ่ธรรมเป็นอย่างนั้นนะ เจ้าของมีอะไรไม่สนใจ ขอให้ได้ทำบุญทำทานให้สมใจนี้เป็นที่พอใจ นี่คือจิตที่มีธรรมในใจแฝงอยู่ภายในนั้น จิตใจมีความสะอาดสะอ้านสดสวยงดงามขึ้นเป็นลำดับลำดา แล้วสุดท้ายก็อาศัยอันนี้แหละ อาศัยที่ว่าอันไหนดีๆ เอาไปทานนี้ อันไหนดีๆ เป็นของเจ้าของหมด เพราะเจ้าของทาน ทานแล้วไปอย่างไร กุศลเข้ามาหาตัวเอง ส่วนหยาบท่านก็เอาไปใช้ไปสอยไปรับประทานหรือไปขบไปฉัน แต่ส่วนละเอียดคือบุญกุศลเข้าสู่จิตใจแล้ว จิตใจที่มีส่วนละเอียดคือบุญกุศลแทรกนี้หนุนเลย ตายแล้วไม่ต้องนิมนต์พระ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ให้ยุ่งนะ ให้สอนตัวเองให้ดีซิ ถ้าสอนดีแล้วเป็นอย่างนั้น

พูดอย่างนี้เรายันได้เลย การที่มาสอนพี่น้องทั้งหลายไม่ได้มาสอนความลูบคลำนะ เวลาทีแรกก็ลูบคลำ อ่านในคัมภีร์ใบลานท่านบอกไว้มรรคผลนิพพานมี กิเลสมันก็ไปแบ่งส่วนว่ามรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีนา ดูซิน่ะ ทั้งๆ ที่ธรรมท่านบอกว่ามรรคผลนิพพานมี ท้าทายตลอดเวลา ส่วนย่อยมันก็ไปท้าท้ายล่ะ เอ๊ มรรคผลนิพพานมีหรือไม่มีนา นั่นเป็นอย่างนั้นนะ จนกระทั่งได้ปฏิบัติอรรถธรรม มีครูมีอาจารย์เป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นสักขีพยาน เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวแล้วมันก็ผึงของมันเลย

เราเองเราเป็นแล้วนี่น่ะ สงสัยมรรคผลนิพพานก็สงสัย การสงสัยนี้ถ้ามีใครมาบอกว่ามรรคผลนิพพานมีเราจะเอาตายเข้าว่าเลย เพราะมีความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพานจริงๆ แม้เรียนหนังสืออยู่ก็เป็นในใจ นี่พูดให้ท่านทั้งหลายฟังตามนิสัย ไปอยู่กับหมู่กับเพื่อนเรียนปริยัติอยู่นี้เรื่องภาวนานี้ไม่พูด เดินจงกรมไม่พูด แต่ทำอยู่ทุกวัน  ไม่พูดกับหมู่กับเพื่อนกับพวกลิงค่างบ่างชะนีเหมือนกัน ไปว่าอะไร ทีนี้แขนซ้ายแขนขวาว่าให้กันแล้วมันจะเอาผิดเอาถูกกันได้อย่างไร พอเดินจงกรมนี้ “เหอ จะไปสวรรค์นิพพานเดี๋ยวนี้คอยหน่อยน่ะ เรียนหนังสือจบแล้วค่อยไปสวรรค์นิพพานด้วยกัน” มันพูดเยาะเย้ยด้วยการเล่นการหยอก จะไปเอาโทษกับมันได้อย่างไร แขนซ้ายแขนวา ตกลงก็ทนเอา โอ้นี่เสียท่าแล้ว

วันหลังเดินจงกรมเวลากลางคืนดึกๆ มันเหนื่อย นั่งเหนื่อยๆ หมู่เพื่อนเงียบหมดแล้วลงเดินจงกรมเงียบๆ คนเดียว “ทำอะไร” “อ๋อ เปลี่ยนบรรยากาศ” นี่แก้ใหม่แล้วนะ ทีแรกว่าเดินจงกรมเขาขนาบเอาหลงทิศไป เขาพูดหยอกพูดเล่น พูดหัวเราะเยาะเย้ย คราวหลังนี้เจอ “ทำอะไร”  “อ๋อ นั่งดูหนังสือนานมันเหนื่อย มาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง” พอรอดตัวไป แต่การพูดเรื่องภาวนาไม่เคยพูดนะ ทำอยู่ทุกวัน เป็นอยู่ในหัวใจนี้ไม่บอกใคร มันหากเป็นอยู่ในจิต มีความรักใคร่ใกล้ชิดต่อมรรคผลนิพพาน ต่อจิตตภาวนา เรียนหนังสือเขาเป็นลิงเป็น ลิงของพระกับลิงฆราวาสต่างกัน ลิงของพระหยอกเล่นกันในวงของพระ ไม่ผิดธรรมผิดวินัยแต่หยอกเล่นกันได้ นี่เรียกว่าพวกลิงพวกค่างของพระ ก็เล่นกับเขา เขาเป็นลิงก็เป็นกับเขาเสีย ส่วนภาวนามาพูดไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะขยี้ขยำเอาแหลก เข้าใจไหม ออกไปถึงขโมยทำ

นี่เป็นอย่างนั้นละใครเชื่อมรรคผลนิพพานที่ไหน ทั้งๆ ที่หัวโล้นๆ พูดมรรคผลนิพพานมันไม่เห็นเชื่อวะ นี่มันเห็นในตัวแล้ว คบค้าสมาคมกับเพื่อนกับฝูงทั้งทางด้านปริยัติปฏิบัติเราเข้านอกออกในได้หมด ไมว่าวัดราษฎร์วัดหลวงวัดใหญ่วัดน้อยไปได้หมดเลย เพราะฉะนั้นมันถึงพูดได้เต็มปาก ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ เพราะเราได้ผ่านมาหมดแล้ว ทีนี้ก็เข้าทางภาคปฏิบัติ เข้าภาคปฏิบัตินี้ท่านเปิดเผยของท่านเอง องค์ไหนเข้าไปนี้เหมือนผ้าพับไว้ๆ เรียบ จิตใจลงในธรรมทั้งหลาย ลงในครูบาอาจารย์ทั้งหลายแล้ว คอยฟังแต่เสียงอรรถเสียงธรรมที่ท่านจะแสดงมาด้วยความเป็นธรรมของตนๆ เท่านั้นละ

อย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านทรงมรรคทรงผลไว้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ใครเข้าไปประหนึ่งว่าพระวัดนั้นเป็นพระอรหันต์กันหมด เราเป็นแล้วในหัวใจของเรา เวลาไปหาท่านทีแรกดูพระทั้งหลายที่อยู่ในนั้น ก็ไม่หลายองค์ละ มี ๘ องค์ ๙ องค์ ท่านไม่รับมาก อันนั้นเรียกว่ามากที่สุดแล้วนั่น ท่านออกมาข้างนอก แต่ว่าอยู่ในป่าในเขาท่านไม่เอาใครนะ เป็นปรกติของท่าน เวลาท่านออกมาบั้นแก่ก็มีพระ ๘ องค์ ๙ องค์อยู่กับท่าน ดูองค์ไหนเหมือนผ้าพับไว้ๆ ประหนึ่งว่าท่านเป็นอรหันต์หมด เราก็มาตำหนิตัวเราคนเดียว เอ้อพระเหล่านี้ที่มาอยู่กับท่านไม่ใช่ท่านเป็นพระอรหันต์หมดทุกองค์แล้วเหรอ ดูองค์ไหนเหมือนผ้าพับไหว้ๆ เรียบหมด มันเป็นสัตว์นรกตั้งแต่เราคนเดียวนี้เหรอ ตำหนิเจ้าของนะ

ครั้นอยู่ไปๆ ท่านสนทนาธรรมะภูมิจิตภูมิธรรมแสดงออกต่อกันเราค่อยได้ฟังๆ อ๋อ องค์นั้นภูมิจิตเป็นอย่างนั้นๆ ค่อยเข้าใจ มีความเหลื่อมล่ำต่ำสูง ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ทุกองค์แหละ เพราะความเรียบของท่าน เวลาไปหาท่านท่านไม่มีโลกนะ มีแต่ธรรมล้วนๆ เพิ่มกำลังใจ เพิ่มกำลังใจโดยลำดับลำดา ฟังทีไรตั้ง ๔ ชั่วโมง ไม่ใช่เล่นๆ นะ เพลินตลอด จนลืมเนื้อลืมตัว จิตเข้าข้างในสงบเย็น ต่อจากนั้นมาท่านก็ลดลงมา ๓ ชั่วโมง ลงมา ๒ ชั่วโมงหยุด ถึง ๒ ชั่วโมงแล้วไม่เทศน์ต่อไปอีกเลย

นี้ฟังมาจนเพลินใจ กล่อมใจมากทีเดียว นี่ฟังอรรถฟังธรรม มรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ เหมือนว่าเอื้อมถึงๆ อยู่นั่นละ จิตใจมันกระหยิ่มยิ้มย่อง มันพออกพอใจ หายใจเข้าหายใจเข้าหายใจออกอยู่กับความพากความเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน นี่ละการปฏิบัติ เวลาปฏิบัติไปๆ ตามทางที่ท่านพาดำเนินมามันก็รู้ก็เห็น จิตไม่เคยสงบมันก็สงบ จิตไม่เคยแปลกประหลาดอัศจรรย์ก็แปลกประหลาดอัศจรรย์ จนกระทั่งขึ้นไปกราบเรียนท่านอย่างแชมเปี้ยนก็มี

เวลามันไม่รู้มันก็ไม่มีอะไรจะพูด ขึ้นไปเหมือนผ้าพับไว้ โง่เง่าเต่าตุ่นที่สุด พอเวลาจิตมันเป็นขึ้นภายในใจ เพราะอำนาจแห่งการภาวนาเอาจริงเอาจัง แล้วก็แสดงความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาในเวลาภาวนา เฉพาะอย่างยิ่งวันนั่งตลอดรุ่งนั่นละ วันเด็ดๆ ขาดๆ ต่อกัน กิเลสไม่ตายเราตาย ถ้าไม่สว่างก่อนเราไม่ลุก ยกเว้นตั้งแต่ครูบาอาจารย์และพระเณรในวัด ถ้าองค์ใดมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเราตั้งสัจจะอธิษฐานแล้วว่าจะนั่งตลอดรุ่ง ไม่ยอมลุกเลย เว้นครูบาอาจารย์หรือพระเณรในวัดเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาภายในวัดเราจะลุกไปช่วย ยกเว้นให้ข้อเดียวเท่านั้น นอกนั้นไม่ยก เอาอยากปวดหนักปวด ปวดเบาเบา ถ่ายใส่ผ้าเลย ขี้ใส่ผ้าเยี่ยวใส่ผ้าไปเลย ไม่ถึงเวลาไม่ลุก ฟัดกันเสียจนเต็มเหนี่ยวๆ

จิตใจเวลามันเป็นความทุกข์จริงๆ ที่เรานั่งอยู่นี้ตัวของเราที่นั่งอยู่นี้เหมือนหัวตอ ทุกขเวทนาที่มันเผาหัวตอคือตัวของเรานี้เหมือนว่าเป็นไฟเปรวจรดเมฆ ฟัดกันในเวลานั้น จิตใจของเราเมื่อเวลามันจนตรอกจนมุมจริงๆ มันมีสติปัญญาหาทางออกจนได้ นานเข้าๆ พิจารณารอบแล้วจิตก็ลงผึง ร่างกายที่เป็นไฟอยู่นั้นดับหมดเลย นั่นเห็นความอัศจรรย์ ทีนี้มีกำลังใจ เอามันจะตายก็ตายเถอะน่ะ ธรรมอัศจรรย์เราได้เห็นแล้ว มันก็ยิ่งเพิ่มกำลังใจขึ้นมา วันนี้นะเอาตลอดรุ่งนะผึงถึงตลอดรุ่ง เราไม่เคยลุก ก่อนที่จะตั้งสัจจะอธิษฐานไว้แล้วว่าจะไม่ลุก แต่เสือกมาลุกไม่มี เอาจริงเอาจังขนาดนั้น ได้ความอัศจรรย์ทุกคืนๆ มาเล่าถวายท่าน ท่านก็เมตตาเต็มที่แล้วก็ซัดเต็มเหนี่ยว เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ สรุปความเลย

จนกระทั่งธรรมทั้งหลายที่ตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลาน จนกระทั่งมันค่อยก้าวเดินได้ ตั้งไข่ได้ ก้าวเดินได้ จนกระทั่งวิ่งคล่องตัวๆ ถึงสติปัญญา-มหาสติปัญญา กิเลสมีเท่าไรพังๆ พังๆ ๆ จนกระทั่งพังหมด ไม่มีอะไรเหลือภายในใจเลย จ้าขึ้นมาโดยไม่เคยคาดเคยคิด เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่เราก็ไม่เคยเห็น เพราะท่านไม่เคยปฏิบัติ  แต่เราปฏิบัติเรารู้เราเห็นเกิดความอัศจรรย์ขึ้นมา เห็นแล้วประจักษ์กับใจของเราแล้วที่ปฏิบัติ

แล้วผู้ไม่ปฏิบัติก็มีตั้งแต่พูดดูถูกเหยียดหยามพระพุทธเจ้า เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป เหยียบธรรมทั้งหลายไป มรรคผลนิพพานไม่มี สมัยนี้หมดเขตหมดสมัยแล้ว มรรคผลนิพพานไม่มี ก็มันไม่มีราคา มันหมดราคาแล้ว มันจะเอามรรคผลนิพพานที่ไหนมา มันไม่ได้เชื่ออรรถเชื่อธรรม มันก็ไม่รู้เห็นอะไร ผู้ท่านสนใจปฏิบัติต่อมรรคต่อผลต่อนิพพานมีอยู่ท่านก็เอามาครองใจๆ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จึงมีในโลกมาตลอด จนกระทั่งปัจจุบันนี้มีน้อยเมื่อไรพระอรหันต์น่ะ อยู่ในป่านะส่วนมาก ท่านเหมือนไม่รู้ แต่วงภายในของท่านรู้กัน

วงภายในคือพวกธรรมะ กรรมฐานนี่ท่านจะพูดแต่วงภายใน คือวงกรรมฐานด้วยกัน นอกจากนั้นท่านไม่พูดนะ แม้แต่เป็นพระจะเป็นฝ่ายอื่นนี้ท่านก็ไม่พูด เหมือนไม่รู้ไม่เห็น แต่วงปฏิบัติด้วยกันใครมีภูมิจิตภูมิธรรมเหลื่อมล้ำต่ำสูงอะไร ท่านพูดท่านคุยกันถึงกันหมด รู้กันหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นมรรคผลนิพพานผู้รู้ผู้เห็นยังมีอยู่ จะให้ท่านว่าอย่างไร ก็ท่านรู้อยู่นี่ ใครจะว่าท่านไม่มีก็ท่านครองอยู่แล้ว

พวกตาบอดหูหนวกมันลบล้างไปก็ลบล้างตัวมันเอง ไม่ได้ลบล้างท่าน ท่านสมบัติมหาศาล สมบัติอัศจรรย์ท่านครองไว้แล้ว นั่น นี่ละธรรมเป็นอย่างนั้นอยู่กับผู้ปฏิบัตินะ ผู้ไม่ปฏิบัติเรียนจนคัมภีร์ขาดสะบั้นไปหมดเป็นหนอนแทะกระดาษถึงวันตายมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรถ้าไม่สนใจปฏิบัติ ถ้านำปริยัติคือแบบแปลนแผนผัง ออกมาปฏิบัติ กางออกมามรรคผลนิพพานอยู่ที่นั่น แล้วมันก็รู้ก็เห็นขึ้นมาภายในใจ ธรรมะพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ ไม่ได้ครึได้ล้าสมัย

ท่านจึงเรียกว่าอกาลิโกๆ เราสวดบทธรรมคุณอยู่ทุกวัน ไม่คิดบ้างเหรอ อกาลิโกๆ ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลามาทำลายผู้บำเพ็ญความดีได้เลย บำเพ็ญความดีมากน้อยผลดีจะตอบแทนตลอดไป เป็นอย่างนั้น แต่กิเลสมันบอกว่ามรรคผลนิพพานไม่มี ก็มันไม่ทำไม่สนใจมันจะได้อะไร พากันตั้งอกตั้งใจนะ ศาสนาพุทธของเราเป็นศาสนาที่เลิศเลอ ท้าทายได้สำหรับผู้ที่ท่านรู้ท่านเห็นท่านเป็นอยู่ในใจ ใครจะว่ามีหรือไม่มีท่านไม่สนใจ แต่ท่านครองธรรมเหล่านั้นไว้แล้ว

พวกที่ไม่ปฏิบัติก็มีแต่เห่าว้อๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ท่านผู้ไม่เห่าท่านตักตวงเอามรรคผลนิพพานเต็มหัวใจจากข้อปฏิบัติของท่าน มีอยู่น้อยเมื่อไรทุกวันนี้ ส่วนมากจะมีอยู่ตามป่าตามเขานะ แล้วก็ไม่พ้นที่จะเป็นสายหลวงปู่มั่น สายหลวงปู่มั่นรู้สึกจะถูกต้องแม่นยำมากอยู่ การประพฤติปฏิบัติไปพบกันเจอกันไม่แสลงหูแสลงตานะ ข้อ วัตรปฏิบัติหลักธรรมหลักวินัยเหมือนๆ กัน พอๆ กันเข้ากันได้สนิทตลอด ไม่ว่าสำนักใดๆ

นี่ละสำนักที่ไปด้วยความราบรื่นดีงามตามหลักธรรมหลักวินัย จึงเป็นประหนึ่งว่าตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปตลอดเวลา คือธรรมวินัยนี้แลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยก็เท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าวนั้นแล แล้วพ้นจากทุกข์ได้โดยไม่ต้องสงสัย นี่ละธรรมแท้เป็นอย่างนี้สดๆ ร้อนๆ อย่าไปเชื่อกิเลสมันหลอกลวงนะ แล้วจะพากันจมกันหมดทั้งบ้านทั้งเมืองเราซึ่งเป็นชาวพุทธ มันดูไม่ได้นะ มันสลดสังเวช

นี้แก่เท่าไรแทนที่จะมาห่วงใยในธาตุขันธ์ของตนเราพูดจริงๆ เราหมดห่วง เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นเมื่อไรเป็นได้ ตายเมื่อไรตายได้สบาย น้ำหนักเท่ากัน เราไม่เคยกล้าไม่เคยกลัวกับความเป็นความตาย ที่อยู่นี้ก็เพราะเห็นประโยชน์แก่การช่วยเหลือโลกสงสาร ถ้ามีชีวิตอยู่ก็ได้ทำประโยชน์ดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นนี่ละ ถ้าตายไปเสียประโยชน์ที่แสดงกิริยาอยู่อย่างนี้มันก็ไม่ได้ทำ การยังมีชีวิตอยู่มากน้อยผู้คอยรับผลประโยชน์ก็จะพอเป็นไปได้เรื่อยๆ  

นี้จึงทนอยู่ ไม่อย่างนั้นทนหาอะไร แบกธาตุแบกขันธ์มันหนักจะตาย พาอยู่พากินพา หลับพานอน พาขับพาถ่าย เจ็บไข้ได้ป่วยปวดหัวตัวร้อนเป็นที่ขันธ์ จิตใจรับผิดชอบอยู่มันกระเทือนถึงกันๆ แม้ไม่เข้าถึงจิตใจก็ตามก็ต้องได้รับผิดชอบอยู่นั้นแล แล้วแบกไปหาอะไร มีแต่การดูแลธาตุขันธ์ไม่ได้อะไรกับมันเลย ทิ้งปั๊วะเดียวไปเลย  ไปนั้นแล้วไม่มีอะไร มีแต่จิตล้วนๆ เป็นนิพพานทั้งเป็นอยู่แล้วในธาตุในขันธ์ พอดีดออกจากนั้นก็เป็นอนุเสสนิพพาน ไปนิพพานสดๆ ร้อนๆ พ้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวงแล้ว ท่านมาห่วงอะไร ประสาหนังห่อกระดูก พากันจำเอานะ ให้ไปปฏิบัติ

ภายในใจนี้ไม่ต้องไปถามใคร พอเป็นขึ้นมารู้ขึ้นมาแล้วไม่ต้องหาสักขีพยาน  ดังสาวกทั้งหลาย-พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมถามใคร เอาใครมาเป็นสักขีพยาน สอนโลกได้สามโลกธาตุ แล้วบรรดาสาวกทั้งหลายเวลาปฏิบัติธรรมรู้ธรรมเห็นธรรมเต็มภูมิของสาวกแต่ละองค์ๆนี้แล้วท่านสอนธรรมเต็มภูมิของท่าน ท่านไม่ต้องไปศึกษาปรารภอะไรกับพระพุทธเจ้าอีกต่อไป สอนเต็มภูมิจนกระทั่งถึงวันนิพพาน

นั้นละธรรมเมื่อเข้าถึงจิตที่บริสุทธิ์แล้วเต็มภูมิ จะสอนโลกสงสารได้มากน้อยก็เต็มภูมิของอุปนิสัยของวาสนาของตนๆ นั่นน่ะไปถามใคร จึงว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองในผลงานของตนตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น เป็นสนฺทิฏฺฐิโกขั้นสุดท้ายขั้นสุดยอด บรรลุธรรมปึ๋งเลย พากันจำเอานะ เอาละเทศน์เพียงเท่านี้แหละ เทศน์ไปเทศน์มามันก็เหนื่อย

ทองคำที่ได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำวันนี้ได้ ๒ กิโล ๒๙ บาท ๕๐ สตางค์นะ ทองคำที่ได้ตั้งแต่วันที่ ๕ ที่เรามาถึงจนกระทั่งถึงวันนี้ได้ ๑๓ กิโล ๓ บาท ๖๒ สตางค์แล้วนะ (สาธุ)

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก